คลื่นลมที่เกิดจากชัยชนะของเฟยหลงยังคงไม่สงบลงโดยง่าย ชื่อของเขากลายเป็นตำนานบทใหม่ที่ถูกเล่าขานไปทั่วทุกมุมของสำนักมังกรคราม จาก "เด็กบ้านนอกผู้โชคช่วย" บัดนี้เขาได้กลายเป็น "อสูรร้ายในร่างมนุษย์" ที่ไม่มีใครกล้าดูแคลนอีกต่อไป ฝ่ายยุทธศาสตร์ที่เคยกร่างและหาเรื่องเขาทุกเช้าค่ำ บัดนี้กลับเงียบเสียงลงอย่างน่าประหลาด เกาเฟิงผู้เป็นดั่งตัวแทนของพวกเขา เก็บตัวเงียบอยู่ในที่พัก ไม่กล้าออกมาพบหน้าผู้ใดอีกเลย
เฟยหลงได้ความสงบสุขที่เขาต้องการกลับคืนมาอย่างแท้จริง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการซึมซับประสบการณ์จากการต่อสู้จริงและศึกษาตำราในหอคัมภีร์หมื่นยุทธ์อย่างเงียบๆ เขาไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เคล็ดวิชาต่อสู้ของสำนัก แต่กลับทุ่มเทให้กับการอ่านบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับมหาสงครามยุคบรรพกาล, ตำราว่าด้วยเผ่าพันธุ์ต่างๆ และศาสตร์แห่งการหลอมรวมพลังที่แตกต่างกัน เขาต้องการทำความเข้าใจรากเหง้าของพลังที่ตนเองครอบครอง...พลังของมังกรเงาและวิหคเพลิง
"น่าเบื่อสิ้นดี!" เสียงของเฟิ่งหวงบ่นอุบในห้วงจิตเป็นครั้งที่ร้อยในรอบสัปดาห์ "หลังจากแสดงพลังอันยิ่งใหญ่ไปแล้ว ท่านกลับมานั่งอ่านหนังสือเหมือนบัณฑิตเฒ่า! ดาบของข้าถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลิ้มรสโลหิต ไม่ใช่เพื่อใช้คั่นหน้ากระดาษนะ นายท่าน!"
"การรู้จักศัตรูและรู้จักตนเอง คือหนทางสู่ชัยชนะที่แท้จริง" เฮยหลงตอบกลับอย่างสุขุม "เจ้าหนูเฟยหลงกำลังสร้างรากฐานที่มั่นคงที่สุด...รากฐานแห่งความรู้ พลังที่ปราศจากความเข้าใจก็ไม่ต่างจากพายุที่บ้าคลั่งไร้ทิศทาง"
เฟยหลงยิ้มบางๆ เขาคุ้นชินกับการถกเถียงของราชันย์ทั้งสองในหัวเสียแล้ว แต่ในขณะที่ความสงบสุขกำลังดำเนินไป บรรยากาศภายนอกสำนักกลับเริ่มมีคลื่นลมแห่งความวุ่นวายก่อตัวขึ้น
ข่าวลือเรื่องภัยคุกคามปริศนาทางชายแดนทิศตะวันตกเริ่มหนาหูขึ้นทุกวัน จากที่เคยเป็นเพียงเรื่องเล่าของชาวบ้าน บัดนี้มันได้กลายเป็นความจริงอันน่าหวาดหวั่น หน่วยสอดแนมที่สำนักมังกรครามส่งออกไปหลายหน่วยต่างขาดการติดต่อไปอย่างลึกลับ แม้แต่กลุ่มที่นำโดยศิษย์พี่สายในระดับสูงก็ยังไม่รอดกลับมา มีเพียงผู้รอดชีวิตไม่กี่คนที่กลับมาพร้อมกับสภาพจิตใจที่แตกสลาย พวกเขาเอาแต่พร่ำเพ้อถึง "เงาที่กลืนกินทุกสิ่ง" และ "เสียงกรีดร้องที่แช่แข็งวิญญาณ"
ความหวาดกลัวเริ่มแผ่ขยายไปทั่วสำนัก เหล่าผู้อาวุโสต่างเรียกประชุมเครียดกันทุกวัน แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าภัยคุกคามนั้นคือสิ่งใดกันแน่
และในเช้าวันที่อากาศแจ่มใสที่สุดวันหนึ่ง... เหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งก็ได้บังเกิดขึ้น
เสียงระฆังใหญ่บนหอคอยกลางของสำนักดังขึ้นสามครั้ง... เป็นสัญญาณต้อนรับแขกผู้มีเกียรติสูงสุด!
ศิษย์ทุกคนต่างหยุดการฝึกซ้อมและออกมาดูด้วยความประหลาดใจ พวกเขาเห็นขบวนเดินทางขนาดใหญ่ที่ดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาตามเส้นทางหลักของสำนักอย่างช้าๆ
ทุกคนในขบวนสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักดิ้นทองเป็นลายดวงตะวันและเกล็ดตาชั่ง ทุกย่างก้าวของพวกเขาสงบนิ่งและพร้อมเพรียงกันราวกับเป็นคนคนเดียวกัน รัศมีแห่งความบริสุทธิ์และทรงอำนาจแผ่ออกมาจนทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกต่ำต้อยและต้องก้มหัวให้โดยไม่รู้ตัว ธงสีทองอร่ามที่โบกสะบัดอยู่กลางขบวนมีสัญลักษณ์รูปตาชั่งแห่งสวรรค์ปักอยู่อย่างเด่นชัด
"สวรรค์! นั่นมัน...สัญลักษณ์ของ 'ตำหนักพิพากษาสวรรค์'!" ศิษย์คนหนึ่งอุทานออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
ชื่อนี้สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งสำนัก! ตำหนักพิพากษาสวรรค์คือองค์กรทางธรรมที่ยิ่งใหญ่และลึกลับที่สุดในทวีป พวกเขาคือผู้พิทักษ์คุณธรรม ผู้ชำระล้างมลทินจากเผ่ามาร และเป็นผู้พิพากษาแห่งยุทธภพที่แม้แต่ราชวงศ์ยังต้องเกรงใจ การปรากฏตัวของพวกเขาในที่แห่งนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา!
ขบวนเดินทางมาหยุดลงที่จัตุรัสกลางสำนัก เหล่าผู้อาวุโสของสำนักมังกรคราม นำโดยผู้อาวุโสจินและผู้อาวุโสหลิน ได้ออกมายืนต้อนรับด้วยตนเอง
ผู้ที่ก้าวลงมาจากรถม้าไม่ใช่ยอดฝีมือระดับสูงอย่างที่หลายคนคาดการณ์ แต่เป็นหนุ่มสาวสองคน พวกเขายังดูเยาว์วัย แต่พลังที่แผ่ออกมานั้นกลับไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
คนแรกคือบุรุษหนุ่มรูปงามในชุดเกราะเบาสีเงินทับอาภรณ์สีขาว ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคายและเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ท่าทางของเขาดูองอาจและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง เขามีพลังปราณที่หนาแน่นและสว่างไสวอยู่ในระดับวังวนขั้นกลาง เขาคือ ทูตแห่งแสง, หลิงเฟิง (Envoy of Light, Ling Feng) หนึ่งในศิษย์เอกรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดของตำหนัก
ส่วนอีกคนหนึ่งคือสตรีในชุดนักพรตสีขาวสะอาดตา เรือนร่างของนางบอบบางและดูสง่างาม ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ดวงตาคู่สวยนั้นกลับคมกริบและช่างสังเกตราวกับเหยี่ยว นางมีพลังปราณอยู่ในระดับวังวนขั้นต้น แต่กลับให้ความรู้สึกที่ลึกลับและน่าค้นหายิ่งกว่าหลิงเฟิงเสียอีก นางคือ ผู้ตรวจการณ์, ชิงเหอ (Inspector, Qing He) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์
"คารวะท่านผู้อาวุโสแห่งสำนักมังกรคราม" หลิงเฟิงประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร "ข้าน้อยหลิงเฟิง และนี่คือศิษย์น้องชิงเหอ พวกเราได้รับบัญชาจากท่านมหาสมณะเทียนซิน ให้นำหน่วยพิพากษามาให้ความช่วยเหลือในการสืบสวนภัยคุกคามทางชายแดนตะวันตก"
"โอ้! ท่านมหาสมณะถึงกับส่งศิษย์เอกมาด้วยตนเอง นับเป็นเกียรติของสำนักเราอย่างยิ่ง!" ผู้อาวุโสจินกล่าวตอบรับอย่างยินดี
หลิงเฟิงกล่าวสุนทรพจน์ที่เตรียมมาอย่างดีเยี่ยม เขาพูดถึงหน้าที่ในการพิทักษ์คุณธรรม การร่วมมือกันเพื่อกำจัดความชั่วร้าย และความรุ่งโรจน์ที่จะได้รับจากการรับใช้ใต้หล้า คำพูดของเขาเต็มไปด้วยพลังและน่าเลื่อมใส จนเหล่าศิษย์ที่ได้ฟังต่างรู้สึกฮึกเหิมและชื่นชมในความยิ่งใหญ่ของตำหนักพิพากษาสวรรค์
เฟยหลงยืนปะปนอยู่ในกลุ่มศิษย์ที่อยู่ห่างออกไป เขามองดูภาพเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาที่สงบนิ่ง เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือชื่นชมไปกับคำพูดสวยหรูเหล่านั้น สัญชาตญาณของเขากำลังบอกว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
"ข้าไม่ชอบกลิ่นอายของพวกมัน" เฮยหลงกล่าวเสียงเย็นในห้วงจิต "มันบริสุทธิ์เกินไป... บริสุทธิ์จนน่ารังเกียจ ราวกับพยายามจะปกปิดบางสิ่งบางอย่างที่เน่าเฟะไว้ภายใน"
ขณะที่เหล่าผู้อาวุโสกำลังสนทนากับคณะผู้มาเยือนอยู่นั้นเอง ชิงเหอ ผู้ตรวจการณ์สาวที่ยืนเงียบมาตลอด ก็ได้กวาดสายตาคมกริบของนางไปทั่วกลุ่มศิษย์ที่มุงดูอยู่ นางไม่ได้มองหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่มองหา "ความผิดปกติ"
และแล้วสายตาของนางก็มาหยุดนิ่ง...ที่ร่างของเฟยหลง
นางไม่ได้สัมผัสถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ใดๆ จากตัวเขา แต่สิ่งที่ทำให้นางสนใจคือ...ท่าทีของเขา ขณะที่ศิษย์คนอื่นๆ กำลังแสดงความชื่นชม ตื่นเต้น หรือยำเกรงต่อคณะของนาง เด็กหนุ่มในชุดมอมแมมคนนี้กลับยืนนิ่งด้วยสายตาที่สงบและวิเคราะห์ ราวกับเขากำลังประเมินพวกนางอยู่ ไม่ใช่ถูกพวกนางกดดัน
ในวินาทีนั้นเอง...จี้เงินรูปหยาดน้ำตาที่ห้อยอยู่ตรงข้อมือของชิงเหอ ซึ่งเป็นของวิเศษที่ใช้ตรวจจับพลังวิญญาณที่ถูกซ่อนเร้น ก็พลันเปล่งแสงสีฟ้าจางๆ ออกมาวูบหนึ่ง...จางเสียจนแทบมองไม่เห็น และให้ความรู้สึกเย็นเยียบที่แล่นผ่านผิวของนางไปเพียงชั่วครู่
มันไม่ได้ชี้ไปที่เฟยหลงโดยตรง และไม่ได้บ่งบอกถึงระดับพลังที่ชัดเจน...มันเป็นเพียงปฏิกิริยาที่บอกว่า "ในบริเวณนี้ มีบางสิ่งที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนที่สุด"
ชิงเหอหรี่ตาลงเล็กน้อย นางจ้องมองเฟยหลงอีกครั้ง...เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดา สวมชุดเก่าๆ พลังปราณก็ดูเหมือนจะอยู่ในขั้นวังวนขั้นต้น...ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย แต่ทำไม...ปฏิกิริยาของเขากับของวิเศษในมือของนางถึงได้ขัดแย้งกันเช่นนี้?
นางละสายตาจากเฟยหลงอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ภาพของเด็กหนุ่มคนนั้นได้ถูกบันทึกไว้ในใจของนางแล้ว
"ระวังตัวไว้ เจ้าหนู..." เสียงของเฮยหลงดังขึ้นในหัวของเฟยหลง "คนของตำหนักนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นภายนอก โดยเฉพาะสตรีนางนั้น... สายตาของนางราวกับจะมองทะลุทุกสิ่ง"
เฟยหลงรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา แต่เขาก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม แต่ในใจกลับยกระดับความระมัดระวังขึ้นสูงสุด
คณะผู้มาเยือนจากตำหนักพิพากษาสวรรค์ถูกเชิญเข้าไปยังโถงรับรองแขก ทิ้งไว้เพียงความตื่นเต้นและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าศิษย์
เฟยหลงหมุนตัวเดินจากไปอย่างเงียบๆ เขารู้แล้วว่าคลื่นลมที่แท้จริงกำลังจะมาถึงสำนักมังกรครามแล้ว
ตำหนักพิพากษาสวรรค์...ผู้มาเยือนในนามแห่งคุณธรรม...ได้เดินทางมาถึงแล้ว
และดูเหมือนว่า...ผู้ตรวจการณ์ที่ช่างสังเกตของพวกเขา จะได้พบกับ "ปริศนา" ชิ้นแรกที่น่าสนใจเสียแล้ว