ขณะที่มือขวาของหลัวหยางรับคัมภีร์วิชาที่ถูกส่งต่อมาจากชายชราผู้เป็นอาจารย์
น้ำหนักของมันเบาดุจขนนกแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเร้นลับที่ไม่อาจมองข้าม แผ่นปกคัมภีร์นั้นถูกเย็บร้อยด้วยด้ายสีเงินที่ขับแสงเรืองรองอยู่ตลอดเวลา ตัวอักษรสามตัวที่ถูกเขียนไว้ด้วยพู่กันสีครามกลางหน้าปกนั้น ค่อยๆเผยรูปลักษณ์ให้เห็นชัดเจนขึ้น
“กระบี่ยุทธสายฟ้า?”
หลัวหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ริมฝีปากขยับพึมพำออกมาอย่างไม่แน่ใจ
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายชราผู้ซึ่งยังคงลูบเครายาวของตนพลางยิ้มอย่างลึกซึ้ง
“ท่านอาจารย์.. นี่มันเป็นวิชาสำหรับผู้ที่เข้าสู่ระดับเปิดห้วงจิตวิญญาณแล้วไม่ใช่หรือ?”
น้ำเสียงของหลัวหยางแม้จะเต็มไปด้วยความเคารพ ทว่าในเนื้อหานั้นแฝงไปด้วยความกังขา
เพราะชายหนุ่มรู้ดีว่ากระบี่ยุทธสายฟ้าเป็นหนึ่งในวิชาระดับสูง ใช้ได้ผลอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อผู้ฝึกฝนสามารถปลดปล่อยปราณภายในออกมานอกกาย เพื่อสื่อสารและควบคุมพลังของสวรรค์และโลกได้อย่างอิสระ
วิชานี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระบวนท่าโจมตีด้วยกระบี่สายฟ้า หากแต่เป็นการสร้างปรากฏการณ์เร้าใจกลางสนามรบ
ผู้ฝึกจะสามารถร่ายกระบี่และผสานพลังสายฟ้าให้เคลื่อนไหวไปพร้อมกับจิตสังหารที่ปลดปล่อยออกมา
ฉะนั้นการที่วิชาเช่นนี้ถูกมอบให้กับเขาทั้งที่ยังอยู่ในระดับหลอมกายา จึงทำให้หลัวหยางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยทักด้วยความประหลาดใจ
“...............”
เขาเปิดหน้าคัมภีร์ดูผ่านๆ จนพบว่าเนื้อหาในคัมภีร์นั้นมิได้เกินจริง
วิชากระบี่ยุทธสายฟ้านั้นใช้พลังปราณที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ต้องอาศัยการควบคุมเส้นปราณทั้งเก้าให้ผสานกันเป็นวงแหวนสายฟ้าภายในร่าง ก่อนที่จะปล่อยออกมาในกระบวนท่าที่หนึ่งคือ “วายุพิโรธสะบั้นเมฆา” และตามมาด้วยกระบวนท่าที่สอง “สายฟ้าสังหารดับอัสนี”
ซึ่งมีพลังทำลายล้างมหาศาล ถึงแม้หลัวหยางจะสามารถจำกระบวนท่าทั้งหมดได้ในทันที
แต่ในฐานะผู้ฝึกฝนระดับหลอมกายา เขาก็ไม่อาจร่ายใช้พลังที่แท้จริงของมันออกมาได้มากกว่าหนึ่งส่วนในสิบ
ทว่าชายชราอย่างหวังฉีกลับหัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี แล้วลูบเครายาวของตนพลางพยักหน้าอย่างชื่นชม
“เจ้าคิดถูกแล้ว มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าให้เจ้าไว้เพื่อให้เจ้าศึกษาและเก็บเอาไว้ก่อน หาใช่เพื่อให้ฝึกฝนเดี๋ยวนี้”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและหลักแหลม
“เจ้ารู้ดีว่าในระดับหลอมกายา จุดมุ่งหมายคือการหลอมรวมร่างกายให้แข็งแกร่ง เสริมสร้างกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อให้สามารถรองรับพลังของสวรรค์และโลกได้ในอนาคต ในขณะเดียวกันจุดตันเถียนของเจ้าก็จะเริ่มสะสมปราณสวรรค์และโลกไปเรื่อยๆเช่นกัน”
“เมื่อถึงวันที่เจ้าทะลวงระดับเปิดห้วงจิตวิญญาณได้แล้วล่ะก็.. เจ้าจะสามารถดึงพลังของคัมภีร์นี้ออกมาได้ในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาปรับพื้นฐานอีกต่อไป เพราะฉะนั้นหนึ่งเดือนจากนี้ จงตั้งใจฝึกฝน ข้าจะให้ทรัพยากรบางส่วนกับเจ้าไว้ใช้ระหว่างฝึก”
กล่าวจบหวังฉีก็ยื่นมือเข้าไปในแขนเสื้อแล้วหยิบสิ่งของบางอย่างออกมา
มันคือแหวนสีดำเรียบๆวงหนึ่ง แหวนวงนั้นไม่มีลวดลาย ไม่เรืองแสง แต่เมื่อมองลึกเข้าไปกลับรู้สึกว่ามันลึกดั่งหุบเหวไร้ก้นบึ้ง
“นี่คือแหวนมิติ สมบัติวิเศษที่มีพลังในการเก็บรักษาสิ่งของ”
“เพียงถ่ายเทปราณเข้าไป ก็จะสามารถใช้มันเก็บข้าวของ ยารักษา หรือแม้กระทั่งอาวุธได้ภายในวงแหวนนี้”
“ภายในมีพื้นที่ประมาณสามจั้ง แม้จะเล็กแต่ก็เพียงพอสำหรับศิษย์ใหม่ และที่สำคัญคือมันมีราคาสูงยิ่งในตลาด”
“เจ้าเอาไว้ใช้ประโยชน์เถอะ ข้าหวังฉีจะมอบมันให้กับเจ้า!”
แววตาของหวังฉีในยามที่กล่าวประโยคนั้นออกมาชัดเจนถึงความเอ็นดูและสนับสนุนศิษย์ใหม่อย่างเต็มที่
แม้แต่ศิษย์รุ่นพี่บางคนยังไม่ได้รับสมบัติวิเศษตั้งแต่เริ่มต้น แต่หลัวหยางกลับได้ในทันที นั่นเพราะความมั่นใจที่หวังฉีมีต่อศักยภาพของเขา
เมื่อแหวนมิติสีดำสนิทซึ่งดูเงียบขรึมราวกับความว่างเปล่าปรากฏในสายตาของหลัวหยาง
มือของเขาก็พลันขยับรับมันไว้ในทันทีโดยไม่ลังเล แววตาอันแน่วแน่ที่เคยสงบเปลี่ยนเป็นประกายตื่นเต้นฉับพลัน
ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่
“ขอบคุณท่านอาจารย์!”
หลัวหยางกล่าวออกมาด้วยเสียงจริงใจที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง แล้วจึงสวมแหวนวงนั้นลงบนนิ้วกลางข้างขวาอย่างทะนุถนอม
ก่อนจะโคจรปราณเข้าสู่แหวนเพื่อสำรวจภายในของมัน ซึ่งทันทีที่พลังปราณสัมผัสกับแก่นของแหวนมิติ
พื้นที่ภายในอันลี้ลับก็พลันเผยออกต่อหน้าสำนึกราวกับมิติแยกขนาดย่อม ภายในนั้นเต็มไปด้วยความเงียบงันและว่างเปล่ายกเว้นกองก้อนหินสีขาวโปร่งแสงที่ถูกจัดเรียงเป็นหย่อมๆอย่างเป็นระเบียบอยู่บริเวณมุมด้านหนึ่งของมิติ
แสงขาวนวลที่แผ่ออกมาจากหินเหล่านั้นสะท้อนประกายวิบวับในจิตสำนึกของหลัวหยาง
มันเป็นหินที่ใสโปร่งราวกับผลึกเรืองแสงกลางราตรี บ้างมีแสงวูบวาบเลือนรางหมุนวนอยู่ภายใน บ้างก็ปล่อยคลื่นปราณจางๆออกมาราวกับมีชีวิตที่แฝงตัวอยู่ภายใน ซึ่งเมื่อเพ่งมองลึกลงไปก็สามารถรับรู้ถึงพลังสวรรค์และโลกที่อัดแน่นอยู่ภายในอย่างแน่นหนา
ชายชราหวังฉีซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“นั่นคือหินปราณระดับต่ำจำนวนหนึ่งร้อยก้อน”
“มันคือทรัพยากรฟ้าดินที่ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ เพื่อใช้ในการบ่มเพาะพลังในช่วงหนึ่งเดือนนี้ให้ได้ผลดีที่สุด”
“หินปราณเหล่านี้เกิดจากการอัดแน่นของพลังแห่งสวรรค์และโลกที่สะสมตัวกันเป็นเวลาหลายพันปี จนตกผลึกกลายเป็นหินที่มีปราณบริสุทธิ์สูง และสามารถดึงมาใช้ในการฝึกฝนได้โดยตรง”
“หินปราณนั้นมีอยู่ทั้งหมดสี่ระดับ คือระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง และระดับสูงสุด”
“ในขณะที่เจ้ามีอยู่ตอนนี้คือระดับต่ำ ซึ่งเหมาะสมกับผู้ฝึกฝนในช่วงหลอมกายาอย่างเจ้า ใช้ในการเร่งเสริมปราณให้ไหลเวียนได้ดีขึ้น เพิ่มอัตราการดูดซับพลังจากภายนอกเข้าสู่จุดตันเถียนได้รวดเร็ว และช่วยลดเวลาที่ใช้ในการขัดเกลาร่างกาย”
“เจ้าจะสามารถใช้มันแทนการดูดซับพลังธรรมชาติจากสภาพแวดล้อมรอบตัว”
“ซึ่งในช่วงเวลาที่เร่งรัด หินพวกนี้มีค่ามากยิ่งกว่ายาโอสถบางประเภทเสียอีก!”
หลัวหยางพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาคิดจะกล่าวขอบคุณอีกครั้งแต่หวังฉีกลับยกมือห้ามแล้วกล่าวต่อ
“ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ข้ายังได้เตรียมเม็ดยาหลอมกายาเอาไว้ให้อีกสิบเม็ด”
“เม็ดยาประเภทนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญในช่วงแรกของการฝึกฝน!”
“เพราะมันจะช่วยให้เจ้าขยายเส้นปราณในร่างกายเร่งการดูดซับปราณสวรรค์และโลก เพิ่มขีดความสามารถในการสะสมปราณในจุดตันเถียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเร่งกระบวนการหลอมกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นให้แข็งแกร่งโดยไม่ส่งผลเสียในระยะยาว!”
เมื่อชายชรากล่าวจบ เขาก็พลันถอนหายใจเบาๆ แล้วมองหลัวหยางด้วยสายตาหนักแน่น
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร สกุลเงินของปุถุชนไร้ซึ่งค่าโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยน ซื้อขาย หรือกระทั่งต่อรองชีวิตกันในสมรภูมิ คือหินปราณพวกนี้ต่างหาก มันคือวัตถุวิเศษที่สามารถชี้ชะตาความเป็นความตายได้เลยทีเดียว แม้แต่ผู้มีพลังระดับที่ยิ่งใหญ่ก็ยังต้องไขว่คว้า!
ขณะที่คำอธิบายของหวังฉีกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นอย่างยินดี
【ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่เลวเลยศิษย์รัก ตาแก่หวังฉีคนนี้มีความใจปล้ำไม่น้อยเลยทีเดียว】
【ถึงแม้ทรัพยากรพวกนี้จะไม่ได้มากมายอะไรนักในสายตาของข้า แต่สำหรับเจ้าตอนนี้มันคือสมบัติล้ำค่าระดับหนึ่งเลยก็ว่าได้】
เมื่อหลัวหยางได้ยินดังนั้น เขาก็พลันหลุบตาลง ลอบพยักหน้าเบาๆอย่างสงบนิ่งในใจ พร้อมกล่าวออกมาด้วยความเคารพ
“ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์ ข้าหลัวหยางจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังเป็นแน่!”