รุ่งเช้าในเมืองฉางเจินเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางหมอกที่ยังหนาทึบไม่แพ้คืนก่อน เสียงไก่ขันดังเพียงบางเบา และไม่มีเด็กวิ่งเล่นในตรอกเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว...
ในตลาดเล็กใกล้สะพานไม้ ชาวบ้านบางส่วนเริ่มตั้งแผงขายผัก แต่ใบหน้าของพวกเขากลับเคร่งเครียด บางคนกระซิบกระซาบใกล้กัน พยายามไม่ให้เสียงลอดออกมา
“ข้าฝันเมื่อคืน... เหมือนเห็นเงาอะไรยืนอยู่ปลายเตียง”
“ข้าก็ฝัน... เห็นศาลเ้า มีเสียงสวดประหลาดออกมาจากข้างใน”
“เมื่อเช้าข้าเดินผ่าน มีรอยเท้าโคลนขึ้นบันไดศาลเ้า... แต่ไม่มีใครอยู่เลย”
เสียงกระซิบเ่าั้เหมือนสายลมในตรอกแคบ หลอมรวมกับกลิ่นไอน้ำชาและกลิ่นฝาดจากไม้เก่า ทั้งเมืองดูเหมือนกำลังตื่นจากฝันร้ายที่เริ่มกลืนความเป็จริงเข้าไปทุกที
...
ซ่งเหวินอวี๋ยืนอยู่หน้าศาลเ้าร้าง ร่างชายผู้ตายยังคงนั่งสงบในท่าขัดสมาธิ ดวงตาหลับสนิท ไม่มีเื ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ หรือแม้แต่ความเ็ปบนสีหน้า
เขาย่อตัวลงอย่างระวัง วางฝ่ามือแนบกับพื้นศิลาเย็นเฉียบ สายตาไล่จากปลายเท้าขึ้นไป
มือขวาของศพกำเศษผงละเอียดสีแดงคล้ำ บางส่วนเกาะตามซอกเล็บ คล้ายผงหยกหรือแร่บางอย่าง
เขาดึงปลอกแขนขึ้นช้า ๆ – ไม่มีรอยช้ำ ไม่มีการหักของกระดูก ไม่มีาแภายนอก แม้กระทั่งชีพจรก็เหมือนจะหยุดแบบเงียบสงัด ไม่ใช่การตายด้วยพิษ ไม่ใช่การตายด้วยแรงกระแทก
รอบตัวศพ เขาพบรอยเท้าเพียงคู่เดียว... นำมาจากลานศิลาเข้าสู่ศาลเ้า ไม่มีร่องรอยการดิ้นรนหรือคนอื่นเดินเข้าออก
ใกล้มือซ้ายของศพมีเศษหยกสีแดงเข้มขนาดเท่าปลายนิ้ว แตกแหลมราวกับเพิ่งหักจากวัตถุบางอย่าง
...
“ไม่มีใครรู้จักชายผู้นี้จริงหรือ?” เหวินอวี๋เงยหน้าถามชาวบ้านรอบข้าง
พวกเขามองหน้ากัน พากันถอยห่างไปทีละก้าว ดวงตาหวาดระแวงปะปนความกลัวอย่างชัดเจน
หญิงชราคนหนึ่งในกลุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเบา ๆ
“ข้าเคยเห็นเขาเมื่อวานที่ตลาดเ้าค่ะ... แกเดินผ่านร้านขายผัก ไม่ได้พูดอะไร แค่ยิ้ม แล้วถามว่า... ศาลเ้าไปทางใด”
เสียงของนางสั่น แต่ยังพูดต่อ
“ตอนข้าบอกทาง เขากล่าวขอบคุณ... แล้วพูดแปลก ๆ ว่า ‘ถึงเวลาแล้ว...’ ข้าไม่เข้าใจหมายถึงสิ่งใด”
ชาวบ้านคนอื่นพากันหลบสายตา มีคนพึมพำ “คำสาป...แน่แล้ว...”
...
เหวินอวี๋เดินขึ้นบันไดหินศาลเ้าร้างอย่างช้า ๆ ประตูไม้เปิดค้าง เสาไม้ถูกเถาวัลย์พันไว้จนแทบมองไม่เห็นลวดลายเดิม ผนังข้างในปกคลุมด้วยฝุ่นหนาและรอยเทียนเก่า
ใต้แท่นบูชา เขาก้มมองลอดผ่านแผ่นไม้บาง ปรากฏเงาของหีบไม้ใบเล็กถูกเปิดไว้เล็กน้อย
เขาค่อย ๆ ดึงมันออกมา — ภายในมีผ้าห่อวัตถุยาวเท่าฝ่ามือ ห่อด้วยผ้าไหมดำ เมื่อเปิดออก... พบหยกแดงอีกชิ้น ลวดลายเดียวกับของบิดา แต่แหว่งหายไปตรงขอบ
พร้อมกับกระดาษเก่าผืนหนึ่ง เขียนด้วยหมึกดำซีดว่า:
“หนึ่งในสี่ – หากเ้าพบข้า เ้าคือคนที่ยังมีลมหายใจ”
เหวินอวี๋นิ่งงัน มือบีบหยกแน่น
ใจเขาสั่น... ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเริ่มตระหนักว่า สิ่งที่พ่อเขาเคยพูด—เื่ ‘ัที่หลับใหลในเงา’—อาจไม่ใช่นิทาน
เขาหันกลับไปมองศพนั้นอีกครั้ง
ท่าทางนิ่งสงบ... คล้ายพ่อเขาในคืนนั้น
คำถามเก่าหลั่งไหลเข้ามาอีกครั้ง
ใครส่งจดหมายนั้น?
ทำไมศพต้องนั่งสมาธิ?
ใครเก็บหยกไว้ใต้ศาลเ้า?
และ... ศพนั้น—มาตายที่นี่เอง หรือถูกพามาวางไว้?
เขารู้ว่าเกมนี้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และเขาไม่มีสิทธิ์ถอนตัว
เหวินอวี๋ไม่พูดอะไรต่อ เขาเดินออกจากศาลเ้าอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้ร่างของชายแปลกหน้าถูกล้อมไว้ด้วยความกลัวและคำถาม เขารู้ว่าถ้าทำให้ใครตื่นตระหนกเกินไป อาจไม่มีใครกล้าเปิดปากอีก
เขาย้อนกลับมายังโรงเตี๊ยม ‘หอซ่อนจันทร์’ พร้อมหยกสองชิ้นในห่อผ้า และกระดาษปริศนา — หยกของบิดา และหยกจากศพ
ที่ชั้นบนของโรงเตี๊ยม เขาคลี่ผ้าออก วางหยกทั้งสองชิ้นเคียงกัน ความเย็นจากหยกแผ่ซ่านผ่านโต๊ะไม้ เขาใช้ปลายนิ้วลูบเส้นรอยแตกอย่างแ่เบา... ราวกับจะถามมันว่า "เ้ามาจากที่ใด... และเ้าจะพาข้าไปหาใคร?"
เขานั่งลงพร้อมเปิดสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยรอยจดจากการสืบสวนคดีของบิดาในอดีต เขาเริ่มบันทึกสิ่งที่เห็นวันนี้
ร่างผู้ตายในท่าสมาธิ ไม่ปรากฏร่องรอยการฆ่า
เศษหยกสีแดงอยู่ใกล้ศพ
หีบไม้ใต้ศาลเ้า มีหยกอีกชิ้นและกระดาษเตือนว่าเป็ "หนึ่งในสี่"
หญิงชราเคยเห็นชายผู้นี้พูดถึง “ถึงเวลาแล้ว...”
เขาขีดเส้นใต้คำว่า “หนึ่งในสี่” ซ้ำ ๆ
“หมายถึงหยกหรือคนกันแน่?” เขาพึมพำเบา ๆ
เสียงฝนเริ่มตกลงเบา ๆ จากนอกหน้าต่าง ลมเย็นตีผ่านผ้าม่าน ลมหายใจของเขาเริ่มช้าลง... ก่อนจะผล็อยหลับไปชั่วครู่
...
ภาพในความฝันพาเขาย้อนสู่วัยเด็กอีกครั้ง — ศาลเ้าร้างที่เขาเคยแอบเข้าไปกับพ่อในคืนฝนตก พ่อเคยบอกว่า "เ้าเห็นไหม... เมื่อใดที่แสงเทียนดับโดยไม่มีลม นั่นคือเงาของัในม่านหมอก"
เขาหันไปหาบิดาในฝัน แต่พบเพียงเงาของชายผู้ตายเมื่อคืน ยิ้มให้เขาแล้วกลายเป็หมอกสีเื... หยกในมือชายผู้นั้นเรืองแสง... และแหลกสลายต่อหน้า
เขาสะดุ้งตื่น หยาดเหงื่อเกาะตามขมับทั้งที่อากาศหนาวเย็น
...
ตอนสายของวันนั้น เขาออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อไปพบผู้ใหญ่บ้าน — ชายวัยห้าสิบกว่า นามว่า “หลิวอิ่งไห่” ผู้ที่เคยเป็เพื่อนร่วมงานของบิดาเมื่อครั้งรับราชการ
“เ้า...เหวินอวี๋จริงหรือ?” หลิวอิ่งไห่เอ่ยเสียงพร่า
“ใช่ขอรับ ข้ากลับมา...เพราะข้าคิดว่าบิดาข้าไม่ได้ตายโดยธรรมชาติ”
ใบหน้าของหลิวอิ่งไห่แข็งทื่ออยู่ชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจยาว
“คนตายเมื่อคืนนี้... เ้าเจอเองหรือ?”
“ใช่ และข้าพบหยกแบบเดียวกับของบิดาข้าอยู่ข้างศพ”
ชายชรานิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ
“ซ่งเจิ้ง... พ่อเ้า... เคยพูดถึง ‘ัเงา’ จริง เขาเคยได้รับหยกแบบนั้น... แต่ข้าไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร ข้าแค่รู้ว่า...มีคนที่ไม่อยากให้ความจริงปรากฏ”
เหวินอวี๋กำมือแน่น “ข้าจะค้นหาความจริงนั้นให้พบ แม้มันจะฝังลึกใต้เงาัก็ตาม”
หลิวอิ่งไห่พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะยื่นกระดาษผืนหนึ่งให้เขา เป็แผนที่เมืองฉางเจินในสมัยก่อน
“ดูตรงนี้... จุดใต้ศาลเ้า คือที่เคยเป็ ‘หอคำสาบาน’ ในยุคบรรพชน — ไม่มีใครกล้าแตะต้องอีกเลยั้แ่เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อห้าสิบปีก่อน”
เหวินอวี๋มองจุดบนแผนที่ และรู้ทันทีว่า...
คืนนี้เขาจะต้องกลับไปยังศาลเ้าอีกครั้ง — คราวนี้ ไม่ใช่เพื่อตรวจศพ แต่เพื่อเปิดทางเข้าสู่ความลับที่ถูกฝังไว้มาแสนนาน...