อุเอะโนะรู้สึกหวิว ๆ ในอก ขนแขนตั้งชัน สัญชาตญาณบอกให้ถอยกลับ อย่าได้ก้าวต่อไป
ไม่!
เสียงคำรามรอดออกจากไรฟัน
“เพียะ!”
เขายกมือตบหน้าตัวเอง ต่อให้อันตรายอยู่ข้างหน้าแต่หากไม่เห็นกับตา จะกลับไปสู้หน้าเมียและลูกได้อย่างไร เขารีบข่มใจบังคับสองเท้าให้ก้าวเดิน เกรงว่าหากช้าเพียงครู่ความขลาดกลัวจะชนะ
ในยุคที่ปีศาจมากมีนายพรานเข้าป่าสิบคน ห้าคนอาจไม่ได้กลับออกมา แม้แต่ศพอาจไม่เหลือให้กลบฝัง ไม่ใช่ห้าคนนั้นไม่มีฝีมือแต่เพราะว่าคนเ่าั้กล้าหาญเกินไป มีเพียงคนขี้ขลาดเท่านั้นจึงจะอยู่รอด นี่คือคำสอนที่สืบต่อกันมาในตระกูล ไม่ใช่ความกล้าไม่ดี เพียงแต่ต้องเป็ความกล้าที่อยู่ร่วมกับความกลัว รู้จักประมาณตน ไม่โลภ
ทว่าค่ำคืนนี้เขาจำต้องลืมเลือนคำสอน อาการป่วยของบุตรสาวอยู่ในระดับที่หากไม่ได้ยันต์มาในวันนี้วันพรุ่ง ก็อาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว จำต้องคว้าทุกความเป็ไปได้เอาไว้
“พอเลี้ยวขวาข้างหน้าก็คือแม่น้ำคาโมะแล้ว” อุเอะโนะรำพึงกับตัวเอง
พรืด!
ตุบ!
ไม่น่าเชื่อว่าพรานป่ามากฝีมืออย่างเขาจะลื่นล้มกลางถนนได้
ตรอกที่ผ่านมายังแขวนโคมไม่ไผ่ให้แสงสว่าง ไม่คิดเลยว่าตรอกนี้กลับมืดสนิท อาจเพราะอุเอะโนะกำลังรีบหรือกระวนกระวายใจเกินไปจึงไม่ทันระวัง เผลอเหยียบอะไรบางอย่างจนลื่นพรวดอย่างที่เห็น
อยู่ ๆ ก็ได้กลิ่นที่คุ้นเคย เขารีบยันกายลุกขึ้น คราบน้ำเหนียวเหนอะติดมือ
กลิ่นคาวเื!
ทันใดนั้นเสียงร้องไห้คร่ำครวญราวกับภูตผีครวญคร่ำ ล่องลอยมากับลม ชอกชอนเข้าสู่รูหูตรงไปยังสมอง
“อย่า ๆ”
“ไม่”
“อ๊ากกกก!”
วินาทีนี้อุเอะโนะรู้สึกเสียใจ ก่อนนี้อยู่เหนือลมจึงไม่ได้กลิ่น...
กลิ่นคาวเืหนาหนักแทรกซึมอยู่ทุกอณูของอากาศ แสดงว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นกับย่านเริงรมย์ กลิ่นขนาดนี้ต้องร้ายแรงอย่างยิ่งเทียบเท่าา ไม่ได้อยู่ในระดับที่เขาจะเข้าร่วมได้ จำต้องหลบไปตั้งหลักก่อน พอคิดได้แบบนี้ อุอะโนะค่อย ๆ หันกายอย่างช้า ๆ พยายามเคลื่อนไหวอย่างแ่เบาที่สุด ทว่า...
“ช่วยด้วย!”
เสียงร้องให้ช่วยเคลื่อนใกล้เข้ามา ไม่เพียงเท่านั้นยังมีกลิ่นสาบสางรุนแรง ถึงขนาดที่ตัวเขาอยู่เหนือลมยังได้กลิ่น กลิ่นนี้คือกลิ่นซึ่งพรานป่าทุกคนจำต้องคุ้นเคย เพราะยามอยู่ในป่าลึกแล้วได้กลิ่นนี้เมื่อไร ต้องหลีกลี้ให้ไกลแสนไกล
กลิ่นของปีศาจ!!!
อุเอโนะกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สมองสั่งให้รีบออกไปจากที่แห่งนี้ แต่ขากลับแข็งทื่อไม่ยอมฟังคำสั่ง สองเท้าหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว
“โอย โอย… ช่วยข้าด้วย”
เสียงค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้
หัวใจเต้นรัวเร็ว สมองลั่นอึงอล
ั้แ่เกิดมาไม่เคยเจอกับปีศาจมาก่อน เพราะหากเจอเมื่อใดเท่ากับวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึงเมื่อนั้น
จู่ ๆ ลมแรงพัดโหม หน้าต่างของเรือนซึ่งอยู่ด้านข้างพลันเปิดออก เรือนแห่งนี้คือเรือนชั้นเดียวสำหรับพ่อค้าเร่ อุเอะโนะมองลอดหน้าต่าง มองเลยออกไปยังถนนริมแม่น้ำและสายน้ำเริงรมย์ทั้งเส้น
อา..
มันต้องไม่ใช่ความจริงแน่ ฝัน... นี่คือความฝัน!
ศพเต็มไปหมด บนเรือสำราญ ตามท้องถนน ร้านรวงข้างทาง คนนอนตายเกลื่อนกลาด
ตุบ!
ตุบ!
ตุบ!
เสียงสิ่งของกระแทกจากที่สูง แ่เบาอย่างที่สุด ทว่าดังเพียงพอให้ได้ยินในยามเงียบสงัดอย่างนี้ ตรงโค้งของแม่น้ำเขาเห็นั์ตนหนึ่ง กำลังจับขาศพขึ้นแล้วโยนไปกองรวมกัน
ต้องหนี หนีให้เร็วที่สุด
เสียงกรีดร้องดังก้องในใจ
“ช่วยด้วย”
เสียงแหบโหยดังขึ้นไม่ไกล ชายหนุ่มแต่งกายเลิศหรูคืบคลานมาตรงปากตรอก เนื้อตัวเปรอะไปด้วยเื หันหน้าเข้ามาในซอยมืด แม้ว่าบริเวณที่อุเอะโนะยืนอยู่จะมืดสนิทไร้แสงไฟใด ๆ แต่คนผู้นั้นคล้ายรับรู้ถึงการคงอยู่ของเขา มือขวายกขึ้นเอื้อมมือทำท่าไขว่คว้า สีหน้าวิงวอนขอร้อง น้ำตาเอ่อคลอ หมายขอความช่วยเหลือ
ทันใดนั้นมีผู้หญิงใส่เสื้อผ้าสีสดก้าวขึ้นมาบดบังร่างชายหนุ่ม เท้าสวมใส่เกี๊ยะไม้ ถุงเท้าขาว
เสียงแปลก ๆ ดังออกมาจากร่างของผู้หญิงคนนี้
ก๊อบแก๊บ ๆๆ
เหมือนกับเสียงกระดูกลั่น
คอของเธอค่อย ๆ หมุนมาทางอุเอโนะอย่างช้า ๆ ภาพที่เขาเห็นไม่ใช่ภาพสยดสยองน่าสะพรึงกลัว หรือภาพอันน่าขนพองสยองเกล้าแต่อย่างใด ทว่ากลับสร้างความหนาวะเืจับขั้วหัวใจ ความกลัวพุ่งทะยานขึ้นสมอง ด้วยสิ่งนี้ขับดันให้ขาของอุเอะโนะสามารถขยับได้ในที่สุด เขากลับหลังหันออกวิ่งสุดชีวิต ออกจากสถานที่นี้
ภาพที่เห็นยังคงติดตาไม่ลืม ใบหน้าผู้หญิงคนนั้น!
องคาพยพบนใบหน้าล้วนว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง ไม่ว่าจมูก ปาก คิ้ว ดวงตา มีเพียงิัราบเรียบ
ผีไร้หน้า!
ขณะสองเท้าย่ำออกจากตรอกมืด เพลงกล่อมเด็กแ่เบาพลันดังขึ้นข้างหู
“อ๊ากกกกก!”
อุเอโนะร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัวแทบเสียสติ
เื่เล่าเก่าแก่ผุดขึ้นจากความทรงจำ...
ผีไร้หน้ากำเนิดจากิญญาคับแค้น มันไม่ใช่ไม่มีหน้าเพียงแต่ใบหน้าที่แท้จริงซ่อนอยู่ด้านหลัง อยู่ใต้เส้นผมยาวสลวย หากใครเห็นใบหน้าที่แท้จริงของมันต้องตาย!
ชายหนุ่มแต่งกายเลิศหรูฉวยโอกาสที่ผีไร้หน้าไม่สนใจตน เค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายในชีวิต ยันกายลุกขึ้น น่าเสียดายเขาก้าวขาออกวิ่งได้เพียงสามก้าว ลิ้นสีแดงยืดยาวพลันออกมาจากเส้นผม ทิ่มแทงไปยังท้ายทอยของชายผู้นั้น ดูดกินสมองราวกับผีเสื้อดูดน้ำหวาน
เสียงจ๊วบ ๆ ผสานกับเสียงซ่า ๆ ของกิ่งหลิวต้องลม ผสมกันเป็เสียงดนตรีแห่งความตาย
อุเอโนะวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต รอบด้านเงียบสงัด ปกติเขตคนยากไร้ก็เงียบจนวังเวงอยู่แล้ว สถานที่นี้คนนอนแต่หัวค่ำตื่นเช้ามืด ตลอดเส้นทางมีเขาวิ่งอยู่เพียงลำพัง ทว่ากลับรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงฝีเท้าติดตามอยู่ไม่ห่าง เขารีบชะลอความเร็ว เหลือบมองทางซ้ายและทางขวา ก่อนจะผลุบเข้าซอยเล็กข้างทาง ซ่อนตัวอยู่ครู่หนึ่ง
คงคิดไปเอง
อุเอะโนะรู้ดีว่ายามคนเราใจหวั่นหวาด หูจะแว่วได้ยินเสียงบางอย่างซึ่งล้วนไม่มีอยู่จริง
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลัดเลาะตามทางเล็กมาถึงเรือนพักของตน
ต้องรีบเก็บของ พอประตูเมืองเปิดต้องออกจากเมืองทันที คนตายมากมายขนาดนั้นไม่ใช่ฝีมือปีศาจตนสองตนแน่ น่าจะเป็กองทัพ ไม่ ไม่ รอประตูเปิดไม่ได้ ต้องไปเดี๋ยวนี้เลย
เสียทีที่อุเอโนะเป็พรานป่ามากประสบการณ์ พอเจอเหตุร้ายจู่โจมจิตใจ เขากลับลืมไปว่าตนได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้
รอยเท้า!
รอยเืติดรองเท้า!
และร่องรอยนี้กำลังชักนำปีศาจให้ติดตามมาถึงเรือนของตน
ตรอกจูอิเอะ (สิบเรือน)
เขตคนยากไร้มีพื้นที่เล็กที่สุดในนครหลวงแห่งนี้ ทว่าผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด ที่นี่เป็ที่อยู่ของเ้าหน้าที่ระดับล่าง พ่อค้าร้านเล็ก แรงงานแบกหาม ชาวบ้านยากจนและโจรขโมย
อุเอโนะพักอยู่ในตรอกจูอิเอะ ใกล้กับกำแพงเมืองด้านตะวันตก เป็เรือนไม้ชั้นเดียวปลูกต่อกัน ทุกคนอยู่อย่างกลมเกลียวถ้อยทีถ้อยอาศัย ทางเข้าออกมีทางเดียวเพื่อป้องกันโจรลักขโมย
เขารีบผลักประตูใหญ่ซึ่งได้แอบแง้มไว้ ลงกลอนด้วยใจเต้นโครมคราม ยามนี้ต้องแข่งกับเวลา เขาต้องรีบปลุกเมียรักบอกเล่าเื่ที่เกิดขึ้น
พอเลื่อนเปิดประตูบ้านกลับพบภรรยาตื่นแล้ว และกำลังหัวเราะคิกคักกับเด็กคนหนึ่ง โดยมีบุตรสาวนั่งยิ้มแย้มอยู่บนตัก
เขาถึงกับอึ้งไปเลย