บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 40 ถีบทีกระเด็นไกล

       ชายคนที่พูดชื่อว่าเยี่ยหรงตอนนี้เขามีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หก

               เยี่ยหรงรู้ดีว่ากำลังของเขาอาจจะสู้หมิงอวี่ไม่ได้ก็เลยเตรียมที่จะร่วมมือกับอีกแปดคน คิดจะเล่นงานหมิงอวี่ก่อนแล้วค่อยอาศัยความสามารถของตัวเองไปแย่งชิงกันอีกที

               ทุกคนต่างพยักหน้า ไม่มีใครคัดค้านข้อเสนอของเขาเลย

               ความสามารถของเยี่ยหรงไม่ได้ดีมาก แต่ว่าเขาเป็นคนของตระกูลเยี่ยแค่เยี่ยซีคนเดียว ที่ได้ส่วนแบ่งมาจากองค์ชายเก้าก็ไม่รู้ว่าเหนือกว่าหมิงอวี่เท่าไรแล้ว พวกเขาไม่เห็นหมิงอวี่อยู่ในสายตาอยู่แล้ว

               หมิงอวี่ยืนรออยู่เงียบๆ เขายิ้มมุมปากเพราะเขาได้เปิดสัมผัสแห่งวิญญาณรอเอาไว้แล้วจึงได้ยินที่พวกเยี่ยหรงคุยกันชัดทุกคำ

               ถึงแม้หมิงอวี่จะไม่ได้แสดงออกอะไรเลยก็ตามแต่ว่าในใจของเขากลับเริ่มนิ่งเป็นสายน้ำ

               ในเวลานี้ที่ด้านนอกลานประลอง มู่หลางยื่นมือขวาออกมาแล้วสะบัดชายเสื้อแสงสว่างเจิดจ้าปรากฏออกมาจากแหวนเก็บของ ลูกบอลขนาดเท่าหัวคนปลิวลอยออกมาแล้วพุ่งไปที่ลานประลองทั้งแปดแห่ง

               ลูกบอลเหล็กตกลงแทบจะตรงกลางลานทุกแห่ง จากนั้นก็เกิดเสียงออกมาเล็กน้อย

               ฟังจากเสียงน้ำหนักที่ตกลงไป ก็รู้ในทันทีว่าลูกบอลนั้นมีน้ำหนักไม่น้อยเลย

               ในความเป็นจริงแล้ว บอลแต่ละลูกนั้นทำมาจากเหล็กดำถึงแม้จะมีขนาดเท่าหัวคนแต่น้ำหนักของมันสูงถึงพันกรัม!

                “สมาชิกของทั้งแปดกลุ่มยืนล้อมลานประลองได้ เมื่อข้าออกคำสั่งเมื่อไหร่การแข่งขันในรอบที่สองก็จะถือว่าเริ่มต้นขึ้น”

               ไม่นานนัก ทุกคนก็เดินมาบนลานประลองแต่ละกลุ่มมีทั้งหมดสิบคนยืนล้อมลานประลองเอาไว้ จากนั้นเสียงของมู่หลางก็ดังขึ้นอีกครั้ง

               “เริ่ม!”

                “ฟึ่บ!”

                แทบจะในทันทีที่สิ้นเสียงกลุ่มคนก็พุ่งขึ้นไปบนลานประลองเข้าไปชิงเอาบอลเหล็กอย่างบ้าคลั่ง ลมปราณแผ่กระจายออกไปจนทั่ว

               แต่ว่าบนลานประลองของเยี่ยซี บรรยากาศมันกลับดูแปลกๆ  เพราะไม่มีใครเลือกที่จะขึ้นไปชิงบอลเหล็กเลย ทุกคนยืนอยู่ที่เดิมกันหมด

               เยี่ยซีกวาดสายตาแล้วมองไปที่คนข้างๆ แต่ละคนแล้วพูดว่า“ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า หากพวกเจ้ามีความมั่นใจก็ลองไปชิงลูกบอลเหล็กนั่นดู”

               แต่คนรอบข้างนางกลับส่ายหัวกันทุกคนพวกเขาเหมือนเป็นกลุ่มที่ถูกทิ้ง องค์ชายองค์หญิงเก้าคนที่เหลือถึงแม้จะมีชื่อเสียงอยู่บ้างในเมืองหลวงแต่เมื่อเทียบกับตระกูลเยี่ยแล้วยังห่างชั้นมากแล้วใครจะไปกล้าล่วงเกินเยี่ยซีกันล่ะ?

               อีกทั้งเยี่ยซีเองก็มีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดระดับประสานเป็นหนึ่งแล้วต่อให้พวกเขาชิงบอลมาได้ สุดท้ายก็ไม่มีทางชิงไปจากเยี่ยซีได้

               พูดได้เลยว่า กลุ่มนี้ถูกแบ่งออกมาเพื่อให้เยี่ยซีชนะ ผลการแข่งขันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

               เพราะเห็นอีกเก้าคนไม่มีใครเดินขึ้นหน้าเลยเยี่ยซีก็พูดอย่างเรียบเฉยว่า “ในเมื่อพวกเจ้าไม่คว้าโอกาสนี้เอาไว้ข้าก็ไม่เกรงใจล่ะนะ”

               ระหว่างที่พูดก็ยื่นข้อมือออกไปจากนั้นก็ใช้พลังดูดเอาลูกบอลเหล็กมาไว้ในมือ

               พูดได้ว่า ในรอบที่สองเยี่ยซีเองก็ชนะแบบไม่เปลืองแรงเลยไม่เหมือนกับลานประลองอื่นที่ทุกคนสู้กันอย่างดุเดือด

               ในขณะเดียวกัน บนลานประลองฝั่งของหมิงอวี่ก็ไม่ได้เริ่มตั้งแต่นาทีแรกเหมือนกันสายตาของคนที่เหลือก็จับจ้องมาที่ตัวของหมิงอวี่!

                “หมิงอวี่ เจ้าเป็นองค์ชาย ลูกบอลเหล็กนี่เจ้าหยิบก่อนได้เลย”เยี่ยหรงยิ้มแล้วพูด

               คนที่เหลือเองก็ไม่มีใครคิดจะเข้าไปชิงลูกบอลเลยเหมือนอยากจะยกลูกบอลให้กับหมิงอวี่ เช่นเดียวกับทางฝั่งของเยี่ยซี

               “ตระกูลเยี่ยของพวกเจ้ารู้จักคิดนะ หยิบลูกบอลเหล็กนั่นมาให้ทีสิ”หมิงอวี่ยิ้ม แล้วออกคำสั่งให้เยี่ยหรงนำเอาลูกบอลเหล็กนั่นมาให้เขา

               “หือ?” เยี่ยหรงยิ้มเหมือนกัน ในใจกลับคิดว่า ‘เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร ตอนนี้เจ้าโอหังไปก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวข้าจะทำให้เจ้าตายเอง!’

                พอคิดได้แบบนี้เยี่ยหรงก็เดินขึ้นหน้าไป จากนั้นก็ใช้แรงอย่างมากยกลูกบอลเหล็กน้ำหนักหนึ่งพันกรัมโยนใส่มือของหมิงอวี่

               แต่พอหมิงอวี่รับลูกบอลเหล็กไปแล้ว อีกแปดคนที่เหลือก็พุ่งโจมตีใส่เขาจากทุกมุมในทันที

               พวกเขายอมให้หมิงอวี่ได้บอลเหล็กไปก็เพื่อให้หมิงอวี่มีแรงกดดันมากขึ้น บวกกับเจอการโจมตีของคนเก้าคนหมิงอวี่ก็แทบจะหนีไปไหนไม่ได้เลย!

                “คิดว่ามันเป็นของที่เจ้าคู่ควรจะได้ไปงั้นหรือ? ซัดให้น่วมเลย!”

                เยี่ยหรงสั่งการอีกแปดคนที่เหลือและพุ่งโจมตีใส่หมิงอวี่ด้วยเหมือนกันอีกแปดคนที่เหลือแค่ใช้กำลังซัดหมัดแตะเท้าเข้าใส่แต่เยี่ยหรงไม่ได้สนใจอะไรอย่างอื่น เขาซัดหมัดคู่ออกไปอีกทั้งยังใช้ทักษะวิชาหลิงระดับกลางที่น่าทึ่งอีกด้วย!

                คนอื่นที่ไม่ใช่คนของตระกูลเยี่ย ยังมีความกังวลเรื่องฐานะขององค์ชายของหมิงอวี่อยู่บ้างแต่ว่าเยี่ยหรงกลับไม่สนใจ เขาเป็นคนของตระกูลเยี่ย อาศัยบารมีของเยี่ยซีแล้วเขาจะตีหมิงอวี่จนพิการก็ไม่มีปัญหา

               การโจมตีของเขาเหมือนต้องการให้หมิงอวี่พิการไปเลย!

                เมื่อถูกล้อมโจมตี หมิงอวี่ไม่มีทางป้องกันทีละคนแน่ แต่วินาทีต่อมาเขาก็ย่อตัวลง“ปัง” กระโดดลอยตัวขึ้นพร้อมกับลูกเหล็กหนึ่งพันกรัมราวกับเป็นลูกกระสุน

               “อะไรกัน?”

               เยี่ยหรงคิดไม่ถึงเลยว่าหมิงอวี่จะทำอะไรที่โง่ขนาดนี้หากหมิงอวี่ป้องกันเขาอาจจะแค่บาดเจ็บหนัก แต่พอเขากระโดดขึ้นไปกลางอากาศแบบนี้อาศัยแรงดันจากอากาศ ตอนที่ลงมา แม้แต่การป้องกันก็ไม่อาจทำได้จุดจบของเขามันจะอนาถมาก!

                 เยี่ยหรงคิดว่าหมิงอวี่จะต้องไม่ป้องกันแน่ดังนั้นเขาจึงปล่อยทักษะการต่อสู้ออกไปอย่างไม่ปราณีหลังจากที่หมิงอวี่กระโดดลอยตัวขึ้นไปกลางอากาศแล้ว หมัดที่เต็มไปด้วยลมปราณแผ่กระจายจนอีกแปดคนที่ไม่ได้ใช้กระจัดกระจายออกไปแต่เพราะเขาประมาทจึงทำให้ถูกหมัดของคนอื่นชกเข้าที่หน้าหลายที

               “รนหาที่ตาย!”

                เยี่ยหรงสีหน้าไม่ค่อยพอใจ เขาเป็นผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกถึงแม้จะมีกำลังไม่มากเท่าหมิงอวี่แต่ไม่ว่าจะเป็นวิชายุทธ์หรือว่าทักษะก็ล้วนแต่ไม่ธรรมดา ในเวลานี้เขากำลังพุ่งโจมตีไปใต้ฝ่าเท้าของหมิงอวี่และซัดหมัดของเขาขึ้นไปด้านบน!

               เดิมที หมิงอวี่อยู่กลางอากาศแทบจะไม่มีอะไรคอยช่วยได้เลยหมัดที่พุ่งมานี้เขาสมควรที่จะไม่มีทางรับมือ แต่หมิงอวี่กลับยิ้มแสยะแล้วแตะเท้ากลางอากาศเหยียบพลังเท้าแตะเมฆาอาศัยแรงที่เยี่ยหรงซัดมาพุ่งโจมตีกลับไปที่ตัวของเยี่ยหรงเอง

               มือข้างหนึ่งของเขาจับหมัดของเยี่ยหรงเอาไว้เยี่ยหรงมองมาที่หมิงอวี่ด้วยสายตาตื่นกลัวเขาใช้บอลเหล็กหนักพันกรมซัดลงมาบนใบหน้าของเยี่ยหรง

               “ตึ่ง!” เสียงที่ทำให้คนใจสั่นดังขึ้นเยี่ยหรงปลิวกระเด็นไปไกล เขารู้สึกว่าโลกหมุน ตอนที่ตกลงมาที่พื้นใบหน้าที่ถูกซัดจนเละไปครึ่งหนึ่งก็เกิดความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา

               ใบหน้าทางด้านซ้ายของเขาบวมแดงขึ้นมา เขาใช้ดวงตาที่คล้ายสีเลือดมองมาที่หมิงอวี่มันดูเหมือนมีดวงตาโผล่ขึ้นบนซาลาเปาลูกหนึ่ง เขาจ้องหมิงอวี่ตาไม่กะพริบเลย ...

               “เยี่ยหรง!”

                บนลานประลองฝั่งตรงข้ามเยี่ยเสวียนที่เพิ่งจะชนะบังเอิญเห็นหมิงอวี่ใช้บอลเหล็กซัดเยี่ยหรงจนปลิวกระเด็นก็เลยร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ

               เยี่ยหรงเป็นน้องชายแท้ๆ ของเยี่ยเสวียนเห็นเยี่ยหรงมีสภาพย่ำแย่มากเขาก็รู้สึกโกรธ!

                “หมิงอวี่ เจ้ามันรนหาที่ตาย!”เยี่ยเสวียนกัดฟันแล้วพูด

               เยี่ยหรงพยายามลุกขึ้นมาจากพื้น ฟันของเขาร่วงเกือบหมดปากแต่ก็ยังพูดออกมาว่า“เจ้าบ้า ... วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้า!”

                “เจ้าว่าอะไรนะ?”

               หมิงอวี่ค่อยๆ เดินเข้าไปหาเยี่ยหรง

               เยี่ยหรงมองไปที่หมิงอวี่ด้วยสายตาที่เย็นชาความโกรธของเยี่ยหรงเมื่อครู่หายไปเกือบครึ่งหนึ่ง ที่เหลือมันเป็นความกลัว

               “เจ้า ... เจ้ากล้าหรือ ข้าเป็นคนของตระกูลเยี่ยนะ ...”

               พูดยังไม่ทันจบ หมิงอวี่ก็ยกเท้าขึ้นแล้วถีบเยี่ยหรงกระเด็นออกไปร้อยเมตรเยี่ยหรงบาดเจ็บหนักจนสลบไปท่ามกลางผู้ชมกว่าสามหมื่นคน

               หมิงอวี่หยิ่งแล้วก็เด็ดขาดมากไปแล้วกระมัง? กล้าถีบเยี่ยหรงจนกระเด็นไปไกลขนาดนั้นใครจะหยุดเขาได้เนี่ย?

               “หมิงอวี่! เจ้าซวยแน่!”

                เยี่ยเสวียนที่อยู่ลานประลองตรงข้ามเกร็งแขนขวาจนกล้ามเนื้อเป่งขึ้นมาเขาโยนลูกบอลเหล็กเข้าใส่ที่หน้าของหมิงอวี่

               “แกร๊ง!”

                หมิงอวี่ยกมือขึ้นมา เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นจากการปะทะระหว่างมือกับลูกบอลเหล็กเขาจับบอลเหล็กติดมือโดยที่ร่างกายของเขาไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อยด้วย

               เขาค่อยๆ วางบอลเหล็กลง สีหน้าที่เย็นชาราวกับน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้น!

                เดิมที เยี่ยหรงก็ยุยงให้คนอื่นทำร้ายเขาและขู่จะฆ่าเขาอย่างเปิดเผยตอนนี้เขามีสีหน้าท่าทางแบบนี้มันก็สมควรแล้ว แต่เยี่ยเสวียนกลับโกรธเหมือนกับว่าเขาต่างหากเป็นคนทำร้ายเยี่ยหรงทำให้เยี่ยหรงบาดเจ็บ เขาต่างหากที่เป็นคนผิด!

                “เจ้าขยะ เจ้ากล้าทำร้ายน้องชายข้าหรือ อย่าให้ข้าได้เจอเจ้านะไม่อย่างนั้นข้าจะซัดหัวเจ้าให้น่วมเลย!”เยี่ยเสวียนชี้หน้าด่าหมิงอวี่

               “หากเจ้ายังอวดดีแบบนี้อีก จะต้องตายอย่างอนาถแน่”

               คำพูดของหมิงอวี่พุ่งเข้าหูของเยี่ยเสวียน ในตอนนี้เขาเหมือนเป็นเทพสังหารที่เลือดเย็น ทำให้เยี่ยเสวียนรู้สึกหวั่นใจไปเล็กน้อย!

                นี่มันอะไรกัน?

               เยี่ยเสวียนรู้สึกใจสั่นอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกตื่นกลัวแบบนี้กันนะ? ไม่มีทาง มันต้องเป็นแค่ภาพลวงตาแน่ๆ

               เมื่อปรับอารมณ์ความรู้สึกแล้ว เยี่ยเสวียนก็มองไปที่หมิงอวี่อีกครั้งคิดไม่ถึงเลยว่าเขากลับเดินลงจากลานประลองไปแล้ว เพราะเมื่อครู่เขาถือบอลเหล็กครบสิบลมหายใจการแข่งขันในกลุ่มของเขานั้นถือว่าจบแล้ว

               เพราะเยี่ยเสวียนกับหมิงอวี่มีปัญหากัน ทำให้ผู้ชมต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ในสายตาของทุกคนนั้น หมิงอวี่ชนะเหมือนกับอีกสองคน แต่เหมือนจะมีการเคลื่อนไหวที่แปลกมากเขาสามารถพลิกแพลงได้กลางอากาศ ดังนั้นถึงสามารถเล่นงานเยี่ยหรงจนหมดท่าได้

               อีกทั้ง เยี่ยหรงเล่นงานคนอีกแปดคนจนบาดเจ็บ จนพวกเขาไม่มีแรงที่จะสู้ต่อแล้วพูดได้เลยว่าหมิงอวี่แทบจะไม่ได้รับความท้าทายอะไรเลย

               เพราะแม้แต่ทักษะการโจมตีเขาก็ไม่ได้ใช้ หรือวิชาอะไรก็ไม่ได้แสดงออกมาเลยด้วย

               พวกเขารู้สึกว่าวิธีการที่หมิงอวี่ใช้เล่นงานเยี่ยหรงค่อนข้างอันธพาลมันไม่ใช่ความสามารถ แต่เป็นความวู่วามซึ่งเป็นเรื่องที่โง่สิ้นดี

               ลูกถีบนี้ ไม่เพียงทำให้เยี่ยหรงบาดเจ็บสาหัส แต่ยังเป็นการล่วงเกินตระกูลเยี่ยแบบเต็มๆไม่มีใครเห็นหรือว่าสีหน้าของเสนาบดีกรมอาญาเยี่ยหลิงอวินนั้นแย่แค่ไหน? ถึงแม้เยี่ยซีจะไม่ได้พูดอะไรเลย แต่สีหน้าของนางก็ดูไม่ค่อยจะดีเหมือนกัน!

                ถึงจะไม่พูดว่าคนในตระกูลเยี่ยคนอื่นคิดอะไรอยู่แค่เยี่ยเสวียนที่มีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ด ขอแค่ในรอบที่สามหากวนมาเจอกับหมิงอวี่เขาจะต้องแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งแน่!

                ไม่นานนัก ผลแพ้ชนะของกลุ่มอื่นก็ทยอยตามมา ผู้ชนะทั้งแปดคน ได้แก่เยี่ยซีหลิวซงหมิง ซ่งซูเหลียน หลินเจ๋อเทียน เยี่ยเสวียน รวมถึงอีกสองคนและหมิงอวี่ที่ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป

               “ยินดีกับผู้แข็งแกร่งทั้งแปดคนที่ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปด้วย ตอนนี้พวกท่านจะมีเวลาได้พักประมาณสองก้านธูปหลังจากนั้นเราจะเข้าสู่การแข่งขันในรอบที่สาม ซึ่งเป็นการประลองฝีมือเพื่อหาผู้ชนะในปีนี้!”

                “ข้าว่าไม่ต้องพักหรอก” เยี่ยซีเอ่ยปากขึ้นมา

               ตั้งแต่เมื่อครู่จนถึงตอนนี้นางแทบไม่ได้ออกแรงเลย หากให้รอต่อไปอีกนางรู้สึกว่ามันไม่ท้าทาย

               คนอื่นเองก็พยักหน้าเพราะพวกเขามีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ดกันหมดแล้วร่างกายไปอยู่ในระดับที่น่ากลัวมากแล้ว อีกทั้งยังมีพลังจิตที่แข็งแกร่งเรื่องแค่นี้ไม่มีปัญหา

               ส่วนหมิงอวี่ไม่มีทางมีปัญหาอะไรได้เลย เขาอาศัยโชคชนะมาก็ไม่ได้เสียแรงอะไรไปเท่าไร

               “ถ้าอย่างนั้น เริ่มการประลองรอบสุดท้าย”

               มู่หลางทำการหารือกับกรรมการอีกแปดคน จากนั้นก็ลงความเห็นว่า“ตอนนี้ พวกเจ้าแปดคนตามข้ามาทางนี้ จับลูกบอลเหล็กที่เขียนเลขหนึ่งถึงแปดเอาไว้ที่อยู่ในกล่องไม้นี้หนึ่งเจอกับสอง สามเจอกับสี่ ตามลำดับ จากนั้นก็เริ่มประลองได้เลย”

               ทุกคนทยอยหยิบลูกบอลเหล็กออกมาจากกล่องไม้ เยี่ยเสวียนจับได้หมายเลขหกจากนั้นเขาก็เหลือบมองไปยังบอลเหล็กในมือของหมิงอวี่ ด้านบนเขียนหมายเลข “แปด”ทำให้เขาชักสีหน้าลงทันที

               เขาอดแก้แค้นให้น้องชายของเขา ในใจเขารู้สึกโกรธมาก

               แต่ว่าเมื่อเขาเห็นว่าหลินเจ๋อเทียนจับได้หมายเลขเจ็ด ก็เกิดความคิดอื่นขึ้นมาเขามองไปที่หลินเจ๋อเทียน จากนั้นก็มองไปที่หมิงอวี่ด้วยสายตาที่เหี้ยมโหดจากนั้นก็ใช้มือปาดไปที่คอ

               ต่อให้เขาไม่ได้เจอกับหมิงอวี่ แต่ถ้าเจอกับหลินเจ๋อเทียน หมิงอวี่ก็จะต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างอนาถแน่นอน!

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน