หุบเขาเขาสน เส้นทางก่อนถึงฉางอัน
วันที่สิบแปดของการเดินทาง บ่ายถึงค่ำ
สองวันหลังจากคืนที่กล่องของซูเม่ยหลานถูกเปิด
ทั้งสามคนเดินทางผ่านภูมิประเทศที่เปลี่ยนไป ทุ่งโล่งและนาข้าวหายไปแทนที่ด้วยเนินเขาเตี้ย ๆ ที่ซ้อนกันเป็ชั้น ๆ สนสองข้างทางขึ้นสูงจนบดบังแสงอาทิตย์ในยามบ่าย พื้นดินเปลี่ยนจากดินแดงเป็หินปูนสีเทาที่ตีนเขาดูดซับเสียงฝีเท้าและเสียงกีบม้าให้เบาลงประหลาด
อากาศเย็นกว่าสองวันก่อน มีกลิ่นสนและหินชื้น
หลิวซานเดินนำหน้าในวันนี้ เขารู้เส้นทางในแถบนี้ดีกว่าสองคน บอกว่าตอนยังรับงานสืบข่าวใน่ปีแรก เคยผ่านเส้นทางนี้สองสามครั้ง
"ด่านที่สองของตราดอกบัวสีดำน่าจะอยู่ที่ปากหุบเขาข้างหน้า" เขาพูดโดยมองแผนที่ที่วาดด้วยมือบนผ้าหยาบ "จากการสืบข่าวที่หลิงชี มีคนบอกว่าเห็นคนในชุดดำเดินเข้าออกแถบนั้น่สัปดาห์ก่อน"
"จำนวน?" เว่ยหันเฉินถาม
"ไม่ชัดเจนครับ คนที่ให้ข้อมูลเห็นอยู่ห่าง บอกแค่ว่าหลายคน"
"ตราดอกบัวสีดำใช้กำลังมาตรฐานที่ตั้งด่านสิบสองคน" เว่ยหันเฉินพูด "ที่ด่านแรกเราเจอเจ็ด แสดงว่าอีกห้าถอนออกไปหรือไม่ก็ถูกย้ายไปอีกด่าน"
"ซึ่งอาจแปลว่าด่านที่สองมีมากขึ้น" ซูหลิงเยิ่นพูดจากหลังหวงเจิน
"น่าจะใช่"
พวกเขาชะลอก้าวลงเมื่อเข้าใกล้ปากหุบเขา ต้นสนทั้งสองข้างแน่นขึ้น ทางแคบลงจนรถเกวียนผ่านได้ลำบาก ข้างบนยอดสนแตะกัน
หลิวซานหยุดก่อน มือขวาขึ้นมาเป็สัญญาณ
"ได้กลิ่น" เขาพูดเบา ๆ
เว่ยหันเฉินดมอากาศ กลิ่นควันธูปอ่อน ๆ ที่คนของตราดอกบัวสีดำใช้ทาตัวเพื่อกลบกลิ่นเหงื่อ เป็กลิ่นที่เขาเรียนรู้มาจากด่านแรก
"แปดถึงสิบคน" เว่ยหันเฉินประมาณ "กระจายอยู่บนต้นสน"
หลิวซานมองขึ้นไปบนกิ่งสนข้างบน "ผมเห็นสามจุดที่กิ่งโค้งผิดปกติ บนซ้าย กลางขวา และปลายทางซ้าย"
"ผมเห็นอีกสองจุด บนหินสูงทางขวา"
ซูหลิงเยิ่นแตะที่ต้นแขนเว่ยหันเฉินเบา ๆ ก่อนพูด "ข้าจะอยู่กับหวงเจิน"
"อยู่กับม้าและอย่าขยับจนผมบอก" เขาพูดยืนยัน
"แต่ถ้าใครของท่านาเ็หนัก ข้าต้องออกมา"
เว่ยหันเฉินมองเธอ เห็นสีหน้าที่ไม่ใช่การขออนุญาต แต่เป็การแจ้งให้ทราบ
"ตกลง ถ้าจำเป็"
พวกเขาเดินเข้าปากหุบเขาอย่างเปิดเผย ไม่แอบ ไม่วิ่ง เพราะเว่ยหันเฉินรู้แล้วว่าพวกเขาถูกจับตาดูมาั้แ่ก่อนถึงปากทาง
การเดินเข้าไปอย่างสบาย ๆ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ว่าพวกเขาตระหนักถึงการซุ่มอยู่หรือเปล่า
สิบก้าว ยี่สิบก้าว สามสิบก้าว
แล้วเสียงหวีดก็ดังขึ้น
"วี้ด!!"
เสียงลูกดอกพิษที่พุ่งออกมาจากกิ่งสนทางซ้าย
เว่ยหันเฉินดึงดาบ
ชิงก์!!
ใบดาบรับลูกดอกสองลูกในจังหวะเดียว
เคร้ง!! เคร้ง!!
ประกายกระเด็น ลูกดอกสะท้อนออกไปตกลงพื้น
แต่นั่นเป็แค่การทดสอบ
เสียงหวีดครั้งที่สองดังขึ้น เป็สัญญาณสำหรับคนที่ซุ่มอยู่บนต้นสน
ตึกตึกตึก!!
สามร่างะโลงมาจากกิ่งสนสูงพร้อมกัน ลงพื้นด้วยเสียงกระทบที่กระจาย ทุกคนมีดาบสั้นในมือ ท่าทางคล่องแคล่วของคนที่ฝึกมาเพื่องานนี้
พึ่บพึ่บ!!
อีกสองคนวิ่งออกมาจากหลังหินก้อนใหญ่ทางขวา ถือหอกสั้นสองเล่ม
รวมห้าคนในเสี้ยววินาที
หลิวซานดึงดาบสั้นคู่ออก
ชิ้ง!! ชิ้ง!!
เขาพุ่งออกไปจัดการฝั่งซ้ายก่อน สองคนที่ลงมาจากต้นสนบนซ้าย
เคร้ง!! เคร้ง!!
ดาบสั้นคู่รับสองดาบพร้อมกัน หลิวซานก้าวเข้าหาช่องกลาง
ตุ้บ!!
เข่าขึ้นกระทบชายโครงคนซ้าย
อ้อก!!
เสียงอุทานแรงที่มาพร้อมกับลมหายใจที่อัดออก ชายนั้นก้าวหลุดออกไปสองก้าว
คนขวาของหลิวซานฉวยโอกาสพุ่งเข้ามา
เฟี้ยว!!
ดาบสั้นฟาดมาในแนวเฉียง
เคร้ง!!
หลิวซานรับ แต่แรงดันออกทำให้เขาเซออกก้าวหนึ่ง ก้าวนั้นทำให้เขาอยู่ในระยะที่คนที่สามซึ่งยังอยู่บนกิ่งสนมองหาได้
วี้ด!!
ลูกดอกพุ่งลงมาจากบน
หลิวซานหมุนตัวหลบ ลูกดอกผ่านไป แต่ปลายดอกเฉือนผ่านต้นแขนซ้ายของเขา
ฉับ!!
เนื้อตื้นขาดออก เืซึมออกมาทันที
หลิวซานขบฟันกลั้นเสียงร้อง ดาบสั้นซ้ายหลุดจากมือชั่วขณะก่อนเขาจะกำใหม่
ด้านเว่ยหันเฉิน รับมือสองคนถือหอกสั้นที่พุ่งเข้ามาพร้อมกัน
คนซ้ายแทงตรงมา
เฟี้ยว!!
เว่ยหันเฉินก้าวออกข้าง หอกผ่าน มือซ้ายจับด้ามหอกบิดขึ้น
แกร๊ก!!
ข้อมือคนถือหอกบิดออก เสียงข้อต่อดังแหลมในอากาศเย็น เขาร้องออกมาสั้น ๆ
อั้ก!!
คนขวาพุ่งเข้ามาในจังหวะที่เว่ยหันเฉินยังจับด้ามหอกอยู่ หอกสั้นยิงตรงมาที่สีข้าง
ฟึ่บ!!
เว่ยหันเฉินปล่อยด้ามหอกของคนแรก ถอยหนึ่งก้าวให้หอกคนที่สองผ่าน แล้วหมุนตัวดาบกวาดออกในแนวเฉียง
ฉับ!!
คมดาบตัดสายรัดหน้าอกของคนขวา ไม่ถูกเนื้อ แต่แรงกระแทกทำให้เขาสะดุดออก
เว่ยหันเฉินฝ่าเข้าไปหาคนถือหอกที่มือเคลื่อน
ตุ้บ!!
ข้อศอกลงที่คางอย่างรวดเร็ว
กร๊อบ!!
ชายนั้นฟันกระทบกันแล้วล้มลงในจังหวะเดียว
โครม!!
ร่างกระทบพื้นหิน
แต่ยังเหลืออีกสามคนบนต้นสน และหนึ่งในนั้นมีธนูประกอบขนาดเล็ก
วี้ด!! วี้ด!!
ลูกดอกพิษสองลูกพุ่งลงมาพร้อมกัน หนึ่งมาที่เว่ยหันเฉิน หนึ่งมาที่หลิวซาน
เว่ยหันเฉินรับด้วยดาบ
เคร้ง!!
หลิวซานหมุนตัวหลบ แต่แขนที่าเ็ทำให้การหมุนช้าลงเล็กน้อย
ฉึก!!
ลูกดอกปักลงที่ต้นขาซ้าย ทะลุผ้าเสื้อเข้าไปในเนื้อลึกครึ่งนิ้ว
หลิวซานเดินพลาดก้าวหนึ่ง เข่าซ้ายรับน้ำหนักไม่ไหวใน่สั้น ๆ ก่อนที่เขาจะตั้งตัวได้
พิษในลูกดอก
เว่ยหันเฉินเห็นทันที หลิวซานพลาดก้าวในแบบที่บอกว่าขาเริ่มชา ไม่ใช่แค่เจ็บ
ต้องจบเร็ว
เขาเปิดปราณชั้น 4 ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์
อากาศรอบตัวสั่น
สองคนที่ยังยืนอยู่ข้างล่างรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทันที ทั้งคู่ถอยออกโดยสัญชาตญาณ
เว่ยหันเฉินพุ่งขึ้นในแนวตรง ปราณที่ดันจากฝ่าเท้าทำให้ร่างกายทะยานขึ้นสูงกว่ายอดต้นสนเล็กน้อย
จากความสูงนั้น เขามองเห็นทุกคนที่ซุ่มอยู่บนกิ่งสน สามคน กระจายอยู่สามต้น
เขาลงที่ต้นกลางก่อน
ตึก!!
ลงพื้นกิ่งสนที่ใหญ่กว่าต้นแขน สันดาบปัดธนูประกอบออกจากมือคนแรก
เคร้ง!!
แล้วลงพื้นกิ่งสน ก้าวต่อไปที่ต้นซ้ายในท่าะโข้ามต้นสน
ตึก!!
คนที่สองบนต้นซ้ายยังไม่ทันตั้งตัว
เว่ยหันเฉินจับคอเสื้อเขาดึงออก
โครม!!
ร่างตกลงจากกิ่งสนที่อยู่สูงสี่เมตร ลงพื้นข้างล่างด้วยเสียงกระทบที่ดังก้อง ร่างนอนนิ่งไม่เคลื่อนไหว
คนที่สามบนต้นขวาพุ่งดาบขึ้นมาในจังหวะที่เว่ยหันเฉินกำลังอยู่บนกิ่ง
เฟี้ยว!!
ดาบพุ่งขึ้นมาในแนวตั้ง
เว่ยหันเฉินหักตัวออกข้าง ดาบเฉือนผ่านเสื้อด้านขวา ผ้าขาดเป็ริ้ว ิัมีรอยแดงตื้น ๆ
ความเ็ปเบา ๆ กระจายออกไปตามด้านข้าง
เขาไม่หยุด ปล่อยตัวลงมาจากกิ่ง ลงในลักษณะที่ดาบของเขาตามลงมาพร้อมกับน้ำหนักร่าง
ตุ้บ!!
สันดาบกระทบไหล่คนที่สาม ไม่ใช้คม แต่แรงและน้ำหนักทำให้เขาสะดุดออกจากกิ่ง
โครม!!
ลงพื้นข้างล่างอีกคน
เว่ยหันเฉินลงพื้นในเวลาไม่กี่วินาทีถัดมา เหลือสองคนข้างล่างที่ยังยืนอยู่ ทั้งสองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น มองดูนักดาบสามคนที่ร่วงลงมาจากต้นสน แล้วก็แลกสายตากัน
วิ่งออกไปพร้อมกัน
ตึกตึก!! ตึกตึก!!
เสียงฝีเท้าบนพื้นหินค่อย ๆ เบาลงจนหายไปในความเงียบของหุบเขา
เว่ยหันเฉินหันมาที่หลิวซานทันที
หลิวซานนั่งลงกับพื้นโดยหลังพิงต้นสน มือซ้ายกดที่ต้นขาซ้ายตรงที่ลูกดอกปัก เืซึมออกมาจากรอยแขนที่ถูกเฉือนก่อนหน้า รวมกับลูกดอกที่ยังปักอยู่
ผิวหน้าของเขาเริ่มซีดเล็กน้อย
เว่ยหันเฉินวิ่งมาถึง คุกเข่าลงข้าง ๆ มองรอยแผล
"พิษ" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม
"ชาแล้วครับั้แ่ขาก้าวพลาด" หลิวซานพูด เสียงยังนิ่งแต่หนักกว่าปกติ "ดอกพิษชนิดนี้ผมเคยเห็น มันทำให้กล้ามเนื้อชาภายในสิบห้านาที ถ้าไม่รักษาก็จะลามต่อ"
เว่ยหันเฉินดึงลูกดอกออกในจังหวะเดียว
กรีด!!
หลิวซานขบฟันกลั้นเสียงร้อง
อ้อก!!
ออกมาแค่เสียงสั้น ๆ แทนที่จะเป็เสียงดัง เืสีเข้มไหลออกมาจากรอยดอก เข้มกว่าเืปกติเล็กน้อย นั่นคือสัญญาณของพิษที่ปนอยู่
เว่ยหันเฉินหันมาที่ซูหลิงเยิ่นที่ขับหวงเจินเข้ามาในทันทีที่การต่อสู้จบ
"เ้า —"
"ข้าเห็นแล้ว" เธอลงจากหวงเจินก่อนที่ม้าจะหยุดสนิท ก้าวมาคุกเข่าลงข้างหลิวซาน มือััรอยแผลที่ต้นขาก่อนมือปาดไปที่รอยเฉือนที่แขน
ความเร็วในการประเมินสถานการณ์ของเธอทำให้เว่ยหันเฉินนิ่ง
สี่วินาที เธอตรวจทั้งสองรอยแผล กะปริมาณเืที่เสียไป ประเมินสีผิวของหลิวซาน และดมกลิ่นรอยดอกพิษ
"พิษงูดำ" เธอพูดเงียบ ๆ "ออกฤทธิ์ที่กล้ามเนื้อ ชาก่อนแล้วค่อยอัมพาต ถ้าไม่รักษาในหนึ่งชั่วโมงจะลามถึงกล้ามเนื้อหัวใจ"
หลิวซานขยับตัวนิดหนึ่ง "ดีที่รู้จัก"
"อยู่นิ่ง ๆ ค่ะ"
เธอหยิบกระบอกยาออกมา เปิดขวดเล็กที่มีผงสีขาวขุ่น ผสมกับน้ำเล็กน้อยจากกระบอกน้ำ นวดให้เข้ากันด้วยปลายนิ้วอย่างรวดเร็ว
"นี่คือผงสมุนไพรแก้พิษงู แต่มีแค่นี้" เธอพูดในขณะที่ทายาลงบนรอยดอก "ไม่เพียงพอสำหรับพิษที่ลึกถึงระดับนี้ ข้าต้องใช้ปราณช่วย"
"รู้ว่าทำได้ไหม?" เว่ยหันเฉินถาม
เธอไม่ตอบทันที กำลังทาครีมสมุนไพรและประเมินในเวลาเดียวกัน
"ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน" เธอพูดตรง "แต่หลักการเดียวกับการดูดความร้อนจากแผลไหม้ปราณ แทนที่ด้วยการดูดพิษออกมาแทน"
"จะเป็อันตรายกับเ้าไหม?"
"ไม่รู้ค่ะ"
คำตอบนั้นตรงและหนัก เว่ยหันเฉินมองเธอ
"ถ้าทำไม่ได้ก็บอกก่อน"
"ถ้าทำไม่ได้ หลิวซานอาจไม่รอดภายในหนึ่งชั่วโมง" ซูหลิงเยิ่นพูดเงียบ ๆ ยกหน้าขึ้นมองเขา "ข้าจะลอง"
เว่ยหันเฉินมองเธออีกครู่
แล้วพยักหน้า
ซูหลิงเยิ่นวางฝ่ามือซ้ายลงบนรอยดอกที่ต้นขาหลิวซาน ฝ่ามือขวาวางบนรอยเฉือนที่แขน
หลับตา
ครั้งนี้เธอไม่รีบ ไม่ตื่นตระหนก ทำในแบบที่แม่สอน — สงบก่อน ฟังก่อน แล้วค่อยทำ
เธอส่งปราณน้ำออกมาเบา ๆ แทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อรอบรอยแผล รู้สึกถึงสภาพข้างในก่อนจะทำอะไร
ปราณของเธอััพิษในร่างของหลิวซาน
พิษงูดำในโลกปราณนั้นไม่ใช่แค่สารเคมี มันมีปราณลบที่เกาะอยู่กับโมเลกุลพิษทำให้มันสลายยาก ปราณของเธอที่เข้าไปรับรู้ได้ถึงการต้านทานของมัน
เธอผลักปราณน้ำลึกลงไปกว่าเดิม
ดูดออก ไม่ใช่ผลักออก
ความแตกต่างนั้นสำคัญ การผลักพิษออกจะทำให้พิษกระจายก่อนออก แต่การดูดออกคือการดึงมาหาตัวเองโดยตรง
ซึ่งหมายความว่าพิษที่ดูดออกมาจะเข้ามาในร่างกายของเธอ
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ข้าง ๆ สังเกตทุกอย่าง เขาเห็นผิวหน้าของเธอเปลี่ยน ริมฝีปากซีดลงเล็กน้อย ลมหายใจเปลี่ยนจังหวะ ลึกกว่าปกติและช้ากว่า
มือที่วางบนรอยแผลหลิวซานเริ่มร้อนขึ้น
ร้อนกว่าครั้งที่ดูดความร้อนจากแผลไหม้ของเขามาก
หลิวซานรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง ความชาที่ต้นขาเริ่มลดลงช้า ๆ เหมือนน้ำแข็งที่ละลาย
"ดูดออกได้" เขาพูดเบา ๆ ในแบบที่ไม่ขัดจังหวะ
ซูหลิงเยิ่นไม่ตอบ ยังหลับตาอยู่
ห้านาทีผ่านไป
ริมฝีปากของเธอซีดจนเห็นได้ชัด มีเม็ดเหงื่อเล็ก ๆ เกิดขึ้นที่หน้าผาก ลมหายใจหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เว่ยหันเฉินตื่งตัวขึ้น
"พอ"
เธอไม่ถอนมือออก
"ซูหลิงเยิ่น พอแล้ว"
"ยังไม่หมด" เธอพูดออกมาด้วยเสียงเกือบเป็กระซิบ แต่แน่วแน่
"เ้าดูดพิษเข้าตัวเองมากเกินไปแล้ว"
"ข้ายังรับได้"
"ยังไม่หมดก็ไม่เป็ไร เราหายาแก้ได้" เว่ยหันเฉินพูด มือขวาวางลงบนมือเธอที่วางบนแขนหลิวซาน "ถอนมือออก"
ซูหลิงเยิ่นลืมตาขึ้น มองเขา ดวงตาเหนื่อยแต่ยังมีการตัดสินใจในนั้น
"อีกนิดเดียว"
"เ้าซีดมากแล้ว"
"ข้ารู้ค่ะ" เธอพูด แล้วก็ทำงานต่ออีกสองนาที
หลิวซานขยับนิ้วเท้าซ้ายได้ ความชาลดลงเกือบหมด เขามองซูหลิงเยิ่นด้วยสีหน้าที่ยากจะอ่าน
"คุณหนู พอได้แล้วครับ"
ซูหลิงเยิ่นถอนมือออก
เว่ยหันเฉินจับมือเธอขึ้นมาตรวจทันที ฝ่ามือทั้งสองแดงเป็รอยคล้ายแผลไหม้อ่อน ๆ เหมือนครั้งก่อน แต่หนักกว่า
"เ้าเจ็บไหม?"
เธอส่ายหัว แต่ริมฝีปากยังซีดอยู่
"เวียนศีรษะเล็กน้อยค่ะ"
"นั่งลง"
เขาจับไหล่เธอให้นั่งลงกับพื้นหิน เธอไม่โต้แย้ง ทรุดตัวลงอย่างเต็มใจ ก้มหน้าลงหายใจลึก ๆ สามสี่ครั้ง
เว่ยหันเฉินหันไปหาหลิวซาน
"ขยับขาได้ไหม?"
หลิวซานลองยกต้นขาซ้ายขึ้นเล็กน้อย "ได้ครับ ชายังอยู่บ้าง แต่ดีขึ้นมาก"
เว่ยหันเฉินดูรอยดอกที่ต้นขา เืเข้มที่บ่งบอกพิษจางลงเป็สีแดงปกติมากขึ้น รอยแผลยังเปิดอยู่แต่เืเริ่มแข็งตัวที่ขอบ
"ต้องพักก่อน เดินต่อไม่ได้"
"ผมโอเคครับ แค่ —"
"ต้องพัก" เว่ยหันเฉินพูดซ้ำ ไม่มีพื้นที่สำหรับการโต้แย้ง
หลิวซานพยักหน้า
พวกเขาถอยออกจากปากหุบเขามาตั้งค่ายในโพรงหินเล็กที่เว่ยหันเฉินพบอยู่ห่างออกไปสองร้อยก้าว บังสายตาได้ดีและมีทางออกสองทาง
เว่ยหันเฉินก่อไฟเล็ก ต้มน้ำ และออกไปตรวจพื้นที่รอบ ๆ ในขณะที่ซูหลิงเยิ่นจัดการรอยแผลของหลิวซานต่อ
กลับมาพบว่าซูหลิงเยิ่นนั่งอยู่กับพื้น แผลหลิวซานถูกพันเรียบร้อย หลิวซานเองนอนพิงหินอยู่กับตาหลับ หายใจสม่ำเสมอ
เธอมองไฟอยู่คนเดียว ดวงตาเหนื่อยแต่ไม่หลับ
เว่ยหันเฉินนั่งลงข้าง ๆ เธอ ห่างพอดี
"มือ" เขาพูด
เธอยื่นมือออกมาทั้งสองข้างโดยไม่ต้องถามว่าทำไม เขาตรวจรอยแดงที่ฝ่ามือ กดเบา ๆ ที่ขอบรอย
เธอไม่แสดงว่าเจ็บ แต่ก็ไม่ได้ซ่อนว่ามันร้อนอยู่
"ไม่มียาทาแผลไหม้ปราณในกระบอกยาเหลือแล้ว" เธอพูดก่อนที่เขาจะถาม "ใช้หมดที่แผลท่านตอนตอนต้น"
"ใช้น้ำเย็นก็พอชั่วคราว"
"ข้ารู้ค่ะ ทำไปแล้ว"
เขาหยิบกระบอกน้ำออกมา เทน้ำเย็นผ่านฝ่ามือของเธอทั้งสองข้างช้า ๆ เธอหลับตารับความเย็น ลมหายใจผ่อนคลายลงเล็กน้อย
"หลิวซานจะเป็ยังไง?" เธอถาม
"พิษออกไปมากพอแล้ว ถ้าพักสักสองสามชั่วโมงน่าจะขยับได้" เว่ยหันเฉินพูด "พรุ่งนี้เดินได้ ช้ากว่าปกติ"
"ดีแล้วค่ะ"
"เ้าทำดีมาก"
ประโยคนั้นออกมาเงียบ ๆ แต่ตรง เว่ยหันเฉินไม่ใช่คนที่พูดคำชมบ่อย และซูหลิงเยิ่นรู้ดีพอที่จะรู้ว่าเมื่อเขาพูดมัน มันมาจากสิ่งที่เขาเห็นจริง ๆ
เธอเปิดตาขึ้นมองเขา
"ข้ากลัวนะคะ" เธอพูดเบา ๆ
"รู้"
"ตอนที่หยิบดอกพิษออกจากขาหลิวซานแล้วเห็นเืสีเข้ม ข้ากลัวว่าจะไม่ทันเวลา" เธอพูดต่อ ไม่ใช่การบ่น แต่เหมือนการระบายออกหลังจากกลั้นไว้ "กลัวว่าจะไม่ดีพอ"
"แต่เ้าทำได้"
"เพราะกลัวแล้วยังทำ ไม่ใช่เพราะไม่กลัว"
เว่ยหันเฉินนึกถึงสิ่งที่เขาพูดกับเธอในวันแรก ๆ ของการเดินทาง กลัวไม่ใช่เื่ผิด คนที่ไม่กลัวมักตายก่อน
เธอเรียนรู้และนำมาใช้ได้
"ท่านเว่ย" เธอพูดขึ้นหลังจากนิ่งอยู่ครู่
"อะไร"
"ข้าต้องบอกอะไรบางอย่าง" เธอหันมามองเขา ตรง ไม่หลบ "ระหว่างที่ดูดพิษออกจากหลิวซาน ปราณของข้าัักับพิษโดยตรง"
"รู้"
"แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ" เธอพูดช้า ๆ เหมือนยังประมวลผลสิ่งที่พบอยู่ "พิษที่เข้ามาในร่างข้านั้น ข้ารู้สึกว่าฮวนปราณที่ท่านบอก มันทำงานอย่างที่ท่านพูด มันดูดพิษออกจากกล้ามเนื้อและหมุนออกผ่านิั ข้าแทบไม่ต้องทำอะไรเลยสำหรับพิษที่เข้ามาในตัวข้า มันจัดการเองส่วนใหญ่"
เว่ยหันเฉินมองเธอ
"ฮวนปราณกำจัดพิษเองโดยอัตโนมัติ"
"อัตโนมัติบางส่วน" เธอพูดแก้ไข "ข้าต้องช่วยในตอนแรก แต่หลังจากนั้นมันวนออกเอง เหมือนร่างกายรู้ว่าต้องทำอะไร"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่กับข้อมูลนั้น
ในคัมภีร์สำนักไท่อวี้ไม่มีบันทึกว่าฮวนปราณมีคุณสมบัตินี้ แต่ถ้าคิดถึงหลักการ มันสมเหตุสมผล ปราณที่วนเวียนและไม่สลายตัวนั้นถ้าพบกับสิ่งแปลกปลอม มันจะวนออกนำสิ่งแปลกปลอมออกตามไปด้วย
"เ้าเพิ่งค้นพบอีกคุณสมบัติหนึ่งของปราณตัวเอง"
"ค่ะ" เธอพูดเบา ๆ แล้วก็มองไฟ "และมันทำให้ข้าเข้าใจว่าทำไมคนที่้าสายเืข้าถึง้ามันมากขนาดนี้ ถ้าฮวนปราณสามารถดูดซับและกำจัดสิ่งแปลกปลอมได้ มันไม่ใช่แค่ประโยชน์สำหรับการรักษา"
"มันสามารถกำจัดสิ่งที่ขวางกั้นในปราณของคนอื่นได้ด้วย" เว่ยหันเฉินพูดต่อ "สิ่งที่ขวางการก้าวไปชั้นถัดไป"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้าช้า ๆ
"ข้าเป็กุญแจที่ใช้ซ้ำได้ ไม่ใช่ใช้ครั้งเดียวแล้วหมด"
"ถ้าคนใช้มันรู้วิธีใช้อย่างถูกต้อง" เว่ยหันเฉินพูด
"และถ้าเขาไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง?"
"ก็เหมือนที่ปู่เซาวางแผนไว้แต่เดิม" เว่ยหันเฉินพูดตรง "ใช้แรงแล้วก็หมด"
ซูหลิงเยิ่นนั่งกับคำพูดนั้นอยู่ครู่ ไม่แสดงว่ากลัว ไม่แสดงว่าเศร้า แต่มีบางอย่างในสีหน้าที่แสดงว่าเธอรับข้อมูลนั้นเข้าไปและจัดเก็บมันในที่ที่เหมาะสม
"ท่านเว่ย ข้าต้องฝึกมากกว่านี้"
"รู้"
"ไม่ใช่แค่ฝึกรักษา แต่ฝึกควบคุมปราณให้ละเอียดขึ้น" เธอพูด "ถ้าข้าสามารถควบคุมได้ว่าฮวนปราณจะวนออกเมื่อไหร่และในปริมาณเท่าไหร่ มันจะไม่ใช่แค่ความได้เปรียบในการรักษา"
"แต่เป็ความได้เปรียบในการปกป้องตัวเอง" เว่ยหันเฉินพูดต่อ
"ใช่ค่ะ"
ทั้งสองนั่งอยู่กับไฟในความเงียบที่ต่างจากคืนก่อน ๆ ไม่ใช่ความเงียบที่เพียงแค่ยอมรับกันและกัน แต่เป็ความเงียบของสองคนที่กำลังวางแผนสิ่งเดียวกัน
หลิวซานนอนอยู่ข้าง ๆ หายใจสม่ำเสมอ าแที่แขนและต้นขาถูกพันแน่น สีผิวกลับมาปกติเกือบหมด
เว่ยหันเฉินรินน้ำร้อนใส่ถ้วยของซูหลิงเยิ่น ไม่มีชา แค่น้ำร้อนธรรมดา แต่เธอรับมาดื่มโดยไม่บ่น
"ท่านเว่ย"
"อะไร"
"ข้าอยากถามว่าหลังจากถึงฉางอัน ท่านมีแผนจะทำอะไรต่อ"
เว่ยหันเฉินมองไฟ
"ยังไม่แน่ใจทั้งหมด" เขาพูด "แต่มีจุดหนึ่งที่ต้องไป"
"สิ่งที่ท่านพูดว่าอยู่ที่ฉางอัน คือสิ่งที่อาจารย์ใหญ่ซ่อนไว้?"
เขามองเธอ
เธอยังจำทุกอย่างที่ได้ยินเมื่อคืนก่อน และเธอเชื่อมโยงมันเข้ากับผลึกสีทองในกล่องของซูเม่ยหลาน
"ใช่" เขาพูด
"ข้าจะไปด้วยได้ไหม?"
เว่ยหันเฉินมองเธอนานกว่าปกติ
ในดวงตาของเธอไม่มีการขออนุญาต ไม่มีการวิงวอน มีแต่คำถามตรง ๆ และการรอคำตอบที่เธอจะรับไม่ว่าจะเป็อะไร
"เป็อันตราย" เขาพูด
"ข้ารู้ค่ะ"
"อาจอันตรายกว่าอะไรที่เราเจอมาในการเดินทางนี้"
"รู้ค่ะ"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่ครู่ มองไฟ มองเธอ มองไฟอีกครั้ง
"ถ้ากล่องของแม่เ้ามีกุญแจของอาจารย์ใหญ่" เขาพูดช้า ๆ "แปลว่าอาจารย์ใหญ่ฝากบางส่วนของเื่นี้ไว้กับซูเม่ยหลาน และซูเม่ยหลานฝากต่อให้เ้า ซึ่งแปลว่า..."
"เื่นี้เกี่ยวกับข้าด้วยั้แ่ต้น" เธอพูดต่อ "ไม่ใช่แค่เพราะสายเืข้า แต่เพราะอาจารย์ใหญ่วางแผนให้ข้าเป็ส่วนหนึ่งของเื่นี้"
เว่ยหันเฉินพยักหน้าเล็กน้อย
"ดังนั้นข้าควรจะไปด้วย"
เขามองเธออีกครั้ง สีหน้าของเธอเรียบและตั้งใจในเวลาเดียวกัน ไม่ฮึกเหิม ไม่กล้าโดยไม่รู้กลัว แต่เป็ความตั้งใจของคนที่รับรู้ว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนเส้นทางที่ไม่มีทางหลบเลี่ยงได้อยู่แล้ว
"ไปด้วยกันได้" เขาพูดในที่สุด
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า ไม่แสดงว่าดีใจหรือโล่งใจ แค่รับมันไว้เหมือนข้อมูลที่ยืนยันสิ่งที่รู้อยู่แล้ว
แล้วก็หันไปดูหลิวซาน ลุกขึ้นเดินไปตรวจแผลที่ต้นขาอีกครั้งอย่างเงียบ ๆ
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ที่เดิม มองเธอทำงาน มองมือที่ยังแดงจากพิษที่เธอดูดออกมาแทนหลิวซาน มองความสงบในท่าทางของเธอที่มีมากขึ้นทุกวัน
ในอก มีบางสิ่งที่เขาไม่แน่ใจว่าจะเรียกมันว่าอะไร
มันไม่ใช่ความห่วงใยแบบที่เขามีต่อลูกจ้าง มันไม่ใช่ความรับผิดชอบต่องาน
มันใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาลืมไปนานมากแล้ว ลืมไปั้แ่คืนที่ท้องฟ้าเป็สีแดงในเพลิงไฟที่สำนักไท่อวี้
แต่เขายังไม่พร้อมที่จะตั้งชื่อมัน
เขาแค่ปล่อยให้มันอยู่ที่นั่น เงียบ ๆ ในที่ที่มันอยู่
เช้าของวันถัดมา หลิวซานลุกขึ้นเดินได้ ขาซ้ายยังฝืดเล็กน้อยแต่รับน้ำหนักได้
พวกเขาอ้อมหุบเขาไปทางตะวันออกตามเส้นทางสำรองที่หลิวซานรู้จัก เสียเวลาครึ่งวัน แต่ผ่านโดยไม่ปะทะกับใคร
ปากหุบเขาที่ตราดอกบัวสีดำตั้งด่านอยู่นั้นยังมีคนอยู่ พวกเขาเห็นจากระยะไกลก่อนอ้อมออกไป
เย็นนั้นตั้งค่ายริมลำธารเล็กที่หลิวซานรู้ว่ามีน้ำสะอาด
ซูหลิงเยิ่นทาครีมยาเพิ่มให้ฝ่ามือของตัวเองคนเดียว รอยแดงจางลงมากแล้ว ฮวนปราณในร่างของเธอทำงานต่อเนื่องตลอดวัน ดูดพิษที่เหลือออกทีละน้อย
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ที่หินใกล้ ๆ ยามแรกของคืน
ในหัวของเขา ชิ้นส่วนต่าง ๆ เชื่อมเข้าหากันมากขึ้น
ฉางอัน ยังอีกสิบห้าวัน