War of the gods destroy Multiverse

    ตอนที่ 44

    เวลา บ่ายหนึ่ง วันที่ ยี่สิบเก้า พฤษภา ทางด้านเยี่ยหลง หลังจากได้รับบาดเจ็บจนสลบไปจากการประลอง ตั้งแต่วันที่ ยี่สิบแปด พฤษภา จนถึงตอนนี้คนเพิ่งตื่น


    เยี่ยหลงที่เพิ่งตื่นก็ลุกขึ้นมานั่ง จากนั้นก็มองแลสัมผัสตรงส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ คนจึงได้รู้ว่า คนถูกรักษาจนแผลสมานพอควรแล้ว


    พอคนรู้ว่าบาดแผลสมานพอควรแล้ว คนจึงมองไปรอบๆเพื่อดูว่าตนเองอยู่ที่ไหน ไม่นานจึงทราบว่าตนอยู่ที่ห้องนอนตน


    เมื่อคนรู้แล้วว่านี่คือห้องนอนตน จู่ๆทันใดนั้น ก็มีคนเปิดประตูเข้ามา


    เป็นหลิงเถียนอี้กับเจียงไฉ่หง ที่เปิดประตูเข้ามาดู

    อาการเยี่ยหลง


    ทันทีที่เจียงไฉ่หงเห็นว่าเยี่ยหลงฟื้นแล้ว คนก็กล่าว " เจ้าแปด ในที่สุด เจ้าก็ฟื้นแล้ว "


    เยี่ยหลงที่เห็นอาจารย์กับอาจารย์หญิงตนมาเข้ามาดูอาการตน คนจึงกล่าวทำความเคารพแก่อาจารย์และอาจารย์หญิงตน " อาจารย์ อาจารย์หญิง ศิษย์ขอคารวะ "


    เจียงไฉ่หงกล่าว " อยู่นิ่งๆเถอะเจ้าแปด อย่าลำบากฝืนกายทำความเคารพเลย เดี๋ยวบาดแผลจะเปิดเอา "


    เยี่ยหลงกล่าวบอก " แค่ทำความเคารพไม่ได้ฝืนกายอะไรมากเลยขอรับอาจารย์หญิง ศิษย์ทำได้ แค่นี้แผลไม่เปิดแน่นอน " 


    เยี่ยหลงกล่าวเสร็จ คนก็ทำท่าทำทางแข็งแรงแข็งแกร่งให้คนดู


    เจียงไฉ่หงที่ได้ฟังและเห็นดังนั้น ก็กล่าว " ดี ในเมื่อเจ้าแข็งแรงขนาดนี้แล้ว งั้นข้าวต้มถ้วยนี้ เจ้าคงกินเองได้แล้ว "


    เจียงไฉ่หงกล่าวเสร็จ คนก็นำถ้วยข้าวต้มไปใส่ในมือของเยี่ยหลง 


    เยี่ยหลงก็รับมาแต่โดยดีไม่ขัด จากนั้นคนก็ซัดกินข้าวต้มรวดเดียวหมด


    เมื่อเยี่ยหลงกินยาหมดแล้ว เจียงไฉ่หงหรืออาจารย์หญิงของเยี่ยหลงก็ขอตัวลา " งั้นข้าไปก่อนนะ "


    " เจ้ามีอะไรจะคุยกับเจ้าแปด ก็คุยได้เลย ข้าไปล่ะ " เจียงไฉ่หงกล่าวกับหลิงเถียนอี้


    หลังจากเจียงไฉ่หงจากไป หลิงเถียนอี้ ก็เปิดปากถาม เยี่ยหลงถามในสิ่งที่อยากรู้ " เจ้าแปด เจ้ารู้หรือไม่ว่า เวทวิชาเวทระเบิดโลหิต กับ วิชาเวทอาภรณ์ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง ที่เจ้าฝึกปรือ เป็นเวทที่มีที่มาจากใด "


    เยี่ยหลงตอบอย่างมั่นใจ " แน่นอนย่อมมาจากสำนักเมฆาอรุณ "


    หลิงเถียนอี้เขกกระบาลเยี่ยหลงไปทีหนึ่ง ก่อนจะกล่าว " มาจากสำนักเมฆาอรุณบ้านเจ้าน่ะสิ "


    เยี่ยหลงกล่าวถาม " ไม่ใช่หรือขอรับ แล้วมาจากที่แห่งใดกัน "


    หลิงเถียนอี้ตอบ " วิชาเวทเวทระเบิดโลหิต เป็น วิชาของพรรคมาร พรรคหลอมโลหิต ส่วนวิชาเวทอาภรณ์ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง เป็นเวทของพรรคมาร พรรคเทพอสูร "


    " การที่เจ้านำวิชาของพรรคมารมาใช้ เจ้ารู้มั้ย ว่าคนอื่นๆจะมองเจ้าอย่างไร หากรู้ว่าวิชาพวกนั้นมาจากพรรคมาร " หลิงเถียนอี้กล่าวถาม


    เยี่ยหลงตอบอย่างซื่อๆ " ศิษย์ไม่รู้หรอกขอรับ ว่าใครจะมองศิษย์อย่างไร และศิษย์ก็ไม่สนด้วย "


    " เจ้าไม่สนชื่อเสียงตนเองก็ไม่เป็นอะไร แต่เจ้าควรสนชื่อเสียงของอาจารย์กับดอยบ้าง ป่านนี้พวกคนคงจะนำไปนินทากันแล้ว ว่าศิษย์ของดอยไผ่ใหญ่ที่ชนะมาได้มีร้อยกว่าดาว เป็นเพราะใช้วิชาเวทของพรรคมาร หาใช่พรรคธรรมะไม่ เจ้าแปดนะ เจ้าแปด หากต้องการวิชาเวทอะไร ทำไมไม่มาถามอาจารย์หรือศิษย์พี่ของเจ้าก่อน ว่าวิชาไหนควรฝึกดีมั้ย " หลิงเถียนอี้กล่าว


    " ศิษย์รู้ผิดแล้ว ขออาจารย์อภัยด้วย " เยี่ยหลงกล่าว


    " แล้วการที่ศิษย์ใช้วิชาเวทของพรรคมาร มันจะมีผลอะไรต่อศิษย์มั้ย อย่างเช่นปรับแพ้ไปอะไรประมาณนี้น่ะขอรับ " เยี่ยหลงกล่าวถาม


    หลิงเถียนอี้ตอบ " ไม่มีเรื่องพวกนั้นหรอก แต่ที่มีแน่ๆเลยคือเรื่องชื่อเสียงที่จะถูกมองเป็นแกะดำถูกมองไม่ดีน่ะมีแน่ๆ "


    เยี่ยหลงกล่าวถาม " แล้ววิชาของพรรคมาร มันมาอยู่ให้คนของสำนักธรรมะอ่าน ฝึกปรือ ได้อย่างอิสระได้อย่างไรในสำนักเมฆาอรุณฤาขอรับ " 


    หลิงเถียนอี้ตอบกลับ " มันน่าจะโดนริบมา ในตอนที่ฝ่ายธรรมะทั้งห้าหรือที่เรียกกันว่าเสาหลักทั้งห้าของราชอาณาจักรเมฆวายุรวมตัวกันครั้งใหญ่ บุกทำลายฝ่ายอธรรมทั้งเก้าสำนัก ในครั้งใดครั้งหนึ่งจากทั้งสามครั้งเนี่ยแหละ ส่วนที่มันอยู่ในห้องสมุดส่วนกลางและเปิดให้อ่านให้ฝึกปรือได้อย่างอิสระ คงเป็นเพราะสำนักเห็นว่ามันมีอันตรายน้อย จึงสามารถให้อ่านให้ฝึกเรียนรู้ได้ "


    เยี่ยหลงพยักหน้าและตอบรับเข้าใจ " ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง "


    " เจ้าแปด อาจารย์ขอถามเจ้า เจ้ามีอะไรที่ต้องการในดินแดนเวทลี้ลับหรือไม่ แล้วเจ้าอยากเข้าไปรึเปล่า " หลิงเถียนอี้ถาม


    เยี่ยหลงที่กำลังจะตอบว่าไม่มีสิ่งที่ต้องการและไม่ได้อยากเข้าไปเลยแม้แต่นิด


    แต่ทว่ายังไม่ทันได้พูด ฟีนิกซ์ก็บอกกับเยี่ยหลงขึ้นมาก่อน ' ไอ้เยี่ยหลง บอกไปว่ามึงมีสิ่งที่ต้องการอยู่ในนั้น และต้องการเข้าไปหาประสบการณ์ในนั้นด้วย บอกไปตามนี้ '


    เยี่ยหลงถามฟีนิกซ์กลับ ' แล้วถ้าอาจารย์ถามว่าผมต้องการอะไร ให้ผมบอกว่าต้องการอะไรล่ะครับ '


    ฟีนิกซ์ตอบกลับ ' บอกไปต้องการบัวแดงจักรพรรดิ '


    เยี่ยหลงตอบรับ' เข้าใจแล้วครับ '


    " อาจารย์ศิษย์มีของที่อยากได้ที่อาจมีในดินแดนเวทลี้ลับนะขอรับ ส่วนอยากเข้าไปหรือไม่ แน่นอนว่าศิษย์ต้องอยากเข้าไปหาประสบการณ์แน่นอนขอรับ " เยี่ยหลงกล่าวบอก


    " บัวแดงจักรพรรดิงั้นรึ ในโลกข้างนอกย่อมหายาก แต่ในดินแดนเวทลี้ลับย่อมมีแน่นอนและหาได้ง่ายกว่าโลกข้างนอก " หลิงเถียนอี้กล่าวบอก


    " เจ้าแปด เจ้าต้องการมันไปทำอะไรงั้นรึ " หลิงเถียนอี้ถาม


    ฟีนิกซ์บอกกับเยี่ยหลงให้ตอบไปแบบนี้ ' ไอ้เยี่ยหลงตอบไปว่า ตอนที่มึงลงไปซื้อสมุนไพรให้ มึงเจอกับหมอท่านหนึ่ง ที่รู้วิธีรักษาให้มึงสามารถปลุกวิญญาณยุทธ์ขึ้นมาได้ และสิ่งที่ต้องใช้หนึ่งในนั้นคือ บัวแดงจักรพรรดิ '


    เยี่ยหลงที่ได้ฟังคำบอกของฟีนิกซ์ คนก็บอกไปตามนั้น " ที่ศิษย์ต้องการบัวแดงจักรพรรดิ เป็นเพราะตอนที่ศิษย์ไปซื้อสมุนไพรให้อาจารย์ ศิษย์ได้เจอกับหมอท่านหนึ่ง ที่บอกกับศิษย์ว่าสามารถรักษาอาการพิการที่ไม่สามารถปลุกวิญญาณยุทธ์ของศิษย์ได้ และหนึ่งสิ่งที่ต้องใช้ ก็คือ บัวแดงจักรพรรดิ นั่นเองขอรับ "


    " ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง " หลิงเถียนอี้กล่าวเข้าใจ


    " แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหมอท่านนั้นพูดจริง " 

    หลิงเถียนอี้ถาม


    เยี่ยหลงตอบกลับด้วยไหวพริบ " ศิษย์ก็ไม่รู้หรอกว่า หมอท่านนั้นพูดจริงหรือไม่หรอกขอรับ ศิษย์แค่อยากลองเสี่ยงดูเท่านั้น เผื่อศิษย์จะสามารถมีวิญญาณยุทธ์เหมือนกับคนอื่นๆกับเขาบ้าง"


    " และอีกอย่างคือศิษย์อยากเข้าไปในนั้น เพื่อหา

    ประสบการณ์น่ะขอรับ " เยี่ยหลงกล่าวบอก


    " อาจารย์เข้าใจเจ้านะ ทั้งเรื่องที่ต้องการอยากจะปลุกวิญญาณยุทธ์เพื่อจะได้มีวิญญาณยุทธ์เหมือนกับคนอื่นเขาและอยากจะเข้าไปหาประสบการณ์ แต่เจ้าต้องเข้าใจก่อนว่า ในนั้นไม่ได้มีแค่อันตรายจากสัตว์วิเศษ แต่มีอันตรายจากมนุษย์ด้วยกันด้วย โดยเฉพาะมนุษย์ที่โลภอยากได้ของคนอื่น " หลิงเถียนอี้กล่าว


    หลิงเถียนอี้กล่าวต่อ " เจ้าที่อยู่แค่ระดับผู้ปลุกวิญญาณขั้นเก้าผนวกกับเวทมนต์ที่เจ้าแสดงให้กับอาจารย์ดูว่ามีเวทมนต์นี้อยู่ เจ้าอาจคิดว่าสามารถต่อกรกับคนที่ปองร้ายเจ้าได้อย่างสบายหรืออาจจะสูสี อาจารย์ขอ

    บอกตรงนี้เลยว่า ไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน เพราะคนที่จะถูกคัดเลือกให้เข้าดินแดนเวทลี้ลับ ย่อมต้องเป็นคนที่มีระดับพลังวิญญาณและระดับพลังเวทที่สูงพอสมควร หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นหัวกะทิของสำนักเลยก็ว่าได้ ถึงจะถูกเลือก ซึ่งคนพวกนั้นเจ้าสู้ไม่ได้อย่างแน่นอน "


    " เจ้ารู้ดังนี้ ยังอยากเข้าไปอยู่อีกหรือไม่ " หลิงเถียนอี้ถาม


    เยี่ยหลงตอบอย่างมั่นใจ " อยากแน่นอนขอรับ "


    หลิงเถียนอี้ถอนหายใจ " เฮ้อ " ก่อนจะกล่าว " งั้นเจ้าก็จงรักษาดาวของตนเองเอาไว้ให้ดีภายในสองวันที่เหลือนี้ หากสุดท้ายแล้วเจ้ายังคงมีดาวเยอะที่สุดในดอย อาจารย์จะให้เจ้าเข้าไปได้อย่างไม่ขัดใดๆ "


    เยี่ยหลงบอกกลับ " ขอบคุณขอรับอาจารย์ "


    " งั้นเจ้าก็เชิญตามสบายเถอะ อาจารย์ไม่กวนแล้ว " หลิงเถียนอี้กล่าวเพียงแค่นี้ ก็หันหลังเตรียมเดินจาก


    แต่คนที่นึกคำบอกที่จะบอกขึ้นมาได้อีก จึงหันมาบอก " อ้อ แล้วอีกอย่าง วันนี้ เจ้าไม่ต้องทำอาหารนะ อาจารย์บอกให้เจ้าเจ็ด หรือศิษย์พี่เจ็ดของเจ้าทำแทนแล้ว " หลิงเถียนอี้กล่าว 


    เยี่ยหลงกล่าวรับทราบเข้าใจ " ศิษย์ทราบแล้ว "


    เมื่อหลิงเถียนอี้กล่าวบอกสิ่งที่ตนอยากจะบอกหมดสิ้นแล้ว คนก็เดินจากไป


    หลังจากหลิงเถียนอี้จากไปได้ประมาณสามนาที เยี่ยหลงก็ออกมาจากห้องนอนตน และมุ่งไปยังสนามประลองที่หนึ่งเพื่อดูการประลอง


    คนดูไปจนเย็นไม่เข้าร่วมประลอง เมื่อคู่เย็นคู่สุดท้ายของวันจบการประลอง 


    ผู้อาวุโสที่เป็นพยานการประลองก็ประกาศขึ้น " อีกสองวัน งานประลองเวทปัญจภาคี จะจบลง และวันต่อมาจากนั้นเราจะเข้าสู่ดินแดนเวทลี้ลับ โดยคนที่มีดาวเยอะที่สุดในดอยตน จะได้รับเลือกให้เข้าสู่ดินแดนเวทลี้ลับ ฉะนั้นจงรักษาดาวของตนเอาไว้ให้ดี ขอจบการประกาศเพียงเท่านี้ "


    หลังจากผู้อาวุโสประกาศจบ พวกคนก็พากันแยกย้ายกลับดอยตน


    วันที่ สามสิบเอ็ด พฤษภา หนึ่งวันก่อนเข้าสู่ดินแดนเวทลี้ลับ ทางด้านห้องครัวของตระกูลเฟิน เวลายามซื่อ(09.00-10.59)


    เฟินเจวี๋ยปี้ก็กำลังทำการดูดปากแลกลิ้นกับหญิงที่นั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าวอย่างดุเดือด


    คนสองแลกลิ้นกันไปมา ไม่นานหญิงวัยน่าจะใกล้ถึงสามสิบแล้ว ก็ดันร่างเฟินเจวี๋ยปี้ออก จากนั้นก็กล่าว " เรารีบทำกันเถอะ วันนี้เจ้าต้องไปรายงานตัวกับตระกูลหลักเรื่องเข้าสู่ดินแดนเวทลี้ลับไม่ใช่หรอ "


    " ก็ได้ งั้นท่านแม่บุญธรรม ไม่สิ เมียจ๋า เรามาเริ่มกันเลยเถอะ "


    หลังจากเฟินเจวี๋ยปี้กล่าวบอกไปแบบนั้น คนที่เฟินเจวี๋ยปี้เรียกว่าแม่บุญธรรม ก็ลงจากโต๊ะกินข้าว หันหลังให้กับเฟินเจวี๋ยปี้ มือทั้งสองข้างเท้าโต๊ะกินข้าว จากนั้นก็ยื่นโก่งตูดให้เฟินเจวี๋ยปี้


    เฟินเจวี๋ยปี้ที่เห็นคนยั่วยื่นเสนอมาแบบนั้น คนจึงทำการถกผ้าของฝ่ายหญิงที่คั่นกลางระหว่างมังกรน้อยตนกับถ้ำสวาทขึ้น


    เมื่อผ้าถูกถกขึ้น และถ้ำสวาทแสดงให้ตาเฟินเจวี๋ยปี้ได้เห็น เฟินเจวี๋ยปี้ก็ไม่รีรอช้า นำหัวมังกรไปถูกับกลีบบุปผาของหญิงวัยใกล้สามสิบ ไม่นานน้ำตกใสก็ไหลอาบทั่วหัวมังกร


    ทันทีที่น้ำตกไหลอาบทั่วหัวมังกร เฟินเจวี๋ยปี้ก็ทำการไม่รีบรอช้า ยัดองคชาตเข้าถ้ำสวาทของหญิงวัยใกล้สามสิบ จากนั้นก็กระหน่ำแทงด้วยความดุเดือดและรวดเร็ว


    เฟินเจวี๋ยปี้ที่แทงไปสักพักคนก็กล่าวขึ้น " ในบรรดาผู้หญิงที่ข้าสมสู่มา ท่านแม่คือที่สุดแล้ว " 


    หญิงวัยใกล้สามสิบบอกกลับ " ข้าก็เหมือนกัน ระหว่างพ่อเจ้ากับเจ้า เจ้าคือที่สุดแล้ว "


    เฟินเจวี๋ยปี้กระหน่ำแทงรูสวาทได้ไม่นานประมาณหนึ่งถ้วยชา คนก็แตกน้ำกามคารูถ้ำสวาท จากนั้นก็ดึงมังกรน้อยออกมา


    หลังจากเสร็จกิจแล้ว คนทั้งสองก็พยายามจัดเสื้อจัดผ้าให้มีระเบียบเรียบร้อย จากนั้นก็แยกจากกันไปตามทางของตน


    วันที่ สามสิบเอ็ด พฤษภา เวลาสิบเอ็ดโมง ศิษย์ทั้งหลายของสำนักเมฆาอรุณที่มีดาวมากที่สุดของแต่ละดอยก็มารวมตัวกัน ณ จุดรวมตัว โดยมีเจ้าดอยหรืออาจารย์ตนเดินนำทางมายังจุดรวมตัว


    เมื่อเยี่ยหลงมาถึงจุดรวมตัว คนก็พบว่าตนมาเป็นคนสุดท้าย


    ครั้นเยี่ยหลงมาถึง คนที่เจอกับลู่ขุยอันและชายอีกสามคน โดยหนึ่งในชายจากสามคนนั้น คือคนที่ครั้งหนึ่งคนเคยเห็นว่ามีออร่าทั้งพลังวิญญาณและพลังเวทที่คนปลดปล่อยมาดำมืดไปหมดในตอนคัดเลือกเข้าสำนักเมฆาอรุณ


    เยี่ยหลงที่ได้เห็นชายคนนั้น ก็คิดขึ้น ' เป็นเขานั่นเอง '


    เมื่อเยี่ยหลงที่เป็นคนสุดท้ายมาถึงแล้ว ผู้อาวุโสก็ประกาศกล่าวขึ้น " ในเมื่อพวกเจ้า ผู้ที่ถูกคัดเลือกจากการเอาตัวรอดจากการประลองแย่งชิงดาวมาได้ มารวมกันอยู่ ณ ที่นี้แล้ว ข้าผู้อาวุโสขอแสดงความยินดีกับพวกเจ้าด้วยหนึ่งส่วนจากในสองส่วน เพราะอีกส่วนข้าขอเก็บไว้อวยพรตอนพวกเจ้ารอดออกมาจากดินแดนเวทลี้ลับได้ก็แล้วกัน "


    ผู้อาวุโสกล่าวต่อ " ตอนนี้หนึ่งในพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งหรืออาจทั้งหมด อาจจะสงสัยว่า จะให้พวกเจ้ามารวมตัวกันทำไมตอนนี้ เพราะแดนเวทลี้ลับพรุ่งไม่ใช่หรอ ข้าขอตอบว่า การที่ให้พวกเจ้ามารวมตัวกัน เป็นเพราะว่า ข้าต้องการยืนยันตัวตนของพวกเจ้า ว่าชื่อที่เจ้าดอยของพวกเจ้าส่งมาพร้อมกับจำนวนดาว คือตัวเจ้าใช่หรือไม่ ไม่ใช่มีการเปลี่ยนตัวกันภายหลัง "


    " ผู้อาวุโส ข้าโม่เฉิงฟู่ แห่งศิษย์ดอยหญ้าดาบขอถามว่า ท่านผู้อาวุโสจะยืนยันตัวตนของพวกเราได้อย่างไรและด้วยวิธีไหนกัน " โม่เฉิงฟู่กล่าวถาม


    ผู้อาวุโสกล่าวบอก " เจ้าเดินมาหยุดตรงหน้าข้าสิ "


    โม่เฉิงฟู่ที่ได้ฟังก็ไม่ตะขิดตะขวงอะไร เดินเข้าไปหาอย่างสบายใจ


    ทันทีที่โม่เฉิงฟู่มาหยุดตรงหน้าคน คนก็ทำการร่ายเวทมนต์ใส่ " วิชาเวทสำแดงความจริง "


    เมื่อผู้อาวุโสร่ายเวทออกมาแล้ว คนก็กล่าวบอกกับโม่เฉิงฟู่ขึ้น " เจ้าแบมือทั้งสองข้างให้ข้าดู จากนั้นก็ลองพูดอะไรที่ไม่เป็นความจริงดูสิ "


    โม่เฉิงฟู่ที่ถูกบอกมาดังนั้น คนก็ลองพูดโกหกดู " ข้าคือคนที่ได้ดาวน้อยที่สุดในดอย "


    ทันทีที่โม่เฉิงฟู่กล่าวคำเท็จจบ จู่ๆสัญลักษณ์สีแดงก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือทั้งสองข้างของคนพร้อมกับอาการร้อนเหมือนถูกไฟจี้


    โม่เฉิงฟู่ที่ร้อนฝ่ามือเหมือนถูกไฟจี้ คนก็สะบัดมือไปมาด้วยความตกใจ ไม่นานอาการถูกไฟจี้ก็หายไป


    เมื่อโม่เฉิงฟู่หายจากอาการเหมือนถูกไฟจี้แล้ว ผู้อาวุโสที่ไม่อยากเสียเวลาที่จะร่ายเวทอีกครั้งกับคนใหม่เพื่อยืนยันตัวคนว่าคนถูกตรงกับชื่อหรือไม่ คนจึงถามโม่เฉิงฟู่ต่อ " โม่เฉิงฟู่ เจ้าคือคนที่มีดาวเยอะที่สุดของดอยดอยหญ้าดาบ ใช่หรือไม่ "


    โม่เฉิงฟู่ตอบ " ใช่ "


    ทันทีที่โม่เฉิงฟู่ตอบว่า ใช่ ผลลัพธ์ของการตอบว่า ใช่ ก็ปรากฏ คือ ไม่มีสัญลักษณ์ใดๆกับอาการร้อนใดๆเกิดขึ้น เป็นการยืนยันว่า สิ่งที่โม่เฉิงฟู่พูดมาเป็นความจริง


    เมื่อผลลัพธ์จากคำตอบของโม่เฉิงฟู่ออกมาว่าเป็นความจริง ผู้อาวุโสก็บอกกับคนขึ้น " เจ้ากลับไปยืนที่เดิมได้แล้ว "


    หลังจากกล่าวบอกกับโม่เฉิงฟู่เสร็จ คนก็เรียกคนถัดไปมาตรวจสอบ " หลัวถานจิ้น ศิษย์ของดอยหมื่นปักษาสถิต เชิญมาอยู่หน้าข้าเพื่อทำการตรวจสอบ "


    ทันทีที่ชายชื่อหลัวถานจิ้นก้าวขาออกจากจุดยืน เยี่ยหลงที่เห็นว่าหลัวถานจิ้นก็คือชายที่มีออร่าดำมืด คนจึงคิดขึ้น ' ที่แท้เขาชื่อ หลัวถานจิ้น นี่เอง '


    " หลัวถานจิ้น ยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น คนคือคนในชื่อที่ถูกระบุมาจริง ผ่าน " ผู้อาวุโสกล่าว


    " หลิงคุนหลุน แห่งดอยหญ้าเขียวใหญ่ เชิญมาอยู่หน้าข้าเพื่อทำการตรวจสอบ " ผู้อาวุโสกล่าว


    ไม่นานผู้อาวุโสก็ทำการตรวจสอบหลิงคุนหลุนเสร็จสิ้น " หลิงคุนหลุน ยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น คนคือคนในชื่อที่ถูกระบุมาจริง ผ่าน "


    " ลู่ขุยอัน แห่งดอยป่าดอกท้อ เชิญมาอยู่หน้าข้าเพื่อทำการตรวจสอบ " ผู้อาวุโสบอก


    ลู่ขุยอันก็ทำตาม ไม่นานก็เสร็จ ผลลัพธ์คือ " ลู่ขุยอัน ยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น คนคือคนในชื่อที่ถูกระบุมาจริง ผ่าน "


    " เยี่ยไป๋ แห่งดอยไผ่ใหญ่ เชิญมาอยู่หน้าข้าเพื่อทำการตรวจสอบ " ผู้อาวุโสกล่าวบอก


    เยี่ยหลงก็ทำตามที่บอก ไม่นานก็ยืนยันตัวตนเสร็จ " ยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น คนคือคนในชื่อที่ถูกระบุมาจริง ผ่าน "


    เมื่อผู้อาวุโสทำการยืนยันทุกคนเสร็จสิ้นหมดแล้ว คนก็ทำการประกาศสิ่งต่อไปขึ้น " พรุ่งนี้เวลายามเฉิน(07.00-08.59) พวกเจ้าทั้งหมดจงมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อขึ้นนาวาวิญญาณไปยังหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์ซึ่งตั้งอยู่ใต้ภูเขาสำนักแดนกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ "


    " มีใครไม่เข้าใจตรงไหนหรือไม่ " ผู้อาวุโสถาม


    พวกคนตอบพร้อมเพรียงกัน """"" ไม่มีขอรับ """"


    และแล้ววันที่ หนึ่ง มิถุนายน ก็มาถึง ซึ่งเป็นวันที่

    เยี่ยหลงจะเข้าสู่ดินแดนเวทลี้ลับ


    หลังจากเยี่ยหลงขึ้นนาวาวิญญาณและนาวาวิญญาณออกตัว ใช้เวลาพอควรคนก็มาถึงยังหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์ที่ตั้งอยู่ ณ ทิศตะวันออกของราชอาณาจักรเมฆวายุ ซึ่งอยู่ ณ เมืองเมฆครึ้ม


    เมื่อเยี่ยหลงมาถึง เยี่ยหลงที่มองไปเบื้องหน้าเจอประตูใหญ่ ซึ่งเขียนป้ายใหญ่ไว้ด้านบนชัดเจนว่าเป็นประตูสู่หมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์


    คนที่เห็นดังนั้น ก็มองไปรอบๆ เมื่อไม่เจอใคร คนก็กล่าวขึ้น " พวกเรามาเป็นกลุ่มแรกหรอเนี่ย "


    หลิงเถียนอี้ที่ติดตามเยี่ยหลงมาด้วย คนก็กล่าวบอก " เราไม่ใช่กลุ่มแรกหรอก กลุ่มแรกคือคนของสำนักแดนกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก พวกเขาคงรออยู่ ณ หน้าประตูสู่ดินแดนเวทลี้ลับแล้วล่ะ "


    เยี่ยหลงกล่าวถาม " ที่คนของสำนักแดนกระบี่ศักดิ์สิทธิ์มาถึงก่อน เป็นเพราะสำนักแดนกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ยู่ด้านบนหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์ใช่หรือไม่ และการที่พวกเขาสามารถเข้าไปรอยังหน้าประตูสู่ดินแดนเวทลี้ลับได้ ก็เป็นเพราะหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์อยู่ใต้การปกครองของสำนักแดนกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่ "


    หลิงเถียนอี้ตอบ " ใช่แล้วตามนั้นเลย "


    หลังจากที่เยี่ยหลงคุยกับหลิงเถียนอี้จบ ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่นาวาวิญญาณจอดลงบนพื้น เบื้องหน้าประตูสู่หมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์


    ไม่นานหลังจากที่เรือวิญญาณของสำนักเมฆาอรุณจอดลง เบื้องหลังเรือวิญญาณของพวกคน ก็ปรากฏเรือวิญญาณสีแดงปรากฏขึ้นมาจอดด้านข้างฝั่งซ้ายเรือพวกตน


    เยี่ยหลงที่หันไปดู ก็รู้ว่าเป็นเรือวิญญาณของตระกูลเฟิน


    " ตระกูลเฟินมาแล้ว " เยี่ยหลงกล่าว


    ไม่นานเรือวิญญาณอีกลำก็ปรากฏ เป็นเรือวิญญาณสีเขียวปรากฏขึ้นมา มาจอดด้านขวามือของเรือของพวกเยี่ยหลง


    เยี่ยหลงที่เห็นก็รู้ในทันทีเลยว่า นี่คือเรือของสำนักวังเมฆวายุ


    " สำนักวังเมฆวายุมาแล้ว " เยี่ยหลงกล่าว


    ต่อมาจากนั้นไม่นานเช่นกัน เรือสีฟ้าครามก็ปรากฏมาจอดตรงด้านข้างด้านซ้ายมือของเรือของตระกูลเฟิน


    เยี่ยหลงที่ได้รู้ได้เห็นก็รู้ในทันทีเลยว่าเรือสีฟ้าคราม คือ เรือของสำนักวังวิหคฟ้านภาเยือกแข็ง


    " สำนักวังวิหคฟ้านภาเยือกแข็งมาแล้ว " เยี่ยหลงกล่าว


    เมื่อเรือทุกลำจอดสนิทหมดแล้ว ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่พวกเยี่ยหลงลงมาจากเรือ ซึ่งพวกคนก็ลงมาเป็นกลุ่มแรก และมาอยู่เบื้องหน้าประตูสู่หมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์


    จากนั้นก็ตามมาด้วยตระกูลเฟิน จากนั้นก็ตามมาด้วยสำนักวังเมฆวายุ จากนั้นก็สำนักวังวิหคฟ้านภาเยือกแข็ง


    เยี่ยหลงที่เห็นตระกูลเฟิน กับสำนักวังเมฆวายุ คนก็ไม่รู้สึกสนใจอันใด


    จนกระทั่งได้เห็นหญิงสาวนางหนึ่งของสำนักวังวิหคฟ้านภาเยือกแข็งที่เดินรวมมากับอีกสี่สาว


    คนที่แม้จะไม่เห็นหน้าเต็มของหญิงสาว เพราะมีผ้าบังอยู่ แต่ด้วยรูปร่าง หน้าผาก คิ้ว ดวงตา คนก็จำได้ในทันทีเลยว่า คือ นางเซียนน้อยที่มาขอซื้อผงดอกเบญจมาศสามสีน้ำเงินแดงขาวกับตนนั่นเอง


    ไม่นานหลังจากที่คนทั้งหลายลงมาจากเรือวิญญาณและมาอยู่เบื้องหน้าประตู พวกคนก็แบ่งแยกกลุ่มกันอยู่อย่างชัดเจน


    ต่อมาไม่กี่ลมหายใจ ประตูสู่หมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์ก็เปิดออก และปรากฏชายวัยใกล้ชราเดินออกมา


    เมื่อชายวัยใกล้ชราออกมาแสดงตัวให้ทุกคนได้เห็นแล้ว คนก็กล่าวขึ้น " ทุกคนโปรดตามข้าเข้าไปข้างใน "


    พอทุกคนได้ฟังดังนั้น พวกคนก็พากันเดินตามไปอย่างไม่คิดระวังอันใด


    ใช้เวลาประมาณห้านาที ชายวัยใกล้ชราก็พาพวกคนมาหยุดยังที่หนึ่ง ซึ่งเป็นลานกว้าง มีเสาหินสองเสาตั้งขนานกันอยู่ พร้อมกับมีกลุ่มคน ในชุดสีเหลืองยืนจับกลุ่มรอพวกคนอยู่


    เมื่อพวกคนที่ต้องการจะเข้าสู่แดนเวทลี้ลับมากันครบแล้ว


    เจ้าหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์ที่อยู่ระหว่างกลางเสาหิน คนก็กล่าวบอกขึ้น " ในเมื่อคนที่ได้รับเลือกให้เข้าสู่ดินแดนเวทลี้ลับมากันครบแล้ว เช่นนั้นก็จงเตรียมตัวให้พร้อม อีกครึ่งของหนึ่งจิบชา ข้าและผู้อาวุโสจะทำการเปิดดินแดนเวทลี้ลับ ณ จุดกลางเสาหินสองเสานี้ เข้าใจนะ "


    หลังจากเจ้าหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์กล่าวจบ คนก็หันมากล่าวกับหญิงสาวนางหนึ่งของสำนักวังวิหคฟ้านภาเยือกแข็งด้วยน้ำเสียงหลงใหลอ่อนโยนเป็นพิเศษ

     " นางเซียนเยว่ปิงเหยียน ข้าได้ยินผ่านหูมาว่าครั้งนี้เจ้าต้องการจะเข้าไปในแดนเวทลี้ลับด้วยตัวเองใช่หรือไม่ "


    เยว่ปิงเหยียนตอบ " ใช่ "


    " งั้นให้ข้าเข้าไปเป็นเพื่อนมั้ย " เจ้าหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์กล่าว


    เยว่ปิงเหยียนตอบว่า " ไม่ "


    ในระหว่างที่ทั้งสองคุยกันอยู่ เยี่ยหลงที่มองยังทิศทางตาของเจ้าหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์ที่มองมายังนางเซียนน้อยของตน พร้อมกับเรียกนางว่า เยว่ปิงเหยียน


    คนจึงได้ทราบชื่อของนางเซียน คนก็กล่าวเบาๆขึ้นแบบที่ไม่ให้ใครได้ยิน " ที่แท้ ท่านก็ชื่อเยว่ปิงเหยียนนี่เอง "


    ทางด้านเฟินเจวี๋ยปี้ที่เห็นเยี่ยหลงมาอยู่ที่นี่ด้วยอยู่กับคนของสำนักเมฆาอรุณ คนก็รู้ในทันทีว่าเยี่ยหลงเข้าสู่สำนักเมฆาอรุณแล้ว และเป็นผู้ถูกเลือกเช่นกันกับตน 


    ด้วยความพ่ายแพ้ที่มีคราวก่อน ซึ่งทำให้คนอับอาย 

    คนจึงมีส่งสายตาอำมหิตใส่เยี่ยหลง แต่ทว่าเยี่ยหลงกับไม่รู้สึกอะไร เพราะคนไม่เห็นดวงตาของเฟินเจวี๋ยปี้


    ไม่นานเวลาครึ่งของหนึ่งจิบชาก็ครบ ผู้อาวุโสสี่คนของหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์และเจ้าหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์ ก็ทำการเปิดดินแดนเวทลี้ลับขึ้น


    เมื่อดินแดนเวทลี้ลับถูกเปิดออก เจ้าหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์ก็กล่าวขึ้น " โปรดจงจำจุดที่พวกเจ้าไปโผล่ให้ดีๆ เพราะนั่นคือหนึ่งจุดที่จะสามารถออกจากดินแดนเวทลี้ลับได้ และที่สำคัญประตูเข้าออกแดนเวทลี้ลับ จะเปิดเพียงแค่สามวันนับจากเวลาข้างนอก ซึ่งหนึ่งวันในเวลาข้างนอก จะเท่ากับ สามเดือนของเวลาข้างใน โปรดจงคำนวนเวลากันให้ดีๆ หากเจ้าออกมาไม่ทัน จะต้องรอถึงสี่ปีในเวลาข้างนอก ประตูถึงจะเปิดอีกครั้ง และที่สำคัญต้องหาจุดที่ประตูโผล่ขึ้นมาใหม่อีกด้วย เรื่องที่สำคัญก็มีแค่นี่แหละ เชิญเข้าไปกันได้ "


    ทันทีที่เจ้าหมู่บ้านวิถีรองกระบี่สวรรค์ก็กล่าวจบ คนของสำนักแดนกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ หรือคนชุดเหลืองทั้งห้าคน ก็พากันเข้าไปในดินแดนเวทลี้ลับเป็นกลุ่มแรก


    และต่อมาก็คือกลุ่มของสำนักวังเมฆวายุหรือกลุ่มคนชุดเขียวทั้งห้าคน ที่พากันเข้าไปในดินแดนเวทลี้ลับ


    ต่อมาก็คือกลุ่มของตระกูลเฟินหรือกลุ่มคนชุดแดงทั้งห้าคน ที่พากันเข้าไปในดินแดนเวทลี้ลับ


    กลุ่มถัดไปคือกลุ่มของสำนักวังวิหคฟ้านภาเยือกแข็งหรือกลุ่มคนชุดสีขาวฟ้าที่เข้าไป แต่เข้าไปก่อนได้แค่สี่คน เหลือนางเซียนน้อยของเยี่ยหลงที่ยังไม่เข้าไป


    เยว่ปิงเหยียนเดินมาหาเยี่ยหลง ก่อนจะกล่าว " คุณชายข้าขอคุณขอบอีกครั้ง ที่แบ่งขายผงดอกเบญจมาศสามสีน้ำเงินแดงขาวให้กับข้า "


    " ไม่ต้องขอบคุณอันใดหรอก ก็อย่างที่ข้าบอกไป ข้าไม่ได้ให้นางเซียนน้อยไปแบบไม่คิดเงินเลยสักหน่อย ฉะนั้นเราไม่มีบุญคุณอะไรต่อกัน " เยี่ยหลงกล่าว


    เยว่ปิงเหยียนกล่าวกลับ " ถึงแม้กระนั้น ข้าก็อยากขอบคุณอยู่ดี เอาเป็นว่าหากข้างในท่านเจออันตรายใดๆ และข้าอยู่ตรงนั้นด้วย ข้าจะช่วยคุณชายอย่างเต็มที่ก็แล้วกัน จงอย่าได้ปฏิเสธข้าเลยนะ ข้าทำให้คุณชายด้วยใจจริง หากข้าไม่ได้ตอบแทนอะไร เกรงว่าข้าคงจะรู้สึกคาใจไปชั่วชีวิต "


    เยี่ยหลงที่ได้ฟังคนกล่าวมาแบบนั้น คนก็รู้สึกว่าไม่อยากขัด คนกล่าวบอก " เอาตามที่นางเซียนน้อยบอกก็แล้วกัน "


    หลังจากเยี่ยหลงบอกมาดังนั้น เยว่ปิงเหยียนก็กล่าว

    " งั้นข้าขอตัวก่อน " หลังจากกล่าวเสร็จ คนก็เข้าแดนเวทลี้ลับไป


    พอเยว่ปิงเหยียนเข้าแดนเวทลี้ลับ หลิงเถียนอี้ที่อยากรู้ว่าเยี่ยหลงไปรู้จักเยว่ปิงเหยียนได้อย่างไร คนจึงถามขึ้น " เจ้าแปด เจ้าไปรู้จักนางเซียนเยือกแข็งอัคคีได้อย่างไร "


    " นางเซียนเยือกแข็งอัคคีใครฤาอาจารย์ " เยี่ยหลงถาม


    " ก็เยว่ปิงเหยียนไง " หลิงเถียนอี้บอก


    " อ๋อ นางนั่นเอง ข้ารู้จักนางตอนไปซื้อสมุนไพรให้

    อาจารย์น่ะ นางขอแบ่งซื้อผงดอกเบญจมาศสามสีน้ำเงินแดงขาวจากข้าไปน่ะ " เยี่ยหลงกล่าวบอก


    " ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง " หลิงเถียนอี้กล่าวรับทราบเข้าใจ


    หลังจากหลิงเถียนอี้กล่าวรับทราบเข้าใจในคำบอกของเยี่ยหลงแล้ว เยี่ยหลงกับพวกคนทั้งสี่ของสำนักเมฆาอรุณที่ต้องได้เข้าไปยังดินแดนเวทลี้ลับ พวกคนก็ไม่รอช้า พากันกระโจนเข้าไปในประตูมิติสู่แดนเวทลี้ลับ โดยกระโจนเข้าเรียงตามกันไป

    คล้ายกับเรื่องWar of the gods destroy Multiverse ที่คุณอ่าน