เวลาเดียวกัน ในดินแดนทางด้านเหนือของทวีปฟ้าสวรรค์ มีทะเลทรายที่อยู่ใกล้กับหุบเขาหมื่นอสูร
ทะเลทรายนั้นแห้งแล้งราวกับว่ามันขาดน้ำมาแสนนานแต่กลับกระจายปราณอ่อนๆออกมา
ทำให้บริเวณนั้นปกคลุมด้วยไอเพลิงตลอดปี มองดูคล้ายเป็นสถานที่จากโลกเบื้องล่างแต่นั้นก็เป็นเพียงมุมมองของมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น
ถึงแม้ไอเพลิงจะปกคลุมจนเกิดความร้อนมหาศาลแต่มันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับผู้ฝึกตนที่อยู่ในแดนองครักษ์เลย
ถึงแม้สถานที่แห่งนี้ จะอยู่ติดกับหุบเขาหมื่นอสูรก็จริง แต่มันนับได้ว่าอยู่เขตชายแดนมากๆ ซึ่งถ้านับระยะทางจริงๆแล้วเมืองฉางผิงยังอยู่ใกล้กว่ามากนัก
สัตว์อสูรในบริเวณนี้อย่างเก่งก็เป็นเพียงอสูรลมปราณขั้นที่1เท่านั้น มันจึงทำให้ทะเลทรายแห่งนี้เป็นเส้นทางเดินเท้าของกลุ่มคนมากมายที่หมายจะมุ่งไปยังเมืองฉางผิง
ในใจกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ ปรากฏชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างสูงผอม ชายหนุ่มผู้นี้สวมใส่ชุดสีขาวสะอาดแม้จะอยู่ท่ามกลางทะเลทราย
ใบหน้าของมันหล่อเหล่า ผิวขาวดุจสตรี ด้วยรูปลักษณ์ทั้งหมดของมันนับได้ว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งทีเดียว
ชายหนุ่มกำลังแบกหนังสือขนาดโหญ่ไว้ที่ด้านหลัง ถ้ามองเพลินๆมันคล้ายบุรุษที่แก่เรียนเป็นอย่างมาก
ชายหนุ่มชุดขาวแม้จะได้รับผลกระทบจากความร้อน แต่มันยังเดินทางข้ามผ่านทะเลทรายด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า บางครั้งที่พายุทรายพัดผ่านมา มันจะหาเนินทรายก้มหมอบลงอย่างชำนาน คล้ายว่ามันเดินบนเส้นทางนี้มาหลายปี
ชายหนุ่มในชุดขาวสะอาดระบายลมหายใจอย่างเศร้าสร้อยมันพึมพำกับตนเองด้วยความโมโห
“ฉางอิน นะฉางอิน เจ้าสอบไม่ผ่านเป็นรอบที่สองแล้ว เจ้าจะมีหน้ากลับไปมองผู้คนในเมืองได้อย่างไร”
ขณะที่เท้าของมันย่ำลงบนพื้นทราย คลื่นพลังในแดนนักรบกระจายออกคลุมร่างของมันเพื่อบรรเทาอาการร้อนจากแดดที่ร้อนระอุ
มันมองไปยังท้องฟ้าพร้อมกับก่นด่าสวรรค์เบื้องบนอย่างสนุกปาก
ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ท้องฟ้าด้านบนซึ่งก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยแสงสว่างของตะวัน ทันใดนั้นมันเริ่มมืดลงและกลับคืนมาเป็นปกติในทันที
ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าเพียงกระพริบตาเดียวอาจจะไม่ทันสังเกตเห็น
ความรู้สึกของฉางอินก็แวบขึ้นด้วยความประหลาดใจ ความตะลึงไม่อยากเชื่อปรากฏบนใบหน้าของมัน ปากของมันอ้ากว้างและหยุดค้าง ดวงตาของมันเบิกกว้างจับจ้องไปยังร่างคนผู้หนึ่งที่ตกลงมาจากฟ้า
ปัง!! เสียงของร่างชายคนนั้นกระทบกับพื้นด้วยทะเลทรายที่อ่อนนิ่มมันช่วยบรรเทาแรงกระแทกได้ส่วนหนึ่ง
ชายคนนั้นจะกระอักโลหิตออกมาครั้งหนึ่งและนิ่งร่างไม่ไหวติงใดๆอีกต่อไปบนร่างของชายคนนั้นมีตุ๊กตาตัวเล็กรูปร่างมนุษย์ตกอยู่บนอกของมัน
ฉางอินรีบวิ่งไปดูด้วยตระหนกตกใจแม้มันจะกล้าๆกลัวๆอยู่บ้างแต่ก็ไม่สามารถทดทานความอยากรู้อยากเห็นได้ มันรีบชะโงกหน้าไปมองยังร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผล
“หวา!! ตายแล้วหรอ แล้วเขาตกมาจากที่สูงขนาดนั้นได้ยังไงนะ หรือว่าจะถูกสัตว์อสูรทำร้ายจนกระเด็น”
ฉางอินระบายลมหายใจออกมาพร้อมกับยกมือเกาไปที่ศีรษะ “เอายังไงดี ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ศพของเขาต้องกลายเป็นอาหารสัตว์อสูรแน่ๆเลย”
มันครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจ ขุดหลุมทรายขึ้น หมายจะฝังร่างชายคนนี้ลง
“แม้เราจะสอบไม่ผ่านแต่การได้ทำความดีช่วยให้โทสะในใจเบาบางลงได้บ้าง” ฉางอินยิ้มแย้มอย่างแจ่มใส
พร้อมปะกบฝ่ามือขึ้น "ขอให้ไปสู่สุขคติเถอะ"
จากนั้นมันใช้แรงทั้งหมดพลักร่างของชายคนนั้นลงไป ฮึบ!!! “ชายคนนี้ตัวหนักจัง?”
มันมองไปยังตุ๊กตามนุษย์ที่มีปีกติดอยู่ด้านหลัง “เขาคงชอบตุ๊กตาตัวนี้มากสินะ ได้ๆข้าจะให้มันร่วมเดินทางเป็นเพื่อนท่าน”
มันหยิบตุ๊กตาตัวเล็กใส่เข้าไปในอกเสื้อของชายคนนั้น
ฉางอินใช้ความพยายามอยู่นานก่อนจะดันร่างไร้สติของชายคนนั้นลงไปได้ มันใช้มือขวาปาดเหงื่อออก ก่อนจะใช้มือพลักทรายกลบร่างลงทีละน้อย
ทันใดนั้นราวกับผีหลอกกลางวันแสกๆ ชายที่มันคิดว่าตายแล้ว ขยับตัวพลันกระอักเลือดสีดำออกมากองหนึ่ง
หนิงเทียนพยามเปิดตาขึ้นอย่างยากลำบากมันจ้องไปยังชายหนุ่มชุดขาวตรงหน้าอย่างไม่วางตา
“อะไร!! ท่านจ้องข้าทำไม ข้าไม่ได้ทำร้ายสักหน่อย หรือท่านอยากให้ข้าช่วย?”
ฉางอินพึมพำก่อนจะกล่าวออกมาราวกับมันกำลังพูดอยู่คนเดียว “ได้ๆ ข้าจะช่วยท่านเอง”
จากนั้นฉางอินยกร่างหนิงเทียนขึ้นจากหลุมอย่างยากลำบากและลากร่างที่หายใจรวยรินของหนิงเทียนเดินไปอย่างไม่รู้จุดหมาย
เวลานี้หนิงเทียนหนิงเทียนไม่สามารถบังคับกายของมันได้เลยแม้แต่น้อย มันเพียงส่งเสียงภายในจิตของมัน “อู๋ชาง อู๋ชาง” มันเรียกออกอยู่หลายครั้ง
ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะดังตอบมาในจิตใจ มันเป็นเสียงของซานซัน “นายท่าน จิตวิญญาณของเฒ่าอู๋ตอนนี้อ่อนแอมาก มันต้องใช้เวลาสักพักในการฟื้นฟู นายท่านไม่ต้องห่วงข้าจะคอยช่วยเหลือมันเอง”
ซานซันยังคงกล่าวต่อ “เวลานี้พลังปราณของท่านกำลังสร้างรากฐานอยู่ ท่านจะไม่สามารถใช้มันออกได้สักพัก ในช่วงเวลานี้ขอให้ท่านโปรดระวังตัวเองให้มาก”
คำกล่าวของซานซันได้คลายความกังวลใจและเตือนสติของหนิงเทียนในเวลาเดียวกัน
เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆสายตาของฉางอินเหลือบไปเห็นกระโจมที่จมลึกอยู่กลางพื้นทราย ลักษณะของมันโผล่พ้นมาแต่ส่วนบนที่เป็นผ้าสามารถช่วยบังความร้อนจากแดดได้ระดับหนึ่ง
มันเดินตรงไปยังกระโจมก่อนจะวางร่างของหนิงเทียนลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย
หนิงเทียนพยามเค้นกำลังออก มันพยามขยับมือหมายจะเอาโอสถในแหวนมิติออกมา หลังจากพยามอย่างหนัก
มันปรากฏโอสถสวรรค์สามเม็ดกลิ้งลงอยู่บนพื้น หนิงเทียนจับจ้องไปยังชายชุดขาว ก่อนกล่าวเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
“ให้ข้า” เพียงแค่สองคำเท่านั้นที่มันกล่าวออก หนิงเทียนรู้สึกเหมือนเลือดลมในร่างปั่นป่วนขึ้นมาอีกคร่าใหญ่
เวลานี้ถือเป็นวิกฤติของมันอย่างแท้จริง มันไม่หลงเหลือพลังปราณที่จะรักษาตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย ทางรอดเดียวของมันคือหวังพึ่งความวิเศษของโอสถระดับสวรรค์ที่บิดารองให้มันมาเท่านั้น
“ได้ๆ ท่านต้องการยา” ฉางอินรีบนำโอสถทั้งสามเม็ดที่กลิ้งอยู่บนพื้นใส่เข้าปากหนิงเทียนโดยเร็ว
ทันทีที่หนิงเทียนได้รับโอสถทั้งสามเม็ดนั้นร่างกายของมันแข็งทื่อก่อนจะค่อยๆปิดตาลงช้าๆ โดยหวังว่าจะได้ตื่นขึ้นมาพบแสงตะวันของวันพรุ่ง
วันเวลาล่วงเลย กลางวันที่ร้อนระอุดุจไฟแผดเผาและกลางคืนที่เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
แสงตะวันในยามเช้าปรากฏขึ้นอีกครั้ง เวลานี้ผ่านมาสามวันแล้วนับจากที่หนิงเทียนได้สลบไป
ด้วยระดับความวิเศษของโอสถสวรรค์ทำให้ความเร็วในการฟื้นฟูของหนิงเทียนเป็นไปอย่างน่าประหลาดใจ เวลานี้หนิงเทียนพอที่จะขยับตัวได้บ้างแล้ว
มันจึงค่อยๆเปิดตาขึ้นจากการหลับลึกถึงสามวัน และพยามยันกายขึ้นอิงอยู่กับซากหิน
“ข้าหลับไปกี่วัน?” มันถามไปยังชายชุดขาวที่กำลังนั่งหันหลังให้แก่มัน
“ท่านฟื้นแล้ว”ฉางอินอุทานอย่างตกใจพร้อมทั้งกล่าวต่อ “ท่านหลับไปสามวัน” ฉางอินตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พลางใช้มือปัดทรายที่เปื้อนเสื้อของมันออก
หนิงเทียนมองไปยังชายหนุ่มตรงหน้า “ขอบคุณมากที่ช่วยข้าไว้”น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความจริงใจ
“อย่าคิดมากการช่วยคนคือความฝันของข้าอยู่แล้ว”ฉางอินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบดวงตาของมันใสซื่อเป็นแก้วสีขาว
“เป็นหนี้บุญคุณเจ้าแล้ว ข้าชื่อหนิงเทียนแล้วเจ้า?”หนิงเทียนกล่าวถามออก ไม่บ่อยครั้งที่มันจะเริ่มทำความรู้จักผู้คนก่อน
“ข้าชื่อฉางอิน” ฉางอินยังคงกล่าวตอบอย่างยิ้มแย้ม
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนได้แต่ส่งยิ้มออกจางๆ พร้อมทั้งหันไปมองภูมิประเทศรอบๆก่อนจะกล่าวต่อ “ฉางอิน เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่กลางทะเลทรายเช่นนี้?”
ทันทีที่ได้ยินคำถาม ใบหน้าอันสดใสของฉางอินพลันหม่นหมองลงในทันใด มันกล่าวตอบอย่างไม่เต็มเสียงนัก“ข้าเป็นบัณฑิต”
“หืมม์ บัณฑิตที่ต้องการสอบเป็นขุนนางนะหรือ?”
“ใช่ ข้ากำลังเดินทางกลับบ้านเพราะพึ่งสอบเป็นขุนนางเสร็จ....แถมยังสอบตกเสียด้วย”น้ำเสียงของฉางอินเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
มันยังคงกล่าวต่อเหมือนว่าได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมาภายนอก “นี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่ข้าสอบตก ทั้งๆที่มั่นใจมากแท้ๆ ข้าไม่สามารถแม้แต่จะผ่านข้อเขียน
การเป็นขุนนางของเมืองฉางผิงมันยากพอๆกับปีนขึ้นสวรรค์เลยนะท่าน”
“เอาเถอะ ครั้งหน้าเจ้าก็ยังมีโอกาส”หนิงเทียนเห็นใบหน้าที่โศกเศร้าของฉางอิน มันจึงกล่าวปลอบใจ
“ไม่ทันการแล้ว ข้าจะมีหน้ากลับเมืองไปพบกับผู้คนที่คาดหวังในตัวข้าและคนที่ข้ารักได้อย่างไร” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาดูร จับเข้าไปในจิตใจของผู้ที่ได้ฟัง
“เจ้ายังหนุ่มยังแน่นแท้ๆกลับย่อท้อต่อโชคชะตาเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ไม่ใช่เช่นนั้น” ฉางอินกล่าวตอบพลางก้มหน้าลงต่ำสองมือกำเม็ดทรายไว้แน่น
“หรือเจ้ามีเหตุผลใด?”
ฉางอินกล่าวตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“ข้ามีคนรักอยู่ที่เมืองเกิด นางเป็นสาวงามชื่อ เสี่ยวซวง นางนั้นมีจิตใจโอบอ้อมอารี
ทั้งยังมีพรสวรรค์ในการฝึกตน เสี่ยวซวงสามารถฝึกฝนทักษะบ่มเพาะ ฟ้ากำเนิดได้ในเวลา2ชั่วยามและสำเร็จขั้นหลอมรวมได้ภายใน3วัน”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ ดวงตาที่ใสซื่อของมันถูกปกคลุมด้วยโทสะเข้าแทน
ฉางอินกัดฟันแน่นพร้อมทั้งกล่าวออก “แต่ด้วยนิสัยใจคอที่ชอบช่วยเหลือผู้คนและมองโลกในแง่ดีของนาง ทำให้ต้องหลงกลแผนร้ายของเจ้าเมืองคนใหม่ และถูกมันจับตัวไป”
“เจ้าเลยต้องการเป็นขุนนางเพื่อหยิบยืมกำลังคนจากเมืองฉางผิง มาปราบเจ้าเมืองที่จับกุมคนรักของเจ้าไปสินะ เป็นเหตุผลที่เห็นแก่ตัวไม่น้อยจริงๆ”หนิงเทียนกล่าวออกมาด้วยท่าทีนิ่งเฉย
“ไม่ใช่เช่นนะ เจ้านั้นมันเป็นคนไม่.....” ฉางอินกล่าวด้วยเสียงที่ดังขึ้น
หนิงเทียนกล่าวแทรกออกมาก่อนที่ฉางอินจะกล่าวจบประโยค
“แน่นอน คนที่แย่งแม้แต่ผู้หญิงของคนอื่น ไม่มีทางเป็นเจ้าเมืองที่ปกครองได้อย่างยุติธรรมแน่ๆ” หนิงเทียนหยุดคำพูดอยู่ชั่วขณะ
ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่เจ้าควรรู้ไว้ว่าการเป็นขุนนางเพื่อที่จะตายแทนคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกนักหรอก
เอาเถอะ ‘ชีวิตใครมันผู้นั้นจะต้องเป็นคนขีดเส้นทางเดินเอง’ มันเป็นคำพูดที่ข้าเชื่อมาตลอด
ถ้าเจ้าเริ่มฝึกฝนทักษะต่อสู้ตอนนี้แทนการเล่าเรียนอ่านตำรา อีกไม่นานเจ้าก็สามารถช่วยคนรักของเจ้าได้แน่ ถ้าเจ้าพยามละน่ะ”
“ท่านหมายความว่า ให้ข้าเลิกหวังที่จะเป็นขุนนาง” ฉางอินตะโกนออกด้วยความโกรธ
“การที่หวังพึ่งพลังของผู้อื่นเพื่อช่วยเหลือคนสำคัญของตัวเอง แค่เริ่มคิด ข้าก็เห็นเส้นทางข้างหน้าในชีวิตเจ้าแล้ว” หนิงเทียนกล่าวออกขณะปัดเศษทรายที่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าของมันออก
“ท่านไม่รู้อะไรเลยแท้ๆ ทำไมถึงได้กล่าวเช่นนี้ ท่านเป็นผู้ฝึกตนที่มีพร้อมทุกอย่าง
ท่านเคยเกิดมาพร้อมพรสวรรค์1แกนแท้ หรือแม้แต่เกิดมายังไม่รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองหน้าตาเป็นเช่นไร
ท่านเคยถูกแย่งชิงคนรักไปหรือไม่ ท่านเคยโกรธที่ตัวเองไร้พลังหรือไม่? ไม่เลยท่านไม่มีทางเข้าใจมัน” ฉางอินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
หนิงเทียนยันกายลุกขึ้นอย่างลำบาก “คนที่หวังจะรวยทางลัดนะ มักจะหมดตัวทุกรายไป พวกมันไม่เคยแม้แต่จะพยามด้วยซ้ำ กลับวาดฝันถึงผลลัพธ์ที่สวยหรู”
“นี้ท่าน...”
“ในเมื่อเจ้าต้องการที่จะกลับ ส่วนข้ามีธุระต้องไปทำที่เมืองฉางผิง จุดหมายของพวกเราต่างกัน เช่นนั้นข้าขอแยกทางเสียตรงนี้”
ตุ๊บ!!!! ตำราเล่มสีแดงถูกโยนมาตกตรงหน้าของฉางอิน
ฉางอินมองไปยังม้วนตาราสีแดง ก่อนจะเพ่งไปยังตัวอักษรที่สลักอยู่ด้านหน้าของตำรา
“นี้...นี้คือ ทักษะท่าร่างอัคคี ทักษะระดับปราชญ์ของอดีตผู้พิทักษ์แดนฟ้า ชิงเชียว” มันกล่าวออกด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
หนิงเทียนกล่าวออกอย่างไร้อารมณ์ “ไม่เสียแรงที่เจ้า ร่ำเรียนมาเยอะ คิดเสียว่ามันเป็นสิ่งตอบแทนที่เจ้าช่วยลากข้ามาถึงสามวัน” กล่าวจบประโยคนี้หนิงเทียนยกมือขึ้นโบกแสดงออกแทนคำบอกลา
“เจ้าจงตัดสินใจเอาเอง ว่าจะเลือกฝึกมันและกลับไปแก้แค้นเจ้าเมืองที่มันแย่งชิงคนรักเจ้าไป หรือว่าจะนำมันไปขายเพื่อจ้างนักฆ่าไปสังหารมัน ก็สุดแล้วแต่เจ้า”
ฉางอินมองไปยังแผ่นหลังของหนิงเทียนด้วยแววตาซาบซึ้ง มันตะโกนไล่หลังหนิงเทียนออกมา “ขอบคุณมาก ข้าจะตั้งใจฝึกมัน จากนี้ไปข้าจะพึ่งพาพลังของตัวเอง”
หนิงเทียนได้ยินเช่นนั้นมันได้แต่โบกมือลา มันเดินลากเท้าบนทะเลทรายที่เต็มไปด้วยความร้อนอยู่ชั่วครู่
ก่อนจะหยุดอยู่กับที่ เหมือนว่าจะนึกอะไรขึ้นมาได้ หนิงเทียนหันหลังกลับพร้อมก้าวเดินไปยังฉางอินอย่างรีบเร่ง
ฉางอินเห็นเช่นนั้น มันจึงกล่าวถามออกด้วยความสงสัย “ท่านมีอะไรหรือ?”
“เอ่อ....ข้าขอโทษที่ต้องพูดคำนี้ แต่ว่า เจ้าพอจะมีแผนที่บ้างหรือไม่
ข้านั้นไม่เคยมาแถวนี้ อีกทั้งยังไม่รู้ทิศทางที่จะไปยังเมืองฉางผิง” หนิงเทียนกล่าวออกอย่างเรียบเฉย
ฉางอินยิ้มที่มุมปากก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบา จากนั้นมันล่วงมือเข้าไปหยิบหนังสัตว์ขนาดเล็ก ที่สลักเส้นทางเดินไว้นับสิบสาย
ก่อนจะใช้ ถ่านไม้สีดำขีดเขียนอยู่ชั่วลมหายใจ “ท่านเดินไปตามเส้นทางที่ข้าขีดไว้ ใช้เวลาเดินเท้าไม่เกิน7วันจะถึงเมืองฉางผิง และนี้...”
ขณะที่กล่าวออกฉางอินขีดเส้นทางเดินเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งสาย “นี้คือเส้นทางไปเมืองลี่หลิน(หยกงาม) บ้านของข้า ถ้าท่านทำธุระเสร็จแล้วแวะมาเยี่ยมข้าบ้าง”
หนิงเทียนรับแผนที่มาพร้อมกล่าวออก “เจอกันครั้งหน้า ข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยเหลือคนรักของเจ้าได้แล้ว” สิ้นคำกล่าว หนิงเทียนหันหลังและเดินจากไปตามเส้นทางที่ระบุไว้ในแผนที่
“ข้าจะพยาม” เสียงตอบรับของฉางอินดังไล่หลังมา
ในขณะที่หนิงเทียนก้าวเดินออกไปได้ห้าถึงหกก้าว จู่ๆความรู้สึกประหลาดใจเกิดขึ้น
พร้อมทั้งพื้นทรายที่มันยืนอยู่สั่นสะเทือนเป็นลูกคลื่นคล้ายกับว่ามีสิ่งใดกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้พื้นทรายนั้น
ใบหน้าของมันฉายแววตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง เวลานี้หนิงเทียนไม่สามารถส่งเสียงผ่านลมปราณได้เหมือนเช่นเคย
มันจึงแผดเสียงจากลำคอของมันออกอย่างสุดเสียง “ฉางอิน วิ่ง!!!!!”
ด้วยระยะทางที่ไกลผสมกับแรงลมจากทะเลทราย ทำให้เสียงที่เปล่งออกไปนั้นมันแผวเบาไม่ชัดเจนมากนั้น
“เอ๋....เหมือนท่านหนิงเทียนกำลังกล่าวอะไรกับเรา” ฉางอินเห็นเช่นนั้น มันยิ้มรับพร้อมทั้งกำลังส่งเสียงตอบ “ท่าน........”
ฉึบ!!!!! ดาบสีดำพุ่งออกจากใต้พื้นทรายแทงทะลุหัวใจของฉางอินออกมา
“อ้าาาา...”ฉางอินก้มมองไปยังร่างของมัน พร้อมทั้งพ่นเลือดออกมากองโต ดวงตาที่ส่อประกายด้วยความบริสุทธิ์วูบดับแสงลงทันที มันทิ้งร่างลงไปกับพื้นทรายที่อ่อนนุ่ม
ทันใดนั้นเจ้าของดาบสีดำที่โผล่จากพื้นทราย มันคลานร่างออกมาช้าๆปรากฎให้เห็นแมงป่องขนาดเท่าตัวคน ดาบสีดำที่เห็นถ้ามองดีๆมันเป็นเพียงปลายหางที่เคือบไปด้วยพิษสีดำเท่านั้น
เห็นภาพเช่นนั้นดวงตาของหนิงเทียนเบิกกว้าง มันรีบพุ่งทะยานออกไปหาร่างที่ไร้วิญญาณของฉางอิน
ด้วยการใช้ออกด้วยท่วงท่าอย่างเดียวเวลานี้ความเร็วของมันมีไม่ถึง1ใน10ของยามปกติด้วยซ้ำ หนิงเทียนยกร่างที่ไร้หัวใจของฉางอินขึ้นมา
“เป็นยังไงบ้าง...อดทนไว้” แม้มันจะกล่าวออกเช่นนั้นแต่ความจริงแล้ว มนุษย์ที่หัวใจถูกทำลาย ต่อให้เทพเซียนจุติลงมาก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้
และสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณมันจะดับสูญไปพร้อมกับลมหายใจที่หยุดสนิท
เวลานี้แม้แต่โอสถทิพย์เก้าทิวาก็ไม่สามารถดึงวิญญาณของฉางอินกลับมาได้
ขณะเดียวกันแมงป่องหางดำนับสิบตัวปรากฏตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จาก1เป็น10 จนเวลานี้มันล้อมรอบหนิงเทียนนับได้เกิน20ตัว
แมงป่องหางดำนั้นเป็นราชาในพื้นทรายแห่งนี้มันเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่นักเดินทางในแทบนี้ต้องระวังตัว
เนื่องจากมันเป็นสัตว์อสูรลมปราณขั้นที่1 พวกมันเป็นสายพันธุ์เดียวที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้
แต่ด้วยแมงป่องหางดำนั้นจะรวมกลุ่มอยู่เป็นฝูงไม่ค่อยแยกออกจากกัน ทำให้โอกาสพบเจอพวกมันนั้นยากพอๆกับงมเข็มในมหาสมุทร
พื้นทรายที่กว้างใหญ่ไพรศาลเช่นนี้ การจะพบพานพวกมันทั้งฝูงได้ ต้องนับว่าเป็นผู้ทีมีชะตากรรมถึงคาดแล้วเท่านั้น
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%