ใน่สายของหลายวันต่อมา จิวฟง หลางชี่เชี่ยต้าไคและชูฉงได้เดินไปที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของพวกเขามากที่สุดประตูของบ้านไม้หลังเล็กถูกปิดสนิทเช่นเดียวกับบ้านของผู้ฝึกตนทั้งหลายที่อยู่ในละแวกดังกล่าวซึ่งก็น่าจะเป็ไปได้ว่าเ้าของบ้านกำลังฝึกเดินลมปราณอย่างขะมักเขม้น
ก๊อกๆๆ ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงแหลมๆของหัวหน้าบ้านประกายหมอก
“จินหลงเหว่ยอยู่ด้านในหรือไม่”
เสียงของจิวฟงสร้างความรำคาญให้กับผู้ฝึกตนที่อยู่ในบ้านไม่น้อยเ้าของบ้านรวบรวมสมาธิแล้วตั้งใจเดินปราณต่อโดยพยายามไม่สนใจกับเสียงเคาะประตูที่ดังไม่หยุด
“สงสัยจะไม่ได้ยิน เ้าอ้วน เ้าหนอน เ้าเฉื่อยช่วยกันเคาะประตูหน่อยสิ” จิวฟงหันไปกล่าวกับสหายทั้งสาม
ต้าไคเบียดตัวเข้ามายืนหน้าประตูเช่นเดียวกับหลางชี่เชี่ยและชูฉงแล้วศิษย์น้องของหวังหลี่เม่าก็ช่วยกันเคาะประตูอย่างเมามัน
ก๊อกๆๆ ก๊อกๆๆๆๆ ก๊อกกกกๆๆๆ ปึงๆๆ!
“จินหลงเหว่ย!”เ้าเปี๊ยกแหกปากดังพร้อมกับเคาะประตูรัวๆเ้าเฉื่อยและเ้าอ้วนก็ป้องปากะโเรียกชื่อเ้าของบ้านจนสุดเสียงมีเพียงเ้าหนอนหนังสือเท่านั้นที่เคาะประตูเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้เรียกขานคนที่อยู่ด้านใน
ผ่านไปครึ่งก้านธูปเสียงะโเรียกอย่างน่ารำคาญก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดในที่สุดเ้าของบ้านที่นั่งหลับตาขัดสมาธิอยู่บนเตียงก็ทนไม่ไหวเด็กชายวัยสิบสี่ปีผู้มีฟันเหยินลุกขึ้นแล้วเดินมายังประตู
“จะอะไรกันนักหนา!”เ้าของบ้านเปิดประตูออกมาพร้อมกับะโดังเขามองหน้าจิวฟงหัวหน้าบ้านคนใหม่อย่างไม่สบอารมณ์
“จินหลงเหว่ย ข้ามาเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านประกายหมอกหากเ้ามีอะไรให้ข้าช่วยเหลือก็บอกหัวหน้าบ้านเช่นข้าได้”จิวฟงยิ้มกว้างโดยไม่สนกับสีหน้าที่บูดบึ้งของเด็กชายฟันเหยิน
เ้าของบ้านส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจเขามองจิวฟงและเพื่อนๆทั้งสามอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่จะเอ่ยออกมาอย่างมีน้ำโห
“ถ้าเ้าจะช่วยจริง ช่วยเรียกชื่อข้าให้ถูกก่อนเถอะข้าชื่อจินเจียนยู่ไม่ใช่จินหลงเหว่ย!”
“จริงรึ!” จิวฟงทำท่าทางใแล้วหันไปมองชูฉงเมื่อเห็นเ้าหนอนหนังสือแบมือยักไหล่ เขาก็รีบไม้โบกมือพร้อมกับพูดว่า
“เื่หยุมหยิมแค่นั้นไม่ต้องเอามาเป็อารมณ์หรอกเนอะจินหลงเหว่ย” จิวฟงยังคงยิ้มแป้นและเรียกชื่อเ้าของบ้านผิดๆเช่นเดิม
“...”
จินเจียนยู่นิ่งอึ้งไร้คำพูดเ้าเปี๊ยกผู้เป็หัวหน้าบ้านไม่ได้สำนึกที่เรียกชื่อเพื่อนบ้านผิดท่าทางสบายๆของจิวฟงทำให้เขาหงุดหงิดใจเป็อย่างมาก แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้ในเมื่อจิวฟงได้กลายมาเป็หัวหน้าบ้านประกายหมอกผู้มีอำนาจในการตรวจตราเพื่อนร่วมบ้านแล้ว
ขณะที่เ้าของบ้านกำลังยืนนิ่งเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่ขุ่นมัวจิวฟงก็ชะเง้อชะแง้มองเข้าไปในบ้าน เมื่อเห็นว่าด้านในไม่มีใครเขาก็แทรกตัวเข้าไปตามช่องประตูที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยแล้วเดินไปนั่งบนเตียงอย่างถือวิสาสะ
จินเจียนยู่รีบวิ่งตามเข้ามาด้านในเมื่อไม่มีใครยืนขวางประตูอีกต่อไป ชูฉงและหลางชี่เชี่ยก็เดินเข้าไปในบ้านต้าไคมองซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าการกระทำของพวกเขาไม่ถูกพบเห็นโดยผู้ใดแล้วเ้าอ้วนก็เข้าไปข้างในเป็คนสุดท้ายจากนั้นเขาก็ปิดประตูพร้อมกับลงกลอนอย่างแ่า
“พวกเ้าจะทำอะไร!”จินเจียนยู่ร้องอย่างใเมื่อเห็นว่าประตูไม้ถูกขัดไว้ซ้ำเ้าอ้วนยังเดินไปปิดหน้าต่างทุกบานอีกด้วย
ต้าไค หลางชี่เชี่ยและชูฉงยิ้มที่มุมปากพวกเขาค่อยๆเดินไปหาเด็กชายฟันเหยินที่ยืนอยู่กลางห้องอย่างช้าๆฝ่ายเ้าของบ้านเห็นรอยยิ้มเ้าเล่ห์ของเหล่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็ยิ่งรู้สึกกลัวขึ้นเป็ทวีคูณจินเจียนยู่ถอยหลังหนีโดยที่ไม่รู้ตัว ก้าวถอยหลังได้ไม่ทันเท่าไรขาของเขาก็ไปชนกับขอบเตียงทำให้จินเจียนยู่เซลงไปนั่งข้างๆจิวฟงที่นั่งรออยู่ั้แ่แรกแล้ว
เ้าของบ้านหันไปเห็นรอยยิ้มของจิวฟงซึ่งแฝงไปด้วยเจตนาบางอย่างก็ผงะจะลุกหนีออกไปนอกบ้านก็มีคนทั้งสามดาหน้าเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆจะะโร้องเรียกให้คนช่วยก็เปล่าประโยชน์เพราะบ้านแต่ละหลังอยู่ห่างกันจนเกินไปในเวลานี้จินเจียนยู่ได้แต่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างๆเด็กชายตัวจ้อยที่กำลังส่งยิ้มมา
“ถ้าพวกเ้าทำอะไรข้า ข้าจะรายงานเื่นี้กับอาจารย์เหลียง”จินเจียนยู่พูดด้วยเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
“อย่าพูดเช่นนั้นสิ ข้ามาที่นี่เพราะตั้งใจจะช่วยเหลือเ้าโดยเฉพาะหัวหน้าบ้านผู้มีเจตนาดีเช่นข้าได้ยินคำพูดของเ้าแล้วรู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูก”น้ำเสียงของจิวฟงเต็มไปด้วยความเริงร่ารอยยิ้มยังคงปรากฏอยู่บนสีหน้าของเขาอยู่ทุกขณะ
หัวหน้าบ้านประกายหมอกเอื้อมมือมาตบไหล่จินเจียนยู่ที่นั่งสั่นเป็ลูกนกเปียกฝนขณะที่สหายทั้งสามของเขาก็มายืนล้อมเ้าของบ้านไว้
“นี่...จินหลงเหว่ยข้าคิดไว้แต่แรกแล้วว่าหากข้าได้เป็หัวหน้าบ้านเมื่อไรข้าจะทำให้บ้านประกายหมอกของเราเฟื่องฟู ตอนนี้ข้าได้เป็หัวหน้าบ้านตามที่หวังจึงมาทำตามปณิธานที่ตั้งไว้ข้าจะทำให้เพื่อนบ้านทุกคนก้าวหน้าในการฝึกตนมากกว่าบ้านใด!” จิวฟงยืดตัวเชิดหน้าแล้วกล่าวอย่างมุ่งมั่นพอกล่าวจบเขาก็แสร้งหลับตานึกถึงปณิธานอันแรงกล้าของตน
“เ้าพูดจริงรึ? เ้าช่วยให้ข้ารุดหน้าในการฝึกเดินลมปราณได้จริงรึ?” น้ำเสียงของจินเจียนยู่เปลี่ยนไปเมื่อเห็นท่าทีที่จริงจังของเ้าเปี๊ยกพอได้ยินจิวฟงบอกว่าจะช่วยให้เขารุดหน้าในการฝึกปราณ จินเจียนยู่ก็ถึงกับหูผึ่ง
จิวฟงลืมตาแล้วใช้สองมือกอดอกเขายืนขึ้นแล้ววางท่าเป็ผู้ทรงภูมิ เ้าเปี๊ยกกระแอมเบาๆหนึ่งทีแล้วบอกกับเด็กชายฟันเหยินว่า
“ที่หลางชี่เชี่ยมีพลังปราณเหนือกว่าชุนจางมินก็เพราะความช่วยเหลือของข้า”จิวฟงชี้ไปทางเ้าเฉื่อยที่กำลังยืนนิ่งหลางชี่เชี่ยเห็นจิวฟงขยิบตาก็พยักหน้าอย่างไร้ความรู้สึก
“อา...” จินเจียนยู่มองหน้าจิวฟงด้วยแววตาเป็ประกายก่อนหน้านี้เขาสงสัยอยู่แล้วว่าเหตุใดหลางชี่เชี่ยที่ผ่านการทดสอบเป็คนสุดท้ายของสำนักจึงมีพลังเหนือกว่าชุนจางมินได้
จิวฟงเห็นสีหน้าของจินเจียนยู่ก็รู้ว่าเพื่อนบ้านผู้มีฟันเหยินเริ่มศรัทธาในตัวเขาจิวฟงไม่รอช้ารีบเอ่ยต่อว่า
“ไม่เพียงแต่หลางชี่เชี่ยเท่านั้นต้าไคและชูฉงก็ได้รับการช่วยเหลือจากข้าเช่นกัน”
จินเจียนยู่แทบจะไม่ต้องมองดูสีหน้าของต้าไคและชูฉงที่พยายามทำหน้าจริงจังแค่เขานึกย้อนไปถึงเื่ที่น่าตื่นตะลึงตอนที่สหายของจิวฟงวัดพลังปราณเขาก็เข้าใจได้ว่าที่จิวฟงกล่าวมาเป็เื่จริง ขณะนี้จินเจียนยู่กำลังมองจิวฟงด้วยแววตาที่วิงวอน...วิงวอนให้หัวหน้าบ้านประกายหมอกทำให้เขามีพลังปราณเพิ่มสูงขึ้น
จิวฟงทำเป็เหลียวซ้ายแลขวาเขาโน้มตัวเข้าไปใกล้จินเจียนยู่แล้วยกมือป้องปากพร้อมกับกระซิบกระซาบ
“ข้าจะบอกวิธีที่ทำให้พวกเรารุดหน้าในการฝึกให้เ้าฟัง ขอเพียงเ้าสัญญาว่าจะไม่บอกเื่นี้...”
“ข้าสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายให้ใครฟัง!”จินเจียนยู่ร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นเขารีบเอามือปิดปากเมื่อรู้ตัวว่าเผลอะโเสียงดัง
เื่ที่กลุ่มบ๊วยทั้งสี่คนมีพลังเหนือชุนจางมินนับว่าเป็เื่ปาฏิหาริย์ไม่ว่าคนทั้งสี่ใช้วิธีใดวิธีการนั้นก็ย่อมเป็เื่ที่มหัศจรรย์ซึ่งควรจะเก็บเป็ความลับขั้นสุดยอด
จิวฟงยังคงปั้นหน้านิ่งพร้อมกับทำดัดเสียงให้ฟังดูทุ้มมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เขาหยิบถุงวิเศษขึ้นมาด้วยความระแวดระวังแล้วใช้มือเล็กๆล้วงเข้าไปในถุงอย่างช้าเขาหยุดชะงักก่อนที่จะหันมาบอกกับจินเจียนยู่ว่า
“ข้างในนี้มียาเม็ดเพิ่มลมปราณซึ่งทำมาจากพืชปรุงยาถึงเก้าสิบเจ็ดชนิดข้าได้ตำรับยามาตอนนอนหลับ ท่านผู้ก่อตั้งสำนักมาเข้าฝันและมอบตำรับยานี้ให้กับข้าตอนแรกข้าคิดว่าความฝันของข้าเป็เื่เหลวไหล แต่เมื่อได้ลองผสมยาตามที่ท่านผู้ก่อตั้งบอกข้าจึงรู้ว่าเื่ดังกล่าวเป็เื่จริงยาหนึ่งเม็ดมีสรรพคุณเทียบเท่ากับโอสถสีเทา!”
จินเจียนยู่ตาโตเมื่อได้ยินว่าจิวฟงมียาสูตรพิเศษในเขาไม่สนใจว่าจิวฟงจะได้ตำรับยามาจากไหนแค่มันเพิ่มพลังปราณได้เท่าเทียมกับโอสถสีเทาก็พอแล้ว
แต่ขณะนั้นเองจินเจียนยู่ก็ก้มหน้านิ่งแล้วครุ่นคิดอะไรบางอย่างเขาไม่ได้สงสัยว่ายาของจิวฟงมีสรรพคุณดังที่ว่าหรือไม่พลังปราณของเพื่อนๆทั้งสี่ก็บ่งชี้อยู่แล้วว่ายาที่พวกจิวฟงกินเข้าไปได้ผลจริง
“หากเ้าสนใจยาตำรับของข้าก็ขอให้บอกมา แต่ถ้าเ้าไม่สนใจข้าก็ไม่อาจบังคับเ้าได้”จิวฟงดึงมือออกจากถุงวิเศษแล้วรูดปากถุงให้แน่นเขาทำทีเป็ลุกขึ้นแล้วก้าวขาเพื่อจะออกจากบ้าน
“ช้าก่อน!ข้าสนใจยาเม็ดของเ้าแต่ปัญหาคือข้าไม่มีเงินมากนักหากยานั้นมีฤทธิ์เทียบเท่าโอสถสีเทาจริงมันก็คงจะมีราคาไม่ต่ำไปกว่าโอสถสีเทาของสำนัก”
จิวฟงหลับตาแล้วส่ายหน้าช้าๆก่อนที่จะกลับมานั่งข้างๆจินเจียนยู่อีกครั้งเขาตบไหล่เพื่อนบ้านเบาๆแล้วเอ่ยว่า
“ข้าบอกแล้วว่าข้าตั้งใจจะช่วยเหลือเพื่อนบ้านประกายหมอก...”
“เ้าจะให้ข้าโดยไม่คิดราคาอย่างนั้นรึ!”เด็กชายฟันเหยินรีบพูดแทรกขึ้นมา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความยินดี
จิวฟงถึงกับหน้าเจื่อนเมื่อได้ยินคำพูดของจินเจียนยู่เขาปั้นหน้าเครียดพร้อมกับเอ่ยว่า
“ตัวยาเหล่านี้ข้าใช้เวลานานมากกว่าจะหามาได้ส่วนประกอบแต่ละอย่างล้วนแต่เป็ของหายากข้าถึงกับต้องเสี่ยงชีวิตวิ่งเข้าไปในป่าอสูรแล้วเด็ดพืชบางชนิดจากนั้นก็รีบเผ่นออกมาข้าขอคิดราคายาที่หนึ่งเหรียญต่อสิบเม็ด ราคานี้ถูกกว่าโอสถสีเทาถึงห้าเท่าเมื่อเทียบกับคุณภาพของยาแล้ว ราคานี้ไม่ได้แพงเกินไปเลย เ้าว่าจริงไหม”
“ไม่แพงเลย!ได้ยาที่มีฤทธิ์เทียบเท่าโอสถสีเทาถึงสิบเม็ดในราคาแค่หนึ่งเหรียญเงินนี่จะนับว่าแพงได้อย่างไร” จินเจียนยู่ล้วงถุงวิเศษแล้วหยิบเหรียญเงินสิบแปดเหรียญออกมาด้วยมือที่สั่นระริกเขารีบยื่นเงินทั้งหมดที่มีให้กับจิวฟง
“ข้าขอซื้อยาของเ้าร้อยแปดสิบเม็ด!”พอคิดถึงยาร้อยแปดสิบเม็ด หัวใจของจินเจียนยู่ก็เต้นตูมตามเขาไม่เคยฝึกตนด้วยยาเพิ่มพลังปราณจำนวนเท่านี้มาก่อน จินเจียนยู่มั่นใจว่าด้วยยาจำนวนนี้เขาจะต้องรุดหน้าในเร็ววันอย่างแน่นอน
จิวฟงเม้มปากนิ่งเขาหยิบยาเม็ดสีเขียวอมม่วงซึ่งถูกผลิตใหม่ให้มีสีใกล้เคียงกับสีเทามากที่สุดเท่าที่จะทำได้จากนั้นเ้าเปี๊ยกแห่งบ้านประกายหมอกก็หยิบยามาทีละเม็ดแล้วนับอย่างช้าๆ ขณะนี้สีหน้าของจิวฟงเต็มไปด้วยความลำบากใจ
“ด้วยความที่ส่วนผสมของตัวยานั้นหายากข้าจึงผลิตยาได้ในจำนวนไม่มากข้าตั้งใจว่าจะกระจายยาที่มีไปให้เพื่อนบ้านประกายหมอกอย่างทั่วถึง แต่ไม่เป็ไรในเมื่อเ้าขอซื้อยาเป็คนแรก เ้าก็ควรจะได้ยาทั้งหนึ่งร้อยแปดสิบเม็ดนี้ไป” จิวฟงกัดฟันแล้วยื่นยาทั้งหมดให้กับลูกค้าคนแรก
พอจินเจียนยู่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับเศร้าใจเด็กชายฟันเหยินคิดว่าเขาไม่ควรจะเอาเปรียบเพื่อนบ้านประกายหมอกมากเกินไปจึงรีบบอกกับจิวฟงว่า
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอซื้อเพียงหนึ่งร้อยเม็ดก็พอ”แล้วจินเจียนยู่เปิดถุงวิเศษเพื่อจะเก็บเงินแปดเหรียญเงินลงถุง...
จิวฟงคว้าหมับไปที่แขนของจินเจียนยู่เขารีบง้างมือเ้าของบ้านที่กำไว้ออกจิวฟงรวบเอาเงินสิบแปดเหรียญแล้วรีบยัดเงินใส่ในถุงวิเศษของตนจากนั้นจึงส่งยาทั้งหมดให้กับจินเจียนยู่ที่มองเขาอย่างงงๆ
“ถ้าหากยาไม่พอต่อความ้าของเพื่อนๆบ้านประกายหมอกข้าก็จะเสี่ยงตายเข้าป่าไปเก็บพืชวิเศษอีกครั้งข้าต้องขอร้องให้เ้าปิดเื่นี้ไว้ไม่เช่นนั้นบ้านของเราก็จะไม่มียาเพิ่มปราณที่เพียงพอสำหรับการฝึกตน”
“แต่การแอบเข้าป่าอสูรเช่นนั้นมันอันตรายนะ”
จิวฟงหลับตานิ่งอยู่นานหลังจากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับระบายลมแรง เขาเอ่ยกับจินเจียนยู่ว่า
“เพื่อความก้าวหน้าของเพื่อนบ้านประกายหมอกแม้จำต้องสละชีวิตข้าก็ยินดี!”พูดจบจิวฟงก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากบ้านของจินเจียนยู่ไปในทันที
จินเจียนยู่มองดูแผ่นหลังของจิวฟงที่เดินนำหน้าสหายออกไปด้านนอกด้วยั์ตาที่สั่นไหวเมื่อคนทั้งสี่เดินจากไปแล้ว เขาก็ประสานมือและก้มหัวคำนับ
“ขอบคุณมากหัวหน้าจิว...” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือในใจของจินเจียนยู่เต็มไปด้วยความตื้นตัน
จิวฟงเดินไปยังบ้านหลังถัดไปอย่างเงียบๆโดยที่ไม่พูดไม่จากับใครนับั้แ่ออกจากบ้านของจินเจียนยู่สีหน้าของเขาดูเศร้าหมองจนเพื่อนๆสังเกตได้ต้าไคเห็นใบหน้าที่ดูเศร้าสร้อยของเ้าเปี๊ยกจึงเดินเข้าไปหาพร้อมกับพูดปลอบว่า
“อย่าคิดมากไปเลย เ้าไม่ได้หลอกลวงใครยาเม็ดเ่าั้มีสรรพคุณเทียบเท่าโอสถสีเทาจริง”
ดูเหมือนว่าจิวฟงจะจมอยู่ในความคิดโดยที่ไม่ได้ยินเสียงของต้าไคที่พูดอยู่ใกล้ๆเขายังคงก้มหน้าแล้วทำปากมุบมิบไปตลอดทาง
ต้าไคไม่ได้ยินว่าจิวฟงพูดอะไรจึงเร่งฝีเท้าเพื่อที่จะเข้าไปใกล้เพื่อนตัวน้อยเขายื่นหน้าและพยายามเงี่ยหูฟัง เมื่อได้ยินเสียงแว่วนั้นชัดเจนเ้าอ้วนก็แทบจะยันไปที่ชายโครงของจิวฟง
“ข้าขายยานั่นถูกไปรึเปล่านะ”นั่นคือคำพูดอันแ่เบาของจิวฟงจอมงก