บทที่ 16 เปิดเส้นลมปราณ
นอกเมืองอวี๋โจว…
แสงอรุณยามเช้าเริ่มสาดส่อง หลี่จื่อเย่เดินเท้ามา ทั้งตัวเปียกชุ่มด้วยน้ำค้าง สภาพดูย่ำแย่อย่างยิ่ง
เขาใช้เวลาตลอดทั้งคืนเพื่อเดินกลับมา
การทำให้สตรีขุ่นเคือง โดยเฉพาะสตรีที่เก่งกาจอย่างฉินเอ๋อร์นั่ว ผลที่ตามมานั้นช่างน่าอนาถใจยิ่งนัก
ณ จวนตระกูลหลี่ หลี่ไป่วานกระวนกระวายใจจนเดินวนไปวนมา เหตุ เพราะหลี่จื่อเย่หายไปทั้งคืน แต่ด้วยความเกรงกลัวสตรีน่าสะพรึงที่อยู่ริมทะเลสาบหลังจวน จึงไม่กล้าทำอะไรทั้งสิ้น
“ไม่ต้องถาม ไม่ต้องตามหา เขาไม่ตายหรอก!” เมื่อคืนนี้ ฉินเอ๋อร์นั่วพูดเพียงประโยคเดียวตอนที่กลับมาถึง ก่อนจะเข้าห้องไปพักผ่อน
หลี่ไป่วานร้อนใจ แต่ก็ได้แต่กระวนกระวายเปล่า ไม่กล้าพูดไม่กล้าถามอะไร
“นายท่าน คุณชายกลับมาแล้วขอรับ”
คนรับใช้คนหนึ่งรีบวิ่งมาจากลานหน้าบ้าน รายงานด้วยความตื่นเต้น
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ไป่วานก็รีบวิ่งออกไปต้อนรับ
หน้าจวน หลี่จื่อเย่กลับมาในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดูราวกับขอทานเดินกลับมา ทำให้ทุกคนในจวนต่างตกตะลึง
เกิดอะไรขึ้นกับคุณชาย?
ทำไมถึงดูเหมือนถูกคนทำร้ายมาแบบนี้?
“ลูกชาย ลูกชายของข้า เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” เมื่อเห็นบุตรชายสุดที่รักกลับมา หลี่ไป่วานรีบเข้าไปหาและถามด้วยความเป็ห่วง
“ข้าดูเหมือนคนไม่เป็ไรหรือ?” หลี่จื่อเย่กางแขนทั้งสองข้าง ชี้ไปที่สภาพของตัวเอง พูดอย่างไม่พอใจ “ข้ายังไม่ตายก็บุญแล้ว”
พูดจบ หลี่จื่อเย่ก็หันมองซ้ายมองขวาแล้วถามอย่างโกรธเคือง “ฉินเอ๋อร์ นั่วล่ะ นางกลับมาหรือยัง?”
“อยู่ที่เรือนหลัง” หลี่ไป่วานตอบ
“ข้าจะไปหานาง!”
หลี่จื่อเย่พูดอย่างโกรธเกรี้ยว แล้วรีบเดินไปยังลานหลังบ้านอย่างรวดเร็ว
“เ้าลูกชาย อย่าใจร้อน เ้าสู้นางไม่ได้หรอก!”
หลี่ไป่วานใรีบดึงตัวคนข้างหน้าไว้ พลางกล่าวเตือนสติ
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่จื่อเย่ก็หยุดชะงัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้า
เขาคือคุณชายสามแห่งตระกูลหลี่ ทายาทเศรษฐีผู้แสนเอาแต่ใจ ผู้ข้ามมิติมาพร้อมกับพลังพิเศษ บุตรชายอันเป็ที่รักของสรวง์ แต่กลับกลัวผู้หญิงเช่นนี้!
ไม่ใช่ว่าผู้ที่ข้ามมิติมาจะต้องเก่งกาจไร้เทียมทานหรอกหรือ?
สบู่เขาก็คิดค้นแล้ว แก้วก็ผลิตได้แล้ว ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็ไปตามบทละคร แต่ทำไม ทำไมถึงปล่อยให้เส้นลมปราณทั้งแปดของเขาอุดตัน ไม่สามารถฝึกวิชายุทธ์ได้
นี่มันไม่ใช่การหลอกลวงหรอกหรือ!
“ลูกชาย มีอะไรก็พูดกันดี ๆ หญิงผู้นั้นเก่งกาจเกินไป” หลี่ไป่วานปลอบใจด้วยความหวาดกลัว
“ท่านพ่อ ท่านนี่ช่างขี้ขลาดเสียจริง ผู้หญิงคนเดียวก็ทำให้ท่านขลาดกลัวได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
หลี่จื่อเย่ปรับอารมณ์ ยิ้มเยาะหลี่ไป่วาน ก่อนจะเชิดหน้า เดินไปที่ลานหลังบ้านอย่างสง่าผ่าเผย
หลี่ไป่วานชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบได้สติตามไปอย่างรวดเร็ว
วันนี้ลูกชายดูแข็งกร้าวแบบนี้ คงจะปะทะกับฉินเซียนจื่อแบบซึ่ง ๆ หน้าแน่!
ฉินเอ๋อร์นั่วยืนนิ่งอยู่ริมทะเลสาบหลังบ้าน จ้องมองผิวน้ำ สีหน้าราบเรียบดั่งผืนน้ำที่ไร้คลื่น
จางซอมซ่อยังคงนอนเอกเขนกอย่างเกียจคร้านอยู่ด้านข้าง พร้อมกับจิบสุราอย่างสบายอารมณ์
ในตอนนั้น หลี่จื่อเย่ก็เดินเข้ามาในลานหลังบ้านอย่างรวดเร็ว เชิดหน้า เดินอย่างสง่าผ่าเผย แม้ว่าจะอยู่ในสภาพอิดโรย แต่ก็ยังคงแฝงไว้ด้วยความกล้าหาญ
“โอ้! เ้าหนุ่มคนนี้ยังมีความกล้าหาญอยู่บ้างนะ” จางซอมซ่อลืมตาขึ้นมองหลี่จื่อเย่ที่กำลังเดินมาอย่างห้าวหาญ แล้วกล่าวชื่นชม
ตีกันเลย! ตีกันเลย!
ตาแก่เช่นเขาน่ะ ชอบดูคนทะเลาะกันที่สุดแล้ว
ใกล้เข้ามาแล้ว!
เมื่อเห็นว่าหลี่จื่อเย่กำลังจะเดินเข้ามา จางซอมซ่อก็รู้สึกตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่
หลี่จื่อเย่เดินเข้ามาใกล้ริมทะเลสาบอย่างองอาจ ยิ่งใกล้ ยิ่งรู้สึกถึงจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
เขาจะกลัวผู้หญิงคนหนึ่งได้อย่างไร!
ลูกผู้ชายต้องรักษาศักดิ์ศรี ไม่ต่ำต้อยและไม่หยิ่งยโส!
ขณะที่หลี่จื่อเย่เดินมาที่ริมทะเลสาบ ฉินเอ๋อร์นั่วก็หันหลังกลับ สายตาของนางช่างสงบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
แต่กระนั้น สายตาที่สงบนิ่งนี้ ในตอนนี้กลับดูน่ากลัวยิ่งกว่าการข่มขู่ใด ๆ
หลี่จื่อเย่สะดุ้งเฮือกราวกับถูกฟ้าผ่า ท่าทางที่เคยดุดันเมื่อครู่หายวับไปในทันที
“ท่านอาจารย์ ข้ากลับมาแล้ว เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือไม่?” หลี่จื่อเย่ยิ้มประจบพลางเข้าไปทักทาย
“...”
จางซอมซ่อหันหน้าหนี ช่างน่าอับอายเสียจริง!
เขาถึงกับคาดหวังว่าเ้าเด็กนี่จะมีความกล้าหาญสักนิด? ดุเหมือนว่าเขาคงดื่มสุราจนมากเกินไป สมองคงจะเปียกชื้นไปแล้ว
“ไปฝึกกระบี่” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวเสียงเรียบ
“ได้เลยขอรับ!” หลี่จื่อเย่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย แล้วรีบวิ่งไปอีกด้านเพื่อเริ่มฝึกกระบี่ทันที
“โจรทั้งสิบกว่าคนนั้น เขาฆ่าหมดจริง ๆ หรือ? เ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้ช่วยเขา” จางซอมซ่อเอ่ยปากถามอย่างสงสัย
“ไม่ได้ช่วย”
ฉินเอ๋อร์นั่วตอบอย่างสงบ “เขาเป็อัจฉริยะ”
“อัจฉริยะ? เ้าเด็กนั่นน่ะหรือ?”
จางซอมซ่อเอ่ยอย่างดูแคลนว่า “เ้าคนไร้ความสามารถที่แม้แต่เส้นลมปราณก็เปิดไม่ได้นั่นน่ะหรือ?”
“ข้าหมายถึงเขาเป็อัจฉริยะในการฆ่าคน”
ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างใจเย็น “ครั้งแรกที่เ้าฆ่าคน เ้าใช้เวลาปรับตัวนานเท่าไร”
จางซอมซ่อขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “หนึ่งวัน”
การฆ่าคนไม่ใช่เื่น่ายินดี แม้กระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังไม่ชอบความรู้สึกนี้
“เมื่อคืน เขาฆ่าคนไปสิบกว่าคน เมื่อข้าพบเขา เขายังพูดคุยหัวเราะได้ ถ้าเป็เ้าในตอนนั้น จะทำได้หรือ?” ฉินเอ๋อร์นั่วถามอย่างสงบ
“ทำไม่ได้”
จางซอมซ่อสีหน้าเคร่งขรึมลง เขาเข้าใจความหมายของฉินเอ๋อร์นั่วแล้ว
เ้าเด็กนี่ ถ้าไม่ใช่เพราะเกิดมาโดยไร้ความรู้สึก ก็ต้องมีจิตใจที่แน่วแน่อย่างยิ่ง และมีความสามารถในการปรับตัวสูงมาก
“ผู้คนในตระกูลหลี่ช่างไม่ใช่คนธรรมดาเลยจริง ๆ”
จางซอมซ่อถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “คนที่ข้าคิดว่าไร้ความสามารถ สุดท้ายกลับกลายเป็คนที่น่ากลัวที่สุด”
“จิตใจที่มุ่งมั่นคือคุณสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในการฝึกวิชายุทธ์ ข้ารอคอยที่จะได้เห็นว่าเมื่อเขาเปิดเส้นลมปราณทั้งแปดแล้ว จะมีความสำเร็จอย่างไร” ฉินเอ๋อร์นั่วพูดพลางจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่ไม่ไกล
“ยากนัก”
จางซอมซ่อถอนหายใจ “แม้จะมียาบำรุงมากมายและโสมเืาาอีกหนึ่งต้น เ้าก็ช่วยเขาเปิดเส้นลมปราณได้เพียงเส้นเดียวเท่านั้น คนเรามีเส้นลมปราณแปดเส้น เ้าจะไปหาโสมเืาามากมายขนาดนั้นได้จากที่ไหน หากไม่มีโสมเื อาศัยเพียงยาบำรุงเ่าั้ ดูจากความคืบหน้าในตอนนี้ การเปิดเส้นลมปราณทั้งแปดของเขาคงต้องใช้เวลาสามถึงห้าปี จึงจะเป็ไปได้”
โสมเืาาไม่ใช่สิ่งที่จะมีได้ง่าย ๆ สิ่งนี้หาได้ยากยิ่ง แม้ตระกูลหลี่จะร่ำรวยมหาศาล ก็คงยากที่จะหาโสมเืาามากมายขนาดนั้นได้ในคราวเดียว
เขาและฉินเอ๋อร์นั่วยังประเมินความยากของการฟื้นฟูเส้นลมปราณทั้งแปดต่ำเกินไป ท้ายที่สุดแล้ว ไม่เคยมีใครทำเื่เช่นนี้มาก่อน
“เื่โสมเืาา ยังไม่ต้องรีบร้อน”
ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างใจเย็น “ข้าได้ยินมาว่าที่หอไท่เสวียในเมืองหลวงมีโสมเืาาอายุพันปีอยู่หนึ่งต้น หากจำเป็จริง ๆ ข้าก็จะเดินทางไปเมืองหลวงสักครั้ง”
“หอไท่เสวีย?”
จางซอมซ่อได้ยินดังนั้น สีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “เ้าแน่ใจหรือว่าจะไปที่นั่น? ชายชราในหอไท่เสวียนั้นไม่ธรรมดาเลย แม้แต่เ้า หากบังอาจไปแย่งชิง ก็ไม่แน่ว่าจะหนีรอดกลับมาได้”
ในโลกนี้ มีผู้แข็งแกร่งมากมายนับไม่ถ้วน ยากที่จะจัดอันดับได้ แต่ชายชราในหอไท่เสวียนั้นเป็ที่ยอมรับว่าเป็หนึ่งในสามอันดับแรกของโลก หรืออาจจะเป็ผู้แข็งแกร่งที่สุดก็ได้
หัวหน้าสำนักขงจื๊อแห่งหอไท่เสวีย!
“หากไม่จำเป็ถึงที่สุด ข้าจะไม่บังอาจแย่งชิง” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวเบา ๆ
ขณะที่ทั้งสองสนทนากัน หลี่จื่อเย่ยังคงฝึกกระบี่อย่างแข็งขันจนเหงื่อไหลโซก หลังจากการต่อสู้เมื่อคืน กระบี่ของเขาดูเหมือนจะเพิ่มความคมกริบและน่าเกรงขามมากขึ้น
“ท่านเซียนจื่อ เตรียมพร้อมแล้วขอรับ”
ในตอนนั้น ข้ารับใช้คนหนึ่งของจวนตระกูลหลี่รีบเดินเข้ามา กล่าวอย่างนอบน้อม
“อืม”
ฉินเอ๋อร์นั่วพยักหน้า สายตามองไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้า เอ่ยปากว่า “หลี่จื่อเย่ หยุดฝึกก่อน ตามข้ามา”
เมื่อพูดจบ ฉินเอ๋อร์นั่วก้าวเดินไปยังห้องยา
หลี่จื่อเย่เก็บกระบี่อย่างงุนงง แล้วรีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว