บนหอสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองสถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวยของลู่หาน แผ่นป้ายไม้สีดำสลักตัวอักษรสีเหลืองทองขนาดใหญ่ ระบุชื่อ‘ หอการค้าตระกูลลู่ ‘ภายในพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยอาคารเล็กใหญ่ห้าหลังทั้งหอข่าว หอรับฝากเงินและ โรงน้ำชา
ภายในห้องชั้นบนสุดของหอสูงที่ถูกประดับประดาไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ชั้นดีและหายากจากทั่วทุกมุมเมือง ชายหนุ่มบนรถเข็นกำลังโกรธจนเส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ
“นายท่าน..นี่เป็นใบทวงหนี้ใบที่แปดของวันนี้แล้ว”
ลู่หานมองดูกระดาษทวงหนี้สีแดงสดตรงหน้าบนพื้นอารมณ์ที่ไม่ปกติอย่างที่เคย
แม้เงินที่ถูกระบุมาจะไม่มากแต่การที่ฮูหยินประหลาดของเขาไปติดหนี้ทีละตำลึง สองตำลึงแล้วถูกตามเก็บหนี้มาถึงหอการแห่งนี้ก็นับเป็นการทำลายเกียรติของสถานภาพของเขาอย่างที่สุด ‘ สตรีที่นอนป่วยอยู่บ้านเหตุใดถึงมีใบแจ้งหนี้ปลิวมาถึงที่นี่ได้ ‘
คืนนั้นเขาตัดสินใจกลับไปที่เรือนลับสถานที่ที่เขายึดคืนมาจากลูกหนี้ที่ไม่มีปัญญาจะชำระหนี้คืนให้แก่เขา
เจตนาจะถามไถ่ให้แน่ใจเสียก่อนจะมีบทลงโทษ
เขาเดินเข้าไปภายในห้องนอนสะอาดตาแต่อบอวลไปด้วยกลิ่นของยาต้ม ก่อนวางกระดาษสีแดงปึกหนึ่งลงบนโต๊ะกลางห้อง
“ อธิบายมา เจ้าทำแบบนี้เพื่ออะไร “
หยุนหยีที่กำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงละสายตาจากนิยายที่นางอ่านอยู่ชั่วคราว ก่อนเงยหน้าขึ้นมองสามีของนางแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ “ ข้าจำไม่ได้นี่ว่าเงินที่ข้ามี ข้าเอาไปเก็บไว้ที่ไหน “
ลู่หานอยากจะบอกว่าจะก่อนหรือหลัง นางก็ไม่มีเงินแม้แต่เบี้ยเดียวมาก่อน หลังนิ่งไปสักพัก เขาจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ รอบก่อนข้าให้ตั๋วเงินแก่เจ้ามันไม่พอ ? “
เขาหยิบเอาตั๋วเงินออกมาวางไว้บนโต๊ะเพิ่มอีก แต่เห็นสตรีร่างบางที่นั่งกอดอกท่าทางไม่สนใจเขาในตอนแรกกลับเปลี่ยนท่าทีรีบยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาห้ามเขาไว้ ส่งเสียงหวานใสเอ่ยพูดห้ามปรามออกมา “ไม่ใช่ไม่พอ ข้าไม่ได้ขาดเหลืออะไร ข้าเพียงอยากได้ของเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเหตุใดถึงไม่ให้เงินแทนหล่ะ”
ลู่หานถึงกับไม่เข้าใจว่าสิ่งที่นางต้องการจะสื่อคืออะไรในตอนแรก “ แล้วตั๋วเงินไม่ใช่เงินตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ?.”
นางมองดูเขาประหนึ่งจะสื่อว่า ‘ คนอย่างเจ้านี่เติบโตขึ้นมาได้อย่างไรกันนะ‘ ก่อนเอ่ยเถียงขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ “ มันเอาไปใช้ลำบากร้านทั่วไปก็ไม่ค่อยจะรับ นิยายของข้าต่อให้ซื้อหมดแผงก็แค่ไม่กี่ตำลึง จะไปอยากได้ตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงทองของท่านไปทำไม”
‘ ได้ๆ พูดได้ดี ’ ลู่หานผงกหัวอย่างหงุดหงิดนางต่อรองเรื่องไร้สาระอะไรกับเขาอยู่ ก็แค่แลกเงินจากร้านของเขาไปใช้ บอกคนของเขาก็ได้แล้ว แม้จะโมโหที่นางพูดไม่รู้เรื่อง แต่มือของเขาก็ยังลูบคลำไปทั่วตัวเพื่อหาเศษเงินมาให้นางหาทางยุติปัญหาในครอบครัว
“นายท่าน” เฉิงเต๋อรีบเข้ามากระซิบอะไรบางอย่างกับลู่หานที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการหาเศษเงินที่มีอยู่ติดตัวก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดจริงจังขึ้นมา ลู่หานเอ่ยแก่คนสนิทว่า “ เจ้าไปเตรียมคนให้พร้อมคืนนี้เราจะออกไปกัน “
หลังเอ่ยจบลู่หานเหมือนจะชะงักไปเล็กน้อยประหนึ่งเพิ่งนึกอะไรออก สายตามองไปยังผู้มาใหม่ ก่อนออกปากถามถึงเรื่องที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เผชิญอยู่ในตอนนี้“เจ้ามีเงินติดตัวอยู่เท่าไหร่ เอาออกมาให้หมด “
ตอนที่ลู่หานเข็นรถจากไปหยุนหยีถึงได้เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมานั่งที่ตั่งนิ่มกลางห้อง สายตาชำเลืองมองเศษเงินบนโต๊ะโดยไม่ได้ใส่ใจกับพวกมันอย่างที่ปากพูดเอ่ยออกไปเหมือนเมื่อครู่ ในหัวกลับหวนคิดไปถึงเรื่องราวที่ผ่านมาตลอดหลายวันนี้แทน
บ้านหลังนี้ไม่ใช่จวนตระกูลลู่ แม้จะมีขนาดพื้นที่ใหญ่โต แต่ไม่อาจเทียบได้กับตำหนักเดิมของนางเพียงแต่ตอนนี้นางไม่ได้รู้สึกขาดเหลืออะไร จึงไม่ได้คิดมากกับเรื่องที่อยู่อาศัย แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่นางเองก็เพิ่งรับรู้หลังจากที่อาการป่วยดีขึ้นแม้จะเป็นการรับรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป จากคำบอกเล่าของหญิงสูงวัยที่อยู่ดูแลนางผู้หนึ่ง
ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้นางไปกินยาผิดประเภทอะไรเข้า ถึงได้หลงใหลลู่หานหัวปักหัวปำ ยอมลดศักดิ์ศรีจวิ่นจู่แห่งแดนเหนือเดินทางมาหาเขาถึงแดนใต้ได้ ทั้งที่สามีของนางเขาก็มีลูกอยู่ก่อนแล้วกับฮูหยินคนแรก นางนับได้ว่าเป็นคนที่สองแม้จะกราบไหว้ฟ้าดินกัน แต่ก็ไม่ได้ขึ้นเกี้ยวแปดคนหามผ่านเข้าจวนตระกูลลู่ไปเป็นฮูหยินน้อยของจวนอย่าผ่าเผย นี่หากไม่เรียกว่ารักปักใจจนหน้ามืดตามัวจะให้เรียกว่าอะไรได้อีก
ตัวลู่หานเองก็เหมือนจะมีบ้านหลายหลัง ไม่ค่อยได้มาที่นี่สักเท่าไหร่ปล่อยให้นางนั่งเก้อรอเขาอยู่คนเดียวหลายต่อหลายคืน
แม้คนอื่นๆจะบอกให้นางพักผ่อนไปก่อนแต่เพราะจรรยาของภรรยาที่ดี แม้นางจะยอมรับว่ามีอยู่น้อยแต่ก็ไม่ถึงกลับจะไม่มีเอาเสียเลยนางถึงได้พยายามถ่างตารอเขากลับมาทุกคืน
อาจเป็นเพราะลู่หานรู้มาจากบ่าวในเรือนหลังนี้พักหลังๆค่อยดีหน่อย หากเขาไม่กลับบ้าน เขาจะส่งคนมาบอกกล่าวแก่นางเพื่อปล่อยให้นางทานข้าวและเข้านอนก่อน นางเองก็ไม่ได้มีแก่ใจจะรอเขากลับบ้านเหมือนช่วงแรกๆอีกแล้วกลับดีเสียอีกจะได้มีเวลาไปนอนบนเตียงอุ่น อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ พอให้คลายเหงาอยู่บ้าง
นี่นางคงเป็นจวิ่นจู่ที่น่าสงสารที่สุดในประวัติศาสตร์แล้วที่เลือกมาใช้ชีวิตเยี่ยงนี้แต่งกับไก่ก็เป็นไก่ตามกัน หยุ่นหยีคิดทบทวนอะไรไปเรื่อยเปื่อยพลางเอนตัวนอนตะแคงบนตั่งนิ่มจนกระทั่งพล่อยหลับไป
สามวันถัดมาภายในโรงเตี้ยมกระเรียนเหิน
บริเวณห้องโถงกว้างที่ตั้งอยู่ส่วนกลางสุดของโรงเตี้ยมสถานที่นัดพบและนั่งสนทนากันของเหล่านักเดินทางที่มาใช้บริการที่นี่ กู้เซียนเซียนและลู่หลินกำลังนั่งเล่นกันอยู่ที่มุมๆหนึ่ง
“หมู่นี้บิดาของเจ้าหายไปไหน เหตุใดทิ้งเจ้าเอาไว้กับข้าเช่นนี้“เสียงของกู้เซียนเซียนเอ่ยถามจากความสงสัยที่สะสมมาตลอดในช่วงหลายวันมา ปกติต่อให้มีงานยุ่งแค่ไหนนายท่านลู่ก็จะต้องปลีกตัวมาให้บุตรสาวเห็นหน้าไม่เคยขาด แม้ว่าจะแค่นั่งรถม้ามารับนางกลับจวนก็ตามนั่นเพราะลู่หลินคือแก้วตาดวงใจกหนึ่งเดียวของเขา
แต่นางเห็นเด็กน้อยทำเพียงส่ายหน้าแทนคำตอบว่านางเองก็ไม่รู้เช่นกัน
“ ไม่รู้งั้นหรือ เช่นนั้นก็น่าแปลกไม่ใช่ว่าออกนอกเมืองไปค้าขายแล้วนะ “ กู้เซียนเซียนคิดถึงความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะทำให้นายท่านลู่หายหน้าไปในช่วงนี้ก่อนมองไปรอบๆ ‘ ตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีเหมาะแก่การเคลื่อนย้ายสินค้าจริงๆนั่นแหล่ะ ‘ นางคิดประเมินอยู่ในใจเงียบๆสายตาเหล่ไปมองเหล่าพ่อค้าที่มาพำนักอยู่ที่โรงเตี้ยมของนางเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้าไปด้วย ‘ หากคนยังพลุกพล่านอยู่เช่นนี้สงสัยจะต้องเปิดขยายพื้นที่ต่ออีกหน่อยดีกว่าหรือไม่ ‘ ภาพของเงินทองที่ไหลมาเทมาอยู่ในหัวของกู้เซียนเซียนทำให้นางเผลออดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาไม่ได้
เฝิงหลานที่กำลังยืนเช็ดจานกระเบื้องเงียบๆอยู่ไม่ไกลแม้จะไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ก็ได้ยินเสียงพูดคุยอยู่คนเดียวของกู้เซียนเซียนอย่างชัดเจน
วันนี้เป็นอีกวันที่นางตั้งใจแต่งหน้าแต่งตัวอย่างพิถีพิถันจนไม่เหลือภาพจำของเด็กสาวอพยพเช่นในวันแรกๆที่พวกนางเดินทางมาถึงทุกวันนี้นางคือเถ้าแก่เนี้ยที่มีตัวตนคนหนึ่ง เป็นที่รู้จักของเหล่านักเดินทางเป็นอย่างดียิ่งนางบรรจงแต่งหน้าอย่างประณีต สวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าไหมดิ้นทองเนื้อดีที่มีราคาค่างวดไม่ต่างจากผ้าที่เหล่าฮูหยินและคุณหนูในจวนใหญ่ๆในเมืองตัดเย็บใส่กัน โดยเฉพาะในวันนี้ นางสวมเสื้อสีเลือดหมูตัดเย็บพอดีตัวขับเน้นเลือดฝาดบนใบหน้าให้ดูสวยงามอ่อนหวานขึ้นตามวัย ผ้าแถบรัดเอวสีขาวช่วงกลางลำตัวตัดกับเสื้อสีเข้มช่วยอวดทรวดทรงอ้อนเอ้นของนางให้น่ามองยิ่งขึ้นไปอีก
ผิดกลับท่าทางที่เฝิงหลานแสดงออกมาหมู่นี้นางเซื่องซึมลงมาก สีหน้าแววตาหม่นหมอง แม้จะพยายามปิดบังกลบเกลื่อนแต่กู้เซียนเซียนยังคงรับรู้ได้ว่าคนสนิทของนางต่างไปจากเมื่อก่อน ไม่ร่าเริงไม่พูดคุยเล่นเหมือนเคย ความห่างเหินคืบคลานเข้ามาโดยที่คนทั้งสองต่างไม่รู้ตัว
“ลู่หลินวันนี้เย็นแล้วพวกเรากลับบ้านกันเถอะ “ หลังคิดเรื่องการขยายกิจการไปได้อีกสักพักกู้เซียนเซียนจึงเอ่ยเรียกเด็กหญิงข้างตัวเสียงเบา
ลู่หลินที่กำลังนั่งเล่นตุ๊กตาตัวใหญ่ของนางอยู่พลันชะงักเงยหน้ามองตามเสียงของกู้เซียนเซียน ก่อนมองไปรอบๆ ตัวเมื่อเห็นว่าเย็นมากแล้ว จึงพยักหน้าและกระโดดลงมาจากตั่งเตี้ยที่นั่งเล่นอยู่
ระหว่างพากันเดินออกมาทางด้านหลังของโรงเตี้ยมที่มีแขกอยู่บางตาเฝิงหลานที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วจึงหันมายิ้มให้กับคนที่เพิ่งเดินมาถึง “ นายน้อยวันนี้แขกมีไม่มาก พวกเรากลับพร้อมกันเถอะ “ นางเอ่ยทักออกมาทางหนุ่มน้อยไป๋เซียน
ใบหน้าเล็กๆของกู้เซียนเซียนปรากฏร่องรอยความดีใจอย่างปิดบังหลังได้ยินเฝิงหลานเอ่ยประโยคนี้ นานหลายวันแล้วที่เฝิงหลานไม่ได้กลับไปที่บ้านหลังน้อยในเมืองและนี่กลับเป็นนางที่เอ่ยปากออกมาเอง มือขาวเนียนของกู้เซียนเซียนรีบคว้าจับมือของเฝิงหลานจูงออกไปทางประตูใหญ่ทางด้านหลังที่มีรถม้าขนาดใหญ่สองคันจอดรออยู่ก่อนแล้วป้องกันไม่ให้มีคนเปลี่ยนใจขึ้นมาอย่างกระทันหัน
ในรถม้าเฝิงหลานและลู่หลินกำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานมือข้างหนึ่งของเฝิงหลานยังป้อนขนมที่ถูกเตรียมไว้ให้ในรถม้าให้ลู่หลินไปด้วย ส่วนกู้เซียนเซียนกำลังนอนหลับสับปะหงกอยู่อีกด้านทำให้ในระหว่างที่รถม้าเคลื่อนตัวออกไป กลับไม่มีใครสังเกตว่ามันได้เปลี่ยนทิศทางเลี้ยวออกไปยังถนนนอกเมืองช้าๆ
ขณะที่รถม้าวิ่งออกมาได้ไกลระยะหนึ่งแล้วกู้เซียนเซียนถึงตระหนักได้ว่ารอบๆตัวนั้นเริ่มมืดลงและแม้ว่าจะสะลึมสะลืออยู่แต่ก็ยังรับรู้ได้ถึงสิ่งผิดปกติรถม้าไม่ได้ผ่านเข้าประตูเมืองไปเหมือนทุกครั้งทั้งๆที่เวลานานขนาดนี้แล้วควรจะต้องถึงจุดที่คนพลุกพล่านได้ตั้งนานแล้ว แต่แถวนี้นอกจากเสียงล้อรถบดถนนแล้ว กลับไม่มีเสียงผู้คนจากภายนอกเลย นางรีบสลัดความง่วงงุนทิ้งลุกขึ้นมาเปิดแง้มหน้าต่างเบาๆ แต่เพราะรอบด้านเริ่มมืดทำให้นางเองก็ไม่สามารถบอกตำแหน่งที่พวกนางอยู่ได้อย่างชัดเจน
กู้เซียนเซียนไม่ได้ทำตัวผิดปกติเพียงแต่สะกิดที่ไหล่ของเฝิงหลานเบาๆ “ อาหลาน ข้าว่าเราไม่ได้กำลังตรงกลับเข้าไปในเมืองเจ้ารู้สึกหรือไม่ “ ประโยคนี้ทำให้เฝิงหลานพลันชะงักไปทันที ก่อนค่อยๆเปิดแง้มหน้าต่างข้างตัวเล็กน้อย
แถวนี้ไม่ใช่เขตเมืองที่นางคุ้นเคยจริงๆแต่คนของนายท่านลู่ จะพาพวกนางมาแถวนี้ทำไมกันในเวลาเช่นนี้ เฝิงหลานครุ่นคิดอยู่ในใจเงียบๆ
“ คุณหนู บ่าวจะถามคนขับให้รู้เรื่อง “ เฝิงหลานมองเห็นหน้าคนขับรถม้าอย่างชัดเจนก่อนที่จะขึ้นมายังยิ้มทักทายกันอยู่ คนคนนี้แม้ไม่ใช่คนขับประจำตัวของลู่หลิน แต่ก็เป็นคนคุ้นเคยกันแทบทั้งสิ้น ดังนั้นการที่เขาขับพาพวกนางออกนอกเส้นทางเช่นนี้ความเป็นไปได้มากที่สุดจึงน่าจะเป็นคำสั่งของลู่หาน
กู้เซียนเซียนพยักหน้า ก่อนดึงลู่หลินให้ขยับมานั่งข้างๆนาง
เฝิงหลานย่อตัวมุดออกไปยังด้านหน้าทันที “ นี่.. เจ้าจะพวกพวกเราไปไหนกันแน่ใยไม่บอกกล่าวกันก่อน “ นางเอ่ยกล่าวใส่แผ่นหลังของชายผู้หนึ่งที่กำลังบังคับรถม้าอยู่
มือของเขายังไม่หยุดกระตุกสายบังเหียนสายตายังคงจดจ้องไปทางด้านหน้า แต่ก็เอ่ยตอบกลับมาว่า “ อีกเดี๋ยวก็จะถึงแล้วเจ้ากลับไปนั่งภายในรถให้ดีเถอะ “
“ ข้าเพียงอยากรู้เท่านั้นเหตุใดไม่ไปแต่หัววัน เวลานี้ไม่เช้าแล้วยังจะไปที่ไหนอีก กลับเข้าเมืองเดี๋ยวนี้ “ เฝิงหลานยังคงไม่ยอมแพ้นางยังพูดต่อไป เพียงแต่รอบนี้ไม่มีเสียงตอบกลับมาเหมือนเช่นรอบแรก
นางนั่งจ้องแผ่นหลังของคนคุ้นเคยอีกครู่หนึ่งถึงได้ถอยกลับเข้ามาภายใน
“คุณหนู ข้าว่ามันแปลกจริงๆ ปกตินายท่านลู่ทำอะไรจะบอกกล่าวเราก่อนเสมอ ทำไมรอบนี้คิดอยากจะพาพวกเราออกนอกเมืองก็พาออกมาทั้งแบบนี้“
กู้เซียนเซียนก็กำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่เช่นกันเพียงแต่นางมั่นใจว่าต้องไม่ใช่คำสั่งของลู่หานจนอดไม่ได้ที่จะกังวลกับสภาพการของพวกตนพอๆกับที่นางกำลังกังวลว่าอาหญิงจะรอจนเป็นห่วง
“ เช่นนั้นต่อให้วุ่นวายไปก็ไม่มีประโยชน์พวกเรารอก่อนเถอะ “ กู้เซียนเซียนเอ่ยพร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่นในหัวคิดประเมินถึงสิ่งอาจจะเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลาผิดกับเฝิงหลานที่ดูจะผ่อนคลายกว่ามาก
รถม้าวิ่งฝ่าความมืดออกไปได้อีกสักพักก็มาหยุดอยู่หน้าเรือนร้างชั้นเดียวหลังหนึ่ง
ก่อนจะมีเสียงชายผู้หนึ่งตะโกนเข้ามา“ พวกที่อยู่ในรถออกมากันได้แล้ว “
กู้เซียนเซียนมองหน้าเฝิงหลานและลู่หลินก่อนพยักหน้าให้กัน โดยกู้เซียนเซียนโผล่หน้าออกมาก่อนเป็นคนแรก แต่นางยังไม่ยอมลงจากรถม้าเพราะสภาพแวดล้อมภายนอกที่เห็นอยู่นั้น ไม่ควรจะเป็นสถานที่ที่เตรียมไว้เพื่อต้อนรับพวกนางสักเท่าไหร่
" ที่นี่คือ ?"กู้เซียนเซียนเอ่ยถามออกมาเหมือนไม่ได้ตั้งใจ
คนขับรถม้าที่ขณะนี้ไปยืนรออยู่ที่ด้านข้างแล้วกล่าวขึ้นแก่นางว่า “ ลงมาเถอะ นายท่านรออยู่ด้านใน “
‘ ในเรือนทึบๆอับๆนี่หน่ะหรือ ‘ กู้เซียนเซียนคิดอยู่ในใจขณะที่นางยังคงลังเล ขายังไม่ทันจะก้าวลงจากรถม้า หางตาไผล่ไปเห็นกลุ่มคนที่กำลังกระโดดลงมาจากรถม้าคันที่สองที่จอดห่างกันอยู่ไม่ไกลจากคันของนาง เป็นกลุ่มคนชายหญิงที่ไม่ใช่บ่าวไพร่ที่นางคุ้นหน้าไม่ใช่บ่าวสตรีของลู่หลิน แต่ละคนล้วนมีสีหน้าและแววตาเคร่งเครียด การแต่งกายก็ไร้ระเบียบแบบแผนแตกต่างจากคนที่มาจากจวนตระกูลใหญ่กู้เซียนเซียนถึงกับชะงักกึกไปในทันที ขาที่กำลังจะก้าวลงมาจากรถม้าก็ชักกลับขึ้นมาที่ด้านบนเช่นเดิม
คนที่รออยู่เบื้องล่างกลับเลิกคิ้วมองดูการกระทำของนางเงียบๆ
ตอนที่กู้เซียนเซียนกำลังหาทางออกจากเหตุประหลาดตรงหน้า สายตาเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนจากปลายมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ด้านข้างม้าตัวเขื่องในหัวปรากฏหนทางเอาตัวรอดขึ้นมาทันทีทำให้ประกายตาพลันสว่างวาบ มือเล็กๆรีบดึงมีดสั้นออกมาและแทงมันลงไปที่สะโพกของม้าหนึ่งในสองตัวที่ด้านหน้าทำให้มันตื่นตกใจแผดร้องเสียงดัง‘ ฮี๊ๆๆๆ‘ ก่อนตะกุยขาหน้าขึ้นสูง ลากม้าอีกตัววิ่งเตลิดเหวี่ยงซ้ายขวาพังรั้วไม้เตี้ยๆควบทะยานออกไปจากบริเวณเรือนร้างแห่งนั้นทันที พร้อมๆกับเสียงหวีดร้องตกใจไม่ทันจะตั้งหลักของคนที่ยังอยู่ภายในรถม้า
กู้เซียนเซียนที่เตรียมตัวไว้ก่อนแล้วรีบจับราวด้านข้างไว้แน่นก่อนค่อยๆเหวี่ยงตัวเองหลุบเข้าไปภายในรถม้าทันที
เพราะเหตุการเกิดขึ้นอย่างกระทันหันเฝิงหลานและลู่หลินที่อยู่ภายในจึงมีสภาพทุลักทุเลไม่ต่างจากกู้เซียนเซียนที่เพิ่งกลิ้งตัวขลุกขลักเข้ามา
ก่อนที่นางจะคลานลงบนพื้นเพื่อไปปิดประตูให้แน่น
“คุณหนู เกิดอะไรขึ้น “ เฝิงหลานกัดฟันถามขณะที่รถม้าควบทะยานโคลงเคลงเหวี่ยงซ้ายปาดขวาไปมาจนคนด้านในไม่สามารถหยุงตัวได้มือของกู้เซียนเซียนค่อยๆกวาดข้าวของที่หล่นกระจัดกระจายอยู่ที่พื้นระหว่างที่คลานกลับมายังด้านในตัวรถ
ม้าพยศหนึ่งตัวทำให้อีกตัวเกิดคลุ้มคลั่งตามไปสิ่งนี้รุนแรงเกินกว่าที่กู้เซียนเซียนจินตนาการไว้มาก นางเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาหากไม่ใช่อย่างที่นางคิด หากด้านในเรือนมีนายท่านลู่ รออยู่จริงๆหล่ะ เพียงแต่สัณชาตญาณบอกนางว่าลู่หานไม่มีทางนัดพวกนางมาด้านนอกเมืองเช่นนี้แน่ โดยเฉพาะลู่หลินเองก็อยู่ภายในรถม้าอย่างน้อยเขาต้องส่งคนสนิทมารอรับ ไม่ใช่ส่งคนดูแลแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งมาเช่นนี้
“ อาหลาน ข้าคิดว่านี่เป็นกับดัก ในบ้านหลังนั้นหากเราเข้าไปไม่รู้จะมีโอกาสออกมาอีกไหม.. ข้าจำเป็นต้องทำ ให้ม้า..ตื่นนนหาทางหลบหนีออกมาก่อน “ ระหว่างที่พูดมือของกู้เซียนเซียนก็ยังพยายามจะดับตะเกียงที่หล่นอยู่ที่พื้นรถไปด้วยมืออีกข้างยึดเกาะกับเก้าอี้ด้านข้างไว้แน่น “สายตาเหลือบมองไปที่ลู่หลิน เห็นนางยังคงคว้าจับราวไม้ด้านหลังรถไว้อย่างเหนียวแน่นจึงเพียงส่งยิ้มฮึกเหิมไปให้เท่านั้น ก่อนได้ยินเสียงเฝิงหลานเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงห้วนสั้น“ เขาบอกท่านว่าอย่างไรกันแน่“
กู้เซียนเซียนหันหน้าไปมองเฝิงหลานโดยอาศัยไฟจากตะเกียงดวงสุดท้ายภายในรถม้าเสี้ยวขณะไม่ถึงหนึ่งซุ่นนางรู้สึกเหมือนได้เห็นประกายตาแข็งกร้าวไม่พอใจของเฝิงหลานปรากฏออกมาเพียงแต่แววตานั้นก็มลายหายไปอย่างรวดเร็วจนกู้เซียนเซียนไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางหวาดระแวงมากเกินไปหรือไม่
“ พวกเขาบอกว่านายท่านลู่รออยู่ด้านในแต่…แต่ข้าไม่เชื่อ. หากเขาอยู่จริง เขาต้องออกมารับลู่หลินด้วยตนเอง“
“ แล้ว ? “ เฝิงหลานเอ่ยออกมาอีกหนึ่งคำด้วยน้ำเสียงที่สะกดความตื่นตระหนกระคนความไม่พอใจไว้กลายๆ นางคิดจริงๆว่าคนที่รออยู่จะต้องเป็นลู่หานด้วยฝีมือของเขา ด้วยความสามารถของเขา เมืองนี้ก็เป็นถิ่นของเขา ห่างเพียงแค่ปลายจมูกไม่มีทางเปิดโอกาสให้ใครมาลักพาตัวบุตรสาวของตนเองไปได้อย่างแน่นอนมีเพียงเด็กน้อยอย่างกู้เซียนเซียนเท่านั้นที่คิดไม่ได้
“ ข้าเลยใช้มีดเล็กๆแทงไปที่ม้า..แล้วก็เป็นอย่างเช่นตอนนี้แหล่ะ.. อ๊ะ.. “ กู้เซียนเซียนยังคงยิ้มตอบกลับคนสนิทของนางโดยไม่ใส่ใจต่อน้ำเสียงที่แปลกประหลาดนั่น มือคว้าจับเก้าอี้ข้างตัวให้แน่นขึ้นอีกเพราะล้อรถบดผ่านพื้นถนนขรุขระก่อนจะเอ่ยต่อออกมาอีกประโยค “ พวกเรารีบดับไฟที่เหลือเถอะ ใช้ความมืดอำพรางตัว“ เพียงแต่เฝิงหลานกลับไม่ขยับตัวมือของนางยังคงคว้าจับราวไม้เดียวกันกับลู่หลินไว้แน่น
แต่ไม่นานไฟภายในรถม้าพลันดับมืดลงด้วยฝีมือของกู้เซียนเซียนคงเหลือแต่ตะเกียงด้านนอกเท่านั้น ที่ยังคงสว่างอยู่ ขณะที่นางกำลังพยายามจะคลานออกไปยังด้านหน้าเพื่อหาทางดับไฟและบังคับม้าที่กำลังคลุ้มคลั่งพลันได้ยินเสียงกีบเท้าม้าจำนวนมากวิ่งควบมาตามทางด้านหลังของพวกนาง
“ บัดซบ ! จับเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่สุดให้ได้ที่เหลือฆ่าทิ้งทั้งหมด “ เสียงแข็งกร้าวของชายผู้หนึ่งออกคำสั่งแข่งกับเสียงลมที่พัดสวนกับเส้นทางที่ม้าควบตะบึงอยู่
แค่เพียงพริบตาเดียวขณะที่กู้เซียนเซียนกำลังพยายามฟังเสียงจากภายนอกก็มีเสียง “ ฟิ้ววว ฉึก ฉึก ตึก ตึก ฟิ้วว ..“ หลายต่อหลายครั้ง ดังตามมารอบๆรถม้า
พวกเขาถึงกับยิงธนูใส่รถม้าของนางไม่เปิดโอกาสให้หลบหนีได้เลย แต่สิ่งที่น่ากลัวกลับไม่ใช่ธนูพวกนี้ แต่นางกำลังกังวลว่าธนูไร้ตาจะไปยิงโดนม้าสองตัวเข้าให้อีกหรือกระทั่งว่าพวกเขาอาจใช้ธนูเพลิง
และสิ่งที่นางกลัวก็เป็นความจริงขึ้นมาระหว่างที่มีเสียงธนูยิงฝ่าอากาศดังแทรกเข้ามารอบๆตัว ก็มีเสียงคนจำนวนมากจากภายนอกเริ่มต่อสู้ฆ่าฟันกันอย่างดุเดือดเสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งเหมือนอยู่ไกล้หลายครั้งก็ขยับออกห่างไปจากตัวรถ ทันใดนั้นรถม้าก็ถูกกระชากอย่างแรงจนวิ่งออกไปด้วยแรงมหาศาลอีกครั้งพร้อมๆกับเสียงม้าสองตัวที่กำลังลากพวกนางอยู่ส่งเสียงร้อง “ ฮี้ๆๆๆ!! “ ลากยาวด้วยความเจ็บปวด
ท่ามกลางความสับสนชุลมุนเบื้องหลังทั้งเสียงตะโกนสั่งการ เสียงดาบและกระบี่ที่ปะทะกันดังสนั่นไล่ตามมาด้วยม้าหลายตัวและเสียงคนที่บาดเจ็บร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วบริเวณ
“ คุ้มครอง…คุณหนู“ เสียงเฉิงเต๋อคนสนิทของลู่หานดังขึ้นอย่างขาดช่วงตามมาด้วยเสียงบุรุษอีกคนหนึ่ง “ ด้านหน้าเป็นหน้าผารีบหยุดม้าไว้เร็ว “ สิ้นเสียงนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ภายในรถม้าต่างหันมามองหน้ากันด้วยความตกใจเพราะเส้นทางนี้หากเป็นเวลากลางวัน พวกนางเคยผ่านมาบ้างจุดที่เป็นหน้าผาที่คนเหล่านั้นพูดถึงอยู่ห่างจากตัวเมืองเกือบยี่สิบหลี่บริเวณนั้นเป็นทางเนินขึ้นเขาขนาบข้างด้วยหน้าผายาวไปสิ้นสุดที่ผาขาดอีกด้านหนึ่งหรือตอนนี้พวกนางจะวิ่งอยู่บนเส้นทางนั้น
กู้เซียนเซียนคลานไปจับตัวลู่หลินให้นางไปนั่งชิดทางฝั่งเฝิงหลานให้มากขึ้นตัวนางเองเอี้ยวตัวไปเปิดหน้าต่างบานเล็ก เพียงแต่รอบข้างนั้นมืดสนิท แยกไม่ออกว่าหลังแนวป่าถัดไปเป็นหุบแหวหรือแนวกำแพงภูเขาเพียงแต่ความรู้สึกที่ม้าวิ่งทะยานพาขึ้นไปยังที่สูงนั้นกลับชัดเจน
รถม้ายังคงวิ่งตะบึงไปด้านหน้าอย่างบ้าคลั่งฝ่าความมืดไปอย่างไร้ทิศทางเสียงหัวใจของคนที่อยู่ภายในรถม้ากลับเต้นตึงตังไม่เป็นจังหวะยิ่งกว่า เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลอาบบนใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษของคนทั้งสามแววตาเต็มไปด้วยความตึงเครียด ลู่หลินตอนนี้เองก็กอดเอวของเฝิงหลานไว้แน่นทำให้เฝิงหลานอดที่จะปลอบโยนนางไม่ได้ “ อย่ากังวลเลย เดี๋ยวพ่อเจ้าก็มาช่วยพวกเราได้แล้ว“ แม้เสียงของนางที่เอ่ยออกมาจะสั่นสะท้านกัดฟันพูดจนได้ยินเสียงกระทบกันดังกึกๆ เนื้อตัวสั่นเทาที่เกิดขึ้นไม่รู้ว่ามาจากร่างของเฝิงหลานหรือลู่หลินกันแน่แต่นางยังคงมั่นใจว่า ลู่หานจะต้องมาช่วยพวกนางทันเวลา ตอนนี้ในหัวของเฝิงหลานมีเพียงภาพของลู่หานผู้เดียวเท่านั้น
กู้เซียนเซียนนอนคว่ำอยู่บนพื้นมือข้างหนึ่งยึดกับขอบหน้าต่างไว้สายตามองตรงไปยังเบื้องหน้าพลันได้ยินเสียงคนจากด้านนอกตะโกนขึ้นมาอีกครั้งว่า “ ได้ตัวแล้ว“ สิ้นเสียงที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ในสายตาก็ปรากฏบุรุษร่างใหญ่ผู้หนึ่งเปิดประตูรถม้าเข้ามาแม้เขาจะยังยืนได้ไม่มั่นคงแต่ดาบโค้งสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวในตอนแรกก็ถูกดึงออกมาอย่างรวดเร็วก่อนจะวาดผ่านหน้ามาทางที่ลู่หลินทันที กู้เซียนเซียนที่นอนเหยียดยาวอยู่ด้านข้างและอยู่ไกล้กับชายคนนั้นมากที่สุดจึงออกแรงถีบเข้าไปที่ขาของเขาอย่างแรง
เพราะรถม้าวิ่งส่ายไปมาทำให้การทรงตัวยากอยู่แล้ว เมื่อถูกกู้เซียนเซียนถีบเข้าที่ขาอีก แม้จะไม่ได้แรงมากแต่ส่งผลให้ชายผู้นั้นถึงกับเซล้มลงไปที่ด้านข้างดาบที่เหวี่ยงลงมากลับเปลี่ยนทิศทางกวาดขวางลงมาระหว่างนางและลู่หลินแทน
ดาบแรกพลาดเป้าไปเพียงเสี้ยวทันทีที่เขาตั้งหลักได้แม้จะยังอยู่ในท่านั่งประคองตัวที่พื้นภายในพื้นที่แคบสลัวแต่เพราะมีประกายดาบสีเงินยวงสะท้อนอยู่ทำให้เห็นว่าปลายดาบของเขายังคงพุ่งตรงเข้าไปหาเป้าหมายต่อทันที
ชั่วพริบตานั้นลู่หลินที่อยู่ในอาการตกใจรีบซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของเฝิงหลานแน่นขึ้นตามสัญชาตญาณทำให้ร่างของเฝิงหลานบังร่างเล็กๆนั้นไว้แทบจะทั้งตัว
“ระวัง !“ สิ้นเสียงของกู้เซียนเซียน ดาบสั้นปลายแหลมในมือชายคนนั้นก็ปักเข้าไปที่ด้านหลังบริเวณไหล่บอบบางของเฝิงหลานแล้วกู้เซียนเซียนอ้าปากกว้างอย่างตกตะลึง “เฝิงหลาน! “
“ อ๊า อะ..อ .” เฝิงหลานกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดมือสั่นเทาข้างหนึ่งเลื่อนมาจับบนบ่าของตนเองในขณะที่ชายฉกรรจ์ดึงดาบกลับออกมาและกำลังจะแทงดาบซ้ำเข้าไปอีกครั้งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถม้ากระชากตัวขึ้นอีก ทำให้เขาเสียจังหวะผงะหงายหลังแต่คนที่เหลือในรถกลับถูกเหวี่ยงไปกระแทกติดที่ข้างฝาด้านใน พริบตาเดียวที่เขาตั้งตัวได้ก่อนใครดาบในมือพลันยกสูงขึ้นอีก
“ ไม่! “ เสียงของกู้เซียนเซียนตะโกนออกมาในความมืดตอนนี้นางกระเด็นกลับมาอยู่ทางด้านหน้าของเฝิงหลานและลู่หลินแล้ว นางรีบประคองตัวขึ้นก่อนกระโจนขึ้นคร่อมใช้ร่างตนเองบังคนทั้งสองไว้จนมิด ดาบสั้นที่เหวี่ยงลงมาแต่ทิศทางกลับไม่แม่นยำจากแรงเหวี่ยงของรถม้าก็กรีดยาวลงบนแผ่นหลังของนางทันที
“อ๊ะ .. ” นางกัดฟันข่มความเจ็บปวดเจียนขาดใจไม่เปล่งเสียงร้องออกมาอีกเพราะความแสบทรมานที่แผ่นหลังทำให้นางไม่แม้แต่จะหาทางป้องกันตัวต่อไป แต่มือสองข้างยังคงกอดตะคองเฝิงหลานและลู่หลินไว้แน่นไม่ขยับถอยหนี
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตาไม่มีเวลาให้ทุกคนได้ตั้งสติคิดหาแผนการใดๆมารองรับ กระทั่งกู้เซียนเซียนเองยังคิดว่านางคงต้องตายอยู่ที่นี่แล้วแต่สิ่งที่จินตนาการไว้ในหัวกลับไม่เกิดขึ้น ชั่วขณะที่เวลาเหมือนจะหยุดเดิน แบ่งแยกความเป็นความตายเพียงเส้นบางๆนั้นกลับมีชายฉกรรจ์อีกคนพุ่งตัวเข้ามาภายในรถม้าแทงกระบี่เข้าไปที่คอจากทางด้านหลังของชายที่เงื้องดาบเตรียมจะฟันลงมาก่อนที่เขาจะกระอักเลือดดวงตาเบิกโพลงและสิ้นใจตายในดาบเดียว ร่างหนาเซล้มมาทางด้านหลังตามทิศของกระบี่บางเฉียบในมือของชายที่มาใหม่
เพราะแสงจากคบเพลิงในมือของชายหนุ่มทำให้กู้เซียนเซียนค่อยๆผินหน้าหันกลับไปมองแม้จะไม่รู้จักชายแปลกหน้าคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ แต่เพราะในมือเขาถือกระบี่ยาวแต่ไม่ได้พาดฟันลงมาอีกนางจึงมั่นใจว่าเขาน่าจะเป็นหนึ่งในองครักษ์ของลู่หลิน แต่ในห้วงเวลาที่ไม่เหลือช่องว่างให้ไตร่ตรองชายผู้นั้นกลับกระชากบ่าของกู้เซียนเซียนให้ถอยออกไปด้านข้างอย่างไม่ออมแรง จนนางต้องกัดฟันถอยร่นไปทางด้านข้างตามแรงเหวี่ยงก่อนที่เขาจะยื่นคบเพลิงในมือไปทางลู่หลิน สำรวจอย่างรวดเร็วแว่บหนึ่ง เมื่อเห็นนางยังปลอดภัยไร้บาดแผล เขาจึงรีบมุดออกไปภายนอกรถม้าทันที
เมื่อความสว่างเมื่อครู่หายไปกู้เซียนเซียนรีบตะกายตัวถอยมานั่งพิงผนังรถม้าอย่างทุลักทุเล
เฝิงหลานที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะตัวนางเองก็เบี่ยงตัวหลบดาบที่เงื้องฟาดลงมา ประกอบกับบาดเจ็บจากบาดแผลที่ถูกแทงความตกใจระคนกันกับห้วงเวลาที่อยู่ห่างจากความตายเพียงไม่ถึงซุ่น ทำให้ชั่วขณะนั้นนางเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ถึงจิตวิญญาณว่า นางกลัวตาย ที่ผ่านมาแม้นางจะเผชิญกับความยากลำบากขนาดไหนก็ตามแต่ก็ยังอยู่ห่างไกลจากความตายมาโดยตลอด นางยังเคยภูมิใจกับสติปัญญาของตนเองที่เหนือกว่ากู้เซียนเซียนภูมิใจที่สามารถพานายหญิงของตนผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคต่างๆมาได้ ยืนหยัดเคียงข้างร่วมสร้างฐานะมาด้วยกันจนนางเริ่มมีทุกอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะได้มา จากหนึ่งเพิ่มเป็นสองไปเรื่อยๆ จนทบทวีแลกกับหยาดเหงื่อที่นางทุ่มเท เฝิงหลานไม่เคยคิดว่าเป็นการเอาเปรียบแต่ถือเป็นการแลกเปลี่ยนขาดอยู่เพียงสิ่งเดียวที่ยังไม่เคยได้ครอบครอง เหลือเพียงแค่ระยะเวลาและความพยายามไขว่ขว้าของนางเท่านั้นนางมั่นใจว่านางทำได้ เพียงแต่สิ่งนั้นยังมาไม่ถึง แต่นางกลับต้องมาตายอนาถอยู่ที่นี่ความรู้สึกเสียใจ คับข้องใจและกลัวตายแผ่เย็นเยียบจากหนังศีรษะลงไปลึกถึงกระดูก ทั่วทั้งร่างของเฝิงหลานพลันสั่นสะท้านลมหายใจติดขัดขาดห้วง ใจเต้นสั่นระรัวจนแทบจะปะทุออกมาแต่มือไม้กลับอ่อนแรง ทำได้แต่กัดฟันจนส่งเสียงดังกึกๆสวดมนต์ภาวนาในใจให้ตายอย่างไม่ทรมานมากนัก เวลานั้นนางไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับไปมองกู้เซียนเซียนที่กระโดดเข้ามาเอาร่างบังคร่อมร่างของพวกนางทั้งสองไว้ หลังจากที่ดาบซึ่งควรจะฟันลงมาที่คอหรือหลังของนางไม่เกิดขึ้นแต่นางยังคงก้มหน้าตัวสั่งงุดอยู่ต่ออีกชั่วขณะหนึ่งตอนที่เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งกลับเห็นเพียงร่างชายคนที่เงื้องดาบมาทางพวกนางล้มตัวลงนอนหงายอยู่ข้างๆแล้ว ส่วนอีกด้านกู้เซียนเซียนกำลังกระเถิบถอยหลังกลับไปนั่งพิงผนังรถม้า ท่ามกลางแสงสลัวมืดมิดภายในรถ
“ เฝิง .. หลาน.. จะ เจ้า เป็นนน อย่างไรบ้าง “ กู้เซียนเซียนกัดฟันเอ่ยตะกุกตะกักถามออกไปด้วยน้ำเสียงขาดห้วง เลือดจากแผ่นหลังไหลนองรวมกับเลือดของชายที่นอนไร้วิญญาณอยู่ที่ด้านข้าง
เฝิงหลานเพียงกัดฟันส่ายหน้ารู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดอบอวลอยู่ภายในรถม้า นางจึงหลุบตามองไปที่เด็กหญิงตัวเล็กด้านข้างที่ตอนนี้ซุกตัวนิ่งไม่ไหวติงมีเพียงสายตากลมโตที่มองตรงไปยังกู้เซียนเซียนเท่านั้น
เพราะภายในรถม้ามืดสลัวมีเพียงตะเกียงส่องสว่างที่เหลืออยู่เพียงดวงเดียวจากด้านนอกทำให้เฝิงหลานไม่ทันได้สังเกตเห็นอาการบาดเจ็บและใบหน้าที่ซีดเซียวของกู้เซียนเซียน
กู้เซียนเซียนเหลือบมองไปที่ด้านหน้าผ่านประตูรถม้าที่เปิดอ้าอยู่ เห็นคนสองคนพยายามจะหยุดม้าไว้ เพียงแต่ชั่วระยะเวลาสั้นๆพวกเขายังทำไม่สำเร็จ เฝิงหลานเองก็เห็นความเคลื่อนไหวนั้นเช่นกันนางรีบดึงเอาลู่หลินมาโอบกอดไว้อีกครั้งด้วยแขนข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ท่ามกลางรถม้าที่ยังห้อตะบึงไปข้างหน้าเพียงแต่ไม่ได้ควบทะยานตึงตันเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีก
ม้าที่บาดเจ็บยังคงทะยานต่อไปจนบุรุษหนึ่งในสองคนตัดสินใจใช้ดาบฟันเข้ากับเครื่องพันธนาการทั้งหมดที่ผูกติดระหว่างตัวม้าและรถไว้พวกเขาไม่คิดจะฆ่าม้าในเวลาเช่นนี้ เพราะหากมันทั้งคู่ไม่ตายพร้อมกันในดาบเดียวจะยิ่งทำให้พวกมันคลุ้มคลั่งมากยิ่งขึ้น
กู้เซียนเซียนเข้าใจได้ทันทีว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรระหว่างนั้นเฝิงหลานก็คิดได้เช่นกัน นางกระเถิบตัวคืบคลานออกไปที่ประตูรถม้า ในอ้อมแขนยังมีลู่หลินที่นางโอบกอดไว้แน่นอยู่ด้วยก่อนที่ชายอีกคนหนึ่งจะตะโกนขึ้นมา “ ข้าจะตัดเชือกออกจากม้าสองตัวนี่ รถม้าอาจจะเหวี่ยงมากขึ้นพวกเราจะกระโดดลงไปตอนที่รถชะลอตัวช้าลง “ เขาเอ่ยบอกแก่เฝิงหลานที่นั่งอยู่ทางด้านหลังโดยไม่ได้หันกลับมามอง
ต้องบอกว่าระหว่างชายสองคนนี้และเฝิงหลานยังพอมีความคุ้นเคยกันอยู่บ้างเพราะเฝิงหลานเคยเดินเข้าออกจวนตระกูลลู่อยู่เป็นประจำ ทั้งยังเคยนอนค้างคืนในจวนในฐานะแขกของนายท่านลู่อยู่หลายคืน ผิดกับกู้เซียนเซียนที่แทบไม่เคยมีใครในจวนรู้จักดังนั้นหากพูดถึงสถานะและความสำคัญ คนนอกย่อมมองว่าเฝิงหลานนั้นมีน้ำหนักในใจต่อนายท่านลู่มากกว่าเด็กหนุ่มหน้าอ่อนที่อยู่ภายในรถม้า
เพราะเจ็บปวดจากแผลที่ด้านหลังทำให้กู้เซียนเซียนไม่สามารถขยับตัวออกไปทางด้านหน้าได้อย่างที่เฝิงหลานทำนางเพียงกัดฟันอดทนเตรียมหาทางคลานออกไป เหงื่อจำนวนมากไหลท่วมกรอบหน้าเล็กซีดเซียวในขณะที่สติเริ่มลางเลือน สายตากลับยิ่งพร่ามัวยิ่งกว่า
“ ฉับ.. “ เสียงดาบตวัดตัดเชือกสองเส้นสุดท้ายขาดออกพร้อมกันทันทีที่ม้าเป็นอิสระ ก็ถีบตัววิ่งทะยานออกไปคนละทิศละทาง รถม้าที่ไร้พันธนาการก็หมุนควงเป็นวง เหวี่ยงไปทางด้านข้างอย่างแรง จนกู้เซียนเซียนที่แม้จะพิงร่างอยู่ที่ผนังก็ยังปลิวกระแทกไปยังผนังอีกด้านของรถม้าทันทีเลือดที่ไหลท่วมอยู่ที่กลางหลังทาทับฉาบผนังจนเป็นปื้นสีแดงไปทั่วบริเวณ ในหัวของนางเริ่มหนักอึ้งจนแทบประคองสติเอาไว้ไม่อยู่แต่ใจยังอดเป็นห่วงคนสองคนทางด้านหน้าไม่ได้ สายตาของนางพยายามจะเพ่งมองผ่านความมืดสลัวจากด้านในไปยังทิศทางที่พวกเขานั่งอยู่เห็นชายหนึ่งในสองอุ้มลู่หลินไว้ก่อนกระโดดออกจากรถม้าหายไปในความมืดอย่างไร้เสียง เฝิงหลานที่นั่งอยู่ทางด้านหน้าเหลือบตามองกู้เซียนเซียนที่นอนตะแคงอยู่บนพื้นเพียงชั่วอึดใจก่อนผินหน้ากลับไป แม้จะเป็นเวลาเพียงเสี้ยวลมหายใจ แต่กู้เซียนเซียนกลับมองเห็นสายตางดงามภายใต้คิ้วที่บรรจงวาดตวัดเฉียงคู่นั้นได้อย่างชัดเจนสายตาที่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดมุ่งมั่นและทะเยอทะยาน แม้จะปรากฏร่องรอยของความอาลัยแต่กลับไร้ความลังเล เป็นสายตาที่กู้เซียนเซียนไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดระยะเวลาเก้าปีที่รู้จักกันสมองของกู้เซียนเซียนพลันขาวโพลนจนด้านชา ปลายนิ้วสั่นระริกยื่นออกไปตามพื้นรถทางด้านหน้านางรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคนสนิท แรงเฮือกสุดท้ายที่จะคลานตามออกไปกลับเหือดหายไปจนหมดร่างกายพลันแข็งค้าง ได้ยินแต่เสียงของตัวเองเอ่ยราวกับกระซิบ ‘ เฝิงหลาน รอด้วย ‘ ก่อนที่บุรุษอีกคนจะรวบเฝิงหลานไว้ในอ้อมแขนด้วยมือข้างหนึ่งและคนสี่คนที่เคยนั่งอยู่เบื้องหน้านางก็หายออกไปจากครรลองสายตา
ในห้วงเวลานั้นราวกับว่าจะได้ยินเสียงเล็กๆที่ไม่คุ้นหูดังแว่วผ่านสายลม“ เซียน.. เซียน ! “
ภายในรถม้าเหลือนางอยู่เพียงคนเดียวที่ยังมีลมหายใจนางเหลือบมองไปยังร่างของบุรุษที่นอนหงายไร้ลมหายใจอยู่ข้างตัว สุดท้ายก็มีแค่ชายคนนี้เดินทางไปยมโลกเป็นเพื่อนนางนอกจากเสียงรถที่เหวี่ยงกระแทกกับต้นไม้เล็กๆรอบตัวแล้วก็ไม่มีเสียงอื่นๆอีก กู้เซียนเซียนยกยิ้มอย่างขมขื่นให้กับตนเองนางถูกทิ้งเสียแล้ว
รถม้าพลันหมุนคว้างอย่างแรงอีกรอบหลังไปกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างที่พื้นก่อนลอยตัวขึ้นสูง กระแทกร่างของกู้เซียนเซียนขึ้นไปถึงหลังคารถ พริบตานั้นร่างของนางพลันรู้สึกเบาโหวงไร้แรงกระแทกจากภายนอกเข้ามาเพิ่มอีก ก่อนที่จะร่วงตกลงมากระแทกเข้ากับผนังข้างหนึ่งของรถม้าอีกครั้งพร้อมๆกับเสียงไม้ปริแตกดังลั่นอยู่รอบตัวและเสียง ‘ ซู้ม ! ‘ดังสนั่นตามมาด้วยน้ำปริมาณมหาศาลที่ไหลทะลักบ่าเข้ามาทุกทิศทาง โอบล้อมรอบตัวนางไว้ก่อนม้วนดึงนางลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างทันที
ในค่ำคืนเดือนมืดผืนป่าปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ภายใต้เงาจันทราส่องสว่างเพียงลางเลือน เฝิงหลานที่นั่งตัวสั่นกลับมองเห็นสภาพของรถม้าที่หมุนคว้างได้อย่างชัดเจนจากแสงไฟสุดท้ายที่ด้านนอกตัวรถก่อนที่รถจะถูกเหวี่ยงตกลงไปยังหน้าผาเบื้องหน้า ห่างจากบริเวณที่นางนั่งอยู่ไม่ถึงครึ่งลี้นางค่อยๆลุกขึ้นยืน พาสองขาสั่นเทาก้าวเดินสั้นๆไปตามทิศทางนั้นอย่างเลื่อนลอย