การตัดสินใจ 2/3
หลังจากมารดาออกไปพร้อมกับหมอประจำตระกูลเเล้ว...หนิงอ้ายจึงขอให้ลู่ซีเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นซึ่งลู่ซีบอกว่าในตอนนั้นหลังจากที่ตนนำน้ำชาและของว่างมายังศาลากลางสระบัวดังกล่าวเเต่ไม่พบคุณชาย จึงสอบถามเหล่าคุณหนูสามและคนในศาลาดังกล่าวเเต่ก่อนที่จะได้ยินคำตอบก็เห็นผ้าคลุมของคุณชายลอยอยู่เหนือน้ำตนจึงรีบะโลงไปนำตัวคุณชายขึ้นมาเเละพาไปยังเรือนทันทีพร้อมส่งบ่าวไปตามหมอประจำตระกูลแต่กลับเป็ผู้ช่วยหมอมาเเทน โดยบอกว่าหมอประจำตระกูลกำลังรักษาคุณชายรองที่มีอาการธาตุไฟเข้าเเทรกจากการฝึกฝนตำราใหม่ ดังนั้นผู้ช่วยหมอจึงรักษาคุณชายไปตามอาการก่อน
เมื่อประมุขจางกลับมาจากสำนักศึกษาและรู้เื่ราวที่เกิดขึ้น ท่านแม่ของคุณชาย้าให้ท่านประมุขมอบความเป็ธรรมให้เเก่ท่าน เเต่สุดท้ายประมุขจางกับกล่าวออกมาว่าเื่ที่เกิดขึ้นเป็เพียงการทะเลาะของเด็กเท่านั้นตอนนี้ตัวคนอย่างคุณชายใหญ่ก็ได้รับการรักษาจนปลอดภัยเเล้ว เหล่าบรรดาคุณหนูใหญ่และคุณหนูในเหตุการณ์ต่างขอสำนึกตนอยู่ในเรือนเป็เวลาเจ็ดวัน บ่าวไพร่ที่อยู่ในบริเวณต่างถูกลงหวายคนละสามสิบสิบไม้แล้ว ไม่ควรทำให้เื่ราวใหญ่โต
ได้ยินเช่นนั้นมารดาของคุณชายจึงขอย้ายออกจากเรือนหลักโดยทันทีแต่เเทนที่ท่านประมุขจะกล่าวห้ามแต่กลับมีโทสะและไล่ให้ไปอยู่เรือนเล็กท้ายจวนพร้อมกับส่งมอบหน้าที่ดูเเลจวนให้ฮูหยินรองเป็ผู้ดูเเลแทนส่วนบัญชีของกิจการตนจะเปนผู้ดูเเลไปก่อนใน่นี้ อีกทั้งยังอนุญาตให้มีบ่าวติดตามไปไม่กี่คน ซึ่งฮูหยินเอกไม่ได้ว่าอะไรและขอสินสมรสเดิมของตนและกล่าวว่าจะไม่มายุ่งกับเรือนหลักอีก หลังจากนั้นท่านประมุขก็ไม่เคยมาหามารดาที่เรือนนี้และไม่เคยมาเยี่ยมเขาที่นอนสลบนับสามเดือนเสียด้วยซ้ำรวมไปถึงเบี้ยหวัดรายเดือนรายปีสวัสดิการต่างๆก็ไม่มอบให้คล้ายกับว่า้าตัดขาดไม่เกี่ยวข้องกันอีก...
เยว่ซินและบ่าวรับใช้ในเรือนเล็กต่างทราบดีว่าคุณชายใหญ่ของตนนั้นหลังจากที่ฝืนรักษามาหลายเดือนร่างกายบอบบางนั้นต่อต้านการรักษาในทุกวันจนในคืนหนึ่งที่เงียบสงบ หนิงอ้ายรู้สึกเเน่นหน้าอก ไร้ซึ่งเรี่ยวเเรง ไม่มีแม้กระทั่งเสียงที่จะเอ่ยเรียกมารดาของตนเพื่อที่จะร่ำลาเสียด้วยซ้ำสุดท้ายเเล้วเมื่อทนไม่ไหวลมหายใจค่อยๆแ่หายไปจากโลกนี้ ซึ่งเป็เวลาเดียวกันที่หนิงอ้ายได้ตายลงจากโลกเดิม จากการถูกเพื่อนสนิทฆ่าตาย ิญญาจึงมาอยู่ในร่างนี้เเทน...
.........................
เช้าวันต่อมาหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนที่มีนักฆ่ารับจ้างเข้ามาลอบสังหารบุตรชายของตนก็ยิ่งทำให้การตัดสินใจของเยว่ซินในตอนนี้นั้นง่ายยิ่งขึ้น เมื่อทานมื้อเช้าพร้อมหน้ากันทั้งสี่คนแล้วนั้นหนิงอ้ายและลู่ซีจึงปลีกตัวขอไปฝึกฝนต่อเพราะว่าการประลองของแคว้นใกล้เข้ามาถึงไม่เกินเจ็ดวันเเล้ว และเมื่อหนิงอ้ายกับลู่ซีออกไปนั้นเยว่ซินจึงปรึกษากับหรันหรูสหายสนิทของตนรวมไปถึงท่านจางปินสามีของสหายของนางถึงความปรารถนาของตน
ซึ่งเมื่อทั้งสองได้รับรู้เื่ราวั้แ่ต้นจนจบนั้นจึงได่เอ่ยออกมาเพียงเเต่ว่าการตัดสินใจทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเยว่ซินแล้วบางทีหนทางที่ตัดสินใจเลือกอาจจะดีกว่าตอนนี้ เเละบางทีอาจส่งผลดีกับหนิงอ้ายเสียด้วยซ้ำ เมื่อเย่วซินได้ยินดังนั้นจึงฝากฝังให้ทั้งสองจัดเตรียมความพร้อมต่างๆเเละตนจะไปหาจางเลี่ยงหวงสามีของนางเพื่อพูดคุย ซึ่งนางไม่ลืมที่จะนำสัญญาจ้างวานฆ่าของมือสังหารเมื่อคืนติดมือไปด้วย
เย่วซินนั้นเดินไปตามทางเรื่อยๆแม้ไม่ได้ออกจากเรือนเล็กท้ายจวนมานานเเล้วนั้น ทุกเส้นทางนางย่อมจดจำได้แม้กระทั่งความรู้สึก ความทรงจำต่างๆแม้ว่าจะทุกข์มากกว่าสุขเเต่อย่างไรก็เป็สิ่งที่นางเลือกตัดสินใจด้วยตนเองตั้งเเต่เเรกกว่าจะรู้ตัวอีกทีนางก็เดินไปถึงเรือนหลักในจวนเสียเเล้ว
''ท่านฝู่หรงฝากแจ้งกับท่านประมุขได้หรือไม่ว่าข้ามีเื่จะพูดคุยด้วย...''เยว่ซินเมื่อเห็นบ่าวรับใช้คนสนิทของสามีจึงเอ่ยไหว้วานให้เป็ธุระให้
''ขอรับฮูหยินเอก...วันนี้ท่านประมุขไม่มีภารกิจต้องไปสำนักศึกษาพอดีข้าจะเข้าไปแจ้งให้นะขอรับ''ฝู่หรงเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยรับปากออกไป พร้อมกับสังเกตฮูหยินเอกของเ้านายตนไม่ว่ากี่ครั่งที่ได้มองก็มักจะเต็มไปด้วยความงดงามอันเป็ที่หนึ่งไม่อาจเป็สองอีกทั้งยังเต็มไปด้วนความเรียบร้อยของกริยามารยาทสมกับเป็บุตรตรีของหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของแคว้นเต่าดำแม้จะไม่ได้พบเจอมาเกือบสองปีเเต่ใบหน้างามของฮูหยินเอกนั้นกลับดูสดชื่นเบิกบานใจเหมือนกับในวันเเรกที่ได้ก้าวเข้ามาในจวนตระกูลจาง
ซึ่งเขาเองก็อดที่จะสงสัยไม่น้อยว่าใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขนั้นเปลี่ยนมาเป็ใบหน้าที่เฉยชาและรอยยิ้มตามมารยาทมานานเเค่ไหนกัน เเต่เมื่อคิดว่าไม่ใช่เื่ของตนจึงรีบโค้งคำนับและเข้าไปแจ้งนายของตนโดยทันทีซึ่งฝู่หรงหายไปสักพักหนึ่งแล้วออกมากล่าวเชิญตัวเยว่ซินให้เข้าไป
''เชิญฮูหยินเอกที่ด้านในเลยขอรับ...ท่านประมุขรอท่านอยู่''เมื่อได้ยินเช่นนั้นเเม้จะเเปลกใจไม่น้อยเเต่ใบหน้างามกลับนิ่งสงบสองเท้าก้าวเดินอย่างมั่นคงมุ่งตรงไปยังห้องทำงานเมื่อเข้าไปในห้องแล้วเห็นเป็สามีของตนกำลังก้มหน้าทำงานจึงเอ่ยทักขึ้น
''จางเย่วซินคำนับท่านประมุขข้ามีเื่จะเเจ้งขอรบกวนเวลาสักครู่นะเ้าค่ะ...''เลี่ยงหวงเมื่อได้ยินดังนั้นเเม้จะรู้สึกไม่ค่อยพอใจคำเรียกที่ดูเหินห่างที่ภรรยาใช้กับตนเเต่เมื่อได้ยินเสียงหวานนุ่มหูที่ตนไม่ได้ยินมานานเเล้วจึงเงยหน้ามองใบหน้างดงามของฮูหยินเอกของตน
''งานข้าไม่ได้สำคัญอะไรมากเ้ามีอะไรก็พูดมาเถอะซินเอ๋อร์...''เมื่อได้ยินดังนั้นเยว่ซินจึงรวบรวมความกล้าที่ตนมีอยู่ทั้งหมดเเละเอ่ยออกไปว่า
''ท่านจำเหตุการณ์เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมาได้หรือไม่??ที่หนิงอ้ายบุตรของข้าจมน้ำเเต่ท่านไม่มีการสั่งลงโทษใดใดทั้งสิ้นเเต่เอ่ยว่าจะมอบสิ่งที่ข้าปราถนาให้หนึ่งประการเป็การทดเเทน...''
''ข้าย่อมจำได้ผู้นำที่ดีย่อมกล่าวเเล้วไม่คืนคำ''เลี่ยงหวงเอ่ยตอบไปด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบเเม้ในใจตอนนี้นั้นเขาหวาดกลัวสิ่งที่จะได้ยินในประโยคถัดไปจากภรรยาของตนยิ่งนัก
''คำขอหนึ่งประการที่ท่านติดค้างข้าในวันนั้น...ในวันนี้ข้า้าเพียงอิสระของข้าและบุตรชายพวกข้าทั้งสองจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับตระกูลจางและจะไม่รับตำแหน่งและทรัพย์สินของตระกุูลจางทั้งสิ้นสิ่งที่ข้า้ามีเพียงใบหย่าของข้าและท่าน...ต้องรบกวนท่านประกาศให้เป็ที่รับรู้กันโดยทั่วกันถึงแม้ว่าท่านจะไม่รักข้าและบุตรชายของข้าแต่ขอท่านให้เกียรติพวกเราสองคนแม่ลูกด้วยลูกของข้านั้นจมอยู่กับคำด่าทอและคำดูถูกมานานเกินไปแล้ว''
''สุดท้ายสิ่งที่ข้าอยากจะบอกกับท่านนั่นคือหากว่าข้าเลือกที่จะย้อนเวลากลับไปได้ข้าจะย้อนกลับไปในการประลองของแคว้นในครั้งนั้นที่ทำให้ข้าได้พบกับท่านข้าจะเลือกที่จะไม่เข้าร่วมการประลองเลือกที่จะไม่รู้จักท่านข้าจะเลือกเชื่อฟังคำเตือนของบิดามารดาของข้ามากกว่านี้และขอให้ท่านรับรู้ไว้ว่าข้าไม่เคยหมดรักท่านเลยอาหวงเพียงเเต่ว่าทุกวันนี้ข้ามีคนที่ข้ารักมากกว่าท่านนั้นคือหนิงอ้ายบุตรของข้าเท่านั้น...''
''ข้าจะออกเดินทางกลับตระกูลหวังที่เเคว้นเต่าดำในวันรุ่งขึ้นฝากท่านจัดการใบหย่าและประกาศให้ผู้คนได้รับรู้กันโดยทั่วด้วยเถิด...เราจะได้ไม่ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกเเล้วนี่เป็สิ่งสุดท้ายที่ข้าหวังว่าท่านจะทำให้หนิงอ้ายทำหน้าที่ให้สมกับเป็บิดาของเขาสักครั้ง''กล่าวจบเยว่ซินจึงส่งใบสัญญาจ้างในมือของตนวางตรงหน้าของจางเลี่ยงหวงอีกทั้งถอดปิ่นปักผมบนศรีษะของนางวางไว้ตรงหน้าคู่กัน
เมื่อเลี่ยงหวงเห็นปิ่นปักผมก็จดจำได้ว่าเป็ปิ่นที่เขาเเกะด้วยตนเองเพื่อมอบให้อีกฝ่ายพร้อมกับคำสัญญาในวันวานเเต่มาในวันนี้นอกจากที่ตนจะไม่สามารถทำตามคำสัญญาได้เเล้วกลับทำร้ายความรักความเชื่อใจของนาง ซึ่งเลี่ยงหวงเเม้จะเห็นว่าเยว่ซินเดินออกไปแล้วแต่กลับไม่กล้าเรียกนางเสียด้วยซ้ำ...
เขารู้...
เขารู้ดีเสมอ...
เยว่ซินนั้นเป็สตรีที่ไม่เหมือนผู้ใดที่ตนรู้จักแม้นางจะเป็สตรีที่มีความเพียบพร้อมไปทั้งหน้าตาชาติตระกูลรวมไปถึงระดับฝึกตนเเล้วนั้นสิ่งที่ทำให้เลี่ยงหวงสนใจในตัวของเยว่ซินคือความเด็ดขาดเมื่อนางเลือกทำสิ่งใดเเล้วนั้นย่อมหมายความว่านางได้คิดอย่างถี่ถ้วนและไม่ทีทางเปลี่ยนใจ
''ท่านประมุขขอรับ...ฮูหยินเอกเดินออกไปอีกทั้งยังร้องไห้ท่านทะเลาะกันอีกเเล้วเช่นนั้นหรือ??สามีภรรยาต่อให้มีเื่กระทบกระทั่งกันก็น่าจะพูดคุยกันดีๆได้นะขอรับ''ฝู่หรงที่รออยู่ทางด้านนอกตนจึงไม่ได้ยินเสียงที่นายท่านสองของคนพูดคุยกัน
เเต่เมื่อเห็นฮูหยินเอกออกไปด้วยอาการดังกล่าวก็อดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้ถึงเเม้สถานะของตนคือบ่าวรับใช้คนสนิทแต่ความจริงนั้นเลี่ยงหวงจะคอยบอกเสมอว่าเราทั้งสองเป็ดั่งสหายกันเมื่ออยู่กันสองคนไม่จำเป็ต้องมากพิธี
''ผิดที่ข้าเองฝู่หรงข้าทำพลาดไปอีกแล้ว....''เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เ็ปเช่นนั้นฝู่หรงจึงเงยหน้าขึ้นมองเลี่ยงหวงเเละเห็นว่าใบหน้าหล่อเหลานั้นคล้ายกับมีอายุขึ้นมาหลายสิบปี
''เยว่ซินนางมาทวงสัญญาที่ข้าเคยให้กับนาง...นางขอหย่าและให้ประกาศออกไปให้คนรับรู้กันโดยทั่ว นางไม่เอาข้าเเล้ว เ้าได้ยินรึไม่??''เลี่ยงหวงเอ่ยออกมาด้วยจิตใจที่เ็ปอีกทั้งยังััได้ถึงความเปียกขื้นตรงหางตาของตนช่างน่าขันยิ่งนักนี่เขาไม่ได้ร้องไห้มานานเท่าใดกันเลี่ยงหวงไม่เข้าใจว่าตนทำพลาดตอนไหนที่ทำให้ความสัมพันธ์ของตนกับเยว่ซินถึงต้องเป็จุดจบเช่นนี้ได้
''ม้วนกระดาษในมือของนายท่านเป็สิ่งใดรึขอรับ??ข้าเห็นสิ่งนี้ฮูหยินเอกนำติดตัวเข้ามาด้วยตอนขอพบกับท่าน''เมื่อเลี่ยงหวงได้ยินที่ฝู่หรงกล่าวจึงทำการดึงม้วนกระดาษออกมาและใไม่น้อยกับเนื้อหาในม้วนกระดาษนั้น
''สัญญาจ้างวานฆ่าเป้าหมายคือจางหนิงอ้าย....นี่มันอะไรกันทำไมข้าไม่รู้เื่นี้''เมื่อกล่าวจบสายตาของเลี่ยงหวงได้เเต่จ้องมองม้วนกระดาษในมือของตนอย่างเงียบๆโดยที่ฝู่หรงไม่สามารถคาดเดาผู้เป็นายของตนได้เลย
...........................
บรรยากาศในการทานอาหารในวันนี้นั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสุขราวกับว่าเหตุการณ์ในคืนที่ผ่านมานั้นไม่เคยเกิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ ซึ่งสำรับอาหารทุกอย่างที่ถูกจัดวางนั้นล้วนเป็ฝีมือมารดาของเขาทั้งสิ้น ลู่ซีเล่าว่าฮูหยินเอกนั้นตื่นเข้าครัวด้วยตนเองแต่เช้า ซึ่งหนิงอ้ายเองก็ทานอาหารมื้อนี้ด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย อีกทั้งกล่าวชมมารดาของตนไปไม่น้อยเรียกเสียงหัวเราะจากท่านลุงจางปินและท่านน้าหรันหรู
แม้ภายนอกดูเหมือนว่าตัวเขาจะไม่สนใจอะไรเลยนอกจากการกิน เเต่ความจริงแล้วหนิงอ้ายััได้ว่ามารดาของตนนั้นมีเื่ราวอึดอัดในใจเเต่เลือกที่จะไม่เอ่ยออกมา อีกทั้งยังลงมือทำของโปรดเพื่อปลอบใจเขาจากเหตุการณ์ตอนกลางคืนที่ผ่านมาหากเป็หนิงอ้ายคนเดิมคง้าการปลอบเช่นนี้เเต่กับเขาที่คุ้นเคยกับเืกับการฆ่าคนซึ่งเพียงเท่านี้จึงไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก หลังจากทานอาหารเสร็จหนิงอ้ายจึงรีบชวนลู่ซีไปยังลานฝึกด้วยเพราะรับรู้ได้ว่ามารดาของตนคงมีเื่คุยกันของผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถให้ตนอยู่ด้วยได้
เมื่อหนิงอ้ายเเยกตัวออกมาจากลู่ซีแล้ว สองเท้าค่อยๆก้าวเดินอย่างมั่นคงไปยังบริเวณป่าไผ่อันเป็ที่ประจำสำหรับตนสถานที่อันเต็มไปด้วยความสงบร่มรื่นเวลาที่ลมพัดมาเบาๆ บรรดาต้นไผ่สีเขียวสบายตาต่างเอนไปตามเเรงลมส่งเสียงเสียงเบาๆราวกับ้าปลอบประโลมจิตใจของเขาให้สงบลงเมื่อไปถึงใจกลางของป่าไผ่เเล้ว หนิงอ้ายจึงทรุดตัวนั่งลงและคิดถึงความฝันของตนในคือที่ผ่านมา...
...ในกลางคืนที่ผ่านมานั้นหนิงอ้ายรู้สึกตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงงเล็กน้อยด้วยเพราะความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้เขาต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง
เพื่อป้องกันการสูญเสียให้เกิดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ไม่ว่าจะทั้งสิ่งของของใช้รวมไปถึงความปลอดภัยของทุกคนในเรือนหลังนี้เเม้ว่ามารดาของเขา ท่านลุงจางปิน เเละท่านน้าหรันหรูจะเป็ผู้ฝึกตนเช่นกันเเต่ถึงอย่างนั้นระดับพลังิญญายังห่างกันหนึ่งขั้นแต่เเค่เพียงเท่านี้ก็เป็สิ่งที่สามารถพลิกกระดานให้ล้มลงได้อย่างง่ายดายยิ่ง
อีกทั้งบ่าวรับใช้ในเรือนคนอื่นที่จงรักภักดี ยอมลำบากมาตามรับใช้มารดาเดละเขาที้โดนไล่จากจวนหลักในครั้งนั้น บ่าวที่ทำงานเป็นั้นหาได้ง่ายเเต่บ่าวที่ซื่อสัตย์นั้นหาได้ยากยิ่งนักอีกทั้งเขารู้สึกผูกพันธ์กับทุกคนไปเสียเเล้วดังนั้นเพื่อเป็การปกป้องสิ่งที่ตนรักจนทำให้เขาตัดสินใจ แสดงฝีมือเพื่อ้าที่จะจบเื่ราวให้เร็วที่สุด เพราะถึงแม้นักฆ่าเ่าั้จะมีระดับสูงเพียงใดเเต่ไม่สามารถลอดพ้นวิชาระดับเซียนเนตรเเห่ง์ของเขาไปได้
ด้วยเพราะว่าบทเวทย์ดังกล่าวนี้ได้ถูกหนิงอ้ายเขียนขึ้นโดยวางรูปแบบตามบทเวทย์ขั้นเซียน ประกอบกับตอนนี้ระดับพลังิญญาของเขานั้นเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลถึงบทเวทย์ที่ใช้งานนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเเน่นอนว่าเขาได้ใช้เเรงไปไม่น้อย เพราะร่างกายของหนิงอ้ายในตอนนี้หากเทียบกับร่างเดิมของเขาจากโลกเก่า ตอนนี้เขาไม่ค่อยคุ้นชินด้วยเพราะพละกำลังที่ไม่คุ้นเคยความแข็งแกร่งยังห่างชั้นกันเกินไปเมื่อหนิงอ้ายลืมตาขึ้นกับพบว่าทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวของเขานั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งสรรพสิ่งหันมองไปทางใดมีเเต่ความมืดมิดสุดลูกหูลูกตา
''นี่มันที่ไหนกันเนี่ย?''หนิงอ้ายเอ่ยขึ้นมาด้วยความมึนงง
''เมื่อคืนมีมือสังหารเข้ามาลอบฆ่าเรานี่หน่า...เเต่แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกันเเน่??''เมื่อตั้งสติทบทวนดูเเล้วก็ไม่พบสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้ เขาจึงได้เเต่มองไปโดยรอบสังเกตทุกอย่างอย่างระมัดระวัง
วูบ!
''เฮ้ยยย!!!''ในขณะที่หนิงอ้ายเดินสำรวจไปพื้นที่โดยรอบนั้นพลันปรากฏเเสงสีขาวที่มีรัศมีเจิดจ้าขึ้นบริเวณตรงหน้าของเขาทำเอาหนิงอ้ายใไม่น้อยเมื่อรัศมีเเสงสีขาวได้หายไปนั้นปรากฏเป็เงาร่างกายที่บางเบาโปร่งแสงของเด็กหนุ่มที่อายุพอๆกันกับเขา
ใบหน้างดงามที่ถูกแต้มกับรอยยิ้มแฝงไปด้วยความเศร้าสร้อย ดวงตากลมโตสีดำบริสุทธิ์ชวนให้หลงไหลยิ่งนัก เส้นผมสีปีกกายาวสยายไปถึงกลางหลังที่ถูกมัดเพียงครึ่งศรีษะปิ่นหยกแกะสลักเนื้องามที่ปักอยู่บนศรีษะ ช่างดูคุ้นตาไม่น้อย เมื่อหนิงอ้ายสังเกตสังเกตดีๆ ก็พบว่าเงาของร่างกายดังกล่าวนี้มีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกับหนิงอ้ายราวกับแกะเเตกต่างกันเพียงสีผมเท่านั้นที่ร่างิญญาดังกล่าวเป็สีดำปีกกาหนานุ่มที่ถูกมัดไว้ครึ่งศรีษะส่วนตัวเขาเป็เส้นผมสีขาวเงินที่ถูกปล่อยสบายไปจรดกลางหลัง...