ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 131 เตรียมตัว

            “ถุย ไอ้ผีแก่สองตัวนี่ต่อให้ไม่ตายก็อยู่ยากแล้วพวกเจ้า”

            “เล่นพวกมันให้ตายไปเลยลูกพี่!!!!”

            “อย่าเพิ่งรีบร้อน!!”

            ในตอนนั้นเองก็มีคนใหญ่โตคนอื่นๆ ในกลุ่มสำรวจนี่ก้าวเดินออกมา

            ฮว๋างฉางก้มลงไปมองยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดทั้งสองคนที่นอนแห้งอยู่ในหลุมข้างล่างด้วยสภาพที่อนาถสุดขีดดวงตาของเขาถึงกับเกิดอาการกระตุกอย่างช่วยไม่ได้

            ถ้าหากตัวเองก็โดนสุดยอดฝ่ามือเพลิงอัสนีแบบนี้เข้าไปด้วยละก็เกรงว่าก็คงไม่ได้มีสภาพแตกต่างไปจากนี้เท่าไรนัก

            หลินหยางผู้นี้...

            หรือว่าเขาจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปชี่อู่นี่แล้ว?

            เขาเพิ่งจะอายุไม่เท่าไรเอง...

            คนอื่นๆ ที่เหลือเองก็ไม่ต่างกันเท่าไร ถึงแม้จะทำหน้านิ่งแต่ในใจพวกเขาก็มีความคิดที่คล้ายคลึงกับฮว๋างฉาง

            พวกเขาต่างก็มองไปที่หลินหยางด้วยจิตใจที่สับสนเหลือคณานับ

            ตัวเองฝึกฝนอย่างยากลำบากมาทั้งชีวิต แต่กลับมีพลังไม่เท่าหนูน้อยที่มีอายุแค่สิบกว่าขวบ....

            โลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ!!!!

            บ่นก็ส่วนบ่น แต่งานที่มีอยู่ก็ต้องจัดการให้เสร็จ

            ฮว๋างฉางมองไปที่ไก่ย่างจนไหม้เกรียมสองตัวที่นอนอยู่ข้างล่างอย่างหมดสภาพ“จับตัวยินโม่ซางเอาไว้เรื่องในวันนี้จะปล่อยให้มันจบลงไปเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้วันหน้าข้าจะไปที่ลัทธิหมื่นวิญญาณเพื่อไปคุยกับไอ้ ‘ยินว่านหง’ นั่นให้รู้เรื่อง”

            คนอื่นๆ เองก็พยักหน้าพวกเขาต่างก็ไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ เช่นกัน

            พวกลัทธิหมื่นวิญญาณนี่มันเห็นได้ชัดว่าคิดไม่ซื่อ พวกเขาจึงตกลงกันว่าวันข้างหน้าจะไปที่ลัทธิหมื่นวิญญาณด้วยกันเพื่อจัดการสั่งสอนไอ้พวกชั่วช้าสามานย์นั่น

            ส่วนพวกลูกศิษย์ของลัทธิหมื่นวิญญาณที่เหลืออยู่นั้น อันที่จริงแล้วก็เป็นแค่พวกลูกกะจ๊อกเท่านั้น

            ผู่อาหมานแค่คนเดียวยืนคุมอยู่ก็สามารถสะกดพวกมันทั้งหมดได้แล้วไม่มีคนของลัทธิกล้าออกมาต่อต้านเลยแม้แต่คนเดียวทั้งหมดถูกจับตัวแยกไว้อีกฝั่งอย่างไร้ความปรานี

            ความวุ่นวายที่ลัทธิหมื่นวิญญาณก่อขึ้นไว้ก็สงบลงด้วยประการฉะนี้

            วีรบุรุษวัยเยาว์ผู้มาจากอาณาจักรชูอวิ๋นได้แสดงศักยภาพให้โลกได้รับรู้ประกาศศักดาต่อหน้าสี่มหาอำนาจแห่งดินแดนภาคตะวันตกและภาคใต้ได้รับรู้ถึงความสามารถอันน่าเกรงขามของหลินหยาง

            เพียงไม่นานหลินหยางก็กลายเป็นจุดสนใจของยอดฝีมือทั้งหมดในที่แห่งนี้

            ในช่วงที่กำลังพักผ่อนอยู่นั้น เซวี่ยเทียนได้นำวีรกรรมอันห้าวหาญที่หลินหยางได้สร้างเอาไว้ตลอดการเดินทางในทะเลอสูรออกมาเล่าให้ผู้อื่นฟัง

            ผู้คนถึงได้รู้ว่าที่แท้ยอดฝีมืออายุน้อยในชุดเกราะสีเงินผู้นี้ได้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่เอาไว้ให้กลุ่มสำรวจตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

            สายตาของผู้คนที่มองไปที่หลินหยางนั้นแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

            เหล่าชายหนุ่มอายุน้อยทั้งหลายต่างก็รู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองทาบหลินหยางไม่ติดจึงได้ใช้เขาเป็นเป้าหมายของชีวิตที่จะต้องก้าวไปให้ถึงให้ได้

            ส่วนหญิงสาวที่อายุตั้งแต่สิบกว่าปีไปจนถึงสามสิบกว่านั้นถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากแต่ทุกคนก็ล้วนจ้องมองหลินหยางด้วยแววตาลุ่มหลงอย่างไม่ปิดบัง

            ยอดฝีมือที่เก่งกาจห้าวหาญทั้งที่อายุยังน้อยแค่นี้แถมยังหน้าตาหล่อเหลาเอาการ ใครไม่หลงก็แย่แล้ว!!

            ส่วนพวกคนใหญ่คนโตระดับบนๆ ทั้งหลายนั้นคงไม่ต้องพูดถึง

            ในใจของพวกเขานั้นได้ยกให้หลินหยางยืนอยู่ในตำแหน่งที่เท่าเทียมกันกับพวกเขาไปนานแล้วไม่สิ บางทีอาจจะอยู่สูงกว่าหน่อยเลยก็เป็นได้

            ในทวีปชี่อู่ตอนนี้คงมีแค่พวกยอดฝีมืออาวุโสที่แข็งแกร่งระดับปีศาจทั้งหลายที่เร้นกายออกไปจากยุทธภพนี้นานแล้วเท่านั้นที่พอจะเทียบชั้นกับหลินหยางได้...

            แต่ไม่ว่าอย่างไรสถานการณ์ตรงนั้นก็ได้คืนสภาพกลับสู่ความสงบเรียบร้อยเหมือนเดิมแล้วผู้คนทั้งหลายต่างก็กำลังรอคอยเรื่องสุดท้ายอยู่

            นั่นก็คือเรื่องที่ว่ากลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าสามารถทำลายม่านพลังป้องกันที่ตอนนี้ได้ฟื้นสภาพกลับเป็นเหมือนเดิมไปแล้วได้รึเปล่า

            หลังจากที่พักฟื้นพลังกันเรียบร้อยแล้วตำแหน่งการยืนของกลุ่มสำรวจทั้งหลายก็แตกต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด

            จากเดิมที่ทั้งห้าขุมอำนาจได้แบ่งกลุ่มยืนล้อมม่านพลังป้องกันเอาไว้เป็นครึ่งวงกลมอย่างเท่าเทียมโดยที่ไม่มีใครยอมอยู่รั้งท้ายเลยแต่ตอนนี้ นอกจากราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยที่ยืนห่างออกไปไกลโขแล้วไม่ว่าจะฝั่งของราชอาณาจักรเทียนฉางหรือเผ่าฝูโปต่างก็ยืนถอยห่างออกมาจากด้านหน้าประมาณหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าพวกเขายอมแล้ว

            พวกเขายอมรับว่า ในที่เห่งนี้ ตอนนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นลูกพี่ใหญ่สุด

            ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ย่อมต้องเป็นเพราะพวกเขาให้เกียรติหลินหยางอยู่แล้วแต่ว่าตอนที่โม่เชาหยันและเป้ยเค่อทั้งสองคนมาที่จุดพักของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นพวกเขาก็ได้ยินข่าวที่ทำให้ต้องผิดหวังอย่างน่าใจหายขึ้น

            คุณชายหลินผู้มากความสามารถคนนั้นเป็นเพราะการต่อสู้เมื่อครู่นี้ได้เผาผลาญพลังงานของเขามากเกินไปจึงได้ตัดสินใจกลับขึ้นเรือไปพักผ่อนแล้ว

            ส่วนเรื่องม่านพลังป้องกันนั่น กลุ่มพันธมิตรฯ เองก็ไม่ได้มีแผนพิเศษอะไรรองรับไว้เหมือนกัน....

            คุณชายหลินหยางเองก็บอกสั้นๆ แค่ว่า จนปัญญา

            อย่างนั้นเองหรือ...

            สีหน้าของคนทั้งหมดต่างก็หมองลงอย่างช่วยไม่ได้

            พวกเขาทั้งหมดต่างก็คาดไม่ถึงเลยว่าผลลัพธ์ของการออกผจญภัยครั้งสุดท้ายกลับออกมาในรูปแบบนี้

            ความลับที่ซ่อนอยู่ในป้อมปราการนั่นสุดท้ายแล้วก็ยังไม่สามารถเปิดเข้าไปดูได้

            ช่างเถอะ ช่างเถอะ

            โม่เชาหยันหันไปคำนับให้กับฝูงชนทั้งหลาย ขณะเดียวกันก็หันไปแสดงความขอบคุณให้กับฮว๋างฉางบอกว่าไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ หรือว่าหลินหยางหากวันหน้าเกิดมีเรื่องอะไรที่ต้องการให้ช่วยขึ้นละก็ตัวเขาและเผ่าฝูโปทั้งหมดจะรีบมาช่วยอย่างสุดกำลังแน่นอนเพื่อตอบแทนบุญคุณที่หลินหยางได้เข้าช่วยเหลือพวกเขาไว้ในวันนี้

            ส่วนเป้ยเค่อนั้นพูดขึ้นมาหนึ่งประโยคด้วยความผิดหวังสุดขีดว่า“ทำลายม่านพลังป้องกันไม่ได้มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกแต่ตัวข้ายังอยากใกล้ชิดสนิทสนมกับหนุ่มน้อยแซ่หลินคนนั้นอีกสักหน่อยจังหนุ่มน้อยที่เก่งกาจแบบนี้ ทำเอาตัวข้าถึงกับหัวใจเต้นรัวไปหมดเลยละ”

            แหวะ..

            ผู้คนพากันแสดงสีหน้าพิลึกออกมาทันทีในใจแอบคิดว่าตอนเชื้อพระวงศ์เป้ยเค่อผู้นี้ทำตัวเคร่งขรึมยังรู้สึกดีกว่าตอนนี้อีก

            ส่วนฝั่งของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยนั้นในที่สุดก็ได้ส่งนักรบมาคนหนึ่ง มอบสิ่งของอย่างหนึ่งให้กับฮว๋างฉาง

            มันคือตราสัญลักษณ์แผ่นหนึ่งที่บนนั้นถูกสลักเป็นรูปหัวหมาป่าสีทองเอาไว้

            นักรบคนนี้โค้งคำนับให้กับพวกของฮว๋างฉางแล้วกล่าวขึ้นว่า “ท่านอาหมานต้องการมอบ ‘ตราหมาป่าทองคำ’ ชิ้นนี้ให้ท่านหลินหยาง โดยถือว่าเขาเป็นแขกของดินแดนทุ่งหญ้าตลอดไป!!”

            หึหึ

            เหล่าคนใหญ่คนโตที่เหลือต่างกับแย้มยิ้มขึ้นเบาๆ

            แม้แต่หมาป่าโลหิตผู่อาหมาน ก็ยังรู้จักสร้างไมตรีกับหลินหยาง!!

            “ท่านอาหมานยังบอกอีกว่าเมื่อไหร่ที่ท่านหลินหยางไปเยี่ยมเยียนที่ดินแดนทุ่งหญ้าเขาจะไปถีบก้นของท่านหลินหยางด้วยตัวเอง ตอบแทนคำพูดไม่สุภาพของเขา!!”

            ฮ่าฮ่าฮ่า

            หมาป่าโลหิตยังจำเรื่องที่หลินหยางเรียกเขาว่า ไอ้คนที่ยิงธนูได้อยู่ เห็นได้ชัดว่ากำลังทำปากแข็ง

            ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จะไม่เป็นที่น่าพอใจสักเท่าไรนักแต่อย่างน้อยก็สามารถกลับไปได้อย่างปลอดภัย

            ผู้คนของทั้งสี่ขุมอำนาจตัดสินใจว่าจะอยู่พักผ่อนที่นี่หนึ่งคืนในวันที่สองค่อยออกเดินทางกลับไปที่เกาะชมฟ้าพร้อมกันทั้งหมด

            เส้นทางกลับนั้นง่ายกว่าขามาเยอะ

            ที่ป้อมปราการแห่งนี้ ทุกๆ หนึ่งเดือนโดยประมาณมันจะปล่อยลูกบอลเพลิงอัสนีม่วงแบบเดียวกับที่อยู่ในทะเลอัสนีนั่นทำให้ไม่สามารถอาศัยอยู่บนเกาะนั้นได้นาน แต่พอมีนักการช่างแบบพวกหลานห่ายมาด้วยแล้วพวกเขาก็สามารถสร้างอุปกรณ์เดินทางผ่านช่องว่างมิติแบบชั่วคราวเพื่อส่งทุกคนกลับไปที่เกาะชมฟ้าได้

            ส่วนเรือโจรสลัดฉลามทมิฬอันล้ำค่านั่นมีกลไกสุดพิสดารอยู่มันสามารถแยกออกเป็นหลายๆ ส่วนได้แล้วค่อยนำมันบรรจุลงในถุงฟ้าดินซึ่งสามารถพกติดตัวไปได้

            เพราะอย่างนั้นเองผู้คนทั้งหมดก็เริ่มทำการเตรียมตัวกลับออกจากเกาะลึกลับแห่งนี้

            และในตอนที่เหล่าโจรสลัดกำลังจะเก็บเรือนั้นพวกเขาก็ได้ไปเคาะประตูที่ห้องของหลินหยาง แต่ก็พบเรื่องน่าตกใจขึ้น

            หลินหยางไปแล้ว?

            บนโต๊ะในห้องมีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจวางทิ้งไว้ “หลินหยางยังมีเรื่องที่ต้องทำในเมื่อไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว หลินหยางขอลากลับก่อน”

            ไปง่ายๆ แบบนี้เลย?

            จากคำบอกเล่าของลูกเรือที่กำลังเฝ้าเรืออยู่บนเรือฉลามทมิฬนั้นประมาณสิบนาทีก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นหลินหยางกำลังยืนอยู่บนชุดเกราะสีดำตัวหนึ่งแล้วบินออกไปในที่แสนไกลจริงๆ

            “อ้าวเฮ้ย ข้าบอกกับหมอนั่นไว้แล้วนะว่าคืนนี้จะดื่มกับมันให้เต็มที่ไปเลยน่ะ!!!!”เซวี่ยเทียนกัดฟันแน่นเห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ไม่คิดว่าหลินหยางจะจากไปดื้อๆ แบบนี้

            คนอื่นๆ เองก็แปลกใจไม่น้อย แต่พอมาลองคิดดูดีๆ แล้วหลินหยางก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องอยู่ต่อจริงๆ ตัวเขาเองที่มาก็เพราะถูกกลุ่มพันธมิตรฯจ้างมาก็เท่านั้น การเดินทางครั้งนี้เรียกได้ว่าหลินหยางนั้นได้สร้างผลงานไว้มากเกินกว่าผลตอบแทนที่เขาจะได้หลายเท่าเลยทีเดียว

            หากเขาจะไป ใครก็ไม่สามารถไปหยุดเขาได้

            ส่วนอุปสรรคอันโหดหินอำมหิตต่างๆ ระหว่างทางนั้นไม่มีใครคิดเป็นห่วงแทนหลินหยางเลย... เด็กหนุ่มลึกลับคนนั้นเกรงว่าในทวีปชี่อู่แห่งนี้คงไม่มีสถานที่ใดที่เขาไม่สามารถไปได้อีกแล้ว

            เช้าวันต่อมาผู้คนทั้งหมดก็ได้เดินเข้าไปในช่องว่างมิติเพื่อออกจากเกาะเล็กๆ อันลึกลับนี่ไป

            ในตอนที่บนเกาะแห่งนี้ไม่เหลือใครอยู่อีกแม้แต่เงาแล้วก็มีเงาร่างสายหนึ่งที่อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาบนเกาะเล็กๆ นั่น

            ถ้าไม่ใช่หลินหยางแล้วจะเป็นใครได้

            หลินหยางที่สวมเสื้อสีเขียวเอาไว้ค่อยๆ ก้าวเดินทีละก้าวออกมายืนอยู่ตรงหน้าอุปกรณ์เดินทางชั่วคราวเครื่องนั้นจากนั้นก็เหยียบลงไปเบาๆ เพื่อทำลายแกนพลังงานที่ยังเหลืออยู่ทิ้งไปในที่สุดบนเกาะเล็กๆ เกาะนี้ก็เหลือแค่เขาคนเดียวแล้ว

            “โห หลินหยางน้อยดูไม่ออกเลยนะว่าเจ้าเองก็แอบใจดำอยู่ใช่ย่อยนะ!! หลอกคนอื่นให้กลับออกไปก่อนตัวเองจะได้ไม่ต้องไปแบ่งขนมให้ใคร”

            หั่วเอ๋อร์ที่อยู่บนไหล่ของหลินหยาง เปิดป่าด่าอย่างไร้ความปรานี

            “ถ้าบังเอิญข้างในนั้นมีสมุนไพรวิเศษกับสัตว์อสูรอร่อยๆอยู่ เจ้าจะอยากแบ่งกับคนพวกนั้นไหมล่ะ?” หลินหยางถามกลับไปโดยไม่เปลี่ยนน้ำเสียง

            ตูม

            หั่วเอ๋อร์พ่นไฟวิเศษออกมาใส่อุปกรณ์เดินทางนั่นจนพังเละไม่เหลือชิ้นดีในครั้งเดียว

            อย่าล้อเล่นนะ

            บนโลกนี้ไม่มีใครสามารถแย่งชิงอาหารของท่านหั่วเอ๋อร์ผู้นี้ไปได้อย่างเด็ดขาด!!!!