[อดีตชาติ] ยามไห่ ณ เรือนแกะสลักหยกของซ่งหยูเฟิง ชานเมืองกรุงปักกิ่ง ่กลางถึงปลายราชวงศ์ิ
แสงเทียนริบหรี่ส่องสว่างเพียงเล็กน้อยในห้องอันสลัวกลิ่นหอมของหยกที่เพิ่งถูกแกะสลักใหม่ยังลอยฟุ้งอยู่ในอากาศราวกับเป็ลมหายใจของสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ ซ่งหยูเฟิงยืนอยู่เหนือโต๊ะทำงานมือของนางสั่นเล็กน้อยขณะที่แต่งเติมรายละเอียดสุดท้ายให้หยกัพื้นผิวสีเขียวมรกตส่องแสงในแสงเทียนอันนุ่มนวลเส้นสายและรายละเอียดอันประณีตบนตัวหยกเผยชีวิตชีวาภายใต้มือชำนาญของนาง
เสียงกระซิบของิญญาผู้พิทักษ์เก่าที่เคยก้องกังวานในใจของนางเงียบไปแล้วใน่สองสามวันที่ผ่านมาแต่นางยังคงรู้สึกได้ถึงการปรากฏตัวของพวกเขารอบตัวราวกับว่าพวกเขากำลังเฝ้าดูการสรรค์สร้างหยกันี้อย่างเงียบงันมันเป็การยืนยันอย่างเงียบสงบว่างานที่นางเกิดมาเพื่อทำได้เสร็จสมบูรณ์แล้วหยกับัดนี้เต็มเปี่ยมด้วยพลังิญญาของัโบราณมันคือกุญแจสำคัญที่จะสร้างสมดุลให้กับพลังธาตุของธรรมชาติ
แต่แม้ผลงานจะเสร็จสิ้นแล้วซ่งหยูเฟิงกลับรู้สึกถึงความไม่สบายใจที่ก่อตัวขึ้นในใจนางราวกับว่าเงามืดได้ครอบงำทุกสิ่งที่นางทำนางััได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอย่างน่ากลัวในหยกัชิ้นนี้มันทรงพลังเกินกว่าที่ผู้ใดจะ อันตรายเกินกว่าที่จะปล่อยให้หลุดรอดออกไปศักยภาพของมันยิ่งใหญ่จนสามารถสร้างได้ทั้งความสมบูรณ์หรือความหายนะนางรู้ดีว่ามีเพียงคนเดียวที่รู้ถึงการมีอยู่ของมัน เฉินจางเว่ยชายผู้เป็ที่รักของนาง ผู้ที่สัญญาว่าจะปกป้องนางและรักษาความลับนี้ไว้ให้ปลอดภัยจากผู้ที่อาจใช้มันในทางที่ผิด
มือของซ่งหยูเฟิงหยุดนิ่งนางวางเครื่องมือแกะสลักลง ถอยหลังและมองผลงานของตน หยกันี้ขนาดสองฉื่อช่างงดงามเกินจะบรรยายมันมีชีวิตชีวา ราวกับัจริงที่พร้อมจะโบยบินพลังอันน่ากลัวที่ซ่อนเร้นอยู่ทำให้นางขนลุก บางส่วนของใจนักแกะสลักสาวเริ่มหวาดหวั่นนางไม่ได้ปรารถนาที่จะสร้างสรรค์สิ่งสำคัญเช่นนี้นางเพียง้าชีวิตที่เรียบง่าย ปราศจากพลังที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้
แต่ตอนนี้สายเกินไปเสียแล้ว หยกัถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์และนางไม่อาจหลีกหนีจากชะตากรรมที่กำหนดไว้ได้
ซ่งหยูเฟิงเดินไปนั่งอยู่ข้างแสงเทียนอันสลัวรัศมีอ่อนโยนของมันส่องผ่านใบหน้าของเธอพู่กันในมือของนางเคลื่อนไปบนกระดาษอย่างระมัดระวัง ถ้อยคำที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นบนหน้ากระดาษนั้นละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยความหมายทุกคำที่เขียนลงไปล้วนบรรจุความรู้สึกของนางไว้
“เสร็จเรียบร้อยแล้ว”นางกระซิบเบาๆ ให้กับตัวเองก่อนจะพับจดหมายด้วยมือที่มั่นคงนางมัดมันไว้กับขาของนกพิราบที่ยืนรออย่างเงียบงันนกพิราบตัวนี้เป็นกของชายคนรักของนางผู้ฝากให้นกตัวนี้ทำหน้าที่นำพาข้อความข้ามฟากฟ้ากลับมาหานางนางกระซิบคำอธิษฐานเบาๆ ขอให้จดหมายนี้ไปถึงเขาอย่างปลอดภัย
เมื่อปลดปล่อยนกพิราบนางเฝ้าดูมันโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน ปีกของมันพาไปไกลออกไปเรื่อยๆจนกระทั่งหายลับไปในความมืดมิดราวกับว่าได้ฝากความหวังและความคิดถึงของนางไปกับท้องฟ้าด้วยเช่นกันขณะที่หัวใจของซ่งหยูเฟิงเฝ้ารออย่างเงียบงัน
บัดนี้ซ่งหยูเฟิงยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความเงียบสงบของค่ำคืนที่ปราศจากความอบอุ่น หัวใจของนางหนักอึ้งราวกับถูกบีบคั้นด้วยความโดดเดี่ยว หยกัตั้งอยู่บนโต๊ะ ตระหง่านงดงามแต่ความสำเร็จนี้กลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าเมื่อไม่มีเฉินจางเว่ยอยู่เคียงข้างนางไม่ได้้าพลังอันยิ่งใหญ่จากหยกั สิ่งเดียวที่นาง้ามีเพียงแค่เฉินจางเว่ยความอบอุ่นจากััของเขา เสียงปลอบประโลมที่ทำให้นางรู้สึกว่าทุกสิ่งจะดีขึ้น
แต่บัดนี้เฉินจางเว่ยอยู่ห่างไกลจากนาง เขาสู้รบในสนามรบที่อาจพรากชีวิตเขาไปตลอดกาลความคิดนั้นกรีดแทงหัวใจของหยูเฟิงอย่างแ่เบา น้ำตาคลออยู่ในดวงตาของนางหยาดน้ำแห่งความคิดถึงและความเป็ห่วงที่ไม่อาจสะกดกลั้นได้
หยูเฟิงหลับตาลงกลั้นน้ำตาที่เอ่อท้น “กลับมาหาข้า... ท่านพี่” นางกระซิบเบาๆไปกับสายลมที่พัดผ่าน “ข้าไม่้าหยกั ข้าไม่้าพลังหรืออำนาจใดๆข้า้าเพียงแค่ท่าน…”
แม้ว่าท้องฟ้าจะเต็มไปด้วยดวงดาวที่ระยิบระยับแต่ความเงียบสงบของราตรีกลับเพิ่มความรู้สึกว่างเปล่าในใจนางหยูเฟิงยังคงเฝ้ารอคอย ไม่ใช่เพียงแค่จดหมายตอบกลับ แต่การกลับมาของเฉินจางเว่ยชายที่เป็ดั่งหัวใจของนาง หัวใจของหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวังที่ฝากไว้กับท้องฟ้าและคำอธิษฐานที่ส่งผ่านไปกับสายลม
******************************************
ยามซวี ณ ค่ายที่พักชั่วคราวของทหาร ชายแดนเหนือ
เฉินจางเว่ยนั่งอยู่เพียงลำพังในความเงียบงันของกระโจมพักของเขาเสียงเฉลิมฉลองและหัวเราะของพลทหารค่อยๆ เลือนหายไปในสายลมหนาวที่พัดผ่านรอบตัวเขาเสียงของชัยชนะในสนามรบเื้ันั้นดูไกลห่าง ราวกับความฝันที่ไร้ความหมายทุกอย่างรอบกายจางลง ขณะที่ความคิดของเขาเดินทางกลับไปหาซ่งหยูเฟิงนางผู้เป็เสมือนแสงอันอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเหน็บ คู่หมั้นสาวที่คอยปลอบประโลมจิตใจของเขาด้วยความสงบเงียบและอ่อนโยนคำสัญญาที่พวกเขาให้กันยังคงสะท้อนอยู่ในหัวใจ
เสียงกรอบแกรบเบาๆดังขึ้นจากนอกกระโจม ดึงเฉินจางเว่ยกลับมาสู่ความจริง ชายหนุ่มหันไปมองเห็นนกพิราบสื่อสารของเขา บินเข้ามาภายในเต็นท์และลงจอดอย่างนุ่มนวลบนโต๊ะตรงหน้าหัวใจของเฉินจางเว่ยเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล มือของเขายื่นไปอย่างช้าๆคลายเชือกที่พันอยู่รอบขานกพิราบออก ความคุ้นเคยของลายมือบนกระดาษแผ่นเล็กๆทำให้เขาหยุดนิ่งอยู่ชั่วครู่
เมื่อเฉินจางเว่ยค่อยๆคลี่กระดาษออก ลายมือของซ่งหยูเฟิงก็ปรากฏตรงหน้าแต่ละคำน้ำหนักของอารมณ์ที่นางถ่ายทอดซัดกระแทกหัวใจของเขาอย่างแรง หยกั มันเสร็จสมบูรณ์แล้วความสำเร็จที่นักรบหนุ่มรู้ว่านางต้องทุ่มเททั้งชีวิต นางบอกเขาว่าทุกอย่างเป็ไปด้วยดีแต่สิ่งที่ก้องอยู่ในใจเขามากที่สุดคือถ้อยคำที่แฝงไปด้วยความคิดถึงความห่วงใยของนางต่อเขา ที่สะท้อนออกมาผ่านกระดาษแผ่นเล็กๆ นี้
เฉินจางเว่ยถือกระดาษนั้นไว้แนบอกปิดตาลงชั่วขณะ ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในความคิดถึงที่รุนแรงหัวใจของเขารู้สึกถึงความว่างเปล่าที่การต่อสู้ไม่อาจเติมเต็มการอยู่ห่างจากนางราวกับเป็าอีกบทหนึ่งในชีวิตของเขาาระหว่างความรับผิดชอบที่เขามีต่อองค์จักรพรรดิและความรักที่เขามีต่อหยูเฟิงความรักที่ลึกซึ้งจนทุกการตัดสินใจดูเหมือนเป็ดั่งการต่อสู้ภายในจิตใจ
"ข้าจะกลับมาหาเ้า เฟิงเอ๋อร์" เขากระซิบเบาๆราวกับฝากคำสัญญานี้ไปกับสายลมยามค่ำคืน "ไม่ว่าจะต้องทำอะไรก็ตามข้าจะกลับมา"
เสียงลมหนาวพัดผ่านค่ายพักชั่วคราวเบาๆแต่แฝงไปด้วยความหนาวเหน็บ ราวกับจะกลบคำพูดที่เขาเพิ่งเอ่ยไป แต่เฉินจางเว่ยยังคงนั่งอยู่ที่เดิมในความมืดและความหนาวเหน็บของค่ำคืน หัวใจของนักรบหนุ่มมีเพียงแสงแห่งความรักของซ่งหยูเฟิงที่คอยนำทางไม่ว่าทางข้างหน้าจะมืดมนเพียงใด