บทที่ 3
“ รักแรก ”
สรชา ค่อย ๆ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นเมื่อโดนขัดจังหวะความคิด
“คำสาปอย่างไรหรือคะ พี่วารี พี่ลองเล่าเหตุการณ์เมื่อ10 กว่าปีก่อนที่พี่หนีขึ้นมาที่นี่ให้ข้าฟังได้หรือไม่”
“ก็ไม่เชิงคำสาปหรอกค่ะเ้าเพียงแต่มันไม่ค่อยสมหวังมากนัก อย่างตัวของหม่อมฉันเองผู้เป็ข้ารองบาทเ้าเหนือหัวแห่งสาคเรศนคร อยู่ดี ๆ ไปเที่ยวเล่นก็พบเจอและหลงรักมนุษย์ที่จมน้ำไม่ทันไรหม่อมฉันหนีตามขึ้นมา ผิดคำสัญญาต่อองค์เหนือหัวท้ายที่สุดมนุษย์ผู้ชายคนนั้น ได้ทอดทิ้งหม่อมฉันอย่างมิใยดียังดีที่องค์เหนือหัวท่านยังเมตตา มอบเพชร พลอย มรกต ข้างกำแพงเมืองบาดาลให้บ้างพอได้ใช้ในโลกมนุษย์”
นางกำนัลวารีพูดพลางถอดใจ
“สุดท้ายดวงแก้วมณีของพี่วารีถูกทำลายในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์สินะ”
“เ้าค่ะ”
สรชามองนางกำนัลแล้วถามต่อ
“วารี ข้าอยากรู้เื่เ้าคุณย่า”
นางกำนัลวัยกลางคนได้วางแก้วน้ำที่กำลังเทลงแล้วมองหน้าสรชาพร้อมกับส่ายหน้า
“พูดไม่ได้เ้าค่ะเพราะพระองค์ผู้นั้นได้ขึ้นชื่อว่าเป็ผู้ทรยศต่อพระสวามีซึ่งเป็นาคาธิบดีแห่งสาคเรศนครในตอนนั้นเป็เื่ต้องห้ามใหญ่หลวงที่จะกล่าวถึง”
สรชาพยักหน้าอย่างเสียดาย เพราะเป็เื่ที่ตนอยากรู้มาโดยตลอดตนอยากรู้ว่าเหตุใดเ้าย่าจึงหนีมาโลกมนุษย์ในงานปลงอายุขัยท่านปู่และเป็อยู่เช่นไร ตอนนี้จักอยู่อย่างไรและข่าวว่ามีพญานาคตนอื่นขึ้นมาอยู่ปะปนกับมนุษย์เสียมากมาย เขาอยู่อย่างไรแต่ที่แน่ ๆ ทุกตนคงมี ดวงแก้วมณีประจำกายมาด้วยซิ แต่สรชาไม่มี ครบ 3 ปีคงต้องกลับไปแต่งงานตามท่านพ่อกล่าวไว้ มิเช่นนั้นตนคงสิ้นอายุไขเป็แน่แท้
สรชาได้ขอท่านพ่อในครั้งนั้นเพื่อที่จะมาเรียนรู้ชีวิตมนุษย์และท่องเที่ยวให้สำราญ ก่อนจะกลับไปแต่งงานตามสัญญา มิเช่นนั้นจักขอสิ้นอายุขัยจนท่านพ่อไม่มีทางเลือกจึงได้ฝากฝังให้อยู่กับนางกำนัลที่เคยทรยศหนีตามมนุษย์มาเช่นวารีเพราะรู้ดีว่านางวารีนั้นรู้สึกผิดจะเฝ้าดูแลธิดาของตนเป็อย่างดีระยะเวลา 3 ปีตามที่ตกลงกัน สรชาใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่าพยายามที่จะหาความรู้ว่าทำเช่นไรจะได้อยู่ต่อ ตนไม่อยากแต่งงานกับเ้าชายพญานาคที่ไม่เคยรู้จัก แม้เมืองของพระคู่หมั้นจะยิ่งใหญ่สักเพียงใดในโลกบาดาลแต่สรชาก็ไม่ชอบใจนัก หากถูกจับแต่งโดยมิได้รักใคร่ ความเย่อหยิ่งและทระนงตนของสรชานั้นแม้นาคาธิบดีผู้เป็พ่อก็ยากจะกำราบ
“ ครับคุณชาย”
เสียงหนึ่งดังขึ้นเมื่อรพีพรรณบอกคนขับรถว่าวันนี้ไม่ต้องไปส่งเดี๋ยวตนขอขับรถเล่นสักพัก
“ คุณพี่ไปไหน ไปกับใคร”
เสียงสาวสวยดังขึ้นจากข้างหลังทำเอาคนขับรถสะดุ้งสาวนักเรียนนอกหัวสมัยอย่างจารุนันท์ถามหาพี่ชายต่างมารดาด้วยความอยากรู้ เธอผูกพันกับพี่ชายมาก แม้จะคนละแม่เพราะแม่เธอเสียไปั้แ่เธอยังเด็กเธอจะมีเ้าคุณย่าและพี่ชายคนนี้คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง สองพี่น้องค่อนข้างผูกพันเพราะทุกครั้งที่จารุนันท์ โดนรังแก รพีพรรณ ก็คอยปกป้องเสมอ ส่วนพ่อของเธอไม่ค่อยเอาใจใส่ลูกสาวนักเพราะมัวแต่หลงเมียใหม่ซึ่งก็คือ แม่ของรพีพรรณไม่ว่าจะมีของสิ่งใด แม่ของรพีพรรณก็จะพูดให้ รพีรรณได้ของสิ่งนั้นเสมอ แต่ทุกครั้ง รพีพรรณจะแอบแบ่งให้น้องสาวต่างมารดาเพราะส่วนตัวจะรู้สึกผิดที่แม่เหมือนมาทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกเนื่องจากมีครั้งหนึ่งที่ รพีพรรณแอบได้ยินมาว่า แม่ของตนกับพ่อของจารุนันท์ นั้นแอบลักลอบเล่นชู้กันั้แ่ครั้งที่ แม่ของจารุนันท์ยังมีชีวิตอยู่ จนสุดท้ายแม่ของน้องสาวต่างมารดาได้ตรอมใจตาย ตนรู้สึกผิดเสมอมาได้แต่คอยให้กำลังใจและปกป้อง จารุนันท์อยู่เสมอ จวบจนเธอไปเรียนเมืองนอกพึ่งกลับมา แต่เื่ที่ทั้งสองเป็พี่น้องคนละแม่จะมีแค่คนในตระกูลเท่านั้นที่รู้
“ขอบคุณค่ะ คุณรพี”
รพีพรรณอมยิ้มกับหญิงสาวตรงหน้า บุคลิกลักษณะท่าทางที่สง่างามนั้น ได้ยื่นมือขาวๆ น้อย รับถ้วยกาแฟสุดหรูที่รพีพรรณตั้งใจซื้อมาและชงเองอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบให้หญิงสาว ณ หอสมุด
“คุณ สรชา จะรังเกียจไหมถ้าผมขอมาหาบ่อย ๆผมอ่านหนังสือคนเดียวเหงามากครับ ที่บ้าน”
“บ้านหรือวังคะ หลังใหญ่โตขนาดนั้นน่าจะมีเพื่อนเยอะอยู่น้า”
สรชาแซวกลับเพราะตนพอรู้ว่า รพีพรรณ มีศักดิ์เป็ถึงคุณชายในเมืองนี้ หรือถ้ายศเต็มควรจะเรียกว่า หม่อมราชวงศ์ด้วยซ้ำ ตามลำดับขั้น ถึงหม่อมราชวงศ์จะไม่ต้องใช้คำาาศัพท์แต่ทุกคนก็ให้เกียรติว่าเป็เ้าซึ่งเธอเองก็ไม่ได้ประหม่าหรือรู้สึกด้อยกว่าหรืออย่างไรเป็เพราะว่าตัวเธอเองก็มีศักดิ์เป็ถึงองค์หญิงแห่งสาคเรศนครใต้บาดาล
“ถ้าวันไหน คุณสรชาว่าง ขออนุญาตเชิญไปเที่ยวบ้านผมนะ”
จากคำพูดที่ดูห่างเหินใน่แรกๆ ต่อมาทั้งสองคุยกันอย่างสนิทสนมหัวใจของชายหญิงทั้ง 2 พองโต ยิ่งคุยยิ่งถูกคอความรักทั้งสองเบ่งบานปานดอกไม้แรกแย้ม รพีพรรณ เป็ผู้ชายที่ไม่เพียงแต่รูปงามทั้งยังให้เกียรติผู้หญิง งดงามซึ่งอัธยาศัยไมตรีมันทำให้องค์หญิงแห่งใต้เมืองบาดาล อดที่จะตกหลุมรักมิได้ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีผ่านไปวันแล้ววันเล่าสรชา บางวันนั่งดูไลน์ข้อความที่ รพีรรณส่งมาก็ถึงกับยิ้มแก้มปริแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อกลับมาคิดว่าตนเป็พญานาค รอยยิ้มที่มีกลับค่อย ๆจางลงเหลือแต่แววตาที่เศร้าสร้อย นับวันจะกลับใต้บาดาล
“เหมือนจะตกหลุมรัก มนุษย์เสียแล้วสิ จะทำอย่างไรต่อไปดีนะ”
สรชานอนไม่หลับครุ่นคิดอยู่ทั้งคืนในเื่ราวความรักของธิดาพญานาคกับมนุษย์จะเป็ไปได้หรือไม่คิดแล้วสรชาก็ลุกขึ้นมาเขียนต้นฉบับนิยายรักลึกลับของตนต่อ แต่ปั่นยังไงก็ปั่นไม่ได้ในหัวคิดแต่เื่ความรัก
“พี่วารี ข้าลองมีความรักกับมนุษย์ดูได้หรือไม่”
เสียงสรชาที่เดินเข้ามาเคาะประตูห้อง นางกำนัลวารีอดสะท้อนใจใจไม่ได้เพราะสิ่งที่ตนเจอมามันเ็ปยิ่งนักแต่ก็ไม่รู้จะห้ามอย่างไรเพราะด้วยนิสัยของสรชาเป็คนรั้น
“นี่ก็คงมาบอก มิได้ปรึกษาอันใดหรอกเ้าค่ะ”
วารีอดค่อนขอดสรชาไม่ได้
“แล้วเ้าจะทำอย่างไรจักบอกคุณชายว่ามีชาติเป็นาคก็มิได้นะเ้าคะ”
“ไม่เป็ไร ก็ไม่ต้องบอกแค่แค่อยากลองมีความรักดู สักครั้ง แม้จะรู้ว่ายากเหลือแต่ข้าแค่อยากลองดู สักครั้งที่เหลือเวลาในโลกมนุษย์ ข้ามิอยากกลับไปแต่งงานกับคนไม่รู้จักทั้งๆ ที่ยังไม่รู้จักความรัก ชายผู้นั้นเขาทำให้ข้าหวั่นไหวแล้ว หัวใจข้ายังมิเคยเรียนรู้ความรักขอสักคราเถิด”
วารีมองสรชา ในความรู้สึกเดียวกันทั้งสงสารทั้งและเป็ห่วงอีกใจก็คิดว่าความรักครั้งนี้บางทีบางครั้งคงไปได้ไม่ไกลนักเพราะวารีรู้สันดานมนุษย์ดี แต่พอคิดอีกทีให้ลองคบดูก็ดีเหมือนกันจะได้รู้ถึงความใจคดคับแคบของมนุษย์แล้วรีบกลับใต้บาดาล
“ใจมนุษย์นั้นโลเล เ้าห้ามเปิดเผยตัวตนนะเ้าคะ”
วารีพูดเชิงอนุญาตปนรำคาญ
“ได้สิ”
สรชาดีใจที่วารีเข้าใจ ส่วนตนเองหากมิได้รักจะก็ไม่แต่งงานเด็ดขาดถ้าถึงตอนนั้นหากรักกับรพีพรรณแล้วเป็ไปด้วยดี ตนก็พร้อมจะยอมตายอยู่ที่นี่เพียงแค่ปลอบใจวารีว่าจะทำตามคำสั่งนาคาธิบดีแค่นั้น แท้จริงตนมีคำตอบในใจอยู่แล้ว
“นางคิดว่านางสวย รวย เลือกได้แหละขาดผู้ชายไม่ได้ล่ะสิ ถึงเช้าถึงเย็น ”
เสียงซุบซิบของปลาย หญิงสาวผู้จัดการทั่วไปของสำนักพิมพ์ในเช้าวันรุ่งขึ้นเอ่ยกับนักเขียนคนหนึ่งในห้องทำงาน ทั้งสองคุยกันแบบเอามันสนุกสนาน เป็จังหวะที่ บอส สำนักพิมพ์เดินเข้ามาพอดี
“พวกคุณคุยกันออกฤทธิ์ออกเดช ขนาดนี้ไม่กลัวเขาได้ยินหรือ”
เสียงหนึ่งจากบอสดังขึ้น
“ แหม บอสคะ ให้เขาเข้าสำนักพิมพ์ให้ได้ก่อนค่ะประเภททำอะไรตามใจฉัน อยากเข้าก็เข้า อยากออก ก็ออกพี่แพรวอยู่นี่ั้แ่สำนักพิมพ์เปิดตัวยังไม่เห็นกล้าทำแบบนี้เลยค่ะ เขาให้เกียรติบอสให้เกียรติ องค์กร ไม่เหมือนยัยคุณหนู บ้านค้าเพชรพลอยนั่น ทำอะไรไม่เคยเกรงคนอื่น”
ปลายพูดจบก็ ก็เดินแสยะยิ้มไปชงกาแฟเอาใจบอส เพราะปลายเป็คนขี้ประจบงานหลักทำได้ไม่ดีนัก ผลงานก็ไม่ค่อยดี แต่สิ่งที่ปลายมี คือ การเอาอกเอาใจเ้านายเพื่อที่เธอจะไม่ลำบาก เธอรู้มาว่าตัวบอสเองก็ไม่ชอบใจ พฤติกรรมของ สรชานัก เพราะสรชามัก้าอิสระ ถ้าไม่ใช่เพราะสรชาทำงานดี สร้างงานเขียนที่พยุงสำนักพิมพ์ได้บอสคงไล่นางไปนานแล้ว
“เนี่ย คุณชายตาถั่วนั่นคงไม่เคยเห็นเวลานางงามค้าเพชรโมโหร้ายล่ะสิ คงนึกว่านางดีเลิศประเสริฐศรีสินะ”
“เออ อยากให้เห็นมุมนั้นบ้างจัง หึหึ คงหนีกลับวังแทบไม่ทัน”
การนินทาสรชายังคงดำเนินต่อไปในความสนุกปากของคนทั้ง 2 และเริ่มจาก 2 กลายเป็ 3 เป็ 4 เป็ 5คนในสำนักพิมพ์บางคนก็ไม่ได้ชอบการนินทาบูลลี่คนอื่นเช่น กาน กานได้แต่นั่งฟังเฉย ๆ ทำพยักหน้าเออ ออ ไปเพราะว่าหากตนไปขัด เป้าหมายจาก สรชาก็จะมาเป็ตนเองสำนักพิมพ์นี้เป็แบบนี้อยู่ร่ำไป
“ ฮัลโหล ค่ะ ๆ คุณสรชาจะเข้าวันนี้หรือคะ อ๋อ ได้ค่ะ ๆ”
พูดจบปลายก็วางสาย จากน้ำเสียงที่นินทาดุดันเมื่อกี้ แต่พอรับสายสรชาโทรมา กลับเปลี่ยนน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลพอวางเสร็จก็นินทาสรชาต่ออีกตามเคยเพราะนั่นคือพฤติกรรมที่มีความอิจฉาผู้ที่ได้ดีกว่าซึ่งปลายมักจะแสดงออกแบบนี้เสมอ
“เออ ลุง ไปขายที่อื่น โน้นไ ป ไป”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากลานข้างหลังสำนักพิมพ์ สรชาที่กำลังวนหาที่จอดรถเห็นกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกำลังปากระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ๆ ใส่คุณลุงไร้บ้าน ลักษณะลุงคนนั้นหอบหนังสือพิมพ์เก่าๆ มาชั่งกิโลขายให้สำนักพิมพ์ เพราะสมัยนี้เขาไม่ค่อยนิยมอ่านหนังสือพิมพ์กันแล้วในระบบโลกอินเทอร์เน็ตปัจจุบัน แค่มีโทรศัพท์หนึ่งเครื่องก็อ่านได้ตลอดในความสงสารคนโดนรังแก ทำให้สรชาอดเข้าไปยุ่งไม่ได้
“ นี่ สนุกมากไหม ที่รังแก คนแก่ คนไม่มีทางสู้น่ะ”
เสียงสรชาดังขึ้นจากข้างหลังกลุ่มวัยรุ่น4-5 คน มือที่กำลังถือหนังสือพิมพ์ชะงักไป สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่สรชาและมีท่าทีเย้ยหยัน
“ ใครทำคร้าบ คุณผู้หญิง ตะลุงนี่ต่างหากที่มานั่งเกะกะพวกผมหาที่จอดรถละมานั่งอะไรตรงนี้ไม่รู้ แก่ก็แก่ จนก็จนมาทำตัวเป็ภาระ ชาวบ้าน”
หนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นเอ่ยขึ้นชายกกลุ่มนี้แต่งตัวดีเหมือนจะเป็นักเรียนเอกชนชื่อดัง ใส่สูท มีรถยนต์ขับคล้ายจะมาหาที่จอดจริง ๆ แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด มาจอดทำธุระอะไรในสำนักพิมพ์
“ก็ บอกกันดี ๆ สิ จะโวยวายบูลลี่ปากระดาษใส่ลุงเขาทำไม”
“ไม่ใช่แม่กู ไม่ต้องมาสอน คิดว่าสวยนักเหรอ กูจะบอกว่าบ้านกูอะรวยกะอีแค่คนเร่ร่อนถ้ากูอยากแกล้งทำไมกูจะแกล้งไม่ได้ คุณเป็ใครก็อย่ามาเสือก ค้าบคุณพี่สวย ”
สรชานิ่งไป แต่สายตาเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็ดุดันน้ำเสียงและคำพูดลักษณะท่าทีต่างไปจากเดิมราวคนละคน
“นั่นสินะ นี่ขนาดบ้านรวยยังไม่สามารถหาทรัพยากรที่มีคุณภาพมาสอนให้เป็คนดีได้ ฉันไม่บังอาจหรอกจ้ะแต่ฉันจะบอกอะไรให้นะ เห็นนั่นไหม”
สรชาชี้ไปที่มุมกล้องแล้ว แสยะยิ้ม ฝ่ายวัยรุ่นมองตามขึ้นไป พบกล้อง CCTV
“ชิบหายละ ถ้าลงโซเซียลป๊าด่ากูแน่เลย แม่งตอนนี้พลังโซเซียลโคตรแรงทำอะไรนิดหน่อยโดนด่าทั้งประเทศ”
วัยรุ่นหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นหลังจากเห็นกล้องวงจรปิดจากท่าทีที่แข็งกร้าวเมื่อกี้กลับค่อย ๆ ลดลงแล้วรีบถอยรถออกไปโดยไวขับผ่านลูกระนาดที่ข้างๆ มีงูตัวนึงที่เลื้อยผ่าน แวบ ๆ
สรชามองไม่ค่อยชัดลุงขายหนังสือพิมพ์เก่าเมื่อเห็นหน้าสรชากลับยิ้มอย่างมีความสุขขอบคุณที่สรชาขอซื้อหนังสือพิมพ์เก่าทั้งหมดที่ตนหอบมา
“ขอบคุณครับ คุณผู้หญิง”
สรชายิ้มรับพร้อมบอกลุงคนดังกล่าว
“ขอบคุณเช่นกันนะคะ ที่เอามาขายให้ ดีเลยค่ะรชาอยากได้หนังสือพิมพ์เก่า ๆ มาไว้อ่านเล่นๆ อยู่เหมือนกัน”
สรชากลี่ยงการตอบกลับว่าไม่เป็ไร จึงใช้คำว่าขอบคุณเช่นกันเพราะสรชาคิดเสมอว่า แม้เราจะดีใจขนาดไหนที่มีคนช่วยเหลือเรากลับมักจะดีใจยิ่งกว่าที่ได้แสดงการช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อให้ลุงนั้นไม่เคอะเขินในการรับความช่วยเหลือ สรชาจึงใช้คำพูดขอบคุณเพื่อสร้างกำลังใจแทน แม้จะพึ่งพบกันครั้งแรก สรชามักจะทำให้คนพบเจอรู้สึกเป็มิตรเพราะมีมิตรเพิ่มย่อมดีกว่าการมีศรัตรูเพิ่มเสมอไม่ว่าจะในสถานะใด ๆ ก็ตาม สรชาคิดได้ดังนั้นแล้วก็ยิ้มครู่นึงก็เข้าไปในอาคาร เหลือแค่เสียงหนึ่งแว่วมาตามสายลม
“คงความกล้าหาญเหมือนเคยสินะ”