อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 75 เพราะเธอยังเป็นเด็กน่ะสิ

            ภายในห้องทำงานของมาร์ควิสราฟาเอลตอนนี้เจ้าของห้องกำลังนั่งพิงพนักพิงจนเก้าอี้สายตาทั้งสองพริ้มหลับ บนโต๊ะของเขาตอนนี้วางสุมไว้ด้วยเอกสารส่วนมอแกนเด็กน้อยที่มักเรียกเขาว่าท่านปู่ขณะนี้ไม่ได้อยู่ภายในห้อง คาดว่าคงกำลังไปอยู่ท่านามประลองในค่ายทหาร ขณะที่ตาทั้งสองของเขากำลังพริ้มหลับอยู่นั้นพลันลืมตาขึ้นมาทันทีก่อนที่ประตูห้องก็เปิดออก นายทหารคนหนึ่งเดินเข้ามารายงานว่า

            “เรียนท่านมาร์ควิสตอนนี้เขาคนนั้นได้มาที่ป้อมปราการแอสทราวินแล้วขอรับ”

            มาร์ควิสราฟาเอลยิ้มมุมปากทันทีที่ได้ยินเรื่องนั้น

            “ดูเหมือนว่าเจ้าหนูนั่นจะรู้เรื่องแล้วสินะแต่ไม่นึกเลยว่าจะชิงมาก่อนกำหนดรับของแบบนี้” เขาถามนายทหารคนนั้นไปว่า “แล้วตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไง?”

            “ตอนนี้สตรีในหอห้วงฝันได้ทำการล่อลวงทหารที่ทางเราได้วางเอาไว้แถวโรงตีเหล็กของแกรี่ และตามที่ท่านมาร์ควิสสั่งข้าได้กำชับพวกทหารไว้ว่าถ้าเห็นพวกเธอทำอะไรให้แสร้งทำเป็นคล้อยตามทำให้ตอนนี้ไม่เหลือทหารของพวกเราแล้วสตรีของหอห้วงฝันก็เข้าถึงตัวคนแคระนักล่าหัวเรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้ทั้งสองคนได้เข้าไปในโรงตีเหล็กอยู่ครับท่าน”

            มาร์ควิสราฟาเอลพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะถามอีกว่า

            “แล้วพวกคนของศาสนจักรล่ะตอนนี้เป็นยังไง?”

            “เท่าทีคนของเราเฝ้าดูตอนนี้พบว่ายังไม่มีปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษครับคาดว่าน่าจะกำลังหลับกันอยู่”

            มาร์ควิสราฟาเอลพยักหน้าอีกครั้งก่อนจะสั่งว่า

            “จับตาดูคนพวกนั้นต่อไปเล้วก็คอยระวังอย่าได้ทำอะไรขัดใจพวกนั้นล่ะเพราะถึงยังไงอำนาจที่คนพวกนั้นมีก็สุดที่อาณาจักรดราโกวิชจะต้านทานได้ ส่วนพวกสตรีจากหอห้วงฝันนั้นจำไว้ว่าเราไม่รู้เห็นอะไรทั้งนั้น แล้วก็แจ้งข้าทันทีที่เห็นว่าพวกศาสนจักรมีความเคลื่อนไหว”

            นายทหารคนนั้นรับทราบก่อนจะค้อมกายทำความเคารพแล้วเดินออกจากห้องไป มาร์ควิสราฟาเอลทำการนวดขมับของตนก่อนจะกลับมาพักสายตาอีกรอบ เขารู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในหลายวันนี้

             

            ภายในหอห้วงฝัน

            ในห้องทำงานส่วนตัวนอร่าที่นั่งเอนหลังพิงพนักอยู่บนเก้าอี้บุนวมข้างเก้าอี้มีโต๊ะตัวเตี้ยตั้งอยู่โดยที่บนโต๊ะมนขวดไวน์กับแก้วไวน์วางอยู่ วันนี้นอร่าแต่งตัวด้วยผ้าที่บางเบาราวกับปีกแมลงปอจนแทบจะมองเห็นยอดถันของเธออย่างชัดเจน เมื่อสักครู่นี้ได้มีคนมาแจ้งเธอแล้วว่าซิลวี่เข้าถึงตัวคนแคระนักล่าค่าหัวแล้ว เธอได้รู้เรื่องปฏิกิริยาของพวกทหารหลังจากที่เด็กๆ ของเธอเข้าทำการล่อลวงก็พบว่ามันช่างงายดายเหลือเชื่อ ซึ่งเธอพอเดาอะไรบางอย่างได้แต่เลือกที่จะไม่พูดออกมา

            เธอพอเดาได้ว่าคนแคระนักล่าค่าหัวคนนี้อาจจะรู้ตัวในทางใดทางหนึ่งว่ามีคนต้องการตัวเขาถึงได้ชิงมาก่อนกำหนดนัดแบบนี้

            “พ่อหนุ่มน้อยเธอคิดจะทำอะไรกันแน่ไม่รู้รึไงว่าคนพวกนี้เป็นใคร หรือว่าเธอรู้ดีแต่ของที่ต้องมารับนั้นสำคัญมากขนาดนั้น” นอร่าพึมพำออกมาด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจ

             

            เออร์วินที่ตั้งใจจะรีบหยิบรีบไปก็นิ่งเงียบดวงตาภายใต้หน้ากากของเขาจ้องมองแกรี่ก่อนจะเหลือบมองไปที่ชิลวี่ที่ยืนด้านหลังของเขาที่คล้ายต้องการปิดทางหนี ในสมองของเขานึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งนั่นคือทั้งสองคนร่วมมือกันต้อนเขาเข้าสู่จุดอับและตอนนี้คล้ายกับต้องการถ่วงเวลาเพื่อรอใครบางคน เออร์วินเริ่มคิดวิธีที่จะฆ่าทั้งสองคนในห้องนี้ให้เงียบที่สุดแล้วเดินออกไปอย่างเนียนๆ ในหัวเออร์วินเริ่มคิดสารพัดวิธีที่ฆ่าทั้งสองคนโดยเริ่มประเมินจากตำแหน่งการยืนของทั้งคู่ตามได้อาวุธและวิธีฆ่าที่ใช้ ซึ่งต้องรวดเร็วฉับไวและไร้ซุ่มเสียงจนสุดท้ายเขาก็เลือกมาได้วิธีหนึ่ง แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงมือแกรี่กลับเป็นฝ่ายแก้ห่อผ้าออกมาเผยให้เห็นสิ่งของมากมายในห่อผ้านั้นแต่ที่เออร์วินสะดุดตามากที่สุดก็คือกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนสุด บนกระดาษแผ่นนั้นเขียนข้อความว่า

            ‘ในนี้มีสิ่งของที่ใช้ในการติดตามตัวอยู่ผู้หญิงที่อยู่ข้างหลังเจ้าเชื่อใจได้’

            เออร์วินที่ได้เห็นข้อความนั้นก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไรยกเลิกความคิดที่จะลงมือทันที ก่อนจะหยิบกระดาษขึ้นมาทำท่าอ่าน

            “สิ่งของที่สั่งเรียบร้อยนะ”

            เออร์วินพยักหน้าหนึ่งทีก่อนจะขยำกระดาษนั่นทิ้งแกรี่ก็ทำการมัดห่อผ้าแล้วดันมันกลับให้เออร์วิน เขายกห่อผ้าขึ้นมาแล้วหมุนตัวกลับแต่ก่อนที่เขาจะเปิดประตูก้าวออกจากออฟฟิศแกรี่ก็พูดว่า

            “โชคดีนะ”

            เออร์วินพยักหน้าให้เขาอีกหนึ่งครั้งก่อนจะก้าวออกประตูไปตามด้วยซิลวี่ จนเหลือเพียงแกรี่คนเดียวอยู่ในออฟฟิศ เขาทิ้งตัวลงพนักพิงเก้าอี้อย่างอ่อนแรงพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาไม่รู้ว่าเจ้าคนแคระนี่ไปทำอีท่าไหนถึงไปดึงความสนใจของพวกคนจากศาสนจักรได้ เริ่มจากมาหาเขาแล้วถามเรื่องต่างๆ ทั้งยังใช้อำนาจขอแบบแปลนที่อีกฝ่ายเคยจ้างวานให้เขาสร้างโดยไม่สนกฎเรื่องการรักษาความลับของลูกค้า แถมพักนี้ยังมีพวกคนแปลกหน้าเดินแวะเวียนไปมาที่หน้าโรงตีเหล็กอยู่เสมอ ซึ่งแกรี่ที่เผชิญกับเรื่องแบบนี้ก็รู้สึกเครียดขึ้นมาใจหนึ่งก็อยากให้ตัวต้นเหตุมารับของแล้วเรื่องนี้มันจบๆ ไป แต่อีกใจหนึ่งก็อยากให้อีกฝ่ายหายหัวไปพักหนึ่งจนพวกศาสนจักรรามือจากไปเอง เพราะว่าลูกค้าที่เข้ามาสั่งงานแล้วยินดีจ่ายหนักโดยไม่ต่อลองราคานั้นใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ

            จนเมื่อไม่กี่วันก่อนพวกนั้นยังส่งคนมาของานล่าสุดจากเขาไปหนึ่งชุดและเมื่อเอากลับมาคืนยังมอบแมลงโลหะสีทองให้เขาตัวหนึ่ง กำชับให้เขาส่งมันให้อีกฝ่ายพร้อมกับของที่คนๆ นี้สั่ง แม้ไม่รู้ว่าเจ้าแมลงนั้นมันคืออะไรแต่แกรี่ก็ไม่โง่เขาพอจะเดาได้ว่ามันเป็นสิ่งที่จะใช้ติดตามเป้าหมายได้ ถ้าถามว่าทำไมแกรี่ถึงเลือกจะเตือนเออร์วินล่ะก็เหตุผลง่ายๆ ระหว่างลูกค้ากระเป๋าหนักที่ไม่เคยต่อรองราคากับพวกศาสนจักรที่เน้นใช้งานคนฟรีๆ ไม่ต้องคิดเลยว่าเขาจะอยู่ข้างฝ่ายไหนแต่เขาไม่สามารถออกตัวแรงได้เพราะถึงยังไงอำนาจที่อีกฝ่ายมีก็เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจต่อต้าน

            แกรี่ถอนหายใจออกมาอีกครั้งตอนนี้เขาก็แค่ทำสิ่งที่พอทำได้แล้วส่วนจะหนีรอดหรือไม่ก็แล้วแต่อีกฝ่าย ถ้าถามว่าทำไมเขาเลือกที่จะไม่บอกตรงๆ ก็เพราะว่าตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะมีใครได้ยินอยู่บ้างจึงได้แต่เขียนใส่กระดาษไป

            เขาไม่รู้เลยสักนิดว่าถ้าเออร์วินเห็นกระดาษคำเตือนช้ากว่านี้อีกนิดทั้งเขาและซิลวี่คงได้มีวันนี้ของปีหน้าเป็นวันครบรอบวันตาย

             

            เออร์วินกับซิลวี่เดินคู่กันออกมาจากโรงตีเหล็กทว่าซิลวี่กลับหยุดอยุ่หน้าทางเข้าแล้วพูดกับเขาว่า

            “เชิญตามข้าไปพบนายหญิง”

            เขาดูลังเลเล็กน้อยไม่รู้ว่าจะตามอีกฝ่ายไปดีมั้ยเพราะลำพังแค่เขาก็มั่นใจว่าสามารถหนีออกจากป้อมปราการแอสทราวินนี้ได้ แต่จากคำเตือนของแกรี่ทำให้ทราบว่าขณะนี้เขามีเครื่องบอกตำแหน่งหรือก็คือติด GPS ไว้กับตัว สำหรับคนอื่นนี่อาจเป็นเรื่องยุ่งยากแต่มันเป็นประโยชน์สำหรับเออร์วินที่ตั้งใจจะเอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้เกิดการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเขาไม่รู้ว่าตอนนี้ยังมีคนของศาสนจักรเฝ้าดูเครื่องติดตามนี้อยู่ตลอดเวลาหรือไม่ ถ้าเป็นแบบนั้นก็นับเป็นเรื่องดีเพราะเขาสามารถล่อให้ไปปะทะกับพวกเจ้าคนมีปีกนั่น ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังวุ่นวายกันอยู่เขาก็จะหาจังหวะชิ่งกลับไพร์ล็อกโดยที่มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครตามมา เพราะการล่อให้ทั้งสองฝ่ายมาเจอกันที่เดียวย่อมดีกว่าไปจ๊ะเอ๋ตอนที่เขากำลังจะกลับเข้าเมือง ส่วนการตามผู้หญิงคนนี้ไปนั้นไม่เคยอยู่ในหัวของเขาเลยสักนิด เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ต้องการอะไรก็ยิ่งไม่รู้ การจะให้เขาตามอีกฝ่ายไปนั้นสู้ให้เขาวิ่งไปยังที่พักของพวกศาสนจักรแล้วประกาศว่า ทุกท่านผมไงครับที่มีของที่ทุกท่านตามหาไง ยังดีซะกว่าเพราะยังไงเขาก็รู้ว่าคนพวกนี้ต้องการอะไร

            ซิลวี่ที่เห็นเออร์วินไม่ตอบอะไรและไม่มีทีท่าจะเดินไปไหนซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าเขาไม่ไว้ใจเธอจึงพูดว่า

            “ไม่ต้องกังวลไปหรอกหากนายหญิงคิดร้ายกับเธอล่ะก็ท่านคงไม่ทำอะไรอ้อมค้อมแบบนี้แน่ แต่ถ้าเธอยังไม่สบายใจเธอสามารถจ่ออาวุธนั่นไว้ที่ฉันได้ การที่มันช่วยให้เธอล่าพวกค่าหัวสูงๆ ได้อำนาจของมันคงไม่ใช่เล่นๆ สินะ”

            การที่ซิลฟี่พูดออกมาทำให้เออร์วินนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะหยิบกระดาษที่แกรี่เขียนเตือนเขาไว้ออกมา เขาคลี่กระดาษออกก่อนจะเขียนอะไรบางอย่างลงที่ด้านหลังของกระดาษ แล้วโชว์ให้เธอดู นับว่าเป็นเรื่องดีของนครไร้ราตรีที่มักจะสว่างไสวอยู่เสมอทำให้ซิลวี่มองเห็นอักษรบนนั้นชัดเจน

            ‘แล้วพวกเธอจะได้อะไร’

            ซิลวี่อ่านตัวอีกษรเหล่านั้นก่อนจะตอบว่า

            “นายหญิงนึกไว้แล้วว่าเธออาจจะไว้ใจพวกเราจึงฝากมาบอกเธอว่า พวกเราไม่ได้อะไรหรอกแต่ที่พวกเราช่วยก็เพราะเธอยังเป็นเด็กยังไงล่ะ”

            พริบตานั้นเออร์วินถึงกลับยืนนิ่งเป็นรูปปั้นในหูรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงแอคโค่คำว่า ‘เพราะเธอยังป็นเด็ก’ ซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด เขาถามตัวเองในใจทันที

            ‘เธอรู้ได้ยังไงว่าเราเป็นเด็ก’ เออร์วินถึงกลับสงสัยว่าตนเผยพิรุธอะไรหรือเปล่า ตั้งแต่ที่เขาเริ่มหาเงินโดยการล่าค่าหัวเขาก็ระมัดระวังตัวโดยตลอด ทั้งการแต่งกายมิดชิดหรือแม้แต่การไม่พูดเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะสังเกตได้จากน้ำเสียงที่เด็กของเขา ทุกสิ่งที่จะเชื่อมโยงมายังเขาเออร์วินล้วนระวังทั้งหมด ซึ่งมันทำให้เกิดกับดักทางความคิดของใครหลายคนจนสร้างเป็นตัวตนของคนแคระนักล่าค่าหัวขึ้นมา ดังนั้นเออร์วินจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้รู้ได้ยังไง

            ซิลวี่มองเออร์วินแล้วก็ยิ้มออกมาเธอก้มหน้าเข้ามาใกล้จนแทบจะชิดหน้ากาก เออร์วินรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมของเธออย่างชัดเจนมันเป็นกลิ่นที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม ซิลวี่กระซิบบอกเขาว่า

            “พวกเรารู้ว่าเธอเป็นเด็กตั้งแต่วันแรกที่เธอมาที่เมืองนี้ ตอนนี้เธอได้เดินผ่านหญิงคณิกาคนหนึ่งจากหอห้วงฝันโดยบังเอิญ จะบอกความลับให้อย่างหนึ่งนะพวกเราที่มาจากหอห้วงฝันนั้นสามารถรับรู้ได้ถึงช่วงวัยของผู้ชายจากกลิ่นของพวกเขา และกลิ่นของเธอ...” พูดถึงตรงนี้เธอก็ทำจมูกฟุดฟิดใส่เขาก่อนจะพูดว่า “ไม่ว่าจะดมกี่ครั้งก็เป็นเป็นกลิ่นของเด็กที่ยังไม่แตกเนื้อหนุ่มชัดๆ”

            เออร์วินตกใจจนรีบถอยห่างออกมา ซิลวี่ยิ้มให้กับท่าทีของเขาก่อนจะกอดอกเหยียดตัวตรงถามเขาว่า

            “เป็นไงล่ะพอจะเชื่อใจพวกเราได้บ้างหรือยัง”

            เออร์วินกำกระดาษในมือก่อนจะพูดว่า

            “ผมขอบคุณในความหวังดีของคุณนะแต่ผมเข้ามาได้ผมก็ออกไปได้”

            ซิลวี่พูดว่า

            “พอเธอพูดแล้วเสียงน่ารักจังเลยนะชักอยากเห็นหน้าเธอแล้วสิ” ซิลวี่ถอนหายใจก่อนจะพูดว่า “ถ้าเป็นปกติเธอคงไม่ต้องให้พวกเราช่วยหรอกแต่อย่าลืมสิว่าตอนนี้เธอมีสิ่งที่ใช้บอกตำแหน่งของเธอได้อยู่นะ”

            เออร์วินไม่สนใจคำพูดของเธอเท่าไรนักเพราะเขาตั้งใจจะใช้เจ้า GPS นี่ล่อพวกนั้นออกไปอยู่แล้วยังต้องกังวลอะไรอีก ตามการคำนวนของเขาพวกคนจากศาสนจักรไม่ใช่คนของนครไร้ราตรีที่เวลานอนไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน การที่ได้เห็นว่ามีแต่ทหารของดราโกวิชลาดตะเวนรอบโรงตีเหล็กก็พอเดาได้ว่าพวกนั้นคงกำลังหลับกันอยู่ เมื่อตื่นขึ้นมากว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ใช้เวลาพักหนึ่งเพราะเวลานี้ร่างกายจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก ต่อให้รู้ตำแหน่งเขาก็ต้องใช้เวลาพักหนึ่งกว่าจะตามเขาไปได้ เหรอต่อให้มีคนคอยเฝ้าเจ้าเครื่องติดตามตัวนี่อยู่ตลอดเวลาแต่ต้องไม่ใช่ทุกคนแน่คาดว่าป่านนี้คงกำลังนอนหลับกันอยู่ ในขณะที่คนอย่างน้อยมีคนสักคนสองคนที่กำลังเฝ้าจับการความเคลื่อนไหวของเจ้าเครื่องติดตามนี้

            เออร์วินเงยหน้ามองซิลวี่ต้องใจจะพูดอะไรบางอย่างแต่ทันใดนั้นสายตาเขากลับเห็นอะไรบางอย่างบนท้องไฟฟ้า

            ซิลวี่มองเออร์ด้วยความสงสัยก่อนที่เธอจะคิดอะไรได้รีบเข้ามากอดเออร์วินแล้วเบี่ยงไปอีกทางทันที ก่อนที่จะมีอะไรบางอย่างพุ่งลงมาจากท้องฟ้ายังตำแหน่งที่ทั้งคู่ยืน แม้จะเป็นการพุ่งลงมาแต่ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงใดๆ ทั้งสิ้นแต่กลับมีแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณจนนครไร้ราตรีที่แต่เดิมก็สว่างอยู่แล้วกลับสว่างยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ทันทีที่เห็นแสงนั้นเออร์วินรีบเบี่ยงตาหลบทันที

            จนเมื่อแสงนั้นจางหายไปก็เหลือเพียงร่างของหญิงสาวนางหนึ่งทันที่เออร์วินเห็นเธอก็ตกตะลึงไปกับความงามของเธอในทันที เขารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ด้วยไปกว่าพี่สาวของเขาและเรเวนเลย หากผู้สาวของเขาให้ความรู้สึกเย็นชาจนยากจะเข้าใกล้ เรเวนให้ความรู้สึกใกล้ชิดเหมือนเป็นเพื่อนคุยคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้กลับให้ความรู้สึกอ่อนโยนเมตตาอย่างประหลาด แต่เออร์วินรู้ดีว่าอย่าได้ดูถูกผู้หญิงคนนี้เพียงเพราะภาพลักษณ์ที่เธอแสดงออกมาเด็ดขาด ด้วยความที่เป็นคนกลับชาติมาเกิดแล้วใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับการฆ่าฟันทั้งสองภพชาติทำให้เขาไวต่อคนที่เป็นอันตรายเป็นพิเศษ และเขายังสัมผัสได้ว่าผู้หญิงคนนี้แข็งแกร่งกว่าทุกคนที่เขาได้เคยเจอมาด้วยซ้ำ เออร์วินนึกประเมินอีกฝ่ายในใจโดยที่ไม่นึกเลยว่าการพบพานกันครั้งนี้อาจเป็นโชคชะตาของทั้งเขาและเธอ

            “ยืนอยู่นิ่งๆ ไว้นะ” ซิลวี่กระซิบที่เบาๆ ทำให้เออร์วินรู้สึกตัวแล้วว่าครึ่งใบหน้าของเขากำลังจมอยู่ในหน้าอกขนาดมหึมาของเธอ

            คาทาริน่ายืนผมสีทองปลิวสยายเกราะมิธริลสลักสัญลักษญ์ของศาสนจักรเป็นรูปวงกลมกลางวงกลมจะมีดวงตาข้างในดวงตาจะมีดวงสามแฉก ดวงตาสีน้ำทะเลลึกของเธอกวาดมือไปทางด้านหนึ่งกลับพบเห็นเพียงแค่ความว่างเปล่า เธอขมวดคิ้วแล้วกวาดมองรอบด้านก็ยังพบเพียงความว่างเปล่า เธอจำได้ว่าตอนที่เธอพุ่งลงมานั้นเธอเห็ยร่างสองร่างยืนคู่กันร่างหนึ่งสูงร่างหนึ่งเตี้ย แต่ตอนนี้ร่างนั้นได้หายไปแล้วเหลือเพียงความว่างเปล่า เธอกวาดมองรอบด้านก่อนจะหลับตารู้สึกได้ถึงการใช้เวทย์มนต์อ่อนๆ

            สักพักเจมส์ที่ใส่ชุดเกราะเต็มยศก็โผล่ออกมาถามว่า

            “ท่านคาทาริน่าผลเป็นยังไงบ้างครับ”

            “หนีไปได้” เธอตอบเพียงสั้นๆ

            “เอ๋?”

            ที่ผ่านมาพวกเขาอาศัยข้อมูลที่ว่าคนแคระนักล่าค่าหัวคนนี้มักจะโผล่มาที่นี่เฉพาะตอนกลางคืน จึงได้ทำการเตรียมความพร้อมไว้เสมอโดยจะให้แบรดคอยหมั่นคอยทำนายทุกสองชั่วโมงและคอยสังเกตปฏิกิริยาจากเครื่องติดตามที่พวกเขาได้สั่งไว้กับแกรี่ ทั้งยังเตรียมโพชั่นที่มีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายตื่นตัวหลังจากที่ตื่น จนในที่สุดวันนี้ปลาก็กินเบ็ดแต่สุดท้ายปลาตัวนี้ก็หนีรอดไปได้ เจมส์รู้สึกเจ็บใจที่ล้มเหลวทว่าคาทาริน่ากลับขมวดคิ้วแล้วถามเข้าว่า

            “พวกทหารที่คอยลาดตระเวนไปไหนหมด?”

            เจมส์อึ้งไปทันทีก่อนจะอ้ำอึ้งตอบว่า

            “เมื่อตอนที่ข้ารีบวิ่งมาบังเอิญเห็นทหารกับผู้หญิงตรอกนั่นพวกเขาเอ่อ...”

            แม้เจมส์ไม่พูดออกมาแต่เธอก็พอเดาได้จึงได้แต่สงสัยว่าทำไมทหารของเมืองนี้ถึงได้เหลวไหลขนาดนี้ ก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับเจมส์ว่า

            “ไปหาท่านมาร์ควิสราฟาเอลขอความร่วมมือจากเขาให้เขาช่วยปิดทางเข้าออกให้หมดแล้วส่งกำลังทหารมาตามหาให้ทั่วเมืองทำการตรวจค้นทุกจุดอย่างละเอียด”

            “ครับท่านคาทาริน่า” พูดจบเมส์ก็รีบจากไปทันที

            คาทาริน่ายืนอยู่ตรงนั้นสักพักแบรดก็วิ่งมาด้วยท่าทางเหนื่อยหอบเขาหอบหายใจพักหนึ่งก่อนจะพูดว่า

            “ท่านคาทาริน่าครับอยู่ๆ ตำแหน่งของของแมลงเกาะชะตาก็หายไปครับ”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน