“ข้าเห็นว่าคุณหนูโจวมีวัตถุดิบมากมาย หยิบเอามาใช้ตีอาวุธให้ท่านบ้างคงไม่เป็นไร ...นางคงไม่โกรธข้าใช่ไหม”
“ลองนางโกรธดูสิ..... สวยจัง ....” ซินเหยียนละสายตาจากเทียนคงแล้วก้มลงดูอาวุธที่อยู่ในมือมันเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง แม้จะยังอยู่ในฝักแต่ก็เปล่งออร่าความงดงามออกมาให้เห็นแล้ว และยิ่งดึงมันออกมาก็พบกับกระบี่สีขาวเงินที่งดงามมาก ๆ และที่สำคัญ มันเป็นอาวุธระดับ 5ขั้นสูงสุดเช่นเดียวกัน
เห็นซินเหยียนชมชอบมันมากเทียนคงก็ยิ้มบางด้วยความภูมิใจแล้วอธิบายความสามารถของกระบี่เล่มนี้ให้ซินเหยียนฟัง โดยกระบี่เล่มนี้จะไม่ใช่อาวุธที่เน้นไปที่การจู่โจมแต่จะเน้นไปที่การป้องกัน โดยมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถหักล้างคลื่นพลังได้จำนวนหนึ่งและอีกคุณสมบัติที่สำคัญคือ การที่มีอัญมนีสามเม็ดฝังอยู่ที่โคนด้ามก่อนถึงส่วนคมเป็นทับทิม เพทาย และโกเมน อย่างละเม็ด และเป็นอัญมนีระดับ 5 ทั้งหมดด้วยเช่นกัน
สีแดงของอัญมีนีตัดกับสีขาวหิมะของด้ามและส่วนคมเป็นอย่างดีความงดงามของกระบี่เล่มนี้จึงหาได้มีกระบี่เล่มใดที่ซินเหยียนเคยเห็นมาไม่นางดึงกระบี่ออกจากฝักแล้วร่ายรำอยู่ครู่ใหญ่
และถึงจะบอกว่าเน้นไปที่การป้องกันก็ใช่ว่าจะไม่อันตราย เพราะที่เรียกว่าเน้นที่การป้องกัน ก็เพราะคุณสมบัติที่มันมีเหมาะกับการใช้เพื่อปัดป้อง มากกว่าการโจมตีเพียงเท่านั้น แต่หากผู้ใช้ต้องการใช้มันเพื่อโจมตี ก็สามารถทำได้อย่างไม่ยากเย็น ซ้ำยังจะน่ากลัวมากเสียด้วยโดยเฉพาะกับผู้ใช้พลังรูปแบบควบคุม ที่ใช้การโจมตีด้วยธาตุเป็นหลักด้วยคุณสมบัติพิเศษของกระบี่เล่มนี้ มันสามารถหักล้างพลังที่มาในรูปแบบของธาตุต่างๆได้ด้วย ดังนั้นทั้งการโจมตีและการป้องกันด้วยธาตุจะไม่สามารถหยุดกระบี่เล่มนี้ได้เลย
เทียนคงยืนดูสองหญิงงามพากันร่ายรำพร้อมกับอาวุธของเขาด้วยความชอบใจก็รู้สึกยินดียิ่ง เขายิ้มบางเบา ๆ เดินฉากหลบออกไปเงียบ ๆแล้วนั่งลงจิบชาชื่นชมภาพความงดงามนี้
แต่ดูท่าความงดงามจากการร่ายรำนี้จะเกิดขึ้นเพียงครู่เดียวเพราะทันทีที่คุณหนูโจวดึงค้อนขึ้นมาจากแหวนมิตินางก็ถูกน้ำหนักของค้อนถ่วงจนการร่ายรำของกระบวนท่าถูกทำลาย และด้วยทีก่อนหน้านี้นางไม่ได้ลองยกอาวุธทั้ง6 ชิ้นนี้ก่อนที่จะเก็บเข้าแหวนมิติ ทำให้นางไม่รู้ว่าค้อนมันจะหนักขนาดนี้นางจึงหัวทิ่มลงพื้นเพราะแรงเหวี่ยงของค้อนที่ทิ้งตัวลงพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ปั๊กกกกก..... โอ๊ยยยยยย ....... เจ็บ ๆๆๆๆ ...” คุณหนูโจวนั่งน้ำตาไหลสองมือกุมหัวไว้เพราะความเจ็บปวดที่หัวทิ่มพื้นส่วนค้อนเจ้าปัญหาก็ทำให้พื้นโดยรอบยุบลงไปเพราะน้ำหนักของมัน
ด้านซินเหยียนพอได้ยินเสียงร้องของคุณหนูโจวก็หยุดการร่ายรำเก็บกระบี่เข้าแหวนมิติ แล้วรีบวิ่งไปดูคุณหนูโจวด้วยความเป็นห่วง
“องค์หญิงหมอนั่นนน .... เอ่อออ ..... ข้าหมายถึง คุณชายเทียนคง เขาจงใจแกล้งข้าอีกแล้วแน่ๆเจ้าค่ะ ฮือออออ ...” คุณหนูโจวคว้าขาของซินเหยียนแล้วฟ้องทันที โดยเกือบลืมเรื่องที่ซินเหยียนคาดเดาว่าเทียนคงเป็นคนของผู้คุมกฏแห่งแสงไปเสียแล้วดีที่ยังมีสติอยู่บ้าง
“เขาไม่ได้แกล้งเจ้าต่างหาก ที่ตอนเขาอธิบายรายละเอียดอาวุธให้ฟัง แต่ไม่ได้ฟังมัวแต่ตาใสเป็นประกายเหม่อลอยอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ... เอ้า ลุกขึ้นได้แล้วอย่าสำออยน่า ไม่มีใครเห็นเจ้าเสียหน่อย ภาพลักษณ์องครักษ์ส่วนตัวยังอยู่ครบไม่ต้องห่วงหรอก”
“.....อืมมมม” โดนซินเหยียนพูดจี้ใจดำ คุณหนูโจวก็พูดอะไรไม่ออกได้แต่ลุกขึ้นตามซินเหยียน ก่อนจะหันไปทางเทียนคงที่กำลังเดินเนิบนาบมาทางนางแล้วพูดว่า “คุณชาย รบกวนท่านแนะนำการใช้ค้อนนี่ให้ข้าหน่อยได้ไหม”
คุณหนูโจวไม่ได้เห็นเทียนคงร่ายรำอาวุธทั้งหกชิ้นนี้เหมือนซินเหยียนจึงเอ่ยถามออกมาด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะนางคิดว่าเขาจงใจแกล้งนางจริง ๆจึงคิดจะเอาคืนเขาบ้างเล็กน้อย แม้จะคาดเดาได้ว่า เทียนคง คงยกและใช้ค้อนนี้ได้แต่คงไม่ถึงกับคล่องแคล่วหรอก และหากคนตีอาวุธนี้ขึ้นมาไม่ได้ก่ะน้ำหนักให้เหมาะสม ก็ถือเป็นเรื่องน่าอายไม่น้อย
ซินเหยียนเห็นคุณหนูโจวไม่ยอมก็ได้แต่ถอนหายใจ แล้วปล่อยให้นางหน้าแตกไปส่วนเทียนคงนั้นก็ดันแสดงท่าทีเหมือนรู้ตัวว่าทำผิดไป เขาเดินเกาหัวแกรกมาอย่างช้าๆ แล้วพูดว่า “ข้าผิดเอง ที่ไม่ทันได้คิดถึงระดับพลังท่านในตอนนี้แต่ข้าเชื่อมั่นว่าวันหนึ่ง ท่านจะสามารถใช้มันได้แบบนี้” แล้วจับปลายด้ามของค้อนแล้วยกมันขึ้นมาด้วยมือข้างเดียวก่อนจะเหวี่ยงมันขึ้นจนมันหมุนควงอยู่กลางอากาศหลายรอบ
คุณหนูโจวที่กำลังจะพูดตอบรับคำขอโทษก็แทบเก็บคำเหล่านั้นไม่ทัน แล้วเหม่อมองเทียนคงและค้อนที่กำลังหมุนควงอยู่ตรงนั้นแต่การแสดงยังไม่จบ เทียนคงรับค้อนที่หมุนตกลงมาบนมือเขาอย่างพอดิบพอดีก่อนจะปักหัวค้อนลงพื้นจนเกิดแรงสั่นสะเทือน แล้วดีดตัวเองกับค้อนออกไปหลายเมตรแล้วร่ายรำค้อนยักษ์นี้อย่างคล่องแคล่ว และก่อนที่เขาจะจบกระบวนท่าในการตีลังกาขึ้นกลางอากาศแล้วทุบมันลงพื้นเขาก็พูดบอกซินเหยียนว่า
“ท่านเห็นกระบวนท่านี้แล้วรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นใช่ไหม”
“อืออออ”ซินเหยียนตอบแล้วจับมือคุณหนูโจวหมายจะลากนางออกไปจากจุดที่ยืนอยู่ให้ถอยห่างออกไปจากรัศมีคลื่นพลังที่จะเกิดขึ้นแต่เทียนคงก็รีบพูดต่อว่า
“ไม่ต้องถอยไปไหนใช้กระบี่ของท่าน” พูดจบก็ไม่รอให้ซินเหยียนตอบรับใด ๆแล้วเริ่มกระบวนท่าสุดท้ายและทันทีที่ค้อนกระทบพื้น ก็เกิดเสียงดังสนั่นพร้อมกับคลื่นกระแทกที่กระจายออกรอบด้าน และพุ่งเข้าหาซินเหยียนอย่างรวดเร็ว
คุณหนูโจวแม้จะตื่นตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ด้วยสัญชาตญานของนักรบและองครักษ์ส่วนตัวของราชวงศ์ก็รีบคว้าแขนซินเหยียนหมายจะดึงนางไว้ด้านหลังแล้วรับคลื่นกระแทกนี้ด้วยตัวเอง
แต่ซินเหยียนก็ไม่ได้ไปตามแรงดึงของคุณหนูโจวจนคุณหนูโจวตระหนกและมันก็ไม่มีเวลาให้พูดอะไร นางจึงดึงเอาดาบที่เทียนคงตีให้ขึ้นมาหมายจะเปิดใช้ม่านพลังและในจังหวะนั้นเองที่ซินเหยียนพุ่งไปด้านหน้า เข้าหาคลื่นกระแทกนี้ด้วยตัวเองมือหนึ่งถือกระบี่ที่ยังคงอยู่ในฝักไว้ รอจังหวะที่เหมาะสม
และในระยะที่คลื่นกระแทกอยู่ห่างจากนางเพียงก้าวเดียวนางก็ดึงกระบี่ออกมาฟาดฟันคลื่นกระแทกนี้จนสลายหายไปดื้อๆกลางอากาศในระยะที่พอดีกับนางและคุณหนูโจวพอดีบพอดี
“นะนี่ เมื่อครู่มันอะไรกันน่ะ ..... ค้อนนั่น ....... แล้วก็ กระบี่นั่นองค์หญิงท่านไปเอามาจากไหน หรือว่า .....”
“เป็นอย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละเทียนคงตีอาวุธให้ข้าด้วย”
“....งะ งั้นหรอกหรือ”
“ทำไมเขาจะตีอาวุธให้ข้าบ้างไม่ได้หรือไง”
“เปล่าข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น .....”
“เชอะเขาตีให้เจ้าตั้ง 6 ชิ้น ตีให้ข้าชิ้นเดียวเอง”
“....นั่นสินะเจ้าคะ อิอิ ...”
“หน่อยแน่เจ้านี่มัน .... มานี่เลยนะ”
พอเห็นว่าเทียนคงตีอาวุธให้ซินเหยียนด้วยจู่ ๆในใจของคุณหนูโจวก็เกิดอารมณ์แปลกประหลาดขึ้นมานิดหน่อยแล้วทำหน้าจ่อยไปเล็กน้อย ซึ่งซินเหยียนก็สังเกตเห็น จึงตอบไปแบบนั้นและพอคุณหนูโจวได้ยินคำตอบนี้ก็ยิ้มออกมาทันทีและไม่วายหัวเราะคิกคักไปทางซินเหยียนด้วยอีกต่างหากและจากนั้นสองหญิงงามวิ่งไล่จับกันอีกครั้ง ก่อนจะวิ่งมาหยุดตรงหน้าเทียนคง
“ข้าคืนค้อนนี่ให้ท่าน”
“อืมมมขอบคุณคุณชายมาก ที่สละเวลาตีอาวุธพวกนี้ให้ข้า และข้าก็ต้องขออภัยท่านด้วยที่เกิดความสงสัยในสิ่งที่ท่านอุตส่าสร้างสรรค์มันเพื่อข้า”คุณหนูโจวที่ไม่เคยแสดงท่าทีอ่อนน้อมแบบนี้ให้กับใครแม้แต่กับซินเหยียนเองนางก็ไม่เคยเป็นหรือทำแบบที่ทำอยู่ตอนนี้ ท่าทาง คำพูด กิริยาล้วนอ่อนช้อยและสุภาพอย่างที่สุด ซินเหยียนเห็นเพื่อนรักเป็นแบบนี้ก็กรอกตามองบน
ส่วนเทียนคงไม่ตอบได้อะไรเพียงแต่ยิ้มกว้างรับเท่านั้น แต่ในใจนั้นกำลังคิดว่า“นางคนนี้จะต้องเป็นพวกสองบุคลิคแน่ ๆ ไม่สิ เป็นพวกนางทั้งสองคนเลย”
“ว่าแต่เถอะคุณชายเทียนคง เจ้าได้ตั้งชื่ออาวุธพวกนี้ไว้ไหม” ซินเหยียนเอ่ยถาม
“ก็มีคิดไว้บ้างแต่ไม่รู้ว่าท่านทั้งสองคนจะพอใจหรือไม่”
“ลองบอกมาก่อนสิไม่บอกแล้วจะรู้ว่าชอบหรือไม่ชอบกันล่ะ เจ้านี่”
“ก็ได้ๆ .... ชุดอาวุธที่ตีให้คุณหนูโจว ข้าขอตั้งชื่อมันว่า เบญจสังหาร ส่วนกระบี่ของท่าน ข้าตั้งชื่อมันว่า กระบี่หยาดฟ้าประวาลวรรณ”เทียนคงพูดชื่ออาวุธให้ทั้งสองคนฟังด้วยท่าทีเขอะเขินส่วนสองหญิงสาวได้ยินชื่ออาวุธที่เทียนคงตั้งให้ ก็รู้สึกชื่นชอบมันอย่างมาก
ทั้งสามคนพูดคุยกันอีกครู่หนึ่งจากนั้นเทียนคงจึงได้ขอตัวลา เพราะตัวเขายังมีอีกหลายสิ่งต้องทำ ตามแผนการของเขาสองหญิงสาวก็ไม่ได้เหนี่ยวรั้งอะไร และปล่อยให้เทียนคงจากลาไปแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก
เมื่อเสร็จธุระเทียนคงก็มุ่งหน้าไปที่เมืองอัญมนีสามสีต่อในทันที เพื่อดำเนินการหาซื้ออัญมนีตามที่ต้องการในคราวก่อนที่ได้แวะเวียนมาที่เมืองอัญมนีสามสี เขาไม่ได้ไปที่ไหนมากนัก เรียกว่าไปที่เดียวเลยมากกว่าคือที่ตำหนักชิราอิชิ ซึ่งที่เดียวนี้สามารถตอบโจทย์เรื่องตลาดซื้อขายอัญมนีได้เพียงในระดับเบื้องต้นเท่านั้น
เพราะแผน ที่เทียนคงได้วางไว้สำหรับเรื่องอัญมนี มันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก ที่มีผลกับโครงการในปัจจุบันและอนาคตของเขา และสิ่งที่เทียนคงจะต้องทำในตอนนี้คือ
1. หาร้านค้าอัญมนีที่จะผูกสัมพันธ์เพื่อสร้างเครือข่ายการค้า
2. สำรวจและหาแหล่งอัญมนีเป็นของตัวเองเพื่อลดต้นทุน และทำกำไรให้มากขึ้น
โดยที่ระหว่างที่เทียนคงเดินทางไปที่เมืองตระกูลกัวสาขาหนึ่งเพื่อเข้าสอบและขอใบรับรองนักเล่นแร่แปรธาตุ จิ๋วหลิ๋วของเขาหลายพันตัวก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ และพร้อมที่จะให้เทียนคงได้นำไปใช้ต่อแล้ว
สิ่งที่จิ๋วหลิ๋วทำนั้นคือการเก็บข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆเช่น จำนวนร้านค้าอัญมนีที่มีอยู่ในเมืองอัญมนีสามสีรวมไปถึงนอกเมืองในย่านชานเมืองด้วย ปริมาณอัญมนีที่แต่ละร้านค้าทำการค้าขาย ตลอดจนชนิดอัญมนีที่ขายว่าร้านค้าใดในย่านใดขายอะไรบ้าง และอัญมนีชนิดใดถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนมากที่สุดในแต่ละร้านและในแต่ละย่าน ไปจนถึงข้อมูลผู้ซื้อ ว่าเป็นกลุ่มคนประเภทใด ประกอบอาชีพอะไรเป็นต้น
ข้อมูลเหล่านี้ดูเหมือนเป็นข้อมูลง่ายๆที่ดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อมันมีมากพอ ก็จะสามารถประเมินภาพรวมเศรษฐกิจของการค้าอัญมนีได้ผนวกกับความสามารถในการวิเคราะห์ของเทียนคง ก็จะสามารถทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการประเมินภาพรวมในปัจจุบันและอดีตนั่นเอง
เมื่อได้ข้อมูลการค้ามาแล้วสิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือการหาแหล่งแร่อัญมนี ซึ่งเรื่องนี้จิ๋วหลิ๋วเองก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่เทียนคงต้องการจิ๋วหลิ๋วสามารถติดตามผู้คน ที่เป็นคนงานหรือช่างฝีมือที่ทำงานที่เหมืองเพื่อหาแหล่งแร่ในปัจจุบันได้แต่มันไม่สามารถหาแหล่งแร่ใหม่ ๆได้
ซึ่งเทียนคงไม่สามารถที่จะสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปขุดหาอัญมนีในบริเวณที่เป็นเหมืองในปัจจุบันได้ เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างใหญ่หลวง แม้จะไม่ผิดกฏหมายก็เถอะแต่ผิดกฏหมู่และเจ้าที่แน่นอน
ซึ่งเทียนคงเองก็ทราบดีว่าจิ๋วหลิ๋วมีข้อจำกัดนี้จึงได้มอบหมายงานสำรวจนี้ให้อีกคนได้ทำแล้ว
ณมุมหนึ่งในหุบเขาลึก ห่างออกไปจากตัวเมืองอัญมนีสามสีราว 800 กิโลเมตรไปทางทิศตะวันออก
“บีทูขอรายงานการสำรวจขอรับนายท่าน” หนึ่งในแอนดรอยด์ของเทียนคงเดินเข้ามาหาเทียนคงทันทีที่เทียนคงก้าวเข้ามาในฐานลับใต้ดินแห่งหนึ่งในเขตเมืองอัญมนีสามสี
“ว่ามา”
“เรียนนายท่านในรัศมี 500 กิโลเมตรจากตำแหน่งฐานลับ พบว่าเป็นเหมืองแร่แล้ว 3 ใน 10 ส่วนของแหล่งอัญมนีที่สำรวจพบขอรับ โดยเป็น ทับทิม 5 ส่วน เพทาย 3 ส่วน และโกเมน 2 ส่วนขอรับ”
“งั้นรึแล้วอื่น ๆล่ะ”
“ตำแหน่งของแหล่งอัญมนีอยู่ตามพิกัดดังนี้ ...... บลา ๆๆๆๆ”
บีทูรายงานสิ่งที่สำรวจได้ทั้งหมดให้กับเทียนคงฟังต่อไป โดยในขณะที่เทียนคงฟังในหัวของเขานั้นก็กำลังวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่มีไปด้วยพร้อมทั้งสรุปออกมาเป็นแผนการต่าง ๆมากมาย ซึ่งแต่ละแผนการก็จะคำนวนออกมาเป็นตัวเลขความสำเร็จเพื่อเปรียบเทียบและหาแผนการที่ดีที่สุด โดยกระบวนการวิเคราะห์เหล่านี้ที่เกิดขึ้นในหัวของเทียนคงมันใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเพียงเท่านั้นเอง ....