กลรักวังหลวง [서현]

    ตอนที่ 45 งานฉลองวันประสูติของยิมโฮแทกุน

    ตอนที่ 45 งานฉลองวันประสูติของยิมโฮแทกุน(1)





    "ข้าบอกไม่ได้เจ้าค่ะ" 
    ฮเยวอนขมวดคิ้ว
    "เพราะฮวารยอนใช่รึไม่ นางมาหาเจ้ากลางดึกคืนนั้นเพราะจุดประสงค์อะไรบางอย่าง ถูกต้องไหม"
    "ท่านแม่ ถ้าข้าบอกท่านไปท่านก็จะห้ามข้าไม่ให้เข้าวังอีก ฉะนั้นข้าจึงเลือกที่จะไม่บอกดีกว่าจะพูดปดกับท่านเจ้าค่ะ"
    ฮเยวอนมองอย่างรู้ทัน
    "พี่เจ้า... นางสั่งให้เจ้าแก้แค้นคนในวังใช่รึไม่"
    "ท่านแม่ก็รู้อยู่นี่เจ้าคะ"
    "ข้าถามเจ้าหน่อยเถิด หากต้องฆ่าคนเพื่อแก้แค้นให้ฮวารยอน เจ้าคิดว่าเจ้าทำได้หรือ ฆ่าคนคนหนึ่งให้ตายตกไป เจ้าทำได้ลงหรือ"
    ซอฮยอนนิ่งเงียบไป
    "ข้าเลี้ยงเจ้ามา เจ้าไม่ใช่คนใจดำอำมหิต ฆ่าคนน่ะพูดง่าย แต่ทำจริงมันไม่ใช่เรื่องง่ายเล--"
    "แล้วคนที่ถูกใส่ร้ายและตายอย่างอนาถแบบท่านพี่ฮวารยอน ทำไมถึงตายได้เจ้าคะถ้าการฆ่าคนเป็นสิ่งที่ทำยากอย่างที่ท่านแม่พูด" ซอฮยอนขัดขึ้น
    "บางที--"
    "ข้าจะไม่ฆ่าใครหรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ข้าจะทำให้คนชั่วที่คร่าชีวิตคนเป็นผักปลาเพื่ออำนาจของตนเองได้รู้ว่าคนดีๆ ก็ไม่ยอมที่จะถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวเช่นกัน"
    ฮเยวอนมองหน้าบุตรสาวตนเองแน่นิ่ง ซอฮยอนลุกขึ้นยืนคำนับมารดาช้าๆ 
    "ข้าไปหาฮูหยินแชก่อนนะเจ้าคะ" หญิงสาวพูดจบก็เดินไปที่ประตู
    "ถ้าวันหนึ่งเจ้าทนไม่ไหว ก็กลับบ้านได้นะ" ฮเยวอนเอ่ยขึ้น
    "ข้าทนไหวเจ้าค่ะ"
    ผู้เป็นมารดาส่ายหน้า
    "ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องร้ายๆ ที่เจ้าจะพบเจอภายในวัง ข้าหมายถึงเมื่อในหัวใจเจ้าเกิดความรักขึ้นต่างหาก"
    "ความรัก? ความรักอะไรกันเจ้าคะ"
    "บอกไปตอนนี้เจ้าก็ไม่เข้าใจ แต่คนที่หัวใจอัดแน่นไปด้วยความแค้น ส่วนมากมักจะแพ้ทางด้วยความรัก และเมื่อถึงเวลานั้น..." ฮเยวอนยกกาน้ำเทชาร้อนๆ ใส่จอกสีขาวก่อนจะกล่าวต่อจนจบว่า
    "ไฟแค้นนั้นก็จะหวนกลับมาแผดเผาเจ้าทั้งเป็น"




    วันสุดท้ายแห่งการเป็นชนชั้นไพร่ของซินซอฮยอนหมดไปอย่างรวดเร็ว เมื่อวันใหม่มาถึงนางก็เตรียมตัวเข้าวังอย่างถาวรในฐานะแนอินปาร์คซอฮยอน ไม่ใช่ลูกไพร่ลูกอนุฯ อีกต่อไป หลังจากลามารดาเรียบร้อยหญิงสาวก็เดินทางเข้าวังทันทีแต่เช้ามืด พลังใจที่ได้มาจากทางบ้านนั้นเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะเข้าไปต่อสู้ดิ้นรนในวังหลวงอีกครั้ง
    ประตูควางฮวามุนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนแออัดทั้งๆ ที่ฟ้ายังมิทันสว่าง ซอฮยอนชะเง้อคอมองแถวยาวเหยียดของผู้คนด้วยความแปลกใจ
    "พี่ชาย ในวังจะมีอะไรกันหรือเจ้าคะ ทำไมคนมากมายนัก" ซอฮยอนถามผู้ขายตัวเล็กคนหนึ่งที่แบกของพะรุงพะรังบนหลัง
    "นี่เจ้าไม่รู้หรือ พรุ่งนี้มีงานฉลองวันประสูติองค์ชายยิมโฮ แถวทางโน้นนั่นคือพวกพ่อครัวที่จะมาช่วยนางในห้องเครื่องทำอาหารในงานเลี้ยง ส่วนพวกที่แต่งตัวพิกลๆ คือคณะการแสดงที่จะมาจัดงานให้องค์ชายทอดพระเนตร"
    ซอฮยอนลืมไปเสียสนิท นางมัวแต่วิตกกังวลกับการสอบเซ็งกักชิจนลืมไปแล้วว่าใกล้วันคล้ายวันประสูติของยิมโฮแทกุน หญิงสาวไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนักเพราะคิดว่าคงไม่เกี่ยวกับห้องเขียนหนังสือของตน แต่ใจลึกๆ ก็นึกตำหนิองค์ชายอยู่บ้างว่าพระชายาของตัวเองเพิ่งตายจากไปไม่นาน เหตุใดถึงยังมีอารมณ์จัดงานเลี้ยงฉลองในวังได้อีก เป็นผู้ชายประสาอะไรกัน
    เมื่อซอฮยอนเดินมาถึงกองงานวรรณกรรมก็จัดแจงเก็บข้าวของในที่พัก ก่อนจะเดินออกมารวมแถวกับนางกำนัลทั้งหลาย
    ซุนฮวาเดินมาเข้าแถวพร้อมกับนางในแปลกหน้าคนหนึ่ง เมิ่อหญิงสาวหันมาเห็นซอฮยอนก็รีบโบกมือทักทายก่อนจะเดินเข้ามาหา
    "กลับบ้านเป็นอย่างไรบ้าง ราบรื่นดีหรือ"
    "เรียบร้อยดี แล้วนี่ใครหรือ" ซอฮยอนถามถึงนางในที่เดินมากับซุนฮวา
    "ข้าชื่อยุนเยนา เป็นนางในห้องเขียนหนังสือ แต่ข้าเข้าวังมาตั้งแต่หกขวบและผ่านการทดสอบออซองเคียงวอนแล้ว" เยนาตอบ
    "นางคอยแนะนำเรื่องต่างๆ ในกองงานวรรณกรรมให้ข้าน่ะ เลยสนิทกันเร็ว" ซุนฮวาเสริม
    "ข้าปาร์คซอฮยอนเจ้าค่ะ" หญิงสาวแนะนำตัว เยนารีบโบกมือ
    "ไม่ต้องเจ้าคงเจ้าค่ะหรอก ข้าน่ะเป็นกันเอง ให้คิดเสียว่าข้าเป็นรุ่นพี่คนหนึ่งก็แล้วกัน" 
    ซอฮยอนยิ้มให้
    เมื่อนางในทุกคนเข้าแถวเรียบร้อย ซอฮยอนก็สังเกตว่านางในระดับสูงจะใส่ชุดสีแดงเข้มและยืนอยู่ข้างหน้า ส่วนนางในระดับต้นจะใส่ชุดสีแดงที่อ่อนกว่าและยืนเป็นแถวถัดมาซึ่งในนั้นมีเยนายืนอยู่ด้วย ส่วนแถวสุดท้ายคือนางกำนัลไม่มียศซึ่งก็คือแถวของซอฮยอนและซุนฮวาอยู่ด้านท้ายสุด แสดงว่านางในห้องเขียนหนังสือและจดบันทึกถูกแบ่งเป็นสามชั้นชัดเจน
    ซังกุงในชุดสีเขียวอ่อนเดินมาที่แถวของเหล่านางกำนัลไม่มียศ นางยังดูสาวนัก มือสองข้างสอดอยู่ในชายผ้าด้านหน้าอย่างสำรวม
    "ขอต้อนรับแนอินเข้าใหม่ทุกคน" นางกล่าวเสียงดัง
    ทุกคนก้มศีรษะให้
    "ที่นี่คือสถานที่อะไรพวกเจ้าคงรู้หมดแล้ว ข้านั้นยินดีและปลาบปลื้มที่พวกเจ้าสนใจที่เลือกมาอยู่ที่นี่ แต่ห้องเขียนหนังสือและจดบันทึกสังกัดกองงานวรรณกรรมนั้นไม่ใช่อะไรที่ธรรมดา ใครไม่สามารถพัฒนาตนเอง ไม่ขยันหมั่นเพียร ไร้ผลงานหรือแม้แต่ทักษะย่ำอยู่ที่เดิม แม้จะมีความประพฤติดีเยี่ยมก็จะถูกขับออกจากวังทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น พวกเจ้าคงคิดว่าที่นี่รับแต่คนเก่งหรือ คนดีมีคุณธรรมเราไม่ต้องการหรือ คำตอบคือใช่ เราสรรหาคนเก่ง เพราะที่นี่ไม่ใช่สำนักปฏิบัติธรรม"
    "นางในรุ่นพี่พวกเจ้า" ซังกุงกล่าวพลางผายมือไปทางแถวนางในชั้นสูงและนางในชั้นต้น "พวกนางผ่านการฝึกที่แสนจะหฤโหดรวมถึงการทดสอบต่างๆ ที่สมบุกสมบัน ในอนาคตพวกเจ้าก็ต้องเจอเช่นเดียวกัน แต่ช่วงแรกยังจะไม่มีอะไรมากเพราะต้องให้เวลาปรับตัว ทว่าพ้นช่วงเวลาปรับตัวไปใครที่ยังไม่สามารถเข้าร่วมกับคนอื่นได้ ทำตัวสันโดษ ประพฤติตนแบบไม่มีเพื่อนก็อยู่ได้ คนผู้นั้นข้าก็จะไม่เอาไว้เหมือนกัน"
    ทุกคนตัวสั่น
    "ข้าพูดเสียยืดยาวจนลืมแนะนำตัวไปเสียสนิท ข้าชื่อเชวซังกุง จะมาดูแลพวกเจ้าตั้งแต่วันนี้ไป"
    หลายคนรวมถึงซุนฮวาอ้าปากค้าง ซอฮยอนเห็นเพื่อนมีอาการแบบนั้นก็สงสัย
    "เจ้าเป็นอะไรน่ะ" นางกระซิบถาม
    "นาง... นางก็คือเชวซังกุงห้องเขียนหนังสือเองหรือ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เจอตัวจริง" ซุนฮวาพูดเบาๆ ด้วยความตื่นเต้น
    "ทำไมหรือ" ซอฮยอนยังงุนงง
    "เชวซังกุงสมัยเป็นนางในห้องเขียนหนังสือ นางคือคนที่แต่งตำราจารึกฝ่ายในขึ้นมา"
    "ตำราจารึกฝ่ายใน? "
    "เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระมเหสี พระสนมทุกพระองค์ของราชวงศ์โชซอน นางค้นคว้าทุกเรื่องโดยเฉพาะการถูกปลดและถูกประหารของเชื้อพระวงศ์ฝ่ายหญิงที่เป็นความลับ นางเอามาแต่งเป็นตำราและตีแผ่ให้คนในวังรู้ ว่ากันว่าวังหลวงปั่นป่วนมากเพราะหนังสือเพียงเล่มเดียว ภายหลังนางก็ได้รับยกย่องจากฝ่าบาทว่าเป็นสุดยอดนางในกองงานวรรณกรรม"
    ซอฮยอนฟังจบก็มองเชวซังกุงด้วยความรู้สึกทึ่งในความสามารถ
    "อย่างที่ข้าบอก" เชวซังกุงพูดต่อ "ช่วงแรกจะยังไม่ฝึกโหดกับพวกเจ้ามากนัก ยิ่งตอนนี้อยู่ในช่วงงานฉลองวันประสูติยิมโฮแทกุน การกวดขันใดๆ ข้าจะผ่อนปรนให้บ้าง เพราะฉะนั้นหากใครทำตัวดีข้าจะอนุญาตให้เข้าร่วมงานฉลองได้"
    ทันทีที่สิ้นเสียงของเชวซังกุง นางกำนัลทั้งหลายพากันกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ โดยเฉพาะซงฮวันถึงกับไม่รักษามารยาทกรีดร้องออกมาอย่างลิงโลด
    "น่าเกลียดนัก" ซุนฮวาเอ่ย
    "ช่างเขาเถิด" ซอฮยอนปรามเพื่อน
    "เอาล่ะ ตอนนี้ข้าอยากเจอกับแนอินอันดับหนึ่งประจำรุ่นของพวกเจ้า จงก้าวออกมาหน้าแถวที" เชวซังกุงสั่ง



    ซอฮยอนตัวแข็งทื่อ นางเพิ่งตระหนักรู้ว่าเชวซังกุงเพิ่งเรียกตนเองให้ออกไปหน้าแถวก็ต่อเมื่อซุนฮวาที่ยืนอยู่ข้างๆ เอามือมาสะกิดแขนเป็นเชิงบอกให้รู้ตัว
    "ไม่มีหรือ" เชวซังกุงแปลกใจ "ข้าได้ยินว่าแนอินอันดับหนึ่งในรุ่นพวกเจ้าเลือกมาห้องเขียนหนังสือนี่นา สงสัยนางคงจะเปลี่ยนใจกลางคันกระมัง"
    "เอ่อ ข้าเองเจ้าค่ะ" ซอฮยอนร้องขึ้นก่อนจะเดินสะดุดชายกระโปรงออกมาหน้าแถว
    "เจ้าคือแนอินอันดับหนึ่งหรือ" เชวซังกุงถาม
    ซอฮยอนก้มศีรษะ
    "เขาร่ำลือกันว่าเจ้าตอบเรื่องรังผึ้งในภาพวาดได้ฉลาดเฉลียวนัก"
    "ข้าแค่ตอบตามที่เห็นน่ะเจ้าค่ะ"
    "ทำไมเจ้าถึงมาเข้าห้องเขียนหนังสือ" เชวซังกุงเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน
    "เจ้าคะ? "
    "ข้าจะไม่ถามซ้ำรอบสอง"
    "เอ่อคือ... ข้าสนใจในศาสตร์นี้มาตั้งแต่เด็กแล้วเจ้าค่ะ"
    "ชอบการเขียนหนังสือหรือ"
    "เจ้าค่ะนายหญิง"
    "พื้นฐานที่ดีคือการบันไดขั้นแรกสู่ความสำเร็จ แต่ทว่าเมื่อเจ้ามาอยู่ที่นี่จะเจอเนื้อหาขั้นสูง ฉะนั้นจงอย่าทะนงตัวและเย่อหยิ่ง หลงในตำแหน่งแนอินอันดับหนึ่งจนคิดว่าตัวเองเก่งไปเสียทุกอย่าง" เชวซังกุงพูด
    ซอฮยอนตกใจ หญิงสาวเงยหน้ามองเชวซังกุงทันที
    "นายหญิง ท่านพูดอะไรกันเจ้าคะ ข้าว่าท่านกำลังเข้าใจผิดนะเจ้าคะ" 
    "เข้าใจผิดหรือ ฉะนั้นเหตุใดถึงมีคนบอกข้ามาว่าเจ้าเป็นคนเย่อหยิ่ง หลงตัวเองจนไม่เห็นหัวใครเล่า"
    ซงฮวันแอบปิดปากหัวเราะ
    "ใครบอกนายหญิงเจ้าคะ" ซอฮยอนงุนงงหนักขึ้นไปอีก
    "เจ้าไม่ต้องรู้หรอก แต่ถ้าเจ้าคิดจะมาอยู่ห้องเขียนหนังสือแห่งนี้ก็ต้องปรับตัว หากยังประพฤติตนแบบเดิม ข้าจะเฉดหัวเจ้าออกไปเสีย" เชวซังกุงมองซอฮยอนหัวจรดเท้าก่อนจะหันไปหาทุกคน "เอาล่ะ แยกย้ายไปได้แล้ว เรือนชางวีซึ่งเป็นเรือนประจำของพวกเจ้าจะอยู่ด้านหลังสุด วันนี้จงช่วยกันทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อน เข้าใจรึเปล่า"
    "เจ้าค่ะนายหญิง" ทุกคนรับคำก่อนจะแยกย้ายกันออกจากแถว 
    ซุนฮวารีบปรี่เข้ามาจับมือซอฮยอนด้วยความเป็นห่วง
    "เมื่อครู่นี้มันอะไรกัน ทำไมนายหญิงพูดกับเจ้ารุนแรงแบบนั้น"
    "ข้า... ข้าเองก็ไม่รู้" ซอฮยอนยังคงงุนงง
    "ต้องมีใครมาเป่าหูเชวซังกุงแน่ๆ นิสัยเจ้าไม่ใช่เช่นนั้นเสียหน่อย"
    ซอฮยอนเหม่อมองตามหลังเชวซังกุงด้วยความเหนื่อยใจ นี่แค่วันแรกก็ต้องเจอกับเรื่องวุ่นๆ เสียแล้ว แล้วต่อไปนางจะเจอเรื่องหนักหนาอีกขนาดไหนหนอ


    ด้านซงฮวันแอบเลี่ยงนางกำนัลคนอื่นๆ พลางเดินเข้ามาหาเชวซังกุง
    "นายหญิงเจ้าคะ"
    "มีอะไรหรือ"
    "เอ่อ... คือข้าอยากรู้น่ะเจ้าค่ะว่าใครเป็นบอกท่านเรื่องซอฮยอนหรือเจ้าคะ"
    เชวซังกุงขมวดคิ้ว
    "เจ้าเป็นใคร"
    "ข้าชื่อซงฮวันเจ้าค่ะ"
    "ฉะนั้นจงฟังไว้ให้ดี เดินเข้ามาใกล้ๆ สิ" เชวซังกุงกล่าว
    ซงฮวันทำท่าดีใจพลางเดินเข้าไปใกล้ๆ 
    "อย่าแส่ในเรื่องที่ไม่ใช่ของตน พวกสอดรู้สอดเห็นน่ะข้าไล่ออกไปหลายคนแล้ว" 
    เชวซังกุงกล่าวจบก็เดินขึ้นเรือนพักไป ทิ้งให้ซงฮวันอ้าปากค้างหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายอยู่เช่นนั้น
    เมื่อตกบ่าย เรือนชางวีก็สะอาดเอี่ยมได้ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของนางกำนัลทุกคน โต๊ะเก้าอี้ถูกเช็ดเรียบร้อย หน้าต่างประตูก็ถูกปัดฝุ่นกำจัดหยากไย่ออกหมด ตามพื้นก็ได้รับการกวาดจนไม่พบเศษผงใดๆ หลงเหลืออยู่เลย
    เชวซังกุงเดินขึ้นมาบนเรือนก่อนจะมองไปรอบๆ ด้วยความพึงพอใจ นางใช้นิ้วปาดไปตามจุดต่างๆ ของตัวเรือนอย่างถี่ถ้วน
    "สะอาดดีนี่" นางเอ่ยชม "การอบรมพวกเจ้าจะเริ่มอย่างเป็นทางการหลังงานฉลองขององค์ชาย ทุกคนจะมีหนังสือประจำตัว ชุดพู่กัน ม้วนกระดาษเปล่าและน้ำหมึก วันนี้มีแค่น้ำหมึกกับชุดพู่กันที่ส่งมา พวกเจ้าต้องดูแลรักษาให้ดี เข้าใจรึเปล่า"
    "เจ้าค่ะนายหญิง" ทุกคนรับคำอย่างพร้อมเพรียง
    "หน้าที่ทำอาหาร ซักผ้า เก็บกวาด จะเป็นของนางวังรับใช้ ส่วนพวกเจ้าทุกคนนั้นข้าจะอนุญาตให้ไปงานฉลองขององค์ชายได้ในวันพรุ่งนี้" 
    ทันทีที่เชวซังกุงพูดจบ นางกำนัลทุกคนก็หันมองหน้ากันด้วยความตกใจ
    "จริงหรือเจ้าคะ ทุกคนได้ไปหมดเลยหรือ" ซงฮวันถาม
    "ถูกต้อง ทำไม หรือไม่อยากไป? " เชวซัวกุงย้อนถาม
    "อยากไปสิเจ้าคะ" นางกำนัลทุกคนพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
    "เช่นนั้นก็รีบจัดการให้เสร็จ"
    "นายหญิงเจ้าคะ" นางในชั้นต้นชะโงกหน้าเข้ามาในเรือนชางวี
    "มีอันใด"
    "จานฝนหมึก แท่งหมึกรวมถึงน้ำหมึกถูกส่งมาแล้วเจ้าค่ะ"
    ไม่นาน นางวังรับใช้หลายสิบคนเดินก็เข้ามาในเรือนชางวี ในมือแต่ละนางถือแป้นหมึกและจานฝนหมึกติดมาด้วย นางกำนัลทุกคนชะเง้อคอมองด้วยความสนใจ
    "เอาวางไว้บนโต๊ะ วางดีๆ ล่ะ" เชวซังกุงสั่ง
    ซอฮยอนมองจานฝนหมึกลวดลายสวยงามด้วยความตกตะลึง นางไม่เคยเห็นอุปกรณ์การเขียนของในวังมาก่อน เมื่อมาเห็นเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าของที่ตัวเองใช้สมัยอยู่นอกวังนั้นดูด้อยค่าไปทันที 
    "พวกเจ้าดูนี่" เชวซังกุงประกาศพลางชี้ไปที่แป้นหมึกต่างๆ บนโต๊ะ เมื่อสังเกตดูดีๆ จะพบว่ามีอันที่ใหญ่ที่สุด ลวดลายงดงามที่สุด เนื้อจานหินของแป้นนั้นดูปราดเดียวก็รู้ว่าทำมาจากวัสดุราคาแพงและหายาก ซอฮยอนเพ่งตาดูก็พบว่ามีตรามังกรสีทองอยู่บนแป้นนั้นอีกด้วย
    "แป้นหมึกแต่ละอันมีความแตกต่างกัน อันสีดำเล็กคือสำหรับนางใน อันสีดำใหญ่คือของขุนนางและใต้เท้าทั้งหลาย อันสีดำใหญ่ลายหงส์คือของพระมเหสี อันสีดำใหญ่ลายมังกรทองคือของฝ่าบาท"
    "พวกเจ้าต้องดูแลรักษาแป้นหมึกเหล่านี้ให้ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งของฝ่าบาท" เชวซังกุงชี้ไปที่แป้นลายมังกรทอง "เพราะน้ำหมึกเป็นน้ำหมึกที่ดีที่สุดอีกทั้งหายากยิ่งนักและไม่มีสำรอง พระราชโองการ พระบัญชา หนังสือแต่งตั้ง ประกาศสำนักพระราชวังก็ล้วนแล้วแต่มาจากน้ำหมึกในแป้นนี้ทั้งสิ้น ในวังหลวงมีสองคนที่สามารถใช้ได้คือฝ่าบาทและราชเลขาประจำพระองค์เท่านั้น ฉะนั้นพวกเจ้าจงเก็บรักษาไว้เท่าชีวิต แม้แต่ฝุ่นผงก็อย่าให้ตกลงไปเป็นอันขาด เข้าใจรึไม่"
    "เจ้าค่ะนายหญิง"
    เชวซังกุงกวาดตามองไปรอบๆ พลางขมวดคิ้ว
    "แล้วไหนพู่กันเล่า ไม่ได้เอามาพร้อมกันหรือ" นางหันไปถามนางวังรับใช้
    "เอ่อ พอดีพู่กันมีปัญหาเรื่องขนาดที่ปะปนกันรวมถึงขนสัตว์ที่ใช้เอามาทำพู่กันด้วยเจ้าค่ะ ผสมปนเปกันมั่วไปหมด ตอนนี้กำลังคัดแยกอยู่เลยเจ้าค่ะ" นางวังรับใช้ก้มหน้าตอบ
    "อะไรนะ! " เชวซังกุงร้อง "ขนย้ายกันมาอย่างไรให้ปะปนเละเทะเช่นนั้น ไม่ได้เรื่องจริงๆ " ซังกุงพูดอย่างเสียอารมณ์ "นี่พวกเจ้า ไปช่วยข้าคัดแยกพู่กันที"
    นางกำนัลห้าหกคนรวมถึงซุนฮวาเดินตามเชวซังกุงลงไปจากเรือนชางวีทันที
    เมื่อปลอดจากซังกุง นางกำนัลที่เหลือพากันเข้ามามุงดูแป้นหมึกต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะพลางวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความตื่นเต้น ซอฮยอนนั้นไม่ได้มาร่วมมุงด้วยเพราะกำลังก้มลงจัดเรียงตำราเก็บเข้าตู้ไม้หลังห้อง ขณะนั้นซงฮวันกำลังถือวิสาสะหยิบแป้นหมึกลายมังกรทองขึ้นมาไว้บนมือ
    "นี่ อย่าแตะต้องสิ ของฝ่าบาทเชียวนะ" นางกำนัลคนหนึ่งทักท้วง 
    "แล้วอย่างไร ข้าไม่ได้จะทำอันใดเสียหายสักหน่อย เงียบปากไปเลยนะ" ซงฮวันพูดเสียงเขียวก่อนจะเดินหนีมาหลังห้องเพื่อหลบสายตาคนก่อนจะเปิดแป้นหมึกออกดูโดยไม่รู้ว่าซอฮยอนนั่งอยู่ไม่ไกล
    "ตายจริง! " ซงฮวันอุทาน "น้ำหมึกสวยมาก เงางามนัก นี่หรือน้ำหมึกของฝ่าบาท" นางยกจานน้ำหมึกด้วยมือข้างเดียวขึ้นมาอยู่ระดับสายตา
    "ข้าอยากลองใช้บ้าง-- ว้าย! " ด้วยความที่นางถือจานหมึกด้วยมือเดียวและยกสูงเช่นนั้น น้ำหนักของน้ำหมึกจึงเทเอียงไปมาและในที่สุด...
    จานน้ำหมึกของพระราชาตกลงกระทบพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังไปทั้งเรือนชางวี น้ำหมึกหกกระจัดกระจายเสียหายไหลเจิ่งนองเต็มพื้นห้อง นางกำนัลทุกคนหันขวับมามองด้วยความตกใจ ส่วนซงฮวันนั้นตัวแข็งทื่อไปแล้ว
    ซอฮยอนที่นั่งจัดเรียงหนังสืออยู่ก็ลุกขึ้นยืนมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตกใจไม่แพ้กัน นางเดินเข้ามาก้มมองน้ำหมึกบนพื้น
    "ไม่นะ! น้ำหมึก... น้ำหมึกของฝ่าบาท" นางกำนัลคนหนึ่งร้องขึ้น
    "มีอะไรกัน" เชวซังกุงเดินขึ้นมาบนเรือนชางวีก่อนจะหันมองไปยังหลังห้องที่ซงฮวันและซอฮยอนยืนกันอยู่สองคน นางก้าวตรงมาหาทันทีด้วยความสงสัย
    "เกิดอะไรขึ้นหรือ ทำไมถึง-- นั่นอะไรน่ะ! " เชวซังกุงก้มลงมองน้ำหมึกบนพื้นที่หกเรี่ยราด สายตาค่อยๆ ไล่ไปจนเจอแป้นลายมังกรทองที่คว่ำอยู่บนพื้น
    ใบหน้าของซังกุงแดงเข้มด้วยโทสะ มือข้างหนึ่งกำชายกระโปรงแน่นจนเป็นรอยยับ นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงโกรธแค้นเย็นเยียบ ดวงตาราวกับมีไฟไปจุดไว้
    "ใคร... ใครเป็นคนทำ"
    "ปาร์คซอฮยอนเจ้าค่ะ" ซงฮวันรีบพูดทันที
    เชวซังกุงหันขวับไปทางซอฮยอนทันที
    "อะไรนะ นี่เจ้าพูดอะไรน่ะ" ซอฮยอนร้องออกมา
    "ก็เจ้าเป็นคนทำตกจริงๆ นี่" ซงฮวันรีบเถียง
    "เจ้าเป็นคนทำตกเห็นๆ มาโทษข้าได้อย่างไร"
    "พอที! " เชวซังกุงตัดบทพลางหันไปหานางกำนัลหน้าห้อง "ใครเป็นคนทำ"
    "พวกเรามัวแต่สนใจแป้นหมึกบนโต๊ะน่ะเจ้าค่ะ ไม่ทันเห็นว่าใครทำ" นางกำนัลตอบ
    "แล้วใครเป็นคนหยิบแป้นหมึกออกมาจากโต๊ะ" เชวซังกุงถามต่อ
    นางกำนัลคนที่เห็นซงฮวันยกแป้นขึ้นจากโต๊ะก็ทำท่าจะพูด แต่ก็หยุดไปทันทีเมื่อเห็นสายตาคุกคามของซงฮวันที่สาดมา
    "นายหญิง" ซงฮวันพูด แสร้งดัดน้ำเสียง "ข้าเห็นซอฮยอนยกแป้นหมึกของฝ่าบาทมาที่หลังห้องเจ้าค่ะ ข้าเตือนนางว่าห้ามแตะต้องนางก็หาฟังไม่ มิหนำซ้ำยังยกจานน้ำหมึกขึ้นดูจนพลัดหลุดมือตก ข้าเตือนเจ้าแล้วนะซอฮยอน"
    "นางตัวดี! " เชวซังกุงหันไปตวาดซอฮยอน "เจ้าทำจริงๆ หรือ ข้าบอกเจ้าแล้วใช่รึไม่ว่านี่คือน้ำหมึกของฝ่าบาท เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงแตะต้องของส่วนพระองค์พระราชาเช่นนี้ นางสารเลว! น้ำหมึกนี้มีค่าแค่ไหนเจ้ารู้รึไม่ หยดเดียวยังมีค่ากว่าตัวเจ้าทั้งตัวด้วยซ้ำ เหตุใดถึงกล้าทำเช่นนี้! "
    "นายหญิง ข้าไม่ได้ทำจริงๆ นะเจ้าคะ ตอนนั้นข้ากำลังนั่งจัด--" ซอฮยอนพยายามอธิบายแต่ถูกซงฮวันขัดขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงดัดจริต
    "ซอฮยอน ทำไมเจ้าทำแบบนี้ ทำของสำคัญเสียหายไม่พอ ยังจะไม่ยอมรับความผิดอีกหรือ หัวจิตหัวใจเจ้าทำด้วยอะไรกันน่ะ"
    "นี่ เจ้า" ซอฮยอนพูดไม่ออก
    "ข้าเสียใจ ตอนแรกข้านึกว่าเจ้าเป็นคนดี เหตุใดถึงทำเรื่องเช่นนี้ ข้านึกไม่ถึงว่าเจ้าจะทำตัวน่ารังเกียจเช่นนี้"
    "ซงฮวัน เจ้า... เจ้าพูดอะไรกัน"
    ซงฮวันแสร้งเอามือกุมอก
    "ยังจะตะคอกข้าอีก ทำไม ทำไมเจ้าทำกับข้าแบบนี้" คราวนี้นางเอามือปิดปากก่อนจะแกล้งบีบน้ำตา
    "นายหญิงเจ้าคะ ซอฮยอนนางคือสหายข้าคนหนึ่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าหวังดีกับนางมาตลอด แต่นางกลับเป็นฝ่ายทำร้ายข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ข้า... ข้าทนไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ" ซงฮวันสะอึกสะอื้นพลางปาดน้ำตา
    "เงียบนะ! เจ้ากล้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร! " ซอฮยอนร้อง
    "เจ้า... ทำไมเจ้าขึ้นเสียงกับข้าแบบนี้" ซงฮวันทำท่าตกใจก่อนจะดัดเสียงที่ดูน่าสงสารต่อ "นายหญิง ให้ข้ารับโทษแทนนางก็ได้เจ้าค่ะ นางดูไม่มีทีท่าสำนึกผิดเลย นายหญิงลงโทษข้าเถิดเจ้าค่ะ ข้าผิดเองที่ไม่ห้ามปรามนาง ข้าขอโทษแทนเพื่อนและขอให้เคราะห์กรรมทั้งปวงตกมาอยู่ที่ข้าเองเจ้าค่ะ"
    "เจ้า... เจ้า" ซอฮยอนถึงกับพูดไม่ออก
    เชวซังกุงเงื้อมือขึ้นก่อนจะฟาดเปรี้ยงลงบนใบหน้าของซอฮยอนทันทีจนนางเซล้มลงกับพื้น หญิงสาวกุมแก้มด้วยความเจ็บปวดก่อนจะเงยหน้ามองผู้ที่ตบตนด้วยความตกใจ ซงฮวันที่แสร้งร้องไห้นั้นแอบยิ้มมุมปากอยู่ข้างหลังเชวซังกุง
    "เลว! เลวมาก! " เชวซังกุงกรีดเสียง "ทำของล้ำค่าเสียหายยังไม่พอ ยังมีหน้าไปโทษเพื่อนรักอีก ไม่สำนึกเลย ช่างต่ำทรามนัก ต่อไปนี้ จงไปทำหน้าที่ซักผ้าของนางกำนัลทั้งหมด ห้ามขึ้นมาบนเรือนชางวีจนกว่าข้าจะอนุญาต และงานฉลองขององค์ชายในวันพรุ่งนี้เจ้าก็ห้ามไปด้วย! "



    โปรดติดตามตอนต่อไป








    คล้ายกับเรื่องกลรักวังหลวง [서현] ที่คุณอ่าน