ตอนที่ 136 ค้นพบพลังใหม่
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินพยายามหลายครั้งที่จะใช้พลังดวงเนตรสีเงินตรวจสอบวิญญาณของตนเอง ทว่าวิญญาณเป็นสิ่งลึกลับ มันเหมือนกับสายลมแม้จะรู้ว่ามีอยู่แต่ไม่สามารถจับต้องได้
แม้นักเวทจะสามารถใช้จิตสำรวจวงเวทบ่มเพาะของตนเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่การสำรวจดวงวิญญาณกลับเป็นเรื่องยาก
จากหนังสือที่เมอร์ลินเคยอ่านมา นักเวทโบราณก็มีผู้ที่เข้าถึงศาสตราวิญญาณเช่นกัน
แต่ในยุคนี้คือยุคของเวทยาศาสตร์ พวกเขารับรู้ถึงการทำงานของสมอง สร้างศาสตร์คาดเดาพฤติกรรม หรือมุ่งเน้นในศาสตร์ของภาพมายา วิญญาณคือสิ่งลี้ลับที่เวทยาศาสตร์ไม่อาจพิสูจน์ได้
แม้จะรู้ว่าเวทมนตร์โบราณมีนักเวทที่ใช้ศาสตร์วิญญาณโดยมีชื่อเรียกว่า “เนโครแมนเซอร์” อยู่
ทว่าอย่างที่รู้กันเวทมนตร์โบราณเป็นสิ่งที่อันตรายมาก โอกาศที่จะสามารถใช้เวทมนตร์โบราณมีแค่หนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น อีกทั้งเวทมนตร์โบราณเกือบทุกชนิดมักจะมีผลสะท้อนกลับ กลายเป็นการทำร้ายตัวเอง
เพราะความอันตรายนี้จึงทำให้ศาสนจักรประกาศให้ผู้ใช้เวทมนตร์เป็นคนนอกรีตและหันคมดาบใส่พวกเขาเป็นศัตรูตลอดมา
แต่เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เวทมนตร์เข้าสู่ยุคใหม่ นักเวทจึงมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ มหาทวีปแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยนักเวทและสามารถพบเห็นได้เหมือนบุคคลทั่วไป
สำหรับเนโครแมนเซอร์หรือผู้ใช้เวทมนตร์ศาสตร์วิญญาณ พวกเขานั้นเป็นนักเวทที่หาได้ยากในหมู่นักเวท และเป็นนักเวทที่อันตรายมากเช่นกัน เพราะผู้ที่ยุ่งเกี่ยวกับวิญญาณส่วนมากแล้วจะกลายเป็นผู้วิปลาส
ในอดีตตอนที่มีดินแดนเวทมนตร์แห่งนี้พึ่งก่อตั้ง หนึ่งหมื่นปีแรกถูกเรียกว่ายุคก่อตั้ง ในปีที่สองหมื่นถูกเรียกว่ายุคมืดเนื่องจากสงครามและสภาพสังคมที่ย่ำแย่ ส่วนในปีที่สามหมื่นซึ่งสภาเวทมนตร์ได้จัดระเบียบร้อยประเทศขึ้นมา นั่นทำให้มันถูกเรียกว่ายุคร้อยประเทศ
ว่ากันว่าในยุคมืดมีผู้ที่ใช้ศาสตร์วิญญาณแล้วเกิดความวิปลาส หลายหมู่บ้านถูกฆ่าสังหารบูชายัน นักเวทผู้นั้นก่อนหน้าเคยเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ แต่ต่อมาได้ศึกษาธาตุวิญญาณ จนวิปลาสสังหารผู้คนเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ศิลานักปราชญ์” ขึ้นมา มันคือวัตถุเวทที่รวบรวมวิญญาณมากมายจนทำให้แผ่พลังเวทออกมาอย่างมหาศาล
ในตอนนั้นอาณาจักรไลออนไลท์ต้องสูญเสียกองทัพนับหมื่นคน กว่าจะกำราบผู้ถือครองศิลานักปราชญ์ได้
พวกเขาได้ทำลายหนังสือหรือการค้นคว้าของนักเล่นแร่แปรธาตุของคนๆ นั้นทั้งหมด และประกาศให้ผู้สร้างศิลานักปราชญ์เป็นศัตรูของมนุษยชาติ
แต่ถึงอย่างนั้นในเวลาต่อมา ชื่อเสียงของศิลานักปราชญ์ก็เป็นของหวานที่เย้ายวนใจ หลายคนพยายามจะเลียนแบบ แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่อาจทำสำเร็จ หรือถูกปราบปรามไปเสียก่อน
นับตั้งแต่นั้นมาศาสตร์ของวิญญาณจึงเป็นสิ่งต้องห้าม
และแม้จะได้ชื่อว่าต้องห้าม แต่ในปัจจุบันก็ยังมีคนค้นคว้าเรื่องของวิญญาณอยู่ดี
เมอร์ลินในตอนนี้เช่นกัน
ก่อนหน้านี้ที่เขาสำรวจร่างกาย เขาก็พบที่อยู่ของดวงวิญญาณของตนเอง แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเข้าใกล้ได้
ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงไม่พึ่งพาพลังของดวงเนตรสีเงิน และพยายามที่จะเข้าไปสำรวจด้วยตนเอง
ดวงจิตกับดวงวิญญาณ แม้ผู้คนจะมองว่าคล้ายกัน แต่มันกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดวงจิตทำหน้าที่ในการรับรู้ ส่วนดวงวิญญาณเป็นเหมือนร่างอีกร่างหนึ่งที่คล้ายกายเนื้อ
กายเนื้อกับดวงวิญญาณแม้จะอยู่ในร่างเดียวกัน แต่กลับไม่สามารถค้นพบได้ง่ายๆ มันไม่เหมือนพลังเวทที่สามารถใช้พลังเวทด้วยกันค้นหาได้
ดวงเนตรสีเงินเองก็เป็นพลังอีกรูปแบบหนึ่งที่คล้ายกับพลังเวท มันสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้
เมอร์ลินจึงรับรู้ที่อยู่ของดวงวิญญาณ
ใช่แล้ว แม้ดวงวิญญาณจะอยู่ในร่างกาย แต่มันกลับไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่แน่ชัดเหมือนวงเวทบ่มเพาะที่รวมกันที่บริเวณหัวใจ
แต่น่าเสียดายที่ดวงเนตรสีเงินแม้จะรู้ตำแหน่งแต่กลับไม่สามารถเข้าใกล้ดวงวิญญาณได้
สิ่งที่ดวงเนตรสีเงินสัมผัสได้แม้จะรับรู้ว่าเป็นดวงวิญญาณ แต่มันกลับเป็นเหมือนพลังที่ยิ่งใหญ่ที่พลังของดวงเนตรสีเงินไม่อาจเข้าใกล้ได้
ในวันนี้เมอร์ลินจึงพยายามใช้ดวงจิตของตัวเองสัมผัสกับดวงวิญญาณ
ทว่า ...
เวิ้ง!
ดวงจิตของเมอร์ลินเอง แม้จะพบที่อยู่ของดวงวิญญาณ ทว่ากลับไม่สามารถเข้าใกล้ดวงวิญญาณของเขาได้เช่นกัน
วินาทีที่ดวงจิตของเมอร์ลินเข้าใกล้ ดวงวิญญาณของเขากลับยิ่งห่างออกไป
เวิ้ง!
เมื่อพยายามอีกครั้งหนึ่ง ดวงวิญญาณนั้นก็เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่แผดแสงร้อนแรงไม่อาจเข้าใกล้ได้
แน่นอนว่าเมอร์ลินไม่ได้ละความพยายาม เขานำดวงจิตเข้าใกล้ดวงวิญญาณหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเข้าใกล้ดวงวิญญาณได้อยู่ดี
ดวงวิญญาณของเมอร์ลินราวกับไม่ใช่สิ่งที่ธรรมดา แม้เมอร์ลินไม่รู้ว่าดวงวิญญาณแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร แต่เขาเชื่อว่าดวงวิญญาณของเขานั้นต่างจากคนทั่วไปอย่างแน่นอน
“แท้จริงแล้วดวงวิญญาณของฉันมีรูปร่างเป็นยังไงกันแน่?”
เมอร์ลินพยายามที่จะสำรวจ แต่ไม่ว่ากี่ครั้งเขาก็ล้มเหลว ราวกับว่าเขาในตอนนี้ไม่สามารถสัมผัสดวงวิญญาณของตนเองได้เลย
“ถ้าหากการใช้ดวงจิตยังไม่พอ ถ้าอย่างนั้นฉันจะใช้อักขระรูนติดตามมันดู”
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้ความสามารถของอักขระรูน
อักขระรูน “แคสปิเอล” เครื่องหมายรูนที่มีคุณสมบัติของการติดตาม
เขาจะติดตามดวงวิญญาณด้วยแคสปิเอลนี้
แม้ไม่รู้ว่าเขาจะทำสำเร็จไหม แต่เขาก็พยายามที่จะทำมัน
เมอร์ลินเปลี่ยนดวงจิตของตนเองเป็นเครื่องหมายแคสปิเอลแล้วพุ่งเข้าหาดวงวิญญาณของตนเอง
แน่นอนว่ามันต้องไม่สำเร็จ
แต่เมอร์ลินย่อมไม่ยอมแพ้เพียงแค่ล้มเหลวครั้งแรกอยู่
เขาพยายามทำมันซ้ำๆ เหมือนการทดลอง
แล้วตอนนั้นเองเขาก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
ในทุกครั้งที่ดวงจิตในรูปเครื่องหมายอักขระแคสปิเอลเข้าใกล้ มันก็จะบังเกิดพลังประหลาดสายหนึ่งขึ้นมา
พลังนี้ไม่ใช่พลังเวทและไม่เหมือนพลังวิญญาณ
เมอร์ลินพยายามจะสำรวจพลังประหลาดที่กำลังแผ่พุ่งออกมา
จนกระทั่ง ...
ปัง!
เวลานั้นเองเครื่องหมายอักขระแคสปิเอลที่เมอร์ลินพยายามจะใช้ติดตามดวงวิญญาณของเขาจู่ๆ มันก็พุ่งเข้าหาดวงวิญญาณได้สำเร็จ
ไม่เท่านั้นเครื่องหมายอักขระแคสปิเอลยังประทับเข้ากับดวงวิญญาณดวงนั้น
ก่อนหน้านี้ที่เมอร์ลินเคยเห็นดวงวิญญาณของเขาเป็นดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ แต่ในตอนนี้เมื่อเขาเข้าใกล้มันได้สำเร็จ เขาก็รู้สึกว่ามันเป็นลูกบอลเล็กๆ ลูกหนึ่งเท่านั้น
เขาเห็นเครื่องหมายอักขระแคสปิเอลในวิญญาณของตนเอง และวิญญาณของเขาก็แผ่พลังประหลาดอันไร้รูปร่างออกมา
“มันไม่ใช่พลังเวท”
“ไม่ใช่พลังที่เหมือนกับดวงวิญญาณ”
“แต่มัน ...”
ดูเหมือนว่าเมอร์ลินจะสามารถคาดเดาที่มาของพลังประหลาดนั้นได้
เนื่องจากที่เขามีความสามารถของดวงเนตรสีเงินที่สามารถจดจำทุกอย่างอย่างไม่รู้ลืมได้
พลังประหลาดนี้จึงกลายกับพลังที่เขาเคยสัมผัสได้เช่นกัน
“มันคือพลังอักขระอย่างนั้นหรอ?”
เมอร์ลินจดจำความรู้สึกของคลื่นพลังแบบนี้ได้ มันคล้ายกับพลังที่โคจรออกมาจากค่ายกล
จริงอยู่ที่นักเวทจะใช้พลังเวทในการกระตุ้นค่ายกล แต่จริงๆ แล้วค่ายกลก็ใช้พลังของอักขระในการขับเคลื่อนเช่นกัน
มันเหมือนกับพลังเวทคือเปลวไฟที่ใช้จุดเทียนเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้เทียนยังมีเปลวไฟอยู่ก็คือไส้เทียนและตัวเทียนคือสิ่งที่ควบคุมเท่านั้น
กล่าวคือพลังเวทคือเปลวไฟ พลังอักขระก็เหมือนไส้เทียน และค่ายกลก็เหมือนตัวเทียน
เวลานี้เมอร์ลินได้บังเอิญสำรวจวิญญาณของตัวเองแล้วค้นพบพลังอักขระ!