หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 145 ขึ้นดอยเทพอาคม

    ตอนนี้สามารถอ่านในกลุ่มได้ในราคาพิเศษ 500Bเท่านั้น อ่านได้จนจบทั้งหมด 30เล่มครับ ติดต่อเฟสบุ๊คนักเขียนโดยตรงได้เลย

    ระหว่างทางขึ้นดอยเทพอาคม ไห่เทียนตี้ที่เดินอยู่ด้านข้างบิดาแทรกตัวขึ้นมายืนข้างหนิงเทียน จากนั้นมันกล่าวออกไปว่า“น้องชายหนิง ไม่สิ ให้ข้าเรียกท่านว่าพี่ชายหนิงได้หรือไม่?”

     

    หนิงเทียนหันไปยิ้มให้แก่ไห่เทียนตี้พร้อมกล่าวตอบไปว่า

    “จะเรียกเช่นไรก็ตามใจเจ้าเถอะ ถึงอย่างไรพวกเราสองคนก็ไม่ได้ร่วมสายเลือดหรือเกี่ยวพันกันอยู่แล้ว แม้เจ้าจะเรียกข้าว่าพี่ชาย ข้าก็ไม่สามารถเรียกเจ้าว่าน้องชายได้อยู่ดี”

    ด้วยคำกล่าวของหนิงเทียนไห่เทียนตี้ได้แต่ทำหน้าเจื่อน มันชะลอความเร็วลงมาเดินข้างกายบิดาเหมือนเช่นเดิม

    “เทียนตี้ เจ้าอย่าได้ละความพยายาม ดอยเทพอาคมไม่สำคัญอีกต่อไป ถ้าคุณชายหนิงเทียนผู้นี้เข้าไปนิกายหรือสำนักใด เจ้าอย่าลังเลที่จะใช้ทุกวิถีทางติดตามเขาไป

    ขอแค่เพียงเจ้าได้ติดตามเขา ไม่ว่าจะด้วยฐานะอะไรมันล้วนแล้วแต่จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน”ไห่จิ้งอิ้งกล่าวสอนบุตรชายขณะที่สายตาของมันมองไปยังแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่ชื่อว่าหนิงเทียน

    ทั้งสี่เดินใช้เวลาเดินกึ่งวิ่งราวๆครึ่งวัน เวลานี้ทิวทัศน์รอบด้านขาวโพลนไปด้วยก้อนเมฆ สายลมเย็นๆเข้าปะทะกับร่างของพวกมันอยู่ไม่ขาดช่วง

    “พวกเราเดินผ่านชั้นแห่งเมฆามาแล้ว อีกไม่นานแล้วพวกเราจะพบดอยเทพอาคม”ไห่จิ้งอิ้งกล่าวอย่างมีประสบการณ์

    ทว่าภายใต้สายลมที่เย็นสบาย จู่ๆบรรยากาศของมันกลับเปลี่ยนแปลงไป ความร้อนราวกับอยู่ใต้ปล่องภูเขาไฟบังเกิดขึ้นมายิ่งกลุ่มของหนิงเทียนเดินขึ้นไปสูงมากเพียงใดความร้อนยิ่งทวีมากขึ้นเรื่อยๆ

    ขนาดไห่จิ้งอิ้งใช้ลมปราณในขั้นที่เก้าแดนวีรชนคุ้มกันร่างกายก็ยังมีเม็ดเหงื่อปรากฎให้เห็นบนหน้าผากอยู่หลายจุด

    ไม่ต้องกล่าวถึงไห่เทียนตี้ผู้เป็นลูก พลังของมันเป็นเพียงแดนวีรชนขั้นที่สองเท่านั้น ตัวของไห่เทียนตี้แดงก่ำจากไอร้อน เสื้อผ้าที่เคยสวมใส่ถูกถอดออกเพื่อบรรเทาความร้อนจะเหลือเพียงแค่กางเกงขาสั้นเท่านั้น

    เวลานี้มาดคุณชายผู้สูงศักดิ์ของไห่เทียนตี้ไม่หลงเหลือชิ้นดีเลยแม้แต่น้อย

    “ท่านพ่อความร้อนบ้านี้มาจากที่ใดกัน เมื่อครู่ยังเย็นสบายอยู่เลย” ไห่เทียนตี้รีบกล่าวถามบิดา

    แต่ทว่าคนที่ตอบออกมากลับเป็นหนิงเทียน “ความร้อนนี้เกิดจากทักษะบ่มของมนุษย์ไม่ใช่เกิดจากธรรมชาติอย่างแน่นอน”

    ได้ยินเช่นนั้นไห่เทียนตี้มองไปยังผู้กล่าว มันกลับพบว่าไม่มีหยดน้ำแม้แต่หยดเดียวที่ไหลออกมาจากร่างกายของหนิงเทียน มันรีบถามออกด้วยความสงสัย

    “ทะ...ท่านไม่รู้สึกร้อนเหมือนพวกเราหรืออย่างไร?”

    “ข้าก็ร้อนเหมือนๆกับเจ้านั่นแหละ” หนิงเทียนกล่าวตอบอย่างไม่สนใจก่อนจะหันไปมองเสี่ยวซวงที่เวลานี้เสื้อสีดำเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ มันรัดเข้าไปกับรูปร่างของนางเผยให้เห็นภูเขาคู่เต็มสองตา

    เมื่อเห็นภาพเช่นนี้หนิงเทียนอดอมยิ้มออกมาไม่ได้ จากนั้นมันสะบัดมือปราณน้ำแข็งก่อตัวเป็นรูปดอกบัวลอยอยู่เหนือศีรษะของพวกมันทั้งสี่ ทันใดนั้นเองไอความร้อนที่แผ่พุ่งเข้ามาค่อยๆลดลง จนในที่สุดก็กลับคืนสู่อุณหภูมิปกติ

    “ฮ่าฮาฮา ไม่เลวเด็กหนุ่มที่สามารถต้านทานไอโลกันตร์ของข้าได้ในรอบร้อยปีมานี้ ข้าสามารถนับมันได้ด้วยมือข้างเดียว

    แต่ทว่าวันนี้ข้าต้องใช้มือสองข้างนับมันแล้ว”สิ้นคำกล่าวบุรุษวัยกลางคนสวมใส่ชุดสีแดงเพลิงลอยตัวอยู่กลางอากาศ

    ลักษณะของชายผู้นี้สวมหมวกเล็กเหมือนนักพรตและไว้เครายาวจนถึงหน้าอกทว่าเคราของมันไม่ได้มีสีขาวเหมือนนักพรตทั่วไป มันเป็นสีส้มแดงของเปลวเพลิง

    “นั้นคือ ผู้สร้างเปลวเพลิง เฮาหราน ผู้อาวุโสอันดับสี่แห่งดอยเทพอาคม” ไห่จิ้งอิ้งโพล่งขึ้นมา

    จากนั้นมันมองไปยังบุตรชายของมันและสลับมองไปยังหนิงเทียน พร้อมกล่าวออก

    “หลังจากนี้พวกเราจะต้องแยกกันแล้ว ข้าไม่สามารถเข้าไปด้านในกับพวกท่านได้ ข้าจะรอฟังข่าวดีอยู่ที่นี้” พร้อมกับคำกล่าวของไห่จิ้งอิ้ง ร่างของเฮาหรานกลายเป็นเปลวไฟก่อนจะพุ่งลงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มของหนิงเทียน

    “พวกเจ้าทั้งสามคนจงแสดงหยกแนะนำตัว”เฮาหรานกล่าวออกด้วยเสียงแข็ง

    ได้ยินเช่นนั้นเป็นไห่เทียนตี้ที่กล่าวออกเป็นคนแรก “ข้าไห่เทียนตี้แห่งดินแดนตะวันออกบุตรชายคนเดียวของเจ้าเมืองไห่หนาน” กล่าวจบหยกแนะนำเปล่งแสงออกมาตอบรับ

    เฮาหรานพยักหน้าพร้อมมองไปยังหนิงเทียนและเสี่ยวซวง “เร็วเข้าตาพวกเจ้าแล้ว”

    หนิงเทียนหยักหน้าพร้อมสะบัดมือนำหยกแนะนำตัวออกมา “ข้าหนิงเทียน ตัวแทนจากตระกูลซือหม่า”

    เฮาหรานได้ฟังดังนั้นมันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ฮ่าๆฮาๆ มีเด็กมากมายที่พยายามแนะนำตัวต่อข้าด้วยชื่อเสียงของตระกูลหรือสำนัก

    พวกมันต่างคิดว่าชื่อเสียงอันจ้อยร่อยที่กล่าวออกมาจะช่วยเหลือมันในดอยเทพอาคมแห่งนี้ได้ แต่พวกมันหารู้ไม่ว่าแม้พวกมันจะกล่าวอวดว่าเป็นบุตรหลานของเจ้าเมืองคนใดก็ตาม มันก็ไม่ได้สบายหรือมีสิทธิ์มากกว่าผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย

    แต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเจ้านั้นเป็นส่วนน้อยหรือว่าเจ้าไม่มีเบื้องหลังให้อวดอ้างกันแน่ แต่ข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้าไม่น้อย เด็กน้อยถ้าเจ้าผ่านการทดสอบอย่าลืมมาหาข้าที่ดอยเปลี่ยนอัคคี ข้าจะสอนเขียนอาคมธาตุให้แก่เจ้าเอง”

    จากนั้นมันหันไปกล่าวออกแก่เสี่ยวซวงเอาละตาเจ้าแนะนำตัว

    เสี่ยวซวง “…..”

    เฮาหรานกล่าวย้ำอีกครั้งตาเจ้าแล้วยังไม่รีบแนะนำตัวอีก

    เสี่ยวซวง “….”

    เมื่อสิ่งตอบรับเฮาหรานมีแต่ความเงียบ ใบหน้าของมันเริ่มที่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำทันที ครั้งนี้มันกล่าวออกเสียงดัง “เจ้าเด็กนี้ไม่รู้จักมารยาทหรืออย่างไร ในเมื่อข้าถามเจ้าก็ต้องมีหน้าที่ตอบออกมา”

    เดิมใบหน้าของหนิงเทียนนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา แต่ทว่าเมื่อเห็นสิ่งที่เสี่ยวซวงกำลังทำอยู่รอยยิ้มที่มุมปากของมันต้องหุบลงในทันที

    ภายในใจของมันต้องบ่นออกมากับตัวเอง “บ้าเอ้ย!!!ข้าลืมไปได้อย่างไร ว่านอกจากข้าแล้ว นางจะไม่พูดกับคนอื่น”

    จากนั้นหนิงเทียนรีบกล่าวแทรกขึ้นมา “ท่านคือผู้อาวุโสเฮาหรานใช่หรือไม่ วันนี้ข้าได้พบท่านตัวเป็นๆนับว่าเป็นเกีรยติกับข้าเป็นอย่างยิ่ง”

    “อืมเจ้าหนู นับว่าตาของเจ้ายังพอมีแววอยู่บ้าง” สีหน้าที่บึ้งตึงของเฮาหรานค่อยๆคลายลง

    เห็นเช่นนั้นหนิงเทียนรีบกล่าวต่อทันที “ผู้อาวุโสเฮาหรานท่านเป็นผู้ใหญ่อย่าได้โกรธน้องสาวตัวน้อยๆของข้าคนนี้ไปเลย นางนั้นมีนิสัยที่แปลกประหลาดอยู่เล็กน้อยเท่านั้นเอง

    ท่านรู้หรือไม่ ตั้งแต่เด็กนางนั้นน่าสงสารเป็นอย่างมากด้วยนิสัยที่ไม่ชอบพูดคุยกับใคร ทำให้นางนั้นไร้เพื่อนและยังถูกคนอื่นรังเกียจอีกด้วย ข้าในฐานะพี่ชายจึงต้องดูแลปกป้องนาง

    เอาอย่างนี้เป็นไรขออนุญาตให้ ข้าเป็นผู้ถามนางแทนท่านเอง” กล่าวจบหนิงเทียนมองไปยังเสี่ยวซวง

    “อู๋ซวงเจ้ายังไม่รีบแนะนำตัวต่อหน้าผู้อาวุโสอีกหรือ”

    “ข้าชื่ออู๋ซวง ข้าชื่อลู่อู๋ซวง” จากนั้นเสี่ยวซวงนำหยกแนะนำตัวออกมาแสดงออกแก่เฮาหราน

    เฮาหรานพยักหน้าขึ้นลงและกล่าวออกมาว่า“อืมเป็นหยกแนะนำตัวของจริง ว่าแต่เจ้าหนุ่มหยกแนะนำตัวของเจ้านั้นเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นของที่มอบให้แก่เมืองฉางผิงและหยกแนะนำตัวของเด็กสาวคนนี้ก็เป็นของเมืองจี้หลิน

    ไหนลองบอกข้ามาสิว่าพวกเจ้าไปเป็นพี่น้องกันเวลาใด?”

    ได้ยินเช่นนั้นมุมปากของหนิงเทียนกระตุกทันที “........”

    มันยื่นนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อไปว่า“ผู้อาวุโสเฮาหรานขออภัยที่ข้าต้องกล่าวเช่นนี้ แต่ทว่าต้นไม้หนาทึบยังไม่สามารถขวางทางน้ำไหลได้ แม้แต่ภูเขาสูงยังไม่สามารถกั้นขวางเมฆลอยได้

    ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ระหว่างข้าและนาง และถ้าผู้อาวุโสยังไม่เชื่ออีก ท่านสามารถถามพวกเขาทั้งสองได้” หนิงเทียนกล่าวจบมันยกนิ้วชี้ไปยังไห่จิ้งอิ้งและไห่เทียนตี้สองพ่อลูก

    คล้ายกับว่าสวรรค์ประทานโอกาสที่จะสร้างความสัมพันธ์แก่หนิงเทียน ไห่จิ้งอิ้งไม่รอช้า

    “ผู้อาวุโสเฮาหราน ข้าสามารถเป็นพยานได้ แม่นางคนนี้เป็นคนของเมืองจี้หลินจริงๆและที่สำคัญคุณชายหนิงเทียนคนนี้ก็พึ่งจะมาสร้างฐานอำนาจในเมืองฉางผิงได้เพียงปีกว่าๆ

    จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในอดีตพวกเขาทั้งสองคนจะรู้จักกันหรือจะเป็นพี่น้องกัน”

    “ฮ่าๆ พวกเจ้าจะจริงจังกันไปทำไม ข้าก็แค่ต้องการหยอกล้อเจ้าเล่น เห็นเด็กหนุ่มที่มีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาแล้วมันอดแกล้งให้หุบยิ้มลงไม่ได้เท่านั้นเอง

    พวกเจ้าจะเป็นใครมาจากไหนไม่สำคัญ ขอแค่สามารถแสดงหยกแนะนำตัวได้ก็เพียงพอแล้ว เอาละไปกันเถอะถ้าพวกเจ้าชักช้าละก็ ท่านประมุขยกเลิกสิทธิ์เข้าร่วมของพวกเจ้าข้าเองก็ช่วยไม่ได้”

    กล่าวจบเฮาหรานก้าวนำพวกกลุ่มผู้เยาว์ทั้งสามของดินแดนตะวันออกไปยังสะพานแขวนเล็กๆที่ทอดยาวขึ้นสู่ดอยเทพอาคม

    สะพานแขวนนี้มีขนาดเพียงหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น ไม่สิมันไม่สมควรจะถูกเรียกว่าสะพานแขวน มันควรถูกเรียกว่าไม้กระดานมากกว่า

    “นี้ก็ไม่ใช่การทดสอบอะไรหรอกน่ะ แต่ถ้าพวกเจ้าไม่สามารถปีนผ่านสะพานแขวนได้ละก็ ข้าว่าพวกเจ้ากลับไปเถอะ” เฮาหรานกล่าวออกพร้อมก้าวเดินบนอากาศผ่านสะพานแขวนนั้นไป

    หนิงเทียนมองไปยังสะพานแขวนด้วยใบหน้าเฉยชา ถ้ามันใช้ออกด้วยเก้าวิญญาณท่องนภาแล้วละก็ไม่จำเป็นต้องมีสะพานแขวนด้วยซ้ำมันก็สามารถปีนขึ้นไปสู่ดอยเทพอาคมได้โดยที่เหงื่อสักเม็ดก็ไม่หยดลงพื้น

    แต่จะเป็นอย่างนั้นก็ตาม มันก็ไม่ได้มีความจำเป็นใดๆที่ต้องทำตัวเด่นและแสดงไพ่ตายออกมาให้คนอื่นเห็น หนิงเทียนตัดสินใจก้าวเดินธรรมดาไปบนสะพานแขวนนั้น

    เฮาหรานมองไปยังหนิงเทียนพร้อมกล่าวออก“โอ้ ไม่เลวนิแม้จะไม่มีท่าร่างที่ดี แต่พลังใจของเจ้านั้นยอดเยี่ยมจริงๆ มีมากกว่าร้อยคนที่ขาสั่นเพราะเกิดอาการกลัวไม่กล้าที่จะข้ามมันมา”

    จากนั้นคนที่สองเป็นเสี่ยวซวง นางเองก็ทำตามหนิงเทียนโดยใช้วิธีเดินข้ามด้วยสีหน้าเฉยชาไร้ความรู้สึกใดๆ

    “แม่หนูคนนี้โชคดีจริงๆ การที่ไร้ซึ่งอารมณ์นั้นหมายความว่า ความกลัวที่เป็นหนึ่งในอารมณ์ของมนุษย์ก็ถูกทำลายไปด้วย”

    เฮาหรานพยักหน้าอย่างช้าๆ มาถึงคนที่สามไห่เทียนตี้นั้นมีความมั่นใจในท่าเท้าของตัวเองอยู่เต็มเปี่ยม จึงใช้ออกด้วยท่าเท้าประจำตระกูลไห่ในการถีบร่างข้ามสะพานแขวนไป

    “โอ้ เด็กหนุ่มคนนี้มีทักษะที่ดี อาจจะมีโอกาสหนึ่งในร้อยที่ดอยเทพอาคมจะเปิดรับมัน”

    เมื่อพิจารณาคุณสมบัติของทั้งสามคนแล้ว เฮาหรานก็ไม่ได้ให้ความสนใจสิ่งอื่นอีก หลังจากปีนข้ามสะพานแขวนมาแล้ว ทั้งสามถูกพามาที่ลานกว้างขนาดใหญ่

    พื้นที่ของลานกว้างนี้ถ้าคะเนด้วยสายตามันน่าจะเป็นครึ่งหนึ่งของเมืองฉางผิงทั้งเมือง

    บริเวณกลางลานกว้างนั้นมีควันสีขาวลอยล่องอยู่เต็มไปหมด หนิงเทียนมองเพียงครั้งเดียวก็สามารถบอกได้เลยว่าควันสีขาวนี้คือก้อนเมฆ

    “ที่แห่งนี้มีชื่อว่า ลานเสมอเมฆ ถ้าพวกเจ้าได้เข้าดอยเทพอาคม มันจะเป็นสถานฝึกฝนแรก” เฮาหรานเริ่มกล่าวอธิบาย

    พร้อมกันนั้นทันทีที่เมฆสีขาวถูกกระแสลมพัดผ่านไปร่างของรุ่นเยาว์นับร้อยคนปรากฎให้เห็นอยู่เต็มไปหมด และส่วนด้านในสุดของลานเสมอเมฆถูกจัดไว้ด้วยพำนักที่นั่งอย่างหรูหราประมาณ8ที่นั่ง

    หนิงเทียนเพ่งมองพร้อมอ่านตัวอักษรที่ประดับไว้บนพำนักเหล่านั้น

    “นิกายตามาร หอเทียนหิมะ สำนักเจ็ดทำร้าย หมู่บ้านสามปีศาจ นิกายหงส์รำพึง สำนักโอสถฟ้า หมู่บ้านสายน้ำ และคฤหาสน์เซียนหยู”

    เฮาหรานได้ยินเช่นนั้นมันเปิดปากออกมาด้วยรอยยิ้ม“พวกเจ้าจงดีใจเถอะ ในปีนี้มีหมู่บ้านสายน้ำระดับเอ้อเทียนโหลวและคฤหาสน์เซียนหยูที่อยู่ในเอ้อเทียนโหลวเช่นกันมาร่วมงานหาผู้เยาว์ด้วย

    นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่พวกเราเปิดดอยเทพอาคมมาที่มีสำนักระดับเอ้อเทียนโหลวมาร่วมงานมากมายขนาดนี้”

    ทันใดนั้นเองระหว่างที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับสิ่งรอบกาย จู่ๆบังเกิดสายฟ้าสีแดงเข้มผ่าลงมากลางลานเสมอเมฆ มันเรียกสายตาทุกคู่ให้มองไปที่มันอย่างพร้อมเพรียง

    เฮาหราวส่ายหน้าไปมา “ดูเหมือนคนหนุ่มจะชอบเป็นจุดเด่นจริงๆนะ เอาละหมดหน้าที่ของข้าแล้ว”สิ้นเสียงร่างของเฮาหรานหายไปทิ้งไว้เพียงกองไฟเล็กๆหนึ่งกอง

    เวลานี้ทุกสายตามองไปยังจุดที่สายฟ้าสีแดงฟาดลงมา มันปรากฏเป็นร่างของบุรุษหน้าหยกที่มีคิ้วแหลมดุจกระบี่ สายตาของคนๆนี้ฉายแววเย็นชาออกมาตั้งแต่แรกเห็น

    “ในเมื่อทุกคนมาอยู่ที่นี้แล้ว แสดงว่าพวกเจ้าผ่านการยืนยันตัวและมีคุณสมบัติที่จะเข้าทดสอบ ข้าขอแนะนำตัวก่อน ข้ามีชื่อว่า เลี่ยหรง ซึ่งจะเป็นผู้ดำเนินการทดสอบในรอบแรก”

    เมื่อผู้ที่ปรากฏตัวอย่างเอิกเกริกกล่าวแนะนำตัว เสียงของรุ่นเยาว์บางคนดังออกมา

    “จริงหรือนี่ ข้าเคยอ่านแต่ในบันทึก วันนี้ตัวตนเช่นนั้นปรากฎต่อหน้าข้าแล้ว”

    “เป็นเขา ถึงแม้วันนี้ข้าจะไม่ได้เข้าร่วมดอยเทพอาคมแต่การได้เจอท่านเลี่ยงหรงด้วยตาตัวเองก็นับว่าคุ้มแล้วกับการที่ต้องเดินทางมาเป็นแรมเดือน”

     

    สองมือของไห่เทียนตี้กำแน่นด้วยความหวัง จากนั้นมันเปิดปากกล่าวขึ้นมา“นั้นคือ สายฟ้าแห่งความตาย เลี่ยหรง”มันกล่าวออกด้วยแววตาเป็นประกายเหตุผลที่มันอยากเข้าดอยเทพอาคมเป็นอย่างยิ่งก็เพียงเพราะมันต้องการฝากตัวเป็นศิษย์ของเลี่ยหรงผู้นี้

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน