ตอนที่ 26หมดหนทาง
เมื่อรับฟังสิ่งที่องค์จักรพรรดิตรัสเกี่ยวกับคำทำนายของนักพยากรณ์ปริศนาที่นางได้เขียนคำทำนายไว้เมื่อราวพันปีก่อนถึงอาเพศวิปโยคที่สามารถทำลายล้างอาณาจักรทั้งสี่บนมหาทวีปลงได้อย่างราบคาบและผู้ที่จะหยุดยั้งมันได้นั้นมีเพียงคนที่ถูกทำนายไว้ ความหวังและความเชื่อในตัวของหลานเทียนที่องค์จักรพรรดิมีนั้นเป็สิ่งที่หลานเทียนจำต้องแบกรับมันตัวเขาที่อายุเพียงสิบสามย่างสิบสี่ปีกลับต้องมารับภาระปกป้องอาณาจักรรวมไปถึงมหาทวีปเพื่อช่วยเหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อาจจะต้องสูญพันธ์ไปเพราะมหาภัยพิบัติอันใหญ่หลวงในอนาคตเบื้องหน้าที่ไม่อาจรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดหากเป็ไปตามที่ทำนายภัยพิบัตินี้นั้นย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“อำนาจของเฟิงมี่เตี่ยนนับวันยิ่งทวีมากขึ้นไปทุกขณะพวกมันซ่องสุมกำลังพลเพื่อก่อการฏอย่างแน่นอนตัวเรานั้นไม่อาจจะทำสิ่งใดได้เนื่องเพราะไร้ซึ่งหลักฐานจะพิพากษามันก็จะไร้ซึ่งความเป็ธรรมในสายตาของประชาชนเฟิงมี่เตี่ยนนั้นเป็คนฉลาดหลักแหลมยิ่งหากแต่ใช้ไปในทางที่ผิด เส้นสายของตระกูลเฟิงนั้นในยามนี้เห็นทีว่าจะเป็รองเพียงหน่วยข่าวกรองของอาณาจักรเราเท่านั้นส่วนด้านกำลังพลของมันเทียบได้กับกองกำลังของอาณาจักรที่อยู่ภายใต้คำสั่งของเรา”องค์จักรพรรดิตรัสต่อหลานเทียนด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและแววตาดุดัน
“เฟิงมี่เตี่ยนนั้นถึงแม้จะเป็คนฉลาดหลักแหลมเ้าแผนการหากแต่นิสัยเสียของมันคือกระหายทะยานอยากในอำนาจและชัยชนะมากจนเกินไปทำให้มันนั้นใช้ออกซึ่งทรัพยากรให้กับผู้สืบทอดทางสายเืทุกคนอย่างมากมายโดยเฉพาะหลานชายคนเล็กของมันที่ตระกูลเฟิงนั้นประคบประหงมดูแลอย่างดีทรัพยากรที่ใช้ออกกับเฟิงเฟยหรงนั้นก็เทียบได้กับการหล่อเลี้ยงเมืองเล็ก ๆเมืองหนึ่งได้เลยทีเดียว ในการประลองยุทธครั้งก่อนนั้นชัยชนะเป็ของตระกูลเฟิงอย่างราบคาบด้วยพลังปราณระดับดาราขั้นต้นั้แ่อายุไม่ถึงสิบแปดปีนับเป็บุคคลแรกในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรเราในการประลองครั้งก่อนนั้นการกำราบคู่ประลองอย่างราบคาบของเฟิงเฟยหรงนั้นเป็ที่โจษจันไปทั่วทั้งทวีปการต่อสู้กับเขาเพียงลำพังนั้นอันตรายจนเกินไปทำให้ทางสี่สำนักนั้นต้องออกกฎใหม่เป็การต่อสู้เป็กลุ่มสามคนแทนถึงกระนั้นเฟยหลงก็เอาชนะได้ด้วยตัวคนเดียวและทำให้คู่ประลองาเ็สาหัสถึงสองคน”องค์จักรพรรดิตรัสด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเป็กังวลหลานเทียนที่ได้สดับรับฟังแล้วถึงกับเปลี่ยนสีหน้าเป็ขมวดคิ้วแน่น
“องค์จักรพรรดิในการประลองนั้นหากข้าเข้าใจไม่ผิดสำนักทั้งสี่ต้องประลองกันจนครบทุกสำนักใช่หรือไม่” หลานเทียนกล่าวถามอย่างสงสัย
“ใช่แล้ว แต่ที่เฟยหรงต่อสู้เพียงรอบเดียวเนื่องเพราะอีกสองสำนักประกาศขอยอมแพ้ั้แ่ต้นตอนนี้เราได้บอกกล่าวทุกสิ่งที่เ้าจำเป็ต้องรู้แล้ว เ้ายัง้าจะเข้าร่วมอีกหรือไม่”องค์จักรพรรดิตรัสถามหลานเทียนด้วยสีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง
“การประลองครั้งนี้ไม่ใช่เป็เพียงการประลองของรุนเยาว์แต่เป็การต่อสู้ของตัวแทนเ้าสำนักทั้งยังเป็การแสดงถึงความแข็งแกร่งของขุมอำนาจที่อยู่เื้ัผู้ร่วมประลองคนนั้นนอกจากการสนับสนุนของเ้าสำนักก็ยังมีตระกูลต่างๆ” องค์จักรพรรดิตรัสตอบด้วยท่าทีสงบลงและสีหน้าเรียบเฉย
“ตัวข้าย่อมเข้าร่วมการประลองอย่างแน่นอนท่านช่วยเหลือข้าในหลายเื่เพียงการลงประลองหากจะช่วยแทนคุณให้ท่านได้ข้าย่อมไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอนองค์จักรพรรดิโปรดวางใจ”หลานเทียนกล่าวตอบอย่างฉะฉานแววตาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยส่งให้องค์จักรพรรดิแย้มพระสรวตอบกลับ
“เอาล่ะวันพรุ่งเ้าต้องเดินทางไปเกาะสมุทรเหมันต์เราจะให้ชูไท่ิไปส่งกับเ้าพร้อมกับทหารอารักขาอีกสิบคนไปติดตาม การที่เ้ามีปัญหาไม่ลงรอยกับตระกูลเฟิงนั้นถึงแม้พวกมันจะไม่กล้าทำสิ่งใดโจ่งแจ้งหากแต่ป้องกันไปก่อนย่อมดีกว่า”หลานเทียนได้รับฟังจึงทำเพียงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“เ้าไปพักผ่อนเถอะวันพรุ่งเ้าต้องเดินทางไกลเพียงทำให้สุดความสามารถก็เพียงพออย่าหักโหมจนเกินไป”องค์จักรพรรดิกล่าวเสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลังเช่นเคยทั้งยังยิ้มอย่างอ่อนโยนให้แก่หลานเทียนก่อนจะหายไปจากครรลองสายตา การเคลื่อนไหวเมื่อครู่หลานเทียนที่อยู่ในระดับนภาขั้นกลางแล้วนั้นกลับไม่สามารถมองเห็นได้เลยราวกับอันตรธานหายไปเสียอย่างนั้น
ณ ห้องนอนหลานเทียนนั่งลงบนเตียงก่อนเอนหลังทิ้งตัวลงนอนเื่ราวมากมายปั่นป่วนอยู่ภายในห้วงความคิด ลี่เหอที่เฝ้ามองจากภายในห้วงนิรันดร์ก็รู้สึกกังวลใจกับเขาไม่น้อย
“ลี่เหอ ในการประลองข้าต้องปิดบังเคล็ดวิชาใดบ้างที่เ้าเห็นว่าไม่สมควรแพร่งพรายไปสู่โลกภายนอก”หลานเทียนกล่าวถามลี่เหออย่างจริงจัง เนื่องด้วยลี่เหอเป็เพียงผู้เดียวที่รับรู้ถึงเคล็ดวิชาทั้งหมดของหลานเทียนทั้งยังมีส่วนเพิ่มเคล็ดวิชาภูตให้แก่หลานเทียนอีกด้วย
“เคล็ดวิชาของท่านเซียวหงไห่นั้น ย่อมไม่เป็ปัญหาไปตามกฏของการประลองอย่างแน่นอนหากแต่เคล็ดวิชาของภูตอย่างเคล็ดหมัดอสรพิษหกวายุนั้นหากใช้ออกอย่างโจ่งแจ้งย่อมเกิดปัญหาอย่างแน่นอนพวกมนุษย์นั้น้าเคล็ดของเหล่าภูตมาเนิ่นนานหลายพันปีมาแล้ว นอกจากพวกมันจะล่าพวกข้าเพื่อชิ้นส่วนของภูตแล้วเคล็ดวิชาย่อมเป็อีกสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่เคยััถึงขอบเขต ลักษณะของเคล็ดภูตย่อม้าตัวท่านอย่างแน่นอนและเป็สิ่งที่ย่อมเกิดอันตรายต่อตัวท่านอย่างแน่นอน”ลี่เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็ห่วง
“แต่เคล็ดวิชาที่ผสานการโจมตีของท่านเซียวหงไห่นั้นจากที่ข้าสังเกตุยามที่ท่านใช้ออกเพื่อจัดการกับช้างอสูรหัวเสือนั้นอาจจะรุนแรงมากจนร่างกายมนุษย์ที่อยู่ในระดับปราณเดียวกันกับท่านไม่อาจทานทนรับได้มันอาจจะทำให้ท่านผิดกฏในข้อที่ห้ามใช้เคล็ดสังหารต่อคู่ประลอง ถึงแม้ว่ามันจะเป็เคล็ดที่รวบรวมลมปราณเพื่อเสริมพลังเท่านั้น”นางกล่าวเสริม
“อืมเช่นนั้นข้าจะลดระดับพลังผสานลงในการออกเคล็ดวิชาต่างๆ ส่วนเื่เคล็ดภูตวายุนั้นข้าจะใช้เพื่อหลบหลีกการโจมตีในระยะที่เห็นว่าอันตรายแล้วเท่านั้น”หลานเทียนกล่าวตอบนางด้วยสีหน้าครุ่นคิดบางอย่าง
“อย่างไรนายท่านของข้าย่อมชนะการประลองนี้ได้อย่างแน่นอนท่านกำลังกังวลใจเื่ใดกันแน่” ลี่เหอสังเกตเห้นถึงความเคร่งเครียดในสภาวะจิตของหลานเทียน
“อืมข้าเพียงกังวลว่าหากข้าพบกับไป๋เสวี่ยและ หงซานในการต่อสู้ข้าจะต้องลงมืออย่างไร” หลานเทียนกล่าวสิ่งที่กังวลใจต่อลี่เหอทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย
“หากผู้คนเ่าั้สำคัญต่อท่านเช่นนั้นข้าก็จะไม่ดึงดันให้ท่านต้องเอาชนะ”ลี่เหอกล่าวถึงแม้นางจะอยากให้หลานเทียนเอาชนะได้ในทุกการต่อสู้ก็ตามนางกลับเป็ห่วงความรู้สึกของหลานเทียนมากกว่า
“อืมเื่ของอนาคตให้เป็เื่ของอนาคตแล้วกันเห้อ” หลานเทียนกล่าวพลางหลับตาลงถอดถอนหายใจออกมากอย่างช่วยมิได้
“ว่าแต่นายท่านการประลองเป็แบบสู้สามคน แล้วผู้รวมประลองของท่านอีกสองเล่า”ลี่เหอกล่าวถามด้วยน้ำเสียงตระหนก
“หืม ข้าก็ลืมคิดไปเลยหากการประลองนั้นเป็การต่อสู้ของข้าเพียงลำพังกับอีกสามคน หนึ่งต่อสามข้าจะต้องทำอย่างไรกันเห้อบางทีองค์จักรพรรดิอาจจะจัดคนไว้ให้ข้าแล้วก็ได้เราคิดมากกันไปตอนนี้ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้วรังแต่จะทำให้ข้าพักผ่อนไม่เต็มที่เสียเปล่าๆ เรานอนกันเถอะลี่เหอ” หลานเทียนกล่าวเสร็จก็หลับตาพริ้มอย่างง่ายดายและเข้าสู่ห้วงนิทราโดยมิได้รู้เลยว่าลี่เหอที่อยู่ในห้วงนิรัดร์นั้นถึงกับใจเต้นไม่เป็จังหวะใบหน้าแดงกล่ำ
“นายท่าน ชวนข้า นอนอย่างนั้นหรือ”นางกระซิบกับตัวเองเบา ๆ ก่อนส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะนอนลงบนเตียงที่หลานเทียนซื้อให้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดทั้งคืน
ยามรุ่งอรุณแสงสาดส่องผ่านหน้าต่างกระทบพื้นบรรยากาศอบอุ่นแผ่ซ่านทั่วทั้งห้องนอนขับไล่ความเย็นเยียบยามราตรีกาลไปจนหมดหลานเทียนลืมตาตื่นอย่างง่ายดายใบหน้าแววตาเต็มไปด้วยความสดชื่นและพร้อมที่จะเดินทางอย่างเต็มที่หลังจากทำกิจวัตรเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จได้ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งเป็จังหวะ
“นายน้อยหลานเทียนขอรับองค์ตักรพรรดิเชิญท่านให้เข้าเฝ้าก่อนเดินทาง” นายทหารผู้หนึ่งกล่าวต่อหลานเทียน
“ข้ากำลังออกไป” หลานเทียนกล่าวสั้นๆ ก่อนผลักประตูออกและเดินตามทหารอารักขาไปอย่างรวดเร็วพียงไม่นานก็เดินมาจนถึงห้องโถงพระโรงที่คุ้นตา
“หลานเทียน อีก ชั่วยามนาวาปราณของเรานั้นจะเตรียมให้อย่างสมบูรณ์ แต่ก่อนอื่นเรามีเื่จำต้องแจ้งกับเ้าเป็เพราะความประมาทเลินเล่อของเราเองเนื่องจากการประลองในอดีตนั้นคงกฏเดิมมากว่าสามร้อยปีทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนเป็การประลองแบบเดี่ยวหากแต่ในครั้งนี้ เราไม่อาจหาคนเข้าร่วมการประลองกับเ้าได้ เมื่อเช้านี้เราจึงส่งจดหมายของเราไปยังผู้คุมการประลองหากพวกนั้นเห็นแก่เราคงจะยอมถอยให้สักครึ่งก้าวเป็การต่อรองของเราที่ให้เ้าได้มีโอกาสแพ้ได้สองครั้งก่อนถูกคัดออก น่าจะเป็สิ่งที่เราจะทำให้เ้าได้เราต้องของอภัยเ้าจริง ๆ หลานเทียน หื้ม เอาล่ะ เราสั่งให้พ่อครัวหลวงปรุงอาหารเพิ่มกำลังไว้ให้เ้าแล้วที่ห้องรับรองหากถึงเวลาเดินทางข้าจะให้ราชองครักษ์ไปตามเ้าเอง” องค์จักรพรรดิตรัสด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบหากแต่ยังคงแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่มีต่อหลานเทียน
“เอ่อ” หลานเทียนได้แต่อ้ำอึ้งไม่อาจกล่าสิ่งใดออกมาได้นอกจากทำความเคารพและเดินกลับออกมาตรงไปยังห้องรับรองทันที
“ข้าต้องสู้ หนึ่งต่อสามจริง ๆลี่เหอ เห้อข้าจะทำอย่างไรดี เห้อ”ขณะที่นั่งอยู่ในห้องรับรองหลานเทียนก็ถอดถอนหายใจพร้อมตักอาหารเข้าปากถึงแม้จะรู้สึกกังวลใจไปบ้างแต่ด้วยอาหารเลิศรสทำให้กำลังใจของเขากลับคืนมาบ้าง
ระหว่างนั้นลี่เหอเองก็ช่วยหลานเทียนค้นหาเคล็ดวิชาเหมันต์ที่หลานเทียนจะมีความสามารถเพียงพอในการใช้ออกได้เนื่องจากเคล็ดวิชาเหมันต์ของนางนั้นอยู่ในระดับสูงเกินกว่ามนุษย์ไปมากทั้งความเข้าใจในกฏเกณฑ์และพลังปราณที่อยู่ในรูปแบบของปราณธรรมชาติของนางที่มีอยู่อย่างล้นหลามในทวีปเหมันต์แห่งนี้ทำให้ผู้ที่ต่อกรกับนางซึ่งหน้าในทวีปนี้อาจจะมีเพียงองค์จักรพรรดิเพียงผู้เดียวเท่านั้นส่วนเซียวหงไห่นั้นในยามนี้อ่อนกำลังลงจนเกินกว่าจะสามารถต่อสู้กับใครได้แล้วแม้แต่แค้นส่วนตัวของตนยังฝากฝังไว้ให้กับหลานเทียนพร้อมทั้งคำสั่งเสียก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ
“อืมจะว่าไปลี่เหอข้าแข็งแกร่งพอที่จะเปิดลูกแก้วผนึกทรงจำของท่านอาจารย์แล้วหรือไม่” หลานเทียนจู่ ๆ ก็กล่าวถามลี่เหอ
ภายในห้วงนิรันดร์ของหลานเทียนนั้นประตูวารีที่ลี่เหอมักจะอาศัยอยู่บริเวณนั้นโดยตลอดฝั่งตรงข้ามที่มีระยะห่างราวสิบกิโลเมตรที่สามารถมองเห็นได้เพียงเปลวไฟจาง ๆและแสงสีแดงที่แผดออกมาราวดวงอาทิตย์มีลูกแก้วเพลิงลูกหนึ่งลอยเคว้งอยู่กลางอากาศประหนึ่งดวงทินกรที่ส่งแสงสีทองทั้งให้ความรู้สึกที่พร้อมจะแผดเผาสรรพสิ่งในระยะให้มอดไหม้จึงทำให้หลานเทียนมักจะนำสิ่งของที่ได้มาไปไว้ในระยะของประตูปราณธาตุวารีนอกจากลี่เหอจะดูแลได้โดยง่ายยังเป็การป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่เพลิงจากประตูเพลิงนั้นจะแผดเผาสิ่งของจนมอดไหม้ถึงแม้เขาจะไม่เคยทดสอบใช้เพลิงจากประตูปราณนั้นเลยก็ตามที
“เอ่อ นายท่านข้า”ลี่เหอยังกล่าวไม่ทันจบประโยคหลานเทียนก็เข้าใจในทันทีว่าเขาได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดไปอย่างหนึ่งคือนางเป็ภูตวารี ผู้เป็อริกับเพลิงทั้งมวล นอกจากนางจะไม่รู้สึกสบายใจที่จะอยู่ใกล้บางทีอาจจะทำให้พลังของนายแห้งเหือดและหายไป
“ข้าหลงลืมไป ขอโทษเ้าด้วยลี่เหอข้าให้ภูติวารีเข้าใกล้เพลิงเห็นทีข้าต้องแหวกสมองของข้ามาตรวจสอบเสียหน่อยว่ามีสิ่งใดปกติอยู่บ้างหึ” เข้ากล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดก็ประชดประชันตนเอง
“ไม่เป็ไรนายท่าน ข้ารู้ว่าท่านไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น จากคำของอาจารย์ท่านนั้นกล่าวไว้ว่าให้ท่านถึงระดับปราณดาราถึงจะสามารถเปิดดูได้ตัวข้าเองก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน ถึงแม้ข้าที่อยู่ห่างจากลูกแก้วนั้นพอสมควรยามมองเห็นก็รู้สึกได้ถึงพลังเพลิงที่หลั่งไหลออกมาราวกับไม่มีวันจะดับลงเกรงว่าพลังของท่านในยามนี้ไม่แม้แต่จะสามารถััมันได้นานจนสามารถอ่านผนึกทรงจำได้ทั้งหมด” ลี่เหอกล่าวอย่างเป็ห่วง
“ข้าเพียงหาหนทางที่ทำให้ข้าเอาตัวรอดจากสถานการณ์หนึ่งต่อสามเท่านั้น”หลานเทียนกล่าวพลางถอนหายใจอีกยกหนึ่ง
“นายท่าน ข้าได้ตรวจสอบในภูตวิถีแล้วปรากฏว่าเคล็ดวิชาเหมันต์ที่ท่านอาจจะสามารถใช้ได้นั้นไม่มีเลย ถึงจะมีบางเคล็ดวิชาที่ท่านอาจจะสามารถใช้ออกได้แต่ด้วยระดับของท่านในยามนี้นั้น ต่ำเกินกว่าที่จะใช้ออกแม้พลังเพียงหนึ่งส่วนพันของมันก็ตาม” หลานเทียนถึงกับคอตกเมื่อนางกล่าวเช่นนั้นถึงแม้จะไม่ได้มีเจตนาที่จะดูถูกหลานเทียนซึ่งเขาเข้าใจได้อย่างถ่องแท้กว่าใคร แต่สิ่งที่หลานเทียนคิดคือนางต้องแข็งแกร่งขนาดไหนจึงจะสามารถกล่าวคำเช่นนี้ออกมาโดยไม่รู้สึกถึงความดูถูกเหยียดหยามเขาแม้แต่น้อยทั้งยังเป็การกล่าวที่ทำให้เขาจำต้องยอมรับความจริงไปเสียอย่างนั้นว่าเขานั้นอ่อนแอจนเกินไป
“อ่อแต่ข้าก็ค้นพบวิธีหนึ่งที่น่าจะเหมาะกับนายท่านยิ่ง” ลี่เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี
“หืม อะไรไหนเ้าลองบอกข้ามา”หลานเทียนกล่าวด้วยสีหน้าพร้อมกับน้ำเสียงตื่นเต้น ถึงกับลุกพรวดขึ้นยืนจากเก้าอี้
“ใช้พลังปราณของท่านเปลี่ยนเป็ธาตุวารีโดยตรงแบบไม่ต้องพึ่งเคล็ดวิชา”ลี่เหอกล่าว
“เอ่อแล้วมันจะต่างอย่างไรกับการที่ข้าสู้ปกติเล่าทั้งยังทำให้ข้าใช้กระบวนท่าต่อสู้ได้ช้าลงไปอีกจากการรวบรวมและเปลี่ยนแปลงพลังปราณ”หลานเทียนทรุดลงนั่งอีกครั้ง ทางด้านลี่เหอก็จนปัญญาผละตัวนอนลงบนเตียง
“ช่างมันเถอะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ข้าเพียงมีหน้าที่ต่อสู้ไปเรื่อย ๆ เท่านั้น”หลานเทียนกล่าว
เสียงเคาะประตูห้องรับรองดังขึ้นหลังจากผ่านไปราวครึ่งชั่วยามนับแต่ที่หลานเทียนเข้ามาทานอาหาร
“นายน้อยหลานเทียนนาวาปราณของเราพร้อมแล้วขอรับ เชิญท่าน” ขันทีหน้าไม่คุ้นตามาพร้อมกับราชองครักษ์ผู้คุ้นชินก้มหัวพร้อมผายมือให้หลานเทียนตามไป
ทั้งสามเดินผ่านห้องรับรองไปตามของรั้วสีแดงของมหาราชวังก่อนจะเห็นปลายยอดตึกของมหาวิหารสีขาวตัดกันกับตัวของเขตพระราชฐานตลอดทางมีข้าราชบริพารประปรายทั้งหลายต่าง ก้มหัวลงเมื่อเห้นหลานเทียนอย่างนอบน้อมถึงแม้จะอยู่ที่พระราชวังได้ไม่นานนัก ทั้งยังไม่ค่อยได้ออกมาเพ่นพ่านแต่ชื่อเสียงของหลานเทียนนั้นก็ดังกระฉ่อนไม่น้อยจากการที่เขาเป็ผู้ได้รับตราัเพียงคนเดียวของประวัติศาสตร์ของทวีปสมุทรเหมันต์จากพระหัตถ์ขององค์จักรพรรดิโดยตรงทั้งยังเป็ตัวแทนของมหาวิหารคนแรกของประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ทำให้หลานเทียนเป็ที่เคารพนั้นกลับเป็สิ่งที่ง่ายดายกว่านั้นคือนิสัยของหลานเทียนนับแต่ก่อนได้รับตราัหรือหลังได้รับนั้นกลับเหมือนเดิมไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไม่มีความถือเนื้อถือตัว ให้ความเคารพทุกคนเท่าเทียมกัน
แตกต่างจากการก้มหัวของข้าราชบริพารที่พานพบกับเสนาอำมาตย์ตำแหน่งสูงทั้งหลายที่จำต้องก้มหัวด้วยความเกรงกลัวไม่ใช่ความเคารพจากใจจริง
เมื่อเดินไปได้สักพักหนึ่งก็ผ่านห้องฝึกยุทธที่หลานเทียนเคยใช้และมีความทรงจำครั้งแรกกับมันหลายอย่าง ทั้ง พบกับเกราะมือสีเงินครั้งแรกก่อนจะกลายเป็เกราะมือคู่ใจเป็ที่ที่เขาได้ฝึกเคล็ดวิชาฝ่ามือเบญจมายาเป็ที่แรก ทั้งยังเป็สถานที่แรกที่หลานเทียนใช้ออกซึ่งปราณเป็ครั้งแรกนับั้แ่ลืมตาดูโลกเป็สถานที่แรกที่เขารับรู้ว่าปู่ของเขาเคยเป็ผู้ที่เก่งกาจจนได้รับขนานนามเป็ทหารเกราะเหมันต์ผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งเมื่อจำเป็ต้องปกป้องถึงแม้ปัจจุบันจะไม่อาจต่อสู้ได้อย่างเมื่อก่อนแต่ก็ยังคงเป้นที่เคารพของคนที่รู้ถึงตำนานถึงแม้จะมีบางคนที่หลงลืมไป
หลานเทียนที่เดินผ่านที่แห่งนี้ก็เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะเลี้ยวขวาตรงทางแยกระหว่างจะผ่านเข้าไปยังมหาวิหารสีขาวกับอีกทางที่หลานเทียนไม่เคยผ่านเข้าไปจนถึงกับสงสัยในใจว่ามีทางตรงนี้ด้วย
“อีกสักครู่ก็ถึงแล้ว นายน้อย”ขันทีกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
หลานเทียนทำเพียงยิ้มตอบอย่างอ่อนโยนเช่นเดิม
ไม่นานเมื่อเดินตามทางราวสามถึงสี่ร้อยก้าวก็พบกับลานกว้างที่มีป้ายกำกับไว้ว่า เขตจอดนาวาราณส่วนพระองค์ ภายในมีคนราวยี่สิบคนที่กำลังเก็บของที่ใช้ทำความสะอาดออกจากบริเวณพร้อมกับทหารกองหนึ่งที่หน้าตาคุ้นเคย เป็ทหารที่เคยเฝ้าประตูให้กับหลานเทียนที่มักผลัดเวรกันมาตลอดทั้งวันราวยี่สิบคนยืนรออยู่