ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 กู้ชิงเกอตั้งครรภ์ พิธีอภิเษกสมรสครั้งใหญ่อีกครั้ง

            “ซูฉางเซิง! เจ้ายังไม่เลิกอีกหรือ!!”

            “อือ อ้า...” นี่คือสถานการณ์ในวันแรก

            “ซูฉางเซิง! เจ้าคนสารเลว หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปข้าจะสู้กับเจ้าจนตัวตาย!” นี่คือวันที่สอง

            “ซู...อืม...” นี่คือสถานการณ์วันที่สาม

            เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งผ่านไปสองเดือน

            โดยสีหน้าสับสนนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยในชีวิตในที่สุดกู้ชิงเกอก็ตั้งครรภ์

            “ข้า...ข้าตั้งครรภ์จริงๆ หรือ!” หน้ากู้ชิงเกอซีดเผือดและเหม่อลอยไปชั่วขณะ

            นางลูบท้องที่ขาวผ่องราวหยกเบาๆนิ้วมือสั่นเทา นางสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่กำลังก่อกำเนิดขึ้นภายใน

            พลังชีวิตนั้นเข้มข้นมากราวกับกำลังบ่มเพาะชีวิตน้อยๆ

            ซูฉางเซิงที่ยืนอยู่ด้านข้างสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี พยายามมาสองเดือน ในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จแล้ว

            ต่อไปก็เพียงรอให้เด็กคลอด

            อย่างไรก็ตามยิ่งเด็กมีความสามารถพิเศษมากเท่าใด ระยะเวลาในการตั้งครรภ์ก็จะยิ่งนานขึ้นเท่านั้น

            ด้วยเขาและกู้ชิงเกอลูกคนแรกพรสวรรค์น่าจะไม่ธรรมดาเป็นแน่ คงยากที่จะคลอดภายในสองสามปีนี้

            “ซูฉางเซิง!” กู้ชิงเกอเงยหน้าขึ้นทันทีมองซูฉางเซิงด้วยแววตาดุดัน ดวงตาเปล่งประกายเย็นเยียบ ผู้ฝึกตนทั่วไปแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์ก็ต้องรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลังจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

            เพราะนี่คือจักรพรรดินีแม้จะเพิ่งเกิดใหม่และการบำเพ็ญเพียรยังตื้นเขิน ทว่าก็ยังคงมีรัศมีแห่งอำนาจที่แข็งแกร่ง

            “ข้าอยู่นี่” ซูฉางเซิงมองนางอย่างอ่อนโยนดวงตาอ่อนละมุน ทำให้ความดุดันของกู้ชิงเกอค่อยๆ อ่อนลง หลังจากนั้นครู่หนึ่งนางก็หันหน้าหนีและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ

            “เจ้าชนะแล้ว!” น้ำเสียงของกู้ชิงเกอเศร้าสร้อย

            ก่อนหน้านี้นางยังคงมีความหวังคิดว่าตนเองจะหลุดพ้นจากซูฉางเซิงได้

            กระทั่งว่าหลังจากที่กอบกู้พลังกลับคืนมาแล้วจะสามารถปราบเขาได้

            ทว่าบัดนี้ทุกอย่างจบลงแล้วเมื่อนางมีลูก ชีวิตที่กำลังก่อกำเนิด ความรู้สึกแปลกประหลาดก็ผุดขึ้นในใจทำให้อารมณ์ที่รุนแรงของนางอ่อนลง

            แน่นอนว่านี่เป็นเพราะความพยายามอย่างไม่ลดละของซูฉางเซิงเช่นกันมิฉะนั้นการมีลูกเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

            หรืออาจกล่าวได้ว่าเด็กผู้นี้เป็นเพียงข้ออ้าง ข้ออ้างที่ทำให้นางยอมรับซูฉางเซิง

            “พี่หญิงกู้ ท่านกำลังจะมีน้องน้อยในท้องแล้วหรือเจ้าคะ” ไป๋เยวี่ยเกอกะพริบตา มองไปยังท้องของกู้ชิงเกอด้วยความอยากรู้อยากเห็น และถามขึ้นเสียงเบา

            ไป๋เยวี่ยเกอที่ติดตามซูฉางเซิงมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมาสำหรับเรื่องเหล่านี้ นางไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาอีกต่อไปและเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างแล้ว

            “อืม ใช่แล้ว อนาคตเจ้าก็จะมีเหมือนกัน!” กู้ชิงเกอพยักหน้าเบาๆจากนั้นเหลือบมองซูฉางเซิง ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยาะ “อีกไม่นานหรอก!”

            และนางก็ทราบดี

            ซูฉางเซิงจะอภิเษกกับไป๋เยวี่ยเกอในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า

            เรื่องนี้ได้ข้อสรุปแล้วและข่าวแพร่กระจายไปทั่วทวีปเจินเซิ่ง

            สำนักกองกำลังต่างๆล้วนถอนหายใจถึงความเจ้าชู้ของเซียนฉางเซิง ในขณะเดียวกันก็ทยอยเตรียมของขวัญอวยพรราคาแพงไว้

            ส่วนราชวงศ์ไป๋อวิ๋นเดิมทีราชวงศ์เกือบจะถูกทำลายล้างและพลังก็ลดลงอย่างมาก ทว่าด้วยข่าวนี้พวกเขากลับฟื้นคืนชีพและมีอำนาจมากขึ้น

            นอกจากนี้ราชวงศ์ไป๋อวิ๋นยังประกาศรวมเข้ากับตระกูลซู กลายเป็นรัฐบรรณาการ แผ่นดินเป่ยหวงทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลซูและยังยึดครองดินแดนบางส่วนของสำนักว่านโซ่วไว้ด้วย

            ตระกูลซูในปัจจุบันครอบครองพื้นที่นับล้านลี้และเป็นสำนักกองกำลังระดับสูงอย่างแท้จริง

            แน่นอนว่าหากต้องการที่จะเป็นสำนักกองกำลังระดับสูงอย่างเป็นทางการพวกเขายังคงต้องได้รับการประเมินจากราชสำนักฉางเซิงเสียก่อน

            “อ่า!” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าเล็กๆของไป๋เยวี่ยเกอก็แดงก่ำ มองซูฉางเซิงด้วยความเขินอาย

            “อะแฮ่มๆ ซูฉางเซิงที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นจึงได้แต่กระแอมสองครั้งโดยไม่พูดสิ่งใด

            อย่างไรเสียแม้ว่าเขาตัดสินใจที่จะแต่งงานหลายคน ทว่าการพูดถึงเรื่องนี้ในขณะที่กู้ชิงเกอเพิ่งตั้งครรภ์ก็ยังทำให้เขารู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง

            ...

            “ซูฉางเซิง แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าคิดอย่างไร ทว่าข้ามีข้อเรียกร้องหากเจ้าต้องการเอาชนะข้า หรือทำให้ข้ายอมรับเจ้าอย่างน้อยเจ้าก็ต้องบรรลุระดับจักรพรรดิเสียก่อน!”

            “ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งแสนปี หากเจ้าทำไม่ได้ ข้าจะจากไปทันที!”

            ขณะนั้นเองกู้ชิงเกอเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบเอ่ยประโยคนี้

            ซูฉางเซิงตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ยิ้มอย่างขมขื่น

            เขารู้ว่านี่เป็นเพียงการแสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริงของกู้ชิงเกอโดยใช้นัดหมายที่ไม่มีอยู่จริงเพื่อปลอบใจตนเองและอยู่ต่อ

            ทว่า...

            เขาเป็นคนไร้ความสามารถเช่นนั้นหรือไร

            หนึ่งแสนปีเพื่อบรรลุระดับจักรพรรดิสำหรับอดีตอาจเป็นไปได้ยาก ทว่าสำหรับซูฉางเซิงในตอนนี้ เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าเอาอยู่

            “ตกลง ข้าจะบรรลุระดับจักรพรรดิ ไม่สิ ไม่เพียงระดับจักรพรรดิข้าจะเป็นเซียนอมตะ!”

            ซูฉางเซิงพูดอย่างมั่นใจ

            “ดี ข้าตั้งตารอการผงาดของเจ้า หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง!” ดวงตาของกู้ชิงเกอเป็นประกาย

            แม้ว่านางจะไม่เชื่อว่าซูฉางเซิงจะสามารถเป็นเซียนอมตะได้ทว่าการบรรลุระดับจักรพรรดิภายในหนึ่งแสนปีก็ยังคงเป็นสิ่งที่น่าตั้งตารออยู่ดี

            แม้ว่าจะไม่สำเร็จหลังจากที่นางเป็นเซียนอมตะแล้วก็จะช่วยเหลือเขาให้บรรลุระดับจักรพรรดิและเป็นเซียนอมตะไปด้วยกัน!

            ชายที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้แม้ว่าจะธรรมดาทว่าในเมื่อเขาเป็นบุรุษของจักรพรรดินีหมื่นภัยพิบัติแล้ว ก็คงต้องช่วยเหลือซึ่งกันและบ้าง

            กู้ชิงเกอคิดอย่างหยิ่งยโสในใจ

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในพริบตาก็ผ่านไปหนึ่งเดือน เมืองเทียนหยวนกลับมาคึกคักอีกครั้ง

            เพราะเซียนฉางเซิงกำลังจะจัดพิธีวิวาห์ครั้งใหญ่

            คู่สมรสในครั้งนี้คือองค์หญิงน้อยของราชวงศ์ไป๋อวิ๋น‘ไป๋เยวี่ยเกอ’

            และสำนักกองกำลังที่มาร่วมงานในครั้งนี้มีมากกว่าครั้งแรกสำนักกองกำลังระดับสูงทั้งหมดในทวีปเจินเซิ่งต่างก็มาร่วมงาน

            แม้แต่สำนักไท่สื่อก็ยังส่งผู้เฒ่ามาด้วยเป็นเซียนนักบุญ ทำให้เกิดความฮือฮาไม่น้อย เหล่าเจ้าสำนักระดับกึ่งเซียนนักบุญต่างตกตะลึง

            นั่นคือสำนักไท่สื่อผู้ครอบครองทวีปเจินเซิ่ง ทั้งยังเป็นสำนักกองกำลังที่น่าสะพรึงกลัวเทียบเท่ากับตระกูลโบราณ

            “เชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาว!”

            ผู้ดำเนินพิธีในครั้งนี้ไม่ใช่ซูอวิ๋นกลับเป็นบรรพบุรุษไป๋อวิ๋น เขามีผมหงอกขาวโพลน ทว่าพลังปราณยังคงแข็งแกร่ง สง่างามและเป็นผู้ดำเนินพิธีสมรสในครั้งนี้

            ตามที่เขากล่าว

            เขาจวนจะถึงวาระสุดท้ายแล้วในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ เขาต้องการเป็นประธานในพิธีสมรสของลูกหลานด้วยตัวเอง

            ในไม่ช้าซูฉางเซิงและไป๋เยวี่ยเกอก็ปรากฏตัวขึ้น

            ไป๋เยวี่ยเกอมีรูปร่างเล็กดั่งเด็กสาวแรกแย้มอายุยังน้อย ทว่ากลับมีความงดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ สวมชุดสีแดงบนใบหน้ามีรอยประทับรูปพระจันทร์ สวยไร้ที่ติ และน่ายลดุจภูตน้อย

            ส่วนซูฉางเซิงก็หล่อเหลาไม่แพ้กันช่างสง่างามและมีชีวิตชีวา

            “นั่นคือซูฉางเซิงหรือ ได้ยินชื่อเสียงมานาน บัดนี้ได้พบเจอตัวจริงแล้วสมกับที่ร่ำลือกันมา” เซียนนักบุญของสำนักไท่สื่อเงยหน้าขึ้นดวงตาฉายแววประหลาดใจ จากนั้นก็ทอดถอนใจ

            เซียนนักบุญขั้นที่สี่!

            เขามองทะลุระดับของซูฉางเซิงได้ในพริบตา

            นี่เป็นเพราะซูฉางเซิงไม่ได้ปกปิดและเพราะการบำเพ็ญเพียรของเขาแข็งแกร่งกว่า ซึ่งอยู่ในขั้นที่เจ็ด

            ทว่าเซียนนักบุญขั้นที่เจ็ดอย่างเขากลับสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่น่าสะพรึงกลัวจากซูฉางเซิงที่อยู่ในขั้นที่สี่

            ครั้นต้องต่อสู้กันขึ้นมา

            เซียนนักบุญอย่างเขาอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สูสีของซูฉางเซิงและอาจพ่ายแพ้ หรือแม้กระทั่งถูกสังหารได้

            ดูเหมือนว่าซูฉางเซิงจะเหมือนกับที่ร่ำลือกันมาจริงๆมีพลังเทียบเท่ากับขั้นที่เก้า

            เซียนนักบุญของสำนักไท่สื่อคิดในใจ

            เหล่าเจ้าสำนักระดับกึ่งเซียนนักบุญต่างก็ตกตะลึงพลังของซูฉางเซิงน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ แม้แต่เซียนนักบุญของสำนักไท่สื่อก็ยังยกย่องถึงเพียงนี้

            “เจ้าบ่าวเจ้าสาวโค้งคำนับกันและกัน!”

            ในงานสมรสหลังจากที่ทั้งสองโค้งคำนับกันแล้ว ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องหออย่างรวดเร็วส่วนงานเลี้ยงขนาดใหญ่ หลังจากการสังสรรค์กัน เซียนนักบุญของสำนักไท่สื่อก็ลุกขึ้นและจากไป

            เหล่าเจ้าสำนักระดับกึ่งเซียนนักบุญก็ทยอยกันจากไปด้วยสีหน้าเร่งรีบ

            พวกเขาต้องการนำคำยกย่องของเซียนนักบุญของสำนักไท่สื่อที่มีต่อซูฉางเซิงไปบอกกับบรรพบุรุษเซียนนักบุญของสำนักตน

            “พี่ฉางเซิง ข้าเจ็บเจ้าค่ะ...” ในห้องหอไป๋เยวี่ยเกอกอดซูฉางเซิงแน่น พึมพำด้วยความเจ็บปวด

            ค่ำคืนนั้นเอ่อล้นไปด้วยความรักและอ่อนโยน