ตอนที่ 181
การปรากฏตัวของ ซุน ด้วยท่าร่างการเคลื่อนไหวที่สง่างามเกินจำเป็น ทั้งที่ตนนั้นมาสายจนคนอื่นต้องเฝ้ารอออกจะเป็นที่น่าหมั่นไส้ในความคิดของหลาย ๆ คนอยู่ไม่น้อย บางคนถึงกับเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอีกหลายคนเบ้ปากเชิดสูง มองด้วยความเย้ยหยัน...
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เผยแววตาแห่งความตกตะลึงออกมา แต่แน่นอนว่าความตกตะลึงที่ปรากฏมิได้มาจากการแสดงวิชาตัวเบาหรือท่าร่างเมื่อครู่นี้แต่เป็นการตกตะลึงกับรัศมีลมปราณที่วนเวียนอยู่รอบกายชายหนุ่มผู้นี้เสียมากกว่า
โดยเฉพาะ เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ...
ทั้งสองถึงกับเบิกตาโพรงแข็งค้างไป…
“ชนชั้นลมปราณสีเขียว ขั้นที่ 6!! บะ...บ้าน่าเป็นไปได้ยังไง!!”
จากที่ไม่มีใครสังเกตในตอนแรก แต่พอ ลั่วชิงเหอ โพล่งเสียงขึ้นมาทุกคนก็เพิ่งจะสัมผัสได้กับระดับที่เพิ่มพูนขึ้นหลายขั้นของ ซุน ในเวลานี้ เพราะทุกคนต่างพากันทราบดีว่า ซุน เพิ่งจะทะลวงผ่านชนชั้นลมปราณสีเขียวในการประลองเมื่อ 1 เดือนก่อนนี้เองการยกระดับในเวลาอันสั้นเช่นนี้ เพียงแค่นึกคิดยังอดไม่ได้ที่จะขนลุกชูชันขึ้นมาแล้ว...
แม้แต่ชนชั้นผู้ฝึกสอน หรือผู้อาวุโสอีกหลาย ๆ คนที่รู้จัก ซุนเป็นการส่วนตัว เวลานี้ก็ยังเขม็งมองมาด้วยสายตาที่เผยถึงความไม่อยากจะเชื่อ... ซุนที่ได้กลายเป็นจุดศูนย์รวมสายตาเหล่านั้นตามที่ตนเองคาดหมาย ก็กระแอมไอออกมาเบา ๆพร้อมกันยืดอกสูงขึ้น หยิบเต้าสุราขึ้นกระดกอยู่หลายคำ จากนั้นตัวก็สั่นด้วยท่าทีเสแสร้งเล็กน้อยพ่นลมหายใจออกมาด้วยท่าทีคล้ายสดชื่น มีเสียง อ๊า... ดังออกจากลำคอ
“สุราลมปราณสูตรใหม่ของข้านี่มันยอดเยี่ยมยิ่งนัก... ใช้ทั้งอาบใช้ทั้งพรมใช้ทั้งดื่มเพิ่มพูนลมปราณได้อย่างยอดเยี่ยม จนก้าวกระโดดทะยานสู่นภาอากาศเจิดจรัสจนดวงดาวมัวหมอง ดับตะวันให้มืดหม่น จะเรียกว่านี่คือที่สุดแห่งสุราในใต้หล้าก็ดูจะอวดโอ้เกินไปหน่อย แต่ก็มิอาจหาคำใดมานิยามได้เหมาะสมกว่านี้อีกแล้ว...
เสียอยู่อย่างเดียวต้นทุนในการหมักบ่มสูงไปเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งไหใช้ถึงห้าหมื่นเหรียญทองแพงถึงเพียงนี้ใครกันจะกล้าซื้อ แม้ว่ามันจะคุ้มค่าอย่างถึงที่สุดก็ตามที...” น้ำเสียงของซุน กึ่งบ่นกึ่งตะโกน ใบหน้าคล้ายสลดหดหู่เมื่อหันมองไปยังเต้าสุราในมือ เผยความเสียดายจับหัวใจ
ทว่าทุกคนโดยรอบที่ได้ยินได้เห็นต่างอึ้งงัน อ้าปากค้าง!! พื้นฐานที่ถูกยกระดับของ ซุน อันเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่ามิใช่ภาพมายาทั้งวาจาตัดพ้อเมื่อครู่ทำให้ชวนคล้อยตามไม่ได้ ว่าสุราลมปราณสูตรใหม่ที่ ซุนกล่าวถึงนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างปาฏิหาริย์เช่นนี้...
บางคนยังถึงกับสะท้านสะเทือน เผลอลูบไปบนแหวนมิติด้วยความหลงลืมตัวคล้ายกำลังพยายามสะกดกั้นมิให้นำเหรียญทองออกมาเสนอยื่น... บางคนพยายามปิดปากมิให้เปิดเผยความต้องการอยากได้ออกไปอย่างโจ่งแจ้งครุ่นนึกในใจว่าจะต้องหาทางซื้อสุราลมปราณสูตรใหม่นั้นมาลิ้มลองให้จงได้...
จากเดิมที่ทุกคนตั้งท่าจะตวาดด่า เรื่องที่ ซุน ไม่มาฝึกซ้อมขบวนหรือแม้แต่การมาสายจนทุกคนต้องเฝ้ารอในวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับถูกเหยียบหายจมลงดินหลงเหลือไว้เพียงความเงียบงันที่ตะลึงพรึงเพริด... ผู้ที่ได้ยินได้ฟังกว่าครึ่งมิได้โง่เขลารู้ดีว่าที่ ซุน กล่าวออกมาก็มิต่างกับการจงใจเอ่ยสรรพคุณเพื่อขายสุราลมปราณอันเป็นกิจการลับๆ ของแมวสวรรค์ ที่หลายคนในสำนักต่างรู้ดี
ทว่าความเย้ายวนใจของการยกระดับในเวลาอันสั้นและผลลัพธ์จากกระแสลมปราณของ ซุน ที่ตรงหน้า ก็ยังทำให้ทุกคนมิอาจตัดความคิดอยากครอบครองออกไปจากจิตใจตนเองได้...เรียกได้ว่า ซุน ใช้โอกาสในการเปิดตัวสุราลมปราณสูตรใหม่ ต่อหน้าการรวมตัวกันของขบวนหมู่ศิษย์กว่าสองพันคนได้อย่างแยบยลมันชัดเจนอย่างยิ่งว่าการมาสายในวันนี้ คือเจตนาที่จงใจเพื่อให้กลายเป็นจุดเด่นอีกเช่นกัน!!
เจ้าสำนัก อวิ๋นหยางหลิ่ง หรือแม้แต่สองรองเจ้าสำนัก ถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยว...จากที่มั่นใจว่ารู้จักนิสัยของ แมวสวรรค์ ตนนี้ดีพอแล้ว เหล่าจิ้งจอกชราก็ยังต้องฉุกคิดใหม่กันอีกหลายตลบ...เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ยอมปล่อยโอกาสเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้หลุดรอดไปได้เลยทั้งยังเลือกใช้จังหวะได้พอเหมาะพอเจาะอย่างยิ่ง...
ด้วยประสบการณ์ของเหล่าผู้ชรา ไหนเลยจะมองเส้นสนกลในเหล่านี้ไม่ออกลำพังสุราลมปราณไม่มีทางยกระดับในเวลาอันสั้นเช่นนั้นได้เป็นแน่ ซุนคงใช้วิธีการบางอย่างที่พิเศษยิ่งกว่า แต่กลับเลือกใช้โอกาสเปิดตัว ขายสุราทำเงินมันเสียเลย!!
เพื่อป้องกันมิให้เกิดความวุ่นวายมากไปกว่านี้ อวิ๋นหยางหลิ่งจึงต้องให้สัญญาณย่ำกลองเคลื่อนพลโดยทันทีอย่างไม่ลังเล เพื่อสยบความวุ่นวาย...หาไม่แล้ว ซุน อาจใช้โอกาสต่อจากนี้ บรรยายสรรพคุณสุราของตนมากยิ่งขึ้น จนทำให้ภารกิจในวันนี้เกิดความล่าช้าอย่างที่ไม่ควรจะเป็น
เสียง ตึง! ตึง! ตึง! ดังสะท้านสะเทือนไปทั้งสำนัก สัญญาณกลองก้องกังวานจนทำให้ทุกคนสติของทุกคนหวนคืนกลับสู่ความสงบอีกครั้ง...อวิ๋นหยางหลิ่ง เค้นเสียงต่ำตำหนิให้ ซุน รีบกลับเข้าไปในขบวนศิษย์หลักซึ่งแน่นอนว่าสัตว์อสูรพาหนะของ ซุน ย่อมมิใช่อื่นใด แต่เป็น พยัคฆ์วาตะ ที่บัดนี้ได้กลายเป็นดั่งสายลมสีเขียวมายืนอยู่ยังตำแหน่งผู้นำขบวนของศิษย์หลัก
หมาป่าอสูร และ จิ้งจอกอัคคี ที่อยู่หน้าขบวนเช่นกัน ยังต้องแสดงท่าทีเคารพยำเกรงอย่างถึงที่สุดหมอบต่ำกดศีรษะมิให้เชิดสูงเหนือพยัคฆ์ขาวลายพาดกลอนตนนี้... ซุน กระฟัดกระเฟียดไม่พอใจเล็กน้อยที่ถูกสกัดขวางฉากเปิดตัวสุราลมปราณสูตรใหม่เพื่อดึงราคา แต่เมื่อเห็นสายตาของพยัคฆ์วาตะที่เขม็งมองมาก็จำต้องก้มต่ำคารวะ และรีบขึ้นไปบนหลังของพยัคฆ์ในทันที...
เส้นทางเคลื่อนขบวนนั้นถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว ได้รับการอำนวยความสะดวกจากทางราชวงศ์ไป๋หู่เพราะเป็นประเพณีของสองสำนักใหญ่ที่จัดขึ้นทุกปี ดังนั้นการเข้าไปในเมืองหลวงจึงมิได้วุ่นวายอะไรนัก
ขบวนของสำนักสายลมประจิมเดินทางจากประตูเมืองทิศใต้ ส่วนขบวนของสำนักบุปผาประจิมเคลื่อนพลมาจากประตูเมืองทิศตะวันออกทั้งสองสำนักจะไปรวมตัวบรรจบกันที่หน้าหอคอย ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง...
ศิษย์สำนักหลายคนเดินทางมาในครั้งแรก อีกหลายคนก็ไม่เคยได้ออกจากเขตสำนักเลยตลอดทั้งปีดังนั้นจึงแฝงเร้นไว้ด้วยประกายดวงตาที่ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย... ในกลุ่มของศิษย์สายในก็ยังมีตันเหมา และ ตงเหยียน สองสหายของ ซุน ที่เวลานี้ได้เลื่อนขึ้นจากศิษย์สายนอก เป็นศิษย์สายในเรียบร้อยแล้ว
ซุน มองเห็น ทั้งสองอยู่ขบวนข้าง ๆ กำลังพูดคุยกันด้วยท่าทีตื่นเต้นจึงอดที่จะเปิดอาคมหูทิพย์แอบฟังไม่ได้... จนได้ยินว่าที่ทั้งสองมีความตื่นเต้นก็เพราะกำลังจะได้ไปร่วมขบวนกับเหล่าสาวงามของสำนักบุปผาประจิม!!
โดยเฉพาะ นายน้อยจากตระกูลตันอย่าง ตันเหมา... ทั้งที่กิจการหลักของตระกูลคือการเปิดหอนางโลมแต่ก็ยังมิวายเผยท่าทีตื่นเต้นเป็นล้นพ้นออกมา ทั้งท่าทาง สีหน้า และแววตา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อกล่าวถึงสำนักบุปผาประจิม...ทำให้ ซุน หวนนึกถึงวันที่ทั้งสองคนได้เข้าร่วมสำนักพร้อม ๆ กัน(ตอนที่ 72)
“อ่อ... จำได้ว่าศิษย์พี่ตัน มีหญิงสาวในดวงใจอยู่คนหนึ่งและนางได้เข้าไปในสำนักบุปผาประจิม นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ศิษย์พี่ตันเลือกเข้าสำนักสายลมประจิม แม้จะสอบตกในการทดสอบนับครั้งไม่ถ้วน ก็ยังไม่ยอมตัดใจ...วันนี้แล้วสินะที่จะมีโอกาสได้พบกับนาง ศิษย์พี่ตันจึงตื่นเต้นเพียงนั้น...”
ซุน เอ่ยพึมพำก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ อันที่จริง ซุนก็อยากจะหาโอกาสช่วยเหลือ ตันเหมา ให้ได้สมหวังอยู่ลึก ๆ ทว่าเป้าหมายในการขึ้นหอคอยในครั้งนี้ของซุน มีความยิ่งใหญ่และเป็นที่คาดหวังมากเกินไป... พยัคฆ์วาตะ คงไม่ยอมให้ ซุนไปเสียเวลากับเรื่องราวไร้สาระอย่างอื่นแน่นอน...
ณ หอคอยสุสานเทพอสูรพยัคฆ์ขาว...
เมื่อขบวนหมู่ศิษย์ มาถึงลานกว้างขนาดใหญ่เบื้องหน้าหอคอยก็สามารถมองเห็นความใหญ่โตอลังการของหอคอยได้ถนัดสายตา จากเบื้องล่างไม่อาจมองเห็นยอดปลายด้านบนของหอคอยได้เสียด้วยซ้ำ ความสูงของหอคอยมากยิ่งกว่าขุนเขาทั้ง4 ลูกในสำนักสายลมประจิมวางต่อกันเสียอีก
ซุน เองก็เพิ่งจะเคยเห็นใกล้ ๆ เช่นนี้ สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ปกคลุมไปทั้งหอคอยกล่าวกันว่าในขอบเขตรัศมีช่วงหนึ่งรอบหอคอยนั้น แม้แต่สัตว์อสูรวิหค ก็ยังไม่สามารถโบยบินเข้ามาใกล้หอคอยแห่งนี้ได้มิเช่นนั้นจะถูกแรงกดดันมหาศาลผลักให้ตกลงจากบนท้องฟ้าทันที ทั้งตัวหอคอยยังปิดทึบสนิทมีทางเข้าเดียวก็คือประตูขนาดใหญ่ที่ด้านล่าง ซึ่งเป็นประตูที่ปกคลุมไว้ด้วยแสงสว่างเรืองรองราวกับเป็นประตูสู่มิติที่แตกต่าง...
ซุน จิตใจสะท้านสะเทือนอย่างช่วยไม่ได้ เพียงแต่มองเห็นยังรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ไร้ที่เปรียบสมกับที่เป็น [สิ่งมหัศจรรย์ของยุทธภพในยุคก่อน] ตามบันทึกตำรามีบอกเอาไว้ว่า หอคอยมีทั้ง 5 แห่ง กระจายอยู่ทั้ง 4 ทวีปและอีกหอคอยหนึ่ง ตั้งอยู่ที่มหาสมุทรกิเลนอัสนี
หอคอยแห่งนี้คือหอคอยสุสานเทพอสูรพยัคฆ์ขาว ประจำทวีปพยัคฆ์ขาว...
ด้านหน้าของหอคอยห่างออกมาราว ๆ 300 จั้ง ยังมีประตูศิลาขนาดมหึมาสูงนับสิบจั้งเป็นประตูที่ถูกปิดเอาไว้บานประตูเต็มไปด้วยลวดลายอักขระโบราณที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้...ประตูแห่งนี้ตั้งอยู่อย่างโดดเดียว สามารถเดินวนรอบ ๆ หน้าและหลังของประตูได้อย่างอิสระเพราะประตูนี้มิได้ใช้เพื่อขวางกั้นสิ่งปลูกสร้างใด
นี่คือประตูวาสนา... ซึ่งมันจะเปิดขึ้นในเวลาเที่ยงคืนของทุกวัน หากใครคิดที่จะเข้าไปในหอคอยจำเป็นที่จะต้องผ่านประตูวาสนานี้เสียก่อน เพื่อให้ได้กับสิ่งที่เรียกว่า “โชควาสนา”ซึ่งแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงลูกแสงทรงกลม ที่มีหมายเลขกำกับเอาไว้...
หอคอยมีทั้งสิ้น 114 ชั้น ตามประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกจากผู้ยิ่งใหญ่เล้งซาน ผู้ซึ่งเป็นคนแรกที่เคยพิชิตหอคอยชั้นบนสุดได้เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน...หมายเลขที่ประตูวาสนาให้มา คล้ายเป็นตัวบ่งบอกวาสนาของแต่ละบุคคลหากผู้ใดได้ตัวเลขที่มาก นั่นหมายถึงการมีโอกาสที่จะไปได้ในชั้นที่สูงขึ้นไป...
ตัวอย่างเช่น ลูกแสงทรงกลม มีตัวเลข 38 ปรากฏ...บุคคลผู้นั้นจะสามารถขึ้นไปบนหอคอยได้สูงสุดเพียงชั้นที่ 38 เท่านั้น หากพยายามขึ้นไปในชั้นที่39 จะถูกกฎของหอคอยที่เรียกว่า “การปฏิเสธจากหอคอย” เล่นงาน... ซึ่งมันคือแรงกดทับอันมหาศาลที่มากพอจะทำให้ร่างกายของผู้ที่คิดละเมิดกฎแหลกละเอียดได้ในชั่วพริบตา ตามที่ถูกเล่าขานเอาไว้ตลอดหนึ่งหมื่นปี มีเพียงเล้งซาน ผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถทนต่อ “การปฏิเสธของหอคอย” ได้โดยตรงจนพิชิตหอคอยได้ในที่สุด...
ซุน ที่ศึกษาเรื่องราวในส่วนนี้มาอย่างละเอียดผ่านบันทึกและตำราเป็นจำนวนมากย่อมรู้ดีว่าจุดเริ่มต้นของการพิชิตหอคอย นั่นคือการได้รับโอกาส... และโอกาสอย่างเดียวที่จะได้รับก็คือโอกาสจากประตูวาสนาแห่งนี้!! หากตัวเลขที่ได้มาเป็นตัวเลยที่ต่ำมากๆ แล้วล่ะก็ ความหวังที่จะพิชิตหอคอยได้นั้น คงจะพังทลายลงในทันทีแต่หากได้ตัวเลขที่สูง ก็จะมีโอกาสมากยิ่งขึ้น...
ซุน กระแอมไอเสียงเบา เอ่ยถามเนิบนาบด้วยความใคร่รู้...
“ศิษย์พี่เจี่ย... ศิษย์พี่ลั่ว... ในปีที่แล้วไม่ทราบว่าพวกท่านได้โชควาสนาจากลูกแสงทรงกลม เป็นตัวเลขอะไรงั้นหรือ?!”
เจี่ยโย่วเทียน กดหัวคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“87”
ทว่าตัวของ ลั่วชิงเหอ กลับเผยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ คล้ายว่านี่คือหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ตนอยู่เหนือเจี่ยโย่วเทียน... “ข้าได้ตัวเลข 91 ในเรื่องของพรสวรรค์ ข้านั้นเหนือกว่าเจ้าคนเย็นชาพรรค์นั้นอยู่มากโข”
เจี่ยโย่วเทียน ได้ยินเช่นนั้นก็แค่นเสียงเย็นออกมา...
“เหอะ! เจ้าได้ตัวเลขที่สูงกว่าแล้วอย่างไร?! แต่ในท้ายที่สุดเจ้าก็ทนแรงกดดันไม่ไหว และติดอยู่ในชั้นที่ 62เท่านั้น... ส่วนข้าไปได้ถึงชั้นที่ 65 เห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์กับความเป็นจริง ข้ากับเจ้านั้นแตกต่างอยู่มากโข...”
ลั่วชิงเหอ ได้ยินเช่นนั้นก็กัดฟันเสียงดังกรอด...
“หุบปาก!! ปีนี้แหละข้าจะเอาชนะเจ้าให้ดู”
ซุน ที่เป็นสาเหตุของการทะเลาะ จึงจำเป็นต้องช่วยประณีประนอมทั้งคู่ก่อนจะเกิดเรื่องรุนแรงไปกว่านี้...ทว่าในใจก็ยังอดครุ่นคิดไม่ได้ ว่าตนจะได้รับตัวเลขที่เท่าใด... ทั้งเมื่อปีก่อนเจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ก็ยังไปได้เพียงแค่ราว ๆ ครึ่งทางของจำนวนชั้นทั้งหมดในหอคอยเท่านั้นเอง...นี่ยิ่งทำให้ ซุน เริ่มเกิดความกังขาในความสามารถของตนเองขึ้นมาบ้างแล้วว่าจะพิชิตหอคอยแห่งนี้ได้จริง ๆ หรือไม่...
.................................................