ช่วงเช้าของวัน ที่โรงพยาบาลของหมอฮาเวิร์ดเต็มไปด้วยผู้คนเกือบร้อย หลังจากที่ได้รับข่าวจากเอเลน่าว่าทีมแกรนด์ถูกหามส่งโรงพยาบาลกันทั้งทีม แทบทุกคนก็พากันเดินทางเข้ามาเยี่ยมถึงในเมือง ในตอนนี้มีแค่เอเลน่าที่ฟื้นฟูจนเกือบหายหมดแล้ว เหลือเพียงแค่บาดแผลไม้ลึกมากที่ต้องใช้ทักษะฮีลในการปิดปากแผลเพื่อไม่ให้ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ ไคลน์ก็ฟื้นแล้วในตอนนี้ แต่ยังไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ ส่วนแกรนด์กับบ็อบยังคงไม่ฟื้นขึ้นมา
“คงต้องรอดูอาการสักพักล่ะนะ โดยเฉพาะเจ้าหนุ่มนี่ ปอดถูกแทงจนทะลุ เวทย์แห่งความตายบางส่วนที่หลงเหลือกำลังกัดกินร่างเขาอยู่ ข้าคงต้องคอยดึงมันออกทีละส่วน พวกเจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ถึงมือข้าแล้วปลอดภัยแน่นอน”
หมอฮาเวิร์ดเดินออกมาจากห้องรักษาพร้อมกับเช็ดเหงื่อ เขารู้ถึงความกังวลของผู้ที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ที่หน้าห้อง จึงพูดเพื่อให้ทุกคนผ่อนคลาย
2 วันต่อมา บ็อบฟื้นขึ้นด้วยสภาพอิดโรยพอสมควร สิ่งแรกที่เรียกหาคืออาหาร กระเพาะของบ็อบเปรียบดั่งเช่นหลุมดำที่คอยสูบอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงพลังชีวิตและการฟื้นฟูร่างกาย วันหนึ่งๆ ต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาสลบไปตั้ง 2 วันแถมยังบาดเจ็บสาหัสอีกด้วย ในระหว่างที่กำลังกินอาหารมื้อแรกหลังจากฟื้นขึ้นมา เอเลน่าก็พูดคุยและอธิบายเรื่องราวของการต่อสู้หลังจากที่บ็อบสลบไป แกรนด์ที่อาหารหนักกว่าใครเพื่อนตอนนี้ยังไม่ฟื้น สภาพที่ร่างกายเจ็บหนักและพลังยังถูกใช้ไปจนเหือดแห้งทำให้การฟื้นฟูร่างกายของเขาเป็นไปอย่างล่าช้า
วันที่ 3 ในโรงพยาบาล บ็อบสามารถเดินไปไหนมาไหนได้แล้ว การฟื้นฟูร่างกายของบ็อบหลังจากที่ได้กินอาหารเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนหมอฮาเวิร์ดเองยังต้องแปลกใจ ร่างกายของออร์คนั้นนอกจากจะแข็งแกร่งแล้ว ยังฟื้นฟูร่างกายรวดเร็วขนานั้นเลยหรือ? หรือความสามารถนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับออร์คแดง?
วันนี้บ็อบเข้ามานั่งอยู่ในห้องที่แกรนด์นอนสลบอยู่พร้อมกับถืออาหารเข้ามากินด้วย ครีทก็เข้ามาเยี่ยมเหมือนดังเช่นทุกวัน บ็อบเล่าให้ครีทฟังถึงความแข็งแกร่งของศัตรูในคืนนั้น ครีทเองก็ถอนหายใจกับเรื่องนี้เหมือนกัน ถ้าวันนั้นเขาตอบตกลงที่จะไปป่ามรณะ ทีมจะมีกำลังเสริมเพิ่มขึ้นและอาจจะไม่ได้อยู่ในสภาพนี้ แต่ทางหมู่บ้านที่มีพวกโจรมาบุกอาจจะแย่เอาเหมือนกัน ไม่ว่าจะทางไหนก็คิดไม่ตกกันทั้งคู่
“เจ้าคิดว่าลูกพี่จะฟื้นเมื่อไหร่?”
“ไม่รู้สิ ไม่ใช่มันแกล้งสำออยนอนโรงพยาบาลนานๆ หรอ? ตอนนี้มันอาจจะตื่นแต่แกล้งหลับก็ได้ใครจะไปรู้ แล้วดูสิ นี่กี่วันแล้ว เอเลน่าก็มาเช็ดตัวให้มันทุกวัน เป็นข้าก็จะหลับนานๆ”
“เป็นไปได้นะ ลูกพี่ถึงจะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ฟื้นตัวเร็วเกือบพอๆ กับข้า เรื่องนี้ข้ารู้ดี”
“เรามาลองปลุกหมอนี่ดูกันมั้ย? เผื่อมันจะแกล้งหลับจริงๆ”
ครีทยิ้มที่มุมปากอย่างอารมณ์ดี เขานั้นชอบนึกสนุกทำอะไรแผลงๆ เป็นประจำ ไม่เสียทีที่คนอื่นๆ ต่างมองว่าเป็นคนไม่ค่อยเต็มเต็งเท่าไหร่
“ข้าลองก่อนๆ คนหลับไปหลายวันจะไปทนกลิ่นอาหารได้ไง”
บ็อบพูดพร้อมกับนำเนื้อย่างชิ้นโตไปจ่อจมูกของแกรนด์ เนื้อที่เพิ่งจะย่างเสร็จมาใหม่ๆ เดิมทีก็ส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้องอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าถ้าเอาไปจ่อใกล้ๆ จมูกจะเป็นยังไง ผลคือ เงียบฉี่ ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ จากคนที่นอนอยู่บนเตียง ไม่มีการขยับหรือแม้กระทั่งกลืนน้ำลาย
“ใจแข็งนักใช่มั้ย มาๆ ตาข้าบ้าง ขี้เซาขนาดนี้ต้องลองเอาถุงเท้าข้ายัดจมูก”
“นี่ๆ พวกเจ้าน่ะอย่าไปรบกวนคนป่วยสิ ออกมานี่หน่อย ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”
เอเลน่าเปิดประตูเข้ามาพอดี เธอเรียกทั้งสองให้ตามไปที่ห้องรับรองในบ้านของเธอเอง เนื่องจากเอเลน่าเองก็เกิดในครอบครัวที่มั่งมีครอบครัวหนึ่งในเมืองกลอเซน บ้านของเธอจึงตกแต่งอย่างสวยงามด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราราคาแพง ทำเอาบ้านหลักของแกรนด์ที่เธออาศัยอยู่ตอนนี้เป็นเหมือนกระต๊อบยาจกกันเลยทีเดียว ที่โซฟาในห้องรับรอง ไคลน์กับเฮนไฮร์นั่งดื่มชารออยู่ก่อนแล้ว
“เข้าเรื่องเลยแล้วกัน ที่ข้าอยากจะพูดคือเรื่องเกี่ยวกับมิคาเอล พวกเจ้าก็รู้ไปแล้วว่ามันยังไม่ตาย”
เอเลน่าเปิดเรื่องหลักที่เป็นเหตุให้เธอเรียกทุกคนมารวมกัน มิคาเอลในตอนนี้ยังไม่ตายและยังมีพลังแปลกๆ ที่ใช้ฟื้นฟูร่างกายอีกด้วย ถ้าคนที่ถูกเรียกว่า “นายท่าน” ช่วยมันอีก มันคงใช้เวลาไม่นานที่จะฟื้นฟูร่างกายและฟื้นฟูพลัง เมื่อถึงตอนนั้นมันต้องหาทางปิดปากพวกเขาที่รู้ตัวตนอีกด้านหนึ่งของมันแน่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องหาทางรับมือโดยด่วน
“ทำไมเราไม่ประกาศไปเลยล่ะว่ามันเป็นนักบุญจอมปลอม?”
“เราทำแบบนั้นไม่ได้ มิคาเอลมีสถานะสูงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในเมือง พลังของเขาเทียบเท่าสมาชิกภาคีเวทย์ ทั้งยังเป็นผู้นำลัทธิในโบสถ์ใหญ่กลางเมืองอีกด้วย ถ้าเราประกาศเรื่องนี้ออกไป นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว คนที่ถูกกระแสตีกลับและถูกจับตามองจะเป็นพวกเราแทน”
เอเลน่าอธิบายถึงอิทธิพลของมิคาเอลที่ครอบคลุมไปทั่วเมือง เขาเป็นผู้นำลัทธิที่เป็นที่นับถือของคนส่วนใหญ่ของเมือง ลัทธิของเขานั้นจะเน้นสั่งสอนเกี่ยวกับเรื่องการขจัดล้างความชั่วร้ายที่ครอบคลุมเมืองนี้เอาไว้ พลังที่เขาใช้เป็นที่รู้กันคือ เวทย์ชำระล้าง เวทย์นี้สามารถที่จะกำจัดเผ่าอันเดธได้อย่างง่ายดายกว่าพลังอื่นๆ มิคาเอลได้เผยแพร่คำสอนที่จะนำพาทุกคนไปพบและสัมผัสพลังแห่งทวยเทพอย่างใกล้ชิด ซึ่งเขาอ้างว่าค้นพบหนทางอีกหนทางนึง พลังแห่งทวยเทพเป็นพลังที่มนุษย์ทุกคนมีโอกาสที่จะสัมผัสถึงมันได้ เพียงแต่ว่าการสัมผัสถึงพลังนั้นต้องเป็นผู้ฝึกพลังเท่านั้นหรือ ต้องเป็นผู้ที่สามารถเลื่อนขั้นถึงคลาส 6 ได้เท่านั้นหรือ การทำความดีโดยการปลอดปล่อยวิญญาณหรือการชำระล้างเผ่าอันเดธเป็นหนทางเข้าสู่การสัมผัสพลังนั้นเช่นกัน ซึ่งคำสอนเหล่านี้ได้รับการยอมรับนับถือจากคนในเมืองเป็นอย่างมาก เพราะแม้จะมีโอกาสเพียงน้อยนิด แต่เมื่อเป็นโอกาสในการสัมผัสพลังแห่งทวยเทพแล้วล่ะก็ เป็นใครจะไม่คว้ามันเอาไว้ พลังที่ผู้ฝึกพลังทุกคนโหยหามาทั้งชีวิต แต่ส่วนมากก็ไปไม่ถึง พลังที่สามารถข้ามขีดจำกัดความเป็นมนุษย์ไปได้ พลังที่ทรงอำนาจถึงขนาดที่บุคคลผู้นั้นเดินเหินได้ดั่งทวยเทพ แม้บนอากาศยังสามารถก้าวย่างขึ้นไปได้ สาวกของมิคาเอลเองก็มากมาย ถ้าเป็นหญิงสาวล้วนเป็นสาวบริสุทธิ์ที่ได้รับการบวชเป็นแม่ชีและถูกส่งไปเผยแพร่ลัทธิตามหมู่บ้านและเมืองย่อยอื่นๆ สาวกที่เข้ามาทำงานเผยแพร่ลัทธิจะได้รับการสอนเวทย์ชำระล้าง ซึ่งเวทย์นี้แม้จะเป็นนักรบก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้คล้ายๆ กับสกิลตรวจสอบ เวทย์ชำระล้างใช้สำหรับชำระวิญญาณของเผ่าอันเดธ ซึ่งสาวกของโบสถ์ก็จะมีพิธีกรรมชำระล้างกันอยู่บ่อยๆ ตามสุสานหรือสถานที่ที่ได้รับการแจ้งว่ามีพวกอันเดธปรากฏกาย เว้นเสียแต่ในป่ามรณะที่ไม่ว่าใครที่เข้าไปล้วนแต่ไม่ได้กลับออกมาจนมิคาเอลได้สั่งห้ามไม่ให้สาวกเข้าไปที่แห่งนั้น บุคคลที่ไม่สามารถมาทำงานเผยแพร่ได้ก็จะบริจาคทรัพย์สินสมทบเพื่อเป็นทุนทรัพย์ให้โบสถ์ในการทำพิธีชำระล้าง การกระทำนี้ก็เป็นการช่วยเสมือนว่าได้ชำระล้างด้วยตนเองเช่นกัน แน่นอนว่ายิ่งบริจาคมากก็ยิ่งเหมือนกับเป็นการชำระล้างส่งวิญญาณมาก โอกาสที่จะได้สัมผัสพลังแห่งทวยเทพก็ยิ่งมากตามไปด้วย โบสถ์แห่งนี้จึงเป็นหนึ่งในสถานที่แห่งหนึ่งที่มั่งคั่งที่สุดในเมือง และตัวมิคาเอลเองก็มีสถานะสูงส่งในฐานะนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งกลอเซนอีกด้วย ถึงจะไปปล่อยข่าวลือมันก็คงจะไม่เป็นผลอยู่ดี ก่อนอื่นก็คงต้องสืบต้นสายปลายเหตุว่าเขาเกี่ยวข้องยังไงกับเวทย์แห่งความตาย การที่จะใช้เวทย์แห่งความตายได้แข็งแกร่งขนาดนั้นต้องฝึกมาหลายสิบปีอย่างแน่นอน และมันยังทรงพลังยิ่งกว่าเวทย์ชำระล้างที่ทุกคนเข้าใจว่าเขาเชี่ยวชาญอีกด้วย ซึ่งทางออกที่สำคัญที่สุดคือการหาหลักฐานมายืนยันในเรื่องนี้ ทุกคนนึกไม่ถึงว่าแค่จะไปล่าเอาแกนชีวิตของกูลกลับต้องมาพัวพันกับเรื่องยุ่งยากนี้ซะได้ เรื่องที่ศัตรูของพวกเขาคือลัทธิใหญ่ หนึ่งในขั้วอำนาจสำคัญในเมือง
“แล้วจะเอาไงกับพวกโจรที่จับมาได้ล่ะ?”
“พวกมันไม่น่าจะสำคัญอะไรนักหรอก ขังพวกมันไว้จนกว่าเขาจะตื่นแล้วกัน เห็นวันนั้นบอกว่ารู้อยู่แล้วว่าพวกมันซุ่มอยู่ ที่ไม่จัดการเพราะจงใจให้คนที่อยู่จัดการเอาเอง”
“อ้าวๆ พวกเจ้าปล่อยพวกมันมาเองหรอ ถ้าข้าตื่นมาไม่ทันได้ตายกันหลายคนแน่”
ครีทบ่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ตรวจเจอแต่ไม่บอกใครเลย? หมอนี่มันน่าถอดถุงเท้าไปยัดปากมันจริงๆ
“ข้าจะไปรู้เหรอ ถามเขาตอนตื่นเองสิ”
การประชุมดำเนินไปค่อนข้างเครียด การหาหลักฐานเชื่อมโยงและการเตรียมแผนรับมือมิคาเอลไม่เรื่องง่ายๆ ที่จะจัดการ
...............................................................
“ที่นี่มัน? ...ข้าอยู่ที่ไหนเนี่ย?”
แกรนด์ทอดสายตามองยังพื้นที่ป่ากว้างใหญ่ ในป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่จนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือต้นไม้กระจายเต็มพื้นที่และมีภูเขาสูงตั้งตระง่านตรงหน้า ท้องฟ้าครึ้มเต็มไปด้วยเมฆสีหม่น มีฟ้าแลบและฟ้าผ่าอยู่ทั่วทั้งดินแดน แม้ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่แห่งใด แต่แกรนด์กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ความทรงจำค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในหัว แม้จะสามารถยืนยันได้ว่าไม่เคยมาที่แห่งนี้มาก่อน แต่ไม่นานนักเขาก็สามารถระบุได้ว่าเป็นที่ไหน
“หุบเขาเทพสายฟ้า?”
ชื่อของสถานที่แห่งนี้ผุดขึ้นมาในความทรงจำของแกรนด์ เขามาที่นี่ได้อย่างไร? ความทรงจำสุดท้ายในหัวตอนนี้คือเขากำลังใช้พลังทั้งหมดที่มีสู้กับมิคาเอล รู้สึกตัวอีกทีก็มาโผล่ยังที่แห่งนี้แล้ว
“มาแล้วงั้นเหรอเจ้าหนู”
จู่ๆ ก็มีเสียงพูดดังขึ้นมา เสียงนั้นดังมาจากทุกทิศทางของหุบเขาแห่งนี้ น้ำเสียงทรงพลังและยิ่งใหญ่จนแทบอยากจะคุกเข่าลงเมื่อได้ยิน แกรนด์เพ่งมองไปยังเชิงเขา ภาพที่เลือนรางบางอย่างค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น ภาพที่อยู่ตรงหน้าของแกรนด์คือ มังกรสีครามขนาดใหญ่กำลังนอนอยู่บนเชิงหินที่คล้ายกับวิหารอะไรสักอย่าง มังกรยักษ์นอนในท่าที่เอาหางขดมาเป็นเหมือนหมอนที่หนุนหัว ปีกคู่ใหญ่ยาวพับเก็บมาแนบข้างลำตัว ขนาดแค่กรงเล็บยังใหญ่พอๆ กับบ้านของแกรนด์แล้ว เพียงแค่จ้องมองยังรู้สึกถึงความน่าเกรงขามจนพลังในกายหดหาย
“มังกรเทวะอสนีบาต”
แกรนด์อุทานออกมาอย่างตื่นตะลึง แม้จะไม่เคยพบมาก่อนแต่ในความทรงจำของเขานั้นกลับรู้จักเป็นอย่างดี มังกรค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีฟ้าเปล่งประกายคู่นั้นมองมาที่แกรนด์ สักพักแสงที่เปล่งประกายก็อ่อนความสว่างลง เหลือเพียงสายตาสีฟ้าที่น่าเกรงขาม มังกรสีครามเข้มค่อยๆ ยกหัวขึ้นพร้อมกับมองมาที่แกรนด์อย่างไม่ละสายตา ดวงตาที่มองมาปราศจากความดุร้าย แต่เป็นสายตาที่สื่อถึงความมเมตตา ยิ่งใหญ่และทรงพลัง
“ยินดีต้อนรับสู่หุบเขาเทพสายฟ้า ผู้สืบทอดของข้า”
“ท่าน...ท่านจริงๆ ด้วย”
แกรนด์ตัวแข็งค้างเมื่อได้พบกับความยิ่งใหญ่ของมังกรเทวะอสนีบาต ออร่าที่แผ่ออกมาเช่นนี้ ในความทรงจำของเขาบอกว่านี่คือพลังแห่งเทพ ไม่ผิดแน่
“เจ้าอาจจะยังสับสนอยู่นะเจ้าหนู แต่เจ้าก็น่าจะรู้จักข้าดี ความทรงจำในหัวของเจ้าเป็นหนึ่งในความทรงจำของข้าที่ต้องการให้ผู้สืบทอดได้รับรู้”
“หมายความว่า...?”
“ได้พบกันทั้งที ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังด้วยตนเองดีกว่า นานมาแล้วเมื่อแรกเริ่มกำเนิดโลกแห่งนี้ โลกถูกแบ่งเป็น 11 ทวีป ทุกทวีปล้วนมีเผ่าพันธุ์ต่างๆ อยู่ปะปนกันไป หนึ่งในนั้นมีสิ่งมีชีวิตขั้นสูงสุดที่เรียกตนเองว่า “เผ่าเทพ” ซึ่งก็คือพวกข้า เผ่าเทพเป็นเผ่าที่ปกครองโลกแต่เพียงเผ่าเดียวเป็นเวลานานแสนนาน และก็ต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่มีชีวิตยาวนานไม่สิ้นสุด เผ่าเทพแม้จะมีอายุหลายล้านปีแต่ก็มีเวลาที่จำกัด เมื่อถึงเวลาของการดับสูญก็ต้องจากไป และในช่วงนั้นมีการถือกำเนิดขึ้นของเผ่ามนุษย์พอดี มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์เดียวในโลกนี้ที่มีการนับถือบูชาเทพอย่างพวกเรา แต่ก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่วิวัฒนาการได้ต่ำมาก แม้มนุษย์จะเก่งกาจเท่าไหร่ก็ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ได้ สาเหตุนี้ทำให้มนุษย์อ่อนแอและน่าจะดำรงเผ่าพันธุ์ได้อีกไม่นาน เทพที่กำลังจะดับสูญเลือกที่จะรวมพลังกันเพื่อช่วยเหลือเหล่ามนุษย์ โดยจะมีการคัดเลือกพิเศษจากมนุษย์ที่สามารถสัมผัสพลังแห่งเทพได้ คนเหล่านี้จะได้รับการอวยพรแห่งทวยเทพ พลังนี้เป็นพลังของเหล่าเทพซึ่งทิ้งเอาไว้เพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ จนในที่สุดมนุษย์ก็สามารถกลายเป็น 1 ใน 10 เผ่าพันธุ์ที่ครองความเป็นใหญ่ทั้งทวีปได้ ซึ่งแต่ละทวีปจะมีแต่ละเผ่าพันธุ์ที่สร้างฐานอำนาจจนครองทวีปได้สำเร็จ แต่ทวีปที่ 11 เป็นทวีปที่ไม่มีเผ่าไหนเคยได้ครอบครองเมื่อมีชีวิตอยู่ต่อที่ยาวนานกว่านี้เดี๋ยวจ้าก็จะรู้เอง การวิวัฒนาการของมนุษย์จากที่พวกเจ้าเรียกกันก็คงเป็นการทะลวงคอขวดสินะ ก็ประมาณนั้นแหละ แต่ถึงเผ่าเทพจะดับสูญไปนานแล้วแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ยังคงเหลือกลุ่มที่เรียกว่า “เทพผู้คุมกฎ” ซึ่งมีทั้งสิ้น 7 ตนเทพผู้คุมกฎเป็นตัวตนของเผ่าเทพที่ยังไม่ดับสูญ มีหน้าที่ควบคุมกฎของธรรมชาติ เทพกลุ่มนี้จะมอบพลังให้กับมนุษย์ผู้ที่ตนต้องชะตาเท่านั้น มิใช่มอบให้ทั้งเผ่าเหมือนเช่นที่กล่าวมา ทุกๆ 5 พันปีเทพผู้คุมกฎจะลงมามอบพลังของตนให้กับผู้สืบทอดที่ต้องชะตา และพลังนี้สามารถสืบผ่านทางสายเลือดเท่านั้น สายเลือดของเหล่าผู้สืบทอดจะอยู่ได้เพียงแค่ 100 รุ่น หลังจากนั้นไปสายเลือดจะเจือจางจนไม่สามารถที่จะสืบทอดพลังได้ จนถึงเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พวกเราเหล่าเทพคุมกฎก็ถึงเวลาที่ต้องดับสูญ รวมถึงรอบเวลาของการถ่ายทอดพลังเวียนมาบรรจบพอดี การถ่ายทอดพลังในครั้งนั้นจึงเป็นครั้งสุดท้าย ถึงจะบอกว่าเทพคุมกฎจะหาผู้สืบทอดพลังทุก 5 พันปี แต่ก็ไม่ใช่เทพทุกตนที่ทำเช่นนั้น มีแค่เทพราชันย์พยัคฆ์เหล็ก เทพวิหคเพลิงอมตะ เทพไฮดราเก้าเศียรและเทพอาชาสวรรค์เท่านั้นที่ลงมามอบพลังทุก 5 พันปี ส่วนที่เหลืออีกสามตนล้วนไม่เห็นด้วยที่จะให้มนุษย์เอาแต่พึ่งพาพลังของเทพเพื่อใช้ล้างบางเผ่าพันธุ์เดียวกัน ข้าเป็นหนึ่งในสามเทพผู้คุมกฎที่ว่ามา แต่สุดท้ายแล้วเมื่อถึงยามดับสูญข้าก็ได้เลือกที่จะหาผู้สืบทอดที่ต้องชะตา ส่วนอีกสองตนคือเทพอสูรและเทพมายายังคงยืนยันเช่นเดิม และไม่ได้เลือกหาผู้สืบทอด จนเมื่อแตกดับไปแล้วพลังของทั้งสองได้ตกลงไปที่ใดที่หนึ่งในทวีปแห่งนี้ จากที่ข้าสัมผัสได้มีผู้ค้นพบและได้รับการสืบทอดพลังของทั้งสองไปแล้ว เรื่องราวก็ประมาณนี้ เจ้าเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมพลังของเจ้าถึงได้แข็งแกร่งเกินกว่าขั้นพลังที่เป็นอยู่ ทำไมเจ้าสามารถที่จะตีข้ามรุ่นกับผู้ที่มีพลังเหนือกว่าได้ ทำไมเจ้าที่ไม่เคยเรียนตำราเวทย์หรือตำรานักรบที่ไหนเลยแต่กลับมีทักษะมากมาย ทำไมทักษะที่เจ้าใช้ทรงพลังยิ่งกว่าทักษะที่อยู่ในตำราขั้นสูงเล่มไหนๆ ทำไมร่างกายของเจ้าที่พวกมนุษย์บอกว่าเป็นนักรบแต่กลับใช้พลังได้ทั้งสองสาย ใช้เวทย์ได้ทั้งที่ไม่มีแม้แต่แก่นพลังเวทย์ เรื่องนี้ตอบง่ายมาก เพราะเจ้าเป็นผู้สืบทอดของข้า”
แกรนด์ยืนตะลึงตัวแข็งค้าง เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากปากของเทพมังกรเอง เรื่องราวที่แทบไม่มีใครบนโลกรับรู้ถึงความจริงและความเป็นมาของมัน
“ท่านเลือกข้าเป็นผู้สืบทอดตอนไหน?”
“พวกข้าจะเลือกจากทารก เพราะพลังของเทพจะต้องเพาะบ่มก่อนประมาณ 10 ปีถึงจะตื่นขึ้นมา”
“หรือว่าจะเป็น...วันนั้น?”
แกรนด์นึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่แม่เขาเลือกให้ฟังว่าในตอนที่แกรนด์เกิดใหม่ๆ แม่ของเขาถูกจู่โจมโดยกลุ่มโจร คืนนั้นเป็นคืนที่ฝนตก และคืนนั้นเองที่ฟ้าผ่าลงมาที่ตัวเขาพร้อมกับมีสัญลักษณ์แปลกๆ เกิดขึ้น
“อย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ ตอนนี้ข้าได้เลือกเจ้าเป็นผู้สืบทอด แต่พอเข้ามาแล้วปรากฏว่าในตัวเจ้ากลับมีสายเลือดเจ้าเจ้าวิหคเพลิงเป็ดย่างนั่น แถมยังเจือจางอย่างที่สุด ข้าเลยลบมันทิ้งเพื่อเพาะบ่มพลังมังกรเทวะอสนีบาตที่จะตื่นขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้าแทน ข้านั้นเฝ้ามองดูเจ้ามาโดยตลอด ชีวิตของเจ้าในช่วงแรกไม่ค่อยจะราบรื่นสักเท่าไหร่ข้ารู้ดี ถึงกับถูกไอ้พวกมนุษย์ไม่มีตาพวกนั้นตราหน้าว่าไร้พลัง ฮึ! นึกขึ้นมาแล้วชักมีน้ำโห โดนมนุษย์ดูถูกเอาซะได้ แต่เพราะข้าลบสายเลือดเก่าของเจ้าออกนั่นแหละถึงทำให้เจ้าไม่มีอะไรเลยตลอดช่วงแรกเกิดจนถึงสิบปีแรก จะให้สายเลือดกระจอกๆ อยู่ร่วมกับข้านี่ถือว่าถูกดูหมิ่นอย่างร้ายแรง เจ้ารู้มั้ยว่าดูเอล ฟูลตันเองก็เป็นตระกูลที่บรรพบุรุษของเขาเคยสืบทอดพลังของเทพวิหกเพลิงอมตะ แต่เขารุ่น 98 แล้ว เจ้าเกิดมารุ่น 99 ลูกของเจ้าจะเป็นรุ่นสุดท้าย นี่มันเจือจางยิ่งกว่าน้ำล้างจานเสียอีก! มันเทียบชั้นกับสายเลือดข้ารุ่นแรกติดฝุ่นที่ไหน เจ้าฝึกทักษะต่างๆ ได้และรู้จักข้าก็เพราะความทรงจำของข้าที่แบ่งให้ ทักษะที่เจ้าฝึกไปก็เป็นทักษะที่ข้าใช้ ถ้าเจ้าฝึกจนมีพลังเทียบเท่าข้าได้ แค่นอนกรนเมืองเล็กๆ นี้ก็แหลกแล้ว ทั้งร่างกายของเจ้ายังเป็นร่างกายพิเศษที่มีเฉพาะผู้สืบทอดรุ่นแรก เมื่อออกไปจากที่นี่เจ้าจะรู้เองว่ามันพิเศษยังไง”
“แล้วผู้สืบทอดของเทพตนอื่นตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?”
“ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!!!!”
เทพมังกรหัวเราะดังลั่นนานหลายนาทีกว่าที่จะสงบลงและพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี
“เจ้ารู้รึเปล่าว่าในบรรดาผู้สืบทอดของเทพคุมกฎ คนที่สัมผัสพลังแห่งเทพได้เป็นคนแรกคือเจ้า! ซึ่งเป็นผู้สืบทอดของข้า ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าพวกนั้นมันจะทำหน้ายังไงเมื่อรู้เรื่องนี้ ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ”
“ข้า คนแรก?”
“ใช่แล้วล่ะ เอาล่ะ จวนจะได้เวลาแล้ว เมื่อเจ้ามาพบข้าได้ข้าก็จะมอบพลังให้เจ้า ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าแล้วล่ะ อย่าทำให้ข้าผิดหวังแล้วกัน ประกาศให้โลกรู้ซะว่าพลังมังกรเทวะอสนีบาตยอดเยี่ยมแค่ไหน ต่อแต่นี้ไปลูกหลานตระกูลของเจ้าจะได้รับการถ่ายทอดพลังนี้ทางสายเลือดและสามารถฝึกคัมภีร์มังกรเทวะอสนีบาตได้เช่นเดียวกับเจ้า อ้อ..อีกอย่าง ถ้าเจอผู้สืบทอดของเทพอสูรก็ระวังไว้หน่อย พลังของเจ้านั่นเองก็ธาตุสายฟ้าเหมือนกัน แต่ต่างจากข้าเล็กน้อย เจอมันเมื่อไหร่ฝากเอากำปั้นบอกมันด้วยว่า สายฟ้าแห่งราชันย์มีแค่พลังของมังกรเทวะอสนีบาตแต่เพียงผู้เดียว! ลาก่อน..แม้ว่าจะไม่มีโอกาสที่ได้พบกันอีกแต่ข้าก็ภูมิใจในตัวเจ้า เจ้าหนู ผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของข้า”
วูมมมมมมมมมมมมมม!!!!
มิติบิดเบี้ยวไปมาจนแกรนด์รู้สึกวิงเวียน ภาพของหุบเขาเทพสายฟ้าเริ่มจางหายไปอย่างช้าๆ เมื่อรอบข้างหายไปสติของแกรนด์ก็ดับวูบลงพร้อมๆ กัน