ในขณะที่ทุกฝ่ายยังคงปะทะคารมกันอย่างดุเดือด ออร่าอันสูงส่งบางอย่างก็พลันปะทุขึ้นมาจากโลกเบื้องล่าง มันรุนแรงเหมือนกับว่าแสงแห่งสวรรค์จะฉีกโลกใบนั้นทิ้งไป พลังงานสีเขียวเข้มแผ่พุ่งขึ้นมาราวคลื่นลมทะลักออกมากดทับบรรยากาศจนทุกคนต้องชะงักไป
สีหน้าของผู้ที่อยู่ในสนามรบเปลี่ยนไปทันที ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนต่างหันขวับไปยังทิศทางต้นตออย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ผู้นำของแต่ละฝ่ายจะลงมือผนึกคลื่นพลังนั้นเอาไว้ทันทีโดยไม่ต้องพูดคุยกันแม้แต่คำเดียว
คลื่นพลังนั้นถูกกดทับอย่างรวดเร็ว จนแทบไม่มีพลังใดๆ เล็ดลอดออกไปได้เลย
พวกเขารู้ดี หากมีผู้ใดในโลกเบื้องบนสัมผัสพลังนี้ได้ กลุ่มคนที่อยู่ตรงนี้อาจต้องสูญเสียคนไปมากมายเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์กลับคืนมา และพวกเขาเองก็พาคนมาไม่มากด้วยเพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจมากเกินไปในโลกเบื้องบน
มู่หนานซือในตอนนี้ภายในจิตใจของนางนั้นเต็มไปด้วยความตกใจและประหลาดใจแต่ใบหน้าของนางยังคงแสดงรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากราวกับสนุกไปกับความตึงเครียดรอบตัวแต่แท้จริงแล้วในใจของนางเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
นางเงียบอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะรวบรวมสติและพูดขึ้น “เอางี้ดีกว่า... ใครไว ใครได้”
เมื่อนางพูดจบ นางสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ ความว่างเปล่าด้านหลังพลันแยกออกเป็นมิติพิเศษ มู่หนานซือก้าวเข้าไปอย่างไม่ลังเล
คนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าออร่าถูกผนึกจนแน่นหนาแล้ว ต่างก็เร่งเปิดมิติของตนเองและพุ่งตามไปโดยไม่รอช้า
ณ ใจกลางทวีปหยกสวรรค์ โลกเบื้องล่าง
พลังวิญญาณจากใต้พื้นดินพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่ง รุนแรงจนพื้นที่โดยรอบหลายลี้เกิดแรงอัดมหาศาล ผู้ฝึกตนระดับต่ำที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นถึงกับระเบิดร่างออกเป็นเสี่ยงๆ ในพริบตา
กลางคลื่นพลังแห่งนั้น ประตูมิติบานหนึ่งปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า มันส่องแสงสีเขียวอมทองเป็นริ้วๆ ก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้นจากในนั้น
เสียงของชายชราผู้หนึ่ง ทุ้มลึกแต่ทรงอำนาจ
“ข้าคือเจตจำนงที่หลงเหลือของเทพเจ้าแห่งสมุนไพร…”
เสียงของเขาแฝงไปด้วยแรงกดดันที่แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสูงยังรู้สึกได้ถึงความต่างชั้นได้
“ตัวข้านั้นมีทั้งโอกาสและความตายให้พวกเจ้าเลือก หากใครรับความเสี่ยงได้ และต้องการแข็งแกร่งขึ้น… จงมาหาข้าที่ใจกลางของโลกใบนี้”
“สิ่งที่ข้าต้องการคือการหาผู้สืบทอดที่แข็งแกร่งที่สุด...พวกเจ้าจงฝ่าฟันมาให้ถึงใจกลางอาณาจักรลับซะแล้วข้าจะมอบมรดกของข้าให้เจ้าทั้งหมด รวมถึงข้าจะสอนเจ้าทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าได้เรียนรู้มาตลอดชีวิตให้เจ้าด้วย”
เสียงของชายคนนั้นเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังยิ่งกว่าเดิม
“แต่ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดเอาความรู้ของข้าไปโดยไม่จ่ายสิ่งใดตอบแทน หากใครผูกเศษจิตวิญญาณไว้ที่อื่นหรือเตรียมการเกิดใหม่ไว้... เมื่อเจ้าตาย การบ่มเพาะครึ่งหนึ่งของเจ้าจะสูญสิ้นไปทันที”
“ในอาณาจักรลับนี้คนที่มีการบ่มเพาะสูงกว่า อมตะสวรรค์จะไม่สามารถเข้ามาได้ และเมื่ออยู่ในอาณาจักรลับแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ผู้เป็นอมตะ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ หรือผู้ที่เพิ่งจะเริ่มฝึกตน พวกเจ้าทุกคนที่เข้าสู่อาณาจักรลับจะถูกกำหนดการบ่มเพาะให้อยู่ในระดับนักบุญทั้งหมด”
“ข้าหวัง... ว่าจะมีใครสักคน กลายเป็นผู้สืบทอดของข้าได้”
เสียงนั้นไม่ได้แพร่ออกไปแค่ภายในโลกใบนี้เท่านั้น แต่มันพุ่งผ่านมิติสู่โลกเบื้องบน โดยทะลุผ่านม่านพลังป้องกันและค่ายกลที่ปิดกั้นโลกใบนี้เอาไว้ทั้งหมด แต่ทว่ากลับมีพลังแห่งความมืดบางอย่างได้กลืนกินเสียงเหล่านั้นไปทั้งหมดทำให้เสียงเหล่านั้นส่งไปไม่ถึงโลกเบื้องบน พร้อมกับม่านหมองแห่งแสงสว่างได้ค่อยๆเข้ามาปิดบังโลกใบนี้เอาไว้ทำให้คนนอกไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของโลกใบนี้ได้อีกต่อไป
บนท้องฟ้าเหนือสุสานของเทพพระเจ้าสมุนไพร เรือบินลำใหญ่แล่นลอยอย่างสงบ พร้อมธงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะที่ปลิวสะบัดเหนือเสากลาง หานหมิงยืนประสานมือไว้ข้างหลังและมองลงไปยังสุสานของเทพพระเจ้าบรรพกาล
ข้างกายเขา ศิษย์ทั้งเจ็ดคนยืนอยู่ด้วยความสงบ แต่ละคนเปล่งพลังคลื่นวิญญาณระดับนักบุญออกมาอย่างมั่นคงแต่ในความเป็นจริงแล้วทั้ง 7 คนล้วนอยู่ในระดับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แล้วแต่ระบบได้ปกปิดมันเอาไว้ ในช่วงเวลาเพียงห้าวันพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก ด้วยโอสถที่ได้มาจากระบบและถูกหานหมิงนำมาดัดแปลงอีกขั้น พลังของพวกเขาจึงก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วพร้อมรากฐานที่เรียกได้ว่าไร้เทียมทาน
เพื่อความปลอดภัยของศิษย์ใหม่ทั้ง 2 คนแต่ละคนล้วนมีตัวตนที่ไม่ธรรมดา เขาเลยสร้างอาวุธจักรพรรดิพิเศษขึ้นมา นั่นคือ หน้ากากซ่อนรูปร่าง ที่สามารถเปลี่ยนลักษณะภายนอกและอื่นๆ ได้จนแม้แต่ยอดฝีมือระดับอมตะยังแยกไม่ออก อีกทั้งยังมีระบบช่วยปิดบังสายเลือดพิเศษและร่างกายพิเศษของกวนจื่อซวนและเย่ลี่อินเอาไว้ด้วยดังนั้นการที่จะมีคนจำพวกเขาทั้ง 2 คนได้ก็มีแต่ต้องฆ่าหานหมิงเพื่อให้ระบบตายไปพร้อมกับเขาเท่านั้น
ทันใดนั้นความว่างเปล่าก็เปิดออกพร้อมกับมู่หนานซือที่เดินออกมาที่เรือลำนั้น นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่นางจะหันมาทางหานหมิงที่ยืนอยู่อย่างสงบด้านข้าง ใบหน้านางไม่ยิ้มแย้มแต่ดวงตากลับอ่อนไหวลงอย่างแปลกประหลาด
“หานหมิง เจ้าพร้อมรึยัง?”
หานหมิงยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับด้วยเสียงเรียบๆ “ข้าพร้อมแล้วขอรับ ท่านเจ้าสำนัก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่หนานซือหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพยักหน้า “แค่นั้น... ข้าก็อุ่นใจแล้ว”
ว่าแล้วนางก็สะบัดมือ เสื้อคลุมพลิ้วไหวตามแรงลม “เอาล่ะ ไปกันเถอะ”
ร่างของมู่หนานซือพุ่งเข้าใส่ประตูมิติในพริบตา ตามด้วยหานหมิง ศิษย์ทั้งเจ็ดของเขา และชายชุดดำอีกร้อยกว่าคนที่เคลื่อนตัวเข้าไปพร้อมกันอย่างไม่ลังเล
เบื้องหลังของพวกเขา โจวหลัวเฉินเองก็ตามเข้าไปติดๆ ไม่ยอมให้ใครนำหน้าแม้แต่วินาทีเดียว ซุยจื่อเมิ่งเองก็ดึงแหวนที่มีอักษรพิเศษบางอย่างออกมาพร้อมใส่เขาไปที่นิ้วกลางและนางก็สามารถบินเข้าไปในสุสานลับได้ทันที คนจากหอการค้าหมื่นมหาสมุทรและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดอกไม้อมตะล้วนหยิบแหวนที่มีลักษณะคล้ายๆ กันออกมาใส่และก็สามารถเข้าไปในอาณาจักรลับได้
...
...
...
ภายในอาณาจักรลับ หานหมิงพบว่าตนเองอยู่กลางป่าแห่งหนึ่ง กลิ่นอายของหมอกสมุนไพรอวบอ้วนลอยไปทั่วทั้งป่า ร่างกายของเขารู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เสียงหนึ่งดังก้องขึ้นจากทั่วอาณาจักร
“พวกเจ้าทั้งหลาย จงมาที่ใจกลางอาณาจักรของข้าซะ...”
“ผู้ที่ไปถึงเป็นคนแรก ข้าจะมอบมรดกทุกอย่างให้เจ้าโดยไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้าจะสอนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับองค์ความรู้ของข้าให้เจ้าทั้งหมดเลย… ข้ารออยู่นะ”
หานหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อพลังของเขาถูกลดลงเหลือเพียงระดับ นักบุญ เท่านั้น...
ฉัวะ!!
ดาบแห่งแสงถูกสร้างขึ้นมาในมือของเขาพร้อมพุ่งทะลุต้นไม้ต้นหนึ่งเข้าไปอย่างแม่นยำ ก่อนจะมีร่างของสิ่งมีชีวิตบางอย่างร่วงหล่นลงมาจากกิ่งสูง
มันคือ กิ้งก่าสีรุ้ง หนึ่งในอสูรสมุนไพรหายากที่มีพลังระดับ จักรพรรดินักบุญ กระดูกและเลือดของมันสามารถนำเอาไปทำเป็นยารักษาหรือยาเพิ่มพลังได้
ทันใดนั้นบนท้องฟ้าเสียงคำรามแหลมสูง พร้อมเงาของนกสีดำที่กางปีกทั้งสองออกก่อนจะพุ่งใส่หานหมิงในทันที ออร่าของมันแผ่ซ่านไปทั่วจนแม้แต่พื้นดินยังสั่นไหว
ดาบในมือของหานหมิงเปล่งแสงออกมา เสียงฉีกกระชากดังสนั่น
ร่างของนกสีดำถูกตัดออกเป็นหมื่นๆ ชิ้นในพริบตา อสูรตนนี้ไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้องเป็นครั้งสุดท้าย
หานหมิงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเศษชิ้นส่วนที่ยังคงร่วงหล่นช้าๆ เหมือนเกล็ดหิมะสีเลือดกลางป่า จากนั้นเขาก็สั่งให้ระบบซ่อนตัวตนของเขาเอาไว้ก่อนจะใช้นิ้วแห่งแสงแทงไปที่คอของตัวเองทันที ทันใดนั้นของเหลวสีดำสนิทก็ออกมาจากคอของเขา หานหมิงเปลี่ยนสีหน้าเป็นความเยือกเย็นสุดขีดก่อนจะดีดนิ้วหนึ่งทีเบาๆ
ทันใดนั้นงูดำขนาดใหญ่ก็โผล่หัวมาจากใต้ดินทันที และมันจ้องมองหานหมิงด้วยความหวาดกลัว หานหมิงไม่รอช้าเขาโยนของเหลวสีดำนั้นเข้าไปในปากของมันทันทีก่อนที่มันจะหนีไปด้วยความเร็วสูงสุด หานหมิงไม่ได้ไล่ตามมันไปแต่เขาได้พุ่งตัวไปที่ใจกลางสุสานลับอย่างรวดเร็วราวกับเขารู้เส้นทางทั้งหมดอยู่ตั้งแต่แรก
ณ ใจกลางอาณาจักรลับ มีประตูมิติพิเศษที่กำลังเรืองแสงสีเขียวอยู่บานหนึ่ง ท่ามกลางหมอกหนาและกลิ่นสมุนไพรที่หนาแน่น หานหมิงพุ่งเข้าสู่ประตูมิติเบื้องหน้าโดยไม่ลังเล เขามาถึงด้านในประตูในชั่วพริบตา
สิ่งที่ปรากฏต่อเบื้องหน้าของเขาคือทุ่งสมุนไพรไร้ที่สิ้นสุด กลิ่นหอมของสมุนไพรหายากลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทุกต้นไม้ทุกใบหญ้าในที่แห่งนี้ ล้วนไม่ธรรมดาแม้แต่น้อย บางต้นส่งกลิ่นอ่อนๆ ที่เพียงแค่ได้กลิ่น ก็สามารถเพิ่มพลังวิญญาณและอายุขัยของเขาได้เลย
สายตาของหานหมิงกวาดมองไปที่สมุนไพรนับไม่ถ้วนตรงหน้า สมุนไพรส่วนใหญ่ที่นี่ เขาไม่รู้จักมันเลย แต่เขาไม่เสียเวลาไล่ดูให้เปลืองแรง เขาก้าวขาเข้าไปตรงๆ มุ่งหน้าสู่กระท่อมเก่าๆ หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางสวนสมุนไพรนั้น
ตัวกระท่อมดูเก่าโทรมไม่น่าไว้วางใจ หลังคามุงด้วยฟางแห้ง ผนังแตกร้าว มีเพียงแสงอันเบาบางลอดผ่านออกมาจากข้างใน แต่ยิ่งเข้าใกล้ หานหมิงยิ่งรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง
หานหมิงยกมือดันประตูกระท่อมเปิดออกช้าๆ เสียงบานไม้เก่าคร่ำครวญดังก้องไปในความเงียบ เขาก้าวเท้าเข้าไปข้างใน เมื่อเห็นภาพด้านหน้าหานหมิงก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย