ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 88 หญ้าหลอมวิญญาณห้าต้น!

            ก่อนจะเข้ามาในแดนเร้นลับพวกเขาเคยคิดไว้แล้วว่าผลเก็บเกี่ยวในการเดินทางครั้งนี้จะต้องน่าเหลือเชื่อแน่นอนแต่เมื่อตัวเลขชุดนี้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าจริงๆทุกคนก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก

            โดยเฉพาะเจียงจืออวี๋ที่ได้รับส่วนแบ่งสองแรงคนเดียวในเวลาเพียงสามวันเธอก็ฟันรายได้ไปแล้วถึงเจ็ดล้านเจ็ดแสนเหรียญ!

            หากประสิทธิภาพการทำเงินยังสูงแบบนี้ต่อไปอีกหลายวันตัวเลขนี้ย่อมพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมอีกมหาศาล!

            ทว่าเมื่อเทียบกับความตื่นเต้นของซินซวงและจางสิงเจียงจืออวี๋กลับดูสงบนิ่งกว่ามาก

            รายได้นี้ถือว่าสูงก็จริงแต่นั่นก็แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น

            ชาติที่แล้วยอดเงินในบัญชีของเธอวัดกันที่ระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านด้วยซ้ำแค่เงินไม่กี่ล้านจึงยังไม่เพียงพอจะทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นจนคุมตัวเองไม่ได้

            “แต่ถ้าหาได้ถึงยี่สิบล้านจริงๆอย่างน้อยทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนตลอดช่วงเวลาในมหาวิทยาลัยก็ถือว่าเพียงพอแล้ว”

            เจียงจืออวี๋ระบายลมหายใจยาวความกังวลที่คิ้วก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย

            จะมีก็แต่ไป๋ฉางเซิงที่ดูเหมือนจะไม่สนใจตัวเลขพวกนี้เลยแม้แต่นิดเดียวมันหลับตาพริ้มทำทีเป็นงีบหลับแต่ความจริงกลับคอยเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายรอบข้างอยู่ตลอดเวลา

            ในแดนเร้นลับมีช่วงเวลากลางคืนและมันต่างจากโลกภายนอก ตรงที่เมื่อแสงสว่างถูกสูบหายไปจนหมดสิ้นบนท้องฟ้าก็ไม่มีแม้แต่แสงดาราประดับประดา จนมองไม่เห็นสิ่งใดเลย

            ต่อให้ในใจจะรีบร้อนเพียงใดพวกเขาก็ทำได้เพียงก่อกองไฟและรออยู่ที่เดิมจนกว่าความมืดจะผ่านพ้นไป

            แต่ยังดีที่ความมืดมิดนี้จะคงอยู่เพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้น

            ทั้งสามคนสลับกันเฝ้ายามเมื่อแสงสว่างกลับมาปกคลุมแดนเร้นลับอีกครั้งการออกตามหาครั้งใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นทันที

            ทว่าในครั้งนี้ทั้งสามกลับต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่เข้าให้

            “เดี๋ยวก่อน มีสถานการณ์!”

            ตลอดช่วงเช้าพวกเขาพบเพียงสมุนไพรวิญญาณธรรมดาไม่กี่ต้นแต่พอเข้าช่วงเที่ยงวัน ไป๋ฉางเซิงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสมุนไพรวิญญาณอีกครั้ง

            “มีกลิ่นสมุนไพรวิญญาณระดับสูง แต่ข้างๆ สมุนไพรนั่นมีกลิ่นของสัตว์อสูรระดับสูงอยู่ด้วย!”

            สัตว์อสูรระดับสูงงั้นเหรอ?

            เมื่อได้ยินคำพูดของไป๋ฉางเซิงซินซวงและจางสิงก็กระชับอาวุธในมือแน่นขึ้นทันที

            “ระดับไหน? พอจะสัมผัสได้ไหม?”

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกเธอหันไปถามไป๋ฉางเซิง

            “สัมผัสได้ไม่ชัดเจนนัก แต่กลิ่นอายนี้ทำให้ผมรู้สึกใจสั่นอยู่ลึกๆ”

            “อย่างน้อยต้องเป็นแม่ทัพอสูรระดับต้น หรือเป็นไปได้สูงว่าอาจจะแตะระดับแม่ทัพอสูรระดับกลางแล้วด้วยซ้ำ!”

            ไป๋ฉางเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะบอกความรู้สึกและข้อสันนิษฐานของตนออกมาทั้งหมด

            และเมื่อได้ยินคำว่าแม่ทัพอสูรระดับต้น คิ้วของพวกเจียงจืออวี๋ทั้งสามคนก็ขมวดมุ่น

            แม้กฎของแดนเร้นลับจะจำกัดไม่ให้แม่ทัพยุทธ์หรือที่สูงกว่าเข้าไปแต่ก็มีช่องโหว่ขนาดใหญ่อยู่นั่นคือพวกที่เข้าไปในแดนเร้นลับก่อนแล้วค่อยเลื่อนระดับภายในนั้นย่อมไม่อยู่ในข้อบังคับนี้

            ทว่าช่องโหว่นี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะฉวยโอกาสได้ง่ายๆ

            อย่างน้อยต้องเป็นผู้ที่มีค่าพลังเลือดถึงขีดจำกัดและพร้อมจะเลื่อนระดับได้ทุกเมื่อเท่านั้น

            ไม่รู้ว่านักศึกษามหาวิทยาลัยสายต่อสู้ที่อื่นจะมีใครทำได้บ้างแต่ในบรรดาพวกเจียงจืออวี๋สามคนยังไม่มีใครทำได้เลยคนที่ใกล้เคียงขีดจำกัดนี้ที่สุดก็เห็นจะมีแต่ไป๋ฉางเซิงเท่านั้น

            ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ยังต้องใช้เวลาอีกหนึ่งสัปดาห์กว่าจะสะสมค่าพลังเลือดให้ครบหนึ่งหมื่นจุด

            สำหรับพวกเขาในตอนนี้แม่ทัพอสูรระดับต้น หรืออาจจะเข้าใกล้ระดับกลางนั้น ถือว่าดูจะเกินกำลังไปสักหน่อย

            ต่อให้ทั้งสามคนบุกเข้าไปพร้อมกับไป๋ฉางเซิงก็ยังนับว่าตึงมือมาก

            “ลองไปดูก่อน ถ้าไหวก็ต้องฝืนฆ่ามันให้ได้!”

            แม้แต่ในแดนเร้นลับแห่งนี้สมุนไพรวิญญาณระดับสูงก็ใช่ว่าจะหาเจอได้ง่ายๆ การจะยอมแพ้ไปเปล่าๆนั้นน่าเสียดายเกินไป

            และคำพูดนี้ของเจียงจืออวี๋เห็นได้ชัดว่าเธอเตรียมจะใช้ไม้ตายก้นหีบแล้ว

            ภายใต้ฤทธิ์ของเข็มผลาญวิญญาณหากอีกฝ่ายไม่ใช่ระดับจ้าวอสูรที่มีความสามารถในการต้านทานการโจมตีทางจิตวิญญาณย่อมต้องถูกเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัสในพริบตา

            และต่อให้เป็นระดับจ้าวอสูรหากไม่ทันระวังตัวก็ยากจะป้องกันได้!

            ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือเมื่อท่านี้ถูกใช้ออกไปนั่นหมายความว่าเจียงจืออวี๋จะต้องใช้เวลาพักฟื้นเพื่อฟื้นฟูพลังจิตนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ

            จะคุ้มหรือไม่คุ้มต้องรอดูเป้าหมายก่อนค่อยตัดสินใจ

            หลังจากที่กลุ่มคนเดินผ่านทุ่งหญ้าที่สูงเลยเข่ามาได้ประมาณหนึ่งกิโลเมตรในที่สุดพวกเขาก็ได้เห็นสมุนไพรวิญญาณที่ไป๋ฉางเซิงพูดถึง

            “หญ้าหลอมวิญญาณ!”

            เมื่อเห็นเป้าหมายชัดเจนซินซวงก็หลุดปากอุทานออกมาทันที

            รูปร่างของหญ้าหลอมวิญญาณแทบจะเหมือนกับหญ้าป่าทั่วไปหากมองข้ามใบสีทองของมันไป ก็ง่ายมากที่จะสับสนกับวัชพืชอื่นๆ

            แต่ประเด็นคือประกายสีทองสี่ห้าจุดที่ส่ายไหวไปตามลมนั้นมันสะดุดตาเกินไปจนทำให้เพียงแค่เหลือบมองครั้งเดียวก็ยากจะละสายตาได้แล้ว

            “มีทั้งหมดห้าต้น!”

            เจียงจืออวี๋กวาดสายตามองพลางขมวดคิ้วแน่น

            “มิน่าล่ะถึงดึงดูดแม่ทัพอสูรมาได้ หญ้าหลอมวิญญาณห้าต้นนี้เพียงพอจะตอบโจทย์ความต้องการของซวนหนีหยกทมิฬไปได้ครึ่งหนึ่งเลย!”

            ก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทางคณบดีเฉียนเคยแนะนำเรื่องหญ้าหลอมวิญญาณให้พวกเธอฟังเป็นพิเศษพร้อมทั้งบอกว่าเขาอยากได้มันมากแค่ไหน หากพวกเธอสามารถนำหญ้าหลอมวิญญาณกลับไปได้เขาจะขอซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดถึงร้อยละยี่สิบ

            และในฐานะศิษย์ของคณบดีเฉียนเจียงจืออวี๋ย่อมรู้ลึกกว่านั้น

            คณบดีเฉียนต้องการหญ้าหลอมวิญญาณทั้งหมดสิบต้นเพื่อช่วยให้ซวนหนีหยกทมิฬยกระดับสายเลือด!

            สิบต้นหากคำนวณต้นละสิบสองล้าน ก็ต้องใช้เงินถึงหนึ่งร้อยยี่สิบล้านนี่ยังไม่รวมสมุนไพรวิญญาณชนิดอื่น ซึ่งประเมินคร่าวๆว่าต้องใช้เงินอย่างน้อยห้าถึงหกร้อยล้าน ถึงจะรวบรวมวัสดุที่จำเป็นได้ครบทั้งหมด

            แต่ถ้าหากยกระดับสายเลือดสำเร็จเมื่อนั้นซวนหนีหยกทมิฬที่เป็นเพียงราชาอสูรตัวหนึ่งก็จะมีศักยภาพที่จะเติบโตไปจนถึงระดับจักรพรรดิอสูรได้เลย!

            เมื่อเทียบกับศักยภาพระดับนี้ต้นทุนห้าถึงหกร้อยล้านก็ดูจะเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันที

            ตอนแรกนึกว่าของแบบนี้ต้องอาศัยโชคล้วนๆใครจะไปคิดว่าจู่ๆ จะเจอทีเดียวถึงห้าต้น!

            แต่ปัญหาคือ...

            “ไอ้แม่ทัพอสูรตัวนั้น มันอยู่ที่ไหน?”

            สิ้นเสียงของเจียงจืออวี๋หัวใจของไป๋ฉางเซิงก็กระตุกวูบด้วยลางสังหรณ์ มันระเบิดเสียงคำรามเตือนทันที“ระวัง!”

            วินาทีต่อมางูยักษ์ที่มีลำตัวหนาเตอะสีขาวเทา ก็พุ่งพรวดออกมาจากพงหญ้าเล็งเขี้ยวเข้าหาเอวของซินซวงอย่างดุดัน

            ความเร็วนั้นสูงมากจนตาเปล่าจับภาพได้เพียงเงาร่างสีขาวจางๆเท่านั้น กระทั่งหน้าตาจริงๆ ของมันก็ยังมองไม่ชัด!

            ในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงซินซวงทำได้เพียงยกมีดสั้นสองเล่มขึ้นมาต้านทานไว้เบื้องหน้าแต่เมื่อเผชิญกับการลอบโจมตีของงูยักษ์มีดสั้นกลับทำได้เพียงสร้างประกายไฟจากการปะทะก่อนที่ร่างของซินซวงจะถูกแรงกระแทกจนปลิวละลิ่ว

            ในสายตาของไป๋ฉางเซิงงูยักษ์ตัวนั้นอ้าปากกว้างหมายจะงับซินซวงที่ลอยอยู่กลางอากาศดูเจตนาแล้วต้องการจะเขมือบเธอลงท้องในคำเดียว

            “เคร้ง!”

            “เคร้ง!”

            เสียงโลหะปะทะกันดังขึ้นสองครั้งซ้อน

            อาวุธในมือของจางสิงและเจียงจืออวี๋ฟาดลงบนร่างของงูยักษ์ตัวนั้นแล้วการโจมตีอันหนักหน่วงทำให้งูยักษ์เจ็บปวดจนมันโหยหวนออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะละทิ้งเป้าหมายที่จะตามงับซินซวง

            มันสะบัดตัวอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียวร่างนั้นก็หายวับเข้าไปในพงหญ้าอีกครั้ง

            สายลมเอื่อยๆพัดผ่านไป ทุ่งหญ้าอันรกชัฏพลิ้วไหวตามลม ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

            แต่ในตอนนี้บนหน้าผากของทั้งสามคนกลับมีเหงื่อเย็นผุดพรายโดยเฉพาะซินซวงที่แม้จะลงถึงพื้นแล้วแต่เสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงก็ยังบ่งบอกถึงความหวาดกลัวสุดขีดในวินาทีเมื่อครู่

            หากไม่ใช่เพราะไป๋ฉางเซิงส่งเสียงเตือนล่วงหน้าป่านนี้เธอคงถูกงูยักษ์นั่นงับคาปากแล้วลากหายเข้าไปในพงหญ้าไปแล้ว!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน