ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 4 บทที่ 116 ลูกค้าคนแรก

    บทที่ 116 ลูกค้าคนแรก

         อึก

         ในความเงียบขนาดที่ว่าถ้าเข็มหล่นในร้านก็ยังได้ยินแบบนี้เสียงกลืนน้ำลายของเจ้าเด็กขงเบ้งดังเข้ามาในโสตประสาทอย่างชัดเจน

         แต่ใบหน้าเล็กอ่อนเยาว์นั้นเต็มไปด้วยความดื้อดึงราวกับว่ากำลังลังเลอยู่ในใจว่าควรจะพูดออกไปดีหรือไม่

         “ถ้ายังมัวเล่นตัวอยู่ บะหมี่ก็จะไม่อร่อยแล้วนะ ถ้านายพูดตอนนี้ฉันจะให้ไข่ต้มนายด้วย”

         “เพิ่มน่องไก่ให้ด้วย”

         เจ้าเด็กขงเบ้งพูดขึ้นด้วยความหวัง

         “ตกลง”

         เจ้าเด็กนี่อาจจะหิวจริงๆ ดูจากที่เขากลืนน้ำลายแล้วแม้แต่เย่จื่อเฉินก็ใจร้ายไม่ลง

         ทำไมถึงได้หิวโหยขนาดนี้นะ

         ไม่ถึงสามนาที บะหมี่ทั้งถ้วยก็ถูกยกซดจนไม่เหลือแม้แต่น้ำซุปเด็กขงเบ้งตบท้องน้อยๆ ด้วยความพอใจ ก่อนจะเรอออกมา

         น้ำเย็นขวดหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้าเขา  เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นรับขวดน้ำมากระดกลงไปดังอึก

         “กินก็กินแล้ว ดื่มน้ำก็ดื่มแล้ว เรามาพูดความจริงกันได้หรือยัง”

         เย่จื่อเฉินค่อนข้างสนใจกับการปรากฏตัวของเด็กคนนี้มากทีเดียว

         “ผม…ผมหนีออกจากบ้านมา”

         ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเจ้าเด็กขงเบ้งขมวดมุ่น แล้วพูด

         “คนที่บ้านจะให้ผมเรียนแต่อะไรที่ผมไม่ชอบแถมยังจะให้ผมหมั้นกับคนที่ผมไม่ชอบอีก ผมไม่มีทางเลือก ผมเลยถือโอกาสตอนที่พวกเขาไม่ได้ตามเฝ้าผมแอบหนีออกมา”

          ดูท่าจะเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวคนมีฐานะเสียด้วย

          มันก็จริง ดูจากเสื้อผ้าหน้าผมของเขา ถ้าบอกว่าไม่ได้มาจากครอบครัวคนมีฐานะใครจะเชื่อ

         “แล้วนายหนีมาที่ร้านฉันแบบนี้ นายคิดว่าที่บ้านนายเขาจะหานายไม่เจอเหรอ?”

         เย่จื่อเฉินเม้มปากหัวเราะเบาๆ เด็กขงเบ้งเชิดหน้าเล็กๆ ขึ้นอย่างถือดีทันที

         “พวกเขาไม่มีทางหาผมเจอหรอก อย่างน้อยๆ ช่วงนี้ก็คงไม่”

         “อ้อ ดูนายมั่นใจดีจังเลยนะ”

         “ก็บ้านผมอยู่ปักกิ่ง”

         พรูดดด!

         น้ำอัดลมในปากเย่จื่อเฉินแทบจะพุ่งออกมาหมด

         เขามองเจ้าเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตรงหน้าคนนี้ด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง

         ให้ตายสิ

         มีความอดทนจริงๆ

         หนีจากปักกิ่งมาถึงปิงเฉิง เจ้าเด็กบ้านี่ใจกล้าชะมัดเลย

         เด็กขงเบ้งทำหน้าเสียใจที่เห็นที่เห็นเย่จื่อเฉินพ่นน้ำอัดลมออกมาราวกับว่ากำลังเสียดายน้ำอัดลมที่โดนพ่นทิ้ง

         เงียบไปนาน เย่จื่อเฉินถึงได้ข่มความตกตะลึงในใจลงไปได้ ก่อนจะวางน้ำอัดลมลงบนโต๊ะแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าเขา

         “น้องชาย ใจถึงจังเลยนะนายน่ะ หนีออกจากบ้านมาไกลขนาดนี้”

         “ก็ประมาณหนึ่งครับ” เด็กขงเบ้งยิ้มอย่างเอียงอาย

         เพียะ!

         ฝ่ามือใหญ่ตบลงบนหัวของเขาหนึ่งที

          เจ้าเด็กนี่คิดว่าเขากำลังชื่นชมอยู่จริงๆ หรือไง!

         “นายมันเด็กเกเร ไม่รู้จักอยู่บ้านตั้งใจเรียนหนังสือคิดจะหนีก็หนีมาเลยแบบนี้ แถมยังหนีมาตั้งไกลนายไม่กลัวว่าคนที่บ้านจะเป็นห่วงบ้างหรือไง?”

         “เชอะ พวกเขาบังคับให้ผมทำอะไรที่ผมไม่ชอบแบบนั้น มันหมายความว่าพวกเขาเป็นห่วงผมเหรอ?”

         เด็กขงเบ้งเชิดหน้าน้อยๆ ขึ้นอย่างดื้อรั้น พลางเหลือบมองเย่จื่อเฉิน

         ความจริงก็น่าสงสารอยู่

         ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์หรือเพื่อธุรกิจเด็กพวกนี้ก็ล้วนแต่เป็นเหยื่อที่มีลมหายใจทั้งนั้น

         “แล้วนายคิดว่าจะทำยังไง?”

         “พี่ให้ผมอยู่ที่นี่สิ ผมทำงานให้พี่ได้นะ”

         เย่จื่อเฉินมีอาการลังเล

         เขาไม่มีทางไล่เจ้าเด็กนี่ไปได้แน่นอนเด็กตัวแค่นี้สามารถเอาชีวิตรอดจากปักกิ่งมาถึงปิงเฉิงได้ก็นับว่ามหัศจรรย์มากแล้ว

         ถ้าปล่อยให้เขาไปเร่ร่อนอยู่ข้างนอก แล้วเกิดอันตรายขึ้นมาจะทำยังไง

         คิดอยู่สักพัก เย่จื่อเฉินก็ได้ตัดสินใจให้เขาอยู่ที่นี่

         ในเมื่อเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวคนมีฐานะ ก็น่าจะมีเส้นสายวงในอยู่บ้างถ้าจะตามหาเขามันก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

         ถึงตอนนั้น เขาค่อยให้เซียวไห่กับตงฟางเหวินอี้แจ้งข่าวในแวดวงพวกเขาก็ได้

         แล้วรอให้ผู้ปกครองของเจ้าเด็กนี่มารับก็สิ้นเรื่องแล้ว

         “จะให้นายอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้”

         “พี่ชายจะให้ผมทำอะไรว่ามาเลยครับ”

         เด็กขงเบ้งตาเป็นประกาย

         “หลังจากนี้นายก็อยู่ร้านนี้ก็แล้วกัน ชั้นสองของร้านใช้พักอยู่ได้พรุ่งนี้เดี๋ยวฉันไปซื้อเตียงมาให้นาย นายก็นอนอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน ส่วนร้านนี้เราไม่ขายของให้คนภายนอกเข้าใจไหม?”

         “ไม่ขายของ?” เด็กขงเบ้งทำหน้างงไม่ขายของแล้วจะเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตทำไม

         “อย่าเข้ามายุ่งเยอะ บอกว่าไม่ขายก็คือไม่ขายนายแค่พักอยู่ที่นี่ก็พอ” เย่จื่อเฉินขมวดคิ้วมุ่นเจ้าเด็กนี่มีคำถามเยอะเสียจริง

         “เข้าใจแล้วครับ แล้วแต่พี่ชายเลย” เด็กขงเบ้งพยักหน้ารัวๆ

         “งั้นคืนนี้นายอยู่ที่นี่แหละ แต่นายต้องจัดที่นอนเอาเอง”

         “ไม่มีปัญหาครับ”

         หลังจากที่เอากุญแจร้านให้เด็กคนนี้แล้ว เย่จื่อเฉินก็ขับรถกลับบ้าน

         เมื่อมีเถียนเถียนตัวน้อยเข้ามาอยู่ด้วยชีวิตของเย่หรงก็มีสิ่งเติมเต็มสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นแล้วก็ไม่ได้พูดว่าอยากจะออกไปทำงานอะไรทำนองนั้นอีกด้วย

         เมื่อเย่จื่อเฉินเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เขาก็เห็นว่าเถียนเถียน เย่หรงและเสี่ยวไป๋กำลังเล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน

         “จื่อเฉินกลับมาแล้ว”

         “คุณพ่อ”

         เถียนเถียนพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของเย่จื่อเฉินด้วยรอยยิ้มเสี่ยวไป๋ก็วิ่งลิ้นห้อยมาอ้อนเขาอยู่ข้างๆ

         จากการเลี้ยงดูด้วยเพ็ดดีกรีสวรรค์ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าเสี่ยวไป๋จะตัวโตขึ้นกว่าแต่ก่อนบ้างแล้ว ขนก็เป็นมันวาวมากขึ้น

         ส่วนอย่างอื่น

         ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

         เล่นกับเถียนเถียนอยู่สักพักเย่จื่อเฉินก็เดินไปนั่งที่โซฟาแล้วหยิบเอาโทรศัพท์ออกมาโทรศัพท์ยังคงไม่มีข้อความจากเหล่าเซียน ซึ่งทำให้เขารู้สึกผิดหวังไปวูบหนึ่ง

         กลับเป็นเซี่ยเขอเข่อกับซูเหยียนที่ส่งข้อความมาให้เขาเยอะมาก

         เนื้อความทั้งหมดล้วนทักมาถามถึงเรื่องบัตรคอนเสิร์ตว่าไปถึงไหนแล้ว

         คิดอยู่ครู่หนึ่ง เย่จื่อเฉินก็ได้ส่งข้อความกลับไปให้ซูเหยียน

         เย่จื่อเฉิน : ได้บัตรแล้ว

         ตรู๊ดดด

         ข้อความเพิ่งถูกส่งไปได้ไม่นาน ทางฝั่งของซูเหยียนก็ได้โทรศัพท์มาหา

         ‘เมื่อกี้นายพูดจริงเหรอ?’

         ก็แค่บัตรคอนเสิร์ตใบเดียวไม่ใช่เหรอ จะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น

         “จริง”

         ‘เขอเข่อ เย่จื่อเฉินบอกว่าได้บัตรคอนเสิร์ตแล้ว’

         ‘อะไรนะ!’

         “เขอเข่อ…”

          โครม!

         ทันใดนั้น ก็ได้มีเสียงดังโครมครามออกมาจากในสายเย่จื่อเฉินถึงกับตกใจจนต้องรีบถามคนในสาย

         “เป็นอะไรไหม”

         ‘โอ๊ย เจ็บชะมัดเลย’

         เสียงอู้อี้ของเซี่ยเขอเข่อดังขึ้นในสาย สักพักในสายฝั่งนั้นก็มีเสียงโอดโอยดังออกมา

         ‘อาเสี่ย นายบอกว่านายได้บัตรมาแล้วเหรอ ใช่บัตรแถวหน้าหรือเปล่า?’

         “ใช่” เย่จื่อเฉินย่นคิ้ว พอนึกถึงเสียงโครมครามเมื่อครู่นี้แล้วก็อดที่จะถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “เมื่อกี้เธอไม่เป็นไรนะ”

         ‘ไม่เป็นไรๆ แค่ล้มนิดหน่อย’ ทางฝั่งของเซี่ยเขอเข่อตอบกลับมาด้วยความใจเย็นแล้วจึงพูดขึ้น ‘เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปเอาบัตรที่นายนะ’

         ติ๊ด

         แล้วโทรศัพท์ก็ตัดสายไป

         ฟังจากน้ำเสียงรีบร้อนในสาย เย่จื่อเฉินเป็นห่วงจริงๆว่าเธอจะล้มจนได้รับบาดเจ็บ

         หลิวฉิงลอยออกมาถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง

         “เขอเข่อไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

         “น่าจะไม่เป็นอะไรหรอก” เย่จื่อเฉินตอบกลับด้วยความไม่แน่ใจนักแล้วจู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมองหลิวฉิงพร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างหยอกล้อ “ไหนเธอบอกว่าไม่สนใจฉันแล้วไง แล้วออกมาทำไมอีกล่ะ”

         “เชอะ ฉันก็แค่ออกมาสูดอากาศเฉยๆ หรอก”

         ฟุบ

         แล้วเธอก็มุดกลับเข้าไปในเนตรมังกรอีกครั้ง

         ยัยผีตัวนี้น่ารักจริงๆ

         เย่จื่อเฉินอดส่ายหน้ายิ้มขำไม่ได้ แล้วจู่ๆโทรศัพท์ก็มีเสียงข้อความดังขึ้นมา

         วีแชท!

         เย่จื่อเฉินรีบเปิดดูโทรศัพท์ก็เห็นว่านาจาที่เป็นพรีเซนเตอร์ในกลุ่มปรากฏตัวแล้ว

         องค์ชายสามนาจา : ท่านเง็กเซียนๆอยู่ไหม มีคนจะซื้อสินค้าจากท่าน