“ซูฉางเซิง! เจ้ายังไม่เลิกอีกหรือ!!”
“อือ อ้า...” นี่คือสถานการณ์ในวันแรก
“ซูฉางเซิง! เจ้าคนสารเลว หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปข้าจะสู้กับเจ้าจนตัวตาย!” นี่คือวันที่สอง
“ซู...อืม...” นี่คือสถานการณ์วันที่สาม
เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งผ่านไปสองเดือน
โดยสีหน้าสับสนนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยในชีวิตในที่สุดกู้ชิงเกอก็ตั้งครรภ์
“ข้า...ข้าตั้งครรภ์จริงๆ หรือ!” หน้ากู้ชิงเกอซีดเผือดและเหม่อลอยไปชั่วขณะ
นางลูบท้องที่ขาวผ่องราวหยกเบาๆนิ้วมือสั่นเทา นางสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่กำลังก่อกำเนิดขึ้นภายใน
พลังชีวิตนั้นเข้มข้นมากราวกับกำลังบ่มเพาะชีวิตน้อยๆ
ซูฉางเซิงที่ยืนอยู่ด้านข้างสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี พยายามมาสองเดือน ในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จแล้ว
ต่อไปก็เพียงรอให้เด็กคลอด
อย่างไรก็ตามยิ่งเด็กมีความสามารถพิเศษมากเท่าใด ระยะเวลาในการตั้งครรภ์ก็จะยิ่งนานขึ้นเท่านั้น
ด้วยเขาและกู้ชิงเกอลูกคนแรกพรสวรรค์น่าจะไม่ธรรมดาเป็นแน่ คงยากที่จะคลอดภายในสองสามปีนี้
“ซูฉางเซิง!” กู้ชิงเกอเงยหน้าขึ้นทันทีมองซูฉางเซิงด้วยแววตาดุดัน ดวงตาเปล่งประกายเย็นเยียบ ผู้ฝึกตนทั่วไปแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์ก็ต้องรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลังจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เพราะนี่คือจักรพรรดินีแม้จะเพิ่งเกิดใหม่และการบำเพ็ญเพียรยังตื้นเขิน ทว่าก็ยังคงมีรัศมีแห่งอำนาจที่แข็งแกร่ง
“ข้าอยู่นี่” ซูฉางเซิงมองนางอย่างอ่อนโยนดวงตาอ่อนละมุน ทำให้ความดุดันของกู้ชิงเกอค่อยๆ อ่อนลง หลังจากนั้นครู่หนึ่งนางก็หันหน้าหนีและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ
“เจ้าชนะแล้ว!” น้ำเสียงของกู้ชิงเกอเศร้าสร้อย
ก่อนหน้านี้นางยังคงมีความหวังคิดว่าตนเองจะหลุดพ้นจากซูฉางเซิงได้
กระทั่งว่าหลังจากที่กอบกู้พลังกลับคืนมาแล้วจะสามารถปราบเขาได้
ทว่าบัดนี้ทุกอย่างจบลงแล้วเมื่อนางมีลูก ชีวิตที่กำลังก่อกำเนิด ความรู้สึกแปลกประหลาดก็ผุดขึ้นในใจทำให้อารมณ์ที่รุนแรงของนางอ่อนลง
แน่นอนว่านี่เป็นเพราะความพยายามอย่างไม่ลดละของซูฉางเซิงเช่นกันมิฉะนั้นการมีลูกเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ
หรืออาจกล่าวได้ว่าเด็กผู้นี้เป็นเพียงข้ออ้าง ข้ออ้างที่ทำให้นางยอมรับซูฉางเซิง
“พี่หญิงกู้ ท่านกำลังจะมีน้องน้อยในท้องแล้วหรือเจ้าคะ” ไป๋เยวี่ยเกอกะพริบตา มองไปยังท้องของกู้ชิงเกอด้วยความอยากรู้อยากเห็น และถามขึ้นเสียงเบา
ไป๋เยวี่ยเกอที่ติดตามซูฉางเซิงมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมาสำหรับเรื่องเหล่านี้ นางไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาอีกต่อไปและเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างแล้ว
“อืม ใช่แล้ว อนาคตเจ้าก็จะมีเหมือนกัน!” กู้ชิงเกอพยักหน้าเบาๆจากนั้นเหลือบมองซูฉางเซิง ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยาะ “อีกไม่นานหรอก!”
และนางก็ทราบดี
ซูฉางเซิงจะอภิเษกกับไป๋เยวี่ยเกอในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
เรื่องนี้ได้ข้อสรุปแล้วและข่าวแพร่กระจายไปทั่วทวีปเจินเซิ่ง
สำนักกองกำลังต่างๆล้วนถอนหายใจถึงความเจ้าชู้ของเซียนฉางเซิง ในขณะเดียวกันก็ทยอยเตรียมของขวัญอวยพรราคาแพงไว้
ส่วนราชวงศ์ไป๋อวิ๋นเดิมทีราชวงศ์เกือบจะถูกทำลายล้างและพลังก็ลดลงอย่างมาก ทว่าด้วยข่าวนี้พวกเขากลับฟื้นคืนชีพและมีอำนาจมากขึ้น
นอกจากนี้ราชวงศ์ไป๋อวิ๋นยังประกาศรวมเข้ากับตระกูลซู กลายเป็นรัฐบรรณาการ แผ่นดินเป่ยหวงทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลซูและยังยึดครองดินแดนบางส่วนของสำนักว่านโซ่วไว้ด้วย
ตระกูลซูในปัจจุบันครอบครองพื้นที่นับล้านลี้และเป็นสำนักกองกำลังระดับสูงอย่างแท้จริง
แน่นอนว่าหากต้องการที่จะเป็นสำนักกองกำลังระดับสูงอย่างเป็นทางการพวกเขายังคงต้องได้รับการประเมินจากราชสำนักฉางเซิงเสียก่อน
“อ่า!” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าเล็กๆของไป๋เยวี่ยเกอก็แดงก่ำ มองซูฉางเซิงด้วยความเขินอาย
“อะแฮ่มๆ ซูฉางเซิงที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นจึงได้แต่กระแอมสองครั้งโดยไม่พูดสิ่งใด
อย่างไรเสียแม้ว่าเขาตัดสินใจที่จะแต่งงานหลายคน ทว่าการพูดถึงเรื่องนี้ในขณะที่กู้ชิงเกอเพิ่งตั้งครรภ์ก็ยังทำให้เขารู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง
...
“ซูฉางเซิง แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าคิดอย่างไร ทว่าข้ามีข้อเรียกร้องหากเจ้าต้องการเอาชนะข้า หรือทำให้ข้ายอมรับเจ้าอย่างน้อยเจ้าก็ต้องบรรลุระดับจักรพรรดิเสียก่อน!”
“ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งแสนปี หากเจ้าทำไม่ได้ ข้าจะจากไปทันที!”
ขณะนั้นเองกู้ชิงเกอเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบเอ่ยประโยคนี้
ซูฉางเซิงตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ยิ้มอย่างขมขื่น
เขารู้ว่านี่เป็นเพียงการแสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริงของกู้ชิงเกอโดยใช้นัดหมายที่ไม่มีอยู่จริงเพื่อปลอบใจตนเองและอยู่ต่อ
ทว่า...
เขาเป็นคนไร้ความสามารถเช่นนั้นหรือไร
หนึ่งแสนปีเพื่อบรรลุระดับจักรพรรดิสำหรับอดีตอาจเป็นไปได้ยาก ทว่าสำหรับซูฉางเซิงในตอนนี้ เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าเอาอยู่
“ตกลง ข้าจะบรรลุระดับจักรพรรดิ ไม่สิ ไม่เพียงระดับจักรพรรดิข้าจะเป็นเซียนอมตะ!”
ซูฉางเซิงพูดอย่างมั่นใจ
“ดี ข้าตั้งตารอการผงาดของเจ้า หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง!” ดวงตาของกู้ชิงเกอเป็นประกาย
แม้ว่านางจะไม่เชื่อว่าซูฉางเซิงจะสามารถเป็นเซียนอมตะได้ทว่าการบรรลุระดับจักรพรรดิภายในหนึ่งแสนปีก็ยังคงเป็นสิ่งที่น่าตั้งตารออยู่ดี
แม้ว่าจะไม่สำเร็จหลังจากที่นางเป็นเซียนอมตะแล้วก็จะช่วยเหลือเขาให้บรรลุระดับจักรพรรดิและเป็นเซียนอมตะไปด้วยกัน!
ชายที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้แม้ว่าจะธรรมดาทว่าในเมื่อเขาเป็นบุรุษของจักรพรรดินีหมื่นภัยพิบัติแล้ว ก็คงต้องช่วยเหลือซึ่งกันและบ้าง
กู้ชิงเกอคิดอย่างหยิ่งยโสในใจ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในพริบตาก็ผ่านไปหนึ่งเดือน เมืองเทียนหยวนกลับมาคึกคักอีกครั้ง
เพราะเซียนฉางเซิงกำลังจะจัดพิธีวิวาห์ครั้งใหญ่
คู่สมรสในครั้งนี้คือองค์หญิงน้อยของราชวงศ์ไป๋อวิ๋น‘ไป๋เยวี่ยเกอ’
และสำนักกองกำลังที่มาร่วมงานในครั้งนี้มีมากกว่าครั้งแรกสำนักกองกำลังระดับสูงทั้งหมดในทวีปเจินเซิ่งต่างก็มาร่วมงาน
แม้แต่สำนักไท่สื่อก็ยังส่งผู้เฒ่ามาด้วยเป็นเซียนนักบุญ ทำให้เกิดความฮือฮาไม่น้อย เหล่าเจ้าสำนักระดับกึ่งเซียนนักบุญต่างตกตะลึง
นั่นคือสำนักไท่สื่อผู้ครอบครองทวีปเจินเซิ่ง ทั้งยังเป็นสำนักกองกำลังที่น่าสะพรึงกลัวเทียบเท่ากับตระกูลโบราณ
“เชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาว!”
ผู้ดำเนินพิธีในครั้งนี้ไม่ใช่ซูอวิ๋นกลับเป็นบรรพบุรุษไป๋อวิ๋น เขามีผมหงอกขาวโพลน ทว่าพลังปราณยังคงแข็งแกร่ง สง่างามและเป็นผู้ดำเนินพิธีสมรสในครั้งนี้
ตามที่เขากล่าว
เขาจวนจะถึงวาระสุดท้ายแล้วในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ เขาต้องการเป็นประธานในพิธีสมรสของลูกหลานด้วยตัวเอง
ในไม่ช้าซูฉางเซิงและไป๋เยวี่ยเกอก็ปรากฏตัวขึ้น
ไป๋เยวี่ยเกอมีรูปร่างเล็กดั่งเด็กสาวแรกแย้มอายุยังน้อย ทว่ากลับมีความงดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ สวมชุดสีแดงบนใบหน้ามีรอยประทับรูปพระจันทร์ สวยไร้ที่ติ และน่ายลดุจภูตน้อย
ส่วนซูฉางเซิงก็หล่อเหลาไม่แพ้กันช่างสง่างามและมีชีวิตชีวา
“นั่นคือซูฉางเซิงหรือ ได้ยินชื่อเสียงมานาน บัดนี้ได้พบเจอตัวจริงแล้วสมกับที่ร่ำลือกันมา” เซียนนักบุญของสำนักไท่สื่อเงยหน้าขึ้นดวงตาฉายแววประหลาดใจ จากนั้นก็ทอดถอนใจ
เซียนนักบุญขั้นที่สี่!
เขามองทะลุระดับของซูฉางเซิงได้ในพริบตา
นี่เป็นเพราะซูฉางเซิงไม่ได้ปกปิดและเพราะการบำเพ็ญเพียรของเขาแข็งแกร่งกว่า ซึ่งอยู่ในขั้นที่เจ็ด
ทว่าเซียนนักบุญขั้นที่เจ็ดอย่างเขากลับสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่น่าสะพรึงกลัวจากซูฉางเซิงที่อยู่ในขั้นที่สี่
ครั้นต้องต่อสู้กันขึ้นมา
เซียนนักบุญอย่างเขาอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สูสีของซูฉางเซิงและอาจพ่ายแพ้ หรือแม้กระทั่งถูกสังหารได้
ดูเหมือนว่าซูฉางเซิงจะเหมือนกับที่ร่ำลือกันมาจริงๆมีพลังเทียบเท่ากับขั้นที่เก้า
เซียนนักบุญของสำนักไท่สื่อคิดในใจ
เหล่าเจ้าสำนักระดับกึ่งเซียนนักบุญต่างก็ตกตะลึงพลังของซูฉางเซิงน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ แม้แต่เซียนนักบุญของสำนักไท่สื่อก็ยังยกย่องถึงเพียงนี้
“เจ้าบ่าวเจ้าสาวโค้งคำนับกันและกัน!”
ในงานสมรสหลังจากที่ทั้งสองโค้งคำนับกันแล้ว ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องหออย่างรวดเร็วส่วนงานเลี้ยงขนาดใหญ่ หลังจากการสังสรรค์กัน เซียนนักบุญของสำนักไท่สื่อก็ลุกขึ้นและจากไป
เหล่าเจ้าสำนักระดับกึ่งเซียนนักบุญก็ทยอยกันจากไปด้วยสีหน้าเร่งรีบ
พวกเขาต้องการนำคำยกย่องของเซียนนักบุญของสำนักไท่สื่อที่มีต่อซูฉางเซิงไปบอกกับบรรพบุรุษเซียนนักบุญของสำนักตน
“พี่ฉางเซิง ข้าเจ็บเจ้าค่ะ...” ในห้องหอไป๋เยวี่ยเกอกอดซูฉางเซิงแน่น พึมพำด้วยความเจ็บปวด
ค่ำคืนนั้นเอ่อล้นไปด้วยความรักและอ่อนโยน