บทที่ 32
ขอทานกับอัจฉริยะ
การทดสอบดำเนินผ่านไปอย่างรวดเร็วคุณชายหลัวแห่งอาณาจักรฟ้าครามเอาชนะอย่างต่อเนื่องคนผู้นั้นยังคงสถิติล้มคู่ต่อสู้ด้วยสองท่วงท่าเช่นเดิม
แต่ในขณะเดียวกันผู้มีความสามารถผู้อื่นก็ปรากฏขึ้นในการทดสอบครั้งนี้ขอทานน้อยที่มีผู้คนมากมายไม่ให้ความสนใจ เอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยกระบวนท่าเดียว
ในตอนนี้คนที่อยู่ในขอบเขตปราณไม่มีผู้ใดยืนหยัดต่อหน้าขอทานผู้นี้ได้ผู้คนไม่ทราบว่าคนพวกนี้มีความแข็งแกร่งอย่างไร
อีกครั้งการโจมตีมากมายที่ถูกปล่อยออกมาดวงตาของเหล่าลูกศิษย์ใหม่มองไม่ออกเลยด้วย แต่ก็มีคนหลายคนที่เห็นการโจมตีนั้น
โดยผู้คนเล่าว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ทำการโจมตีเข้าไปที่ปลายคางของคู่ต่อสู้ผลึกพลังอย่างแข็งแกร่งโจมตีครั้งเดียวทำให้คนผู้นั้นล้มลงไปนอน
คู่ต่อสู้แม้ว่าจะแข็งแกร่งกว่าแต่เมื่อโดนเข้าไปในจุดบอดแน่นอนว่าย่อมไม่สามารถยืนหยัดได้ นี่ปรากฏความประหลาดใจไม่น้อย
จางอี้ในตอนนี้ไร้ผู้เทียมทานในขณะเดียวกันก็ตกกลายเป็นความสนใจของผู้คนผู้คนไม่น้อยที่รู้สึกประหลาดใจกับความสามารถอันเหลือล้นของขอทานผู้นี้
การต่อสู้ดำเนินผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่นานนักก็เหลือเพียงแค่สองคนที่จำเป็นจะต้องประลองกันสองคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นคุณชายหลัวแห่งอาณาจักรฟ้าและก็เป็นขอทานน้อยที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน
ทั้งสองคนยืนอยู่บนกลางเวทีลานประลองในขณะที่แสงแดดนั้นเริ่มเปลี่ยนสี การประลองเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในช่วงสายของวันในตอนนี้ดวงอาทิตย์นั้นเริ่มเปลี่ยนสีอาจกลายเป็นดวงอาทิตย์อย่างอัสดง
บรรยากาศบริเวณรอบๆเย็นขึ้นช่วงราตรียามเดือนแปดแน่นอนว่าความหนาวเหน็บ มีบรรยากาศบริเวณรอบๆที่เริ่มเย็นขึ้น
ในขณะที่ดวงอาทิตย์ด้านบนก็เริ่มค่อยๆหมดแสงผู้ใดจะคาดคิดคนที่ยืนอยู่บนเวทีการประลองกลับเป็นคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่พวกมันคาดการณ์เอาไว้ แต่อีกคนนึงก็เป็นขอทานที่ต่ำต้อยที่พวกมันไม่เคยคาดคิด
คุณชายหลัวดวงตามองไปยังขอทานน้อยที่อยู่ในชุดลูกศิษย์ของสำนักเช่นเดียวกับตนแม้ว่าร่างกายยังคงยืนอย่างสงบนิ่ง แต่ดวงตากับจับจ้องอย่างไม่ละสายตา
คนผู้นี้ในยามที่เข้ามาภายในสำนักพูดจาเพียงไม่กี่ประโยคเอาแต่มุ่งมั่นในการฝึกฝนจนผู้คนนั้นกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะ
มองดูแล้วตัวตนนั้นช่างแตกต่างกับจางอี้อย่างชัดเจนจางอี้ปล่อยลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาจากปาก
มุมปากนั้นค่อยๆโค้งต่ำลงเล็กน้อย ดวงตามองอัจฉริยะที่อยู่ด้านหน้าด้วยแววตานิ่งเฉยผู้ที่อยู่ด้านหน้าในตอนนี้แม้จะแสดงท่าทางเรียบเฉย
แต่ว่าอสังหาที่ปล่อยออกมากับไม่ธรรมดาจิตสังหารที่ปล่อยกับรัศมีพลังที่ผนึกแน่นบ่งบอกว่าคนคู่นี้เองก็กำลังเตรียมตัวในการต่อสู้
จางอี้ได้แต่ส่ายหน้าไปมา ผู้ใดจะคาดคิดอัจฉริยะผู้นี้ดูเหมือนว่าจะให้ความสนใจกับตนเองไม่น้อย
คุณชายหลัวแห่งอาณาจักรฟ้าคราม เห็นอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งในขณะที่สัญญาณเริ่มนั้นเริ่มขึ้นแล้วจึงกล่าว“ ข้าให้เจ้าเข้ามาก่อน ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจางอี้ยกยิ้มที่มุมปากอีกฝ่ายคงอยากจะทดสอบความสามารถของตน แต่เมื่ออีกฝ่ายนั้นเชื้อเชิญเช่นนี้เหตุใดตนเองนั้นจะปฏิเสธ
ร่างกายพุ่งทะยานโถมเข้าไปอย่างรวดเร็ว ในพริบตานั้นฝ่ามือพุ่งตรงเข้าไปที่จุดอับสายตาของอีกฝ่าย
แต่ฝ่ามือแรกนั้นกลับถูกหลบได้จางอี้ไม่ประหลาดใจใบหน้าไม่แปรเปลี่ยน รู้อยู่แล้วว่าการโจมตีนี้คงใช้ได้กับคนธรรมดา
คนที่อยู่ในระดับขอบเขตจิตต่อสู้มีพลังที่สูงกว่าประสาทการรับรู้เองก็เฉียบคมกว่าเช่นเดียวกัน
แต่ในขณะนั้นหลังจากที่เห็นอีกฝ่ายนั้นสามารถหลบการโจมตีได้จางอี้ก็เริ่มลุกไล่อย่างต่อเนื่อง หมัดของเขาถูกปล่อยออกไปอย่างรวดเร็ว
ในชั่วพริบตานั้นปรากฏกายเป็นพายุหมัดอันดุดันคุณชายหลัวเคลื่อนกายของตนเองหลบไปมา คนผู้นั้นหลบด้วยท่าทางเรียบเฉย
บนใบหน้ายังคงไม่แสดงความรู้สึกราวกับบอกว่าหมัดนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขา จางอี้ใบหน้าเรียบเฉยไม่ได้แสดงความรู้สึกอันใดออกมาแม้จะเห็นอีกฝ่ายว่าเรียบเฉยกับการโจมตี
จางอี้ถอยออกมาหลังจากปล่อยหมัดไปหลายสิบหมัดดวงตามองไปที่อีกฝ่ายพร้อมกับประเมินด้วยสายตา “ว่ากันว่าอัจฉริยะจะมีสิ่งหนึ่งที่เป็นนิสัยเสีย ”
“ รู้หรือไม่ว่าคืออันใด.. ”มุมปากของจางอี้ค่อยๆปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา
คุณชายหลัวว่าแห่งอาณาจักรฟ้าครามแม้ใบหน้าจะเรียกเฉยแต่ว่าแววตานั้นปรากฏความสงสัย ในคำพูดอยู่ไม่น้อย
จางอี้ไม่รออีกฝ่ายตอบถ้อยคำของตนจึงกล่าวต่อในทันทีว่า“ นิสัยเสียของเหล่าอัจฉริยะที่ถือกำเนิดมา ก็คงไม่พ้นความทะนงในตนเอง ”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้น หลายคนที่อยู่รอบๆรู้สึกประหลาดใจเด็กหนุ่มผู้นี้เหตุใดจึงหัน กล่าวถ้อยคำถากถางออกมายังไม่อายปาก
คุณชายผู้นี้แม้ว่าจะหยิ่งทะนงในความสามารถของตนเองแต่ว่าความสามารถของมันเองก็ถูกผู้คนมากมายยอมรับ
แม้แต่ลูกศิษย์หลายคนภายในสำนักที่เข้ามาภายในสำนักเป็นเวลานานยังไม่กล้าดูถูกคนผู้นี้เลย ด้วยพรสวรรค์เช่นนี้แน่นอนว่าในวันข้างหน้าคงกลายเป็นเสาหลักของสำนัก
คุณชายหลัวต่อประชันฝีปากกลับไป “ ข้าชื่อหลัวเกาข้าเองก็เกลียดคนประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน คนที่มีดีแต่คำพูดแต่ไร้ซึ่งความสามารถ ”
“ แม้ข้าจะทนงในตนเองแต่ข้าเองก็มีกำลังไม่เหมือนกับเจ้า หมัดเมื่อครู่ที่ปล่อยออกมาล้วนแล้วราวกับหมัดของสตรี ”
คนผู้นี้ยามปกติจะสงบเงียบขรึมแต่ในยามนี้ดูเหมือนว่าจะค่อยๆคล้อยตามในคำพูดของจางอี้ถึงกับเปิดปากแล้วก็ประชันฝีปากกลับมา
จางอี้เดินกลับไปยังตำแหน่งที่ตนเองทิ้งกระบี่เอาไว้หยิบกระบี่ขึ้นมาภายในมือดึงกระบี่ออกมา ดวงตานั้นปรากฏแฉแววความจริงจัง
รัศมีพลังถูกผนึกขึ้นอย่างเข้มแข็งทันทีที่กระบี่นั้นถูกดึงออกมาจากฝักในพริบตาเดียวร่างกายพุ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
ท่าร่างอันรวดเร็วถูกใช้ออกมาประกายแสงกระบี่พุ่งตรงเข้าหาร่างของหลัวเกา หลัวเกายามแรกใบหน้าเรียบเฉย
แต่ในครั้งนี้เห็นกระบี่นี้ถูกปล่อยออกมาร่างกายถึงขยับเขยื้อนดึงกระบี่ออกมาตั้ง รัศมีพลังของกระบี่ทั้ง 2 ต้านทานกัน
แรงกระแทกนั้นเกิดเสียงดังสนั่นหลัวเกาที่โดนการโจมตีนี้เข้าไปถึงกับกระเด็นไป 2 ก้าว แม้ว่าตนนั้นจะอยู่ในระดับขอบเขตที่สูงกว่าแต่ในตอนนี้การโจมตีนี้ไม่ธรรมดา
จางอี้ผนึกพลังอย่างเข้มแข็งกระบี่นี้มีรัศมีพลังของหุ้มเอาไว้ พลังที่เขานั้นบ่มเพาะมาย่อมไม่ใช่พลังธรรมดา
กระดูกสวรรค์และสายเลือดอันแข็งแกร่งในร่างกายย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้พลังนั้นมีพลังอำนาจมากกว่าหลัวหลัวเกายามนี้ใบหน้าแปรเปลี่ยน
ดวงตาทอแววสลับซับซ้อนอย่างแปลกพิกลตอนนี้มองกระบี่ของตนเองที่สั่นไหวจากการโจมตีเมื่อครู่พลางกับเงยหน้าของตนขึ้นมามองชายที่อยู่ด้านหน้าอีกครั้ง
เมื่อจ้องมองดูอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงมองว่าตนเองนั้นมองไม่ผิดแต่แล้วก็ปรากฏคำถามในใจเหตุใดคนที่อยู่ในขอบเขตปราณถึงมีพลังมากขนาดนี้
จางอี้ยกยิมขึ้นที่มุมปากเห็นอัจฉริยะที่อยู่ด้านหน้าแสดงใบหน้าประหลาดใจจางอี้ยกกระบี่ขึ้นชี้ตรงเข้าใส่หน้าของอีกฝ่าย ก่อนที่จะกล่าวคำท้าทาย “ได้ยินว่าในตอนที่เข้าไปภายในถ้ำจิตกระบี่ ”
“ เจ้าได้แก่นทักษะมาถึงสามแก่นวันนี้ขอเปิดตาชมสักหน่อย”
เมื่อได้ยินคำกล่าวท้าทายเช่นนั้นท่าทีของหลัวเกาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วใบหน้านั้นแปรเปลี่ยนกลายเป็นความจริงจัง ดวงตาคู่นั้นพอแววความเย็นเฉียบ
รัศมีสังหารถูกปล่อยออกมาจากร่างกายพร้อมกับพลังที่ถูกผนึกขึ้นอย่างแข็งแกร่งผู้คนที่อยู่รอบๆสัมผัสได้ถึงพลังของคู่แข็งแกร่งที่อยู่ในระดับขอบเขตจิตต่อสู้
ทุกคนจึงรู้ได้ในทันทีตอนนี้อัจฉริยะแห่งอาณาจักรฟ้าครามผู้นี้กำลังจะลงมือแล้ว…
จบบท