"ข้า..."ฮวาเสี่ยวซีผละออกจากอ้อมกอดของบิดาเล็กน้อยเงยหน้ามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของผู้เป็นที่รักด้วยความสงสารนางยกมือขึ้นเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มสากอย่างเบามือ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ท่านพ่อ...ท่านร้องไห้ทำไมเจ้าคะ? ข้าสบายดี ท่านไม่ต้องเป็นห่วง"
ฮวาเจิ้นได้ยินคำพูดของบุตรสาวก็ยิ่งสะเทือนใจเขาหันหน้าหลบสายตาของทุกคนที่มองมา ราวกับต้องการซ่อนความอ่อนแอที่เพิ่งแสดงออกมา
ฮวาหยางเดินเข้ามาใกล้ตบไปที่แผ่นหลังของน้องสาวเบาๆ อย่างรักใคร่และคิดถึงความทรงจำเกี่ยวกับน้องสาวคนเล็กยังคงชัดเจนในใจเพราะเขาเพิ่งได้พบนางเมื่อครั้งที่เดินทางกลับจากพิธีแต่งงานก่อนจะเดินทางมายังชายแดนดวงตากลมโตเป็นประกายของน้องสาวยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ "น้องเล็ก...เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ อากาศข้างนอกเย็น"
จิ้นอ๋องตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง"พวกเราต้องไปประชุมกันโดยด่วนตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดก็คือข้าไปลอบฟังแผนการรบของพวกเป่ยหม่านมา"
สิ้นพระสุรเสียงของจิ้นอ๋องทุกคนต่างมีสีหน้าตกตะลึงและฉงนสนเท่ห์ อยากจะฟังเรื่องราวและแผนการทั้งหมดที่ท่านอ๋องได้เสี่ยงอันตรายไปลอบฟังมาโดยเร็ว
เมื่อทุกท่านเห็นพ้องต้องกันก็พากันเดินไปยังห้องโถงใหญ่เพื่อหารือในรายละเอียด ส่วนฮวาเสี่ยวซีนั้นจิ้นอ๋องทรงทอดพระเนตร ฮวาเสี่ยวซีด้วยสายพระเนตรลึกล้ำพลางยกพระหัตถ์ขึ้นลูบแก้มเนียนของนางเบาๆ ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงกระซิบแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยความร้อนแรง
"เสี่ยวซี...ไปชำระกายเสียหน่อยดีกว่าไหม? เจ้าจะได้รู้สึกสบายตัวขึ้นหรือว่า..."จิ้นอ๋องทรงทอดพระเนตรใบหน้างามที่ยังคงประดับด้วยความใสซื่อและน่ารักนั้นอย่างลึกซึ้ง
ฮวาเสี่ยวซีรีบแย้งขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่น:"ไม่! ข้าอยากเข้าไปฟังด้วย!"
พระองค์ยกยิ้มเมื่อได้ยินหญิงสาวอยากจะเข้าไปฟังการศึกพร้อมกันในแต่แล้วพระองค์ก็ตรัสต่อด้วยน้ำเสียงแอบกระซิบแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยความนัยอันลึกซึ้งบางอย่างให้หญิงสาวขัดเขิน
"หรือ...เจ้าปรารถนาจะเก็บรักษาร่องรอยแห่งความรักของข้าไว้แนบเนื้อตลอดเวลา?"
พระสุรเสียงของพระองค์แผ่วพร่าราวกับกระซิบถ้อยคำแห่งความใคร่แนบชิดริมใบหู ดวงพระเนตรฉายแววเจ้าชู้และท้าทายจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยราวกับต้องการหยั่งลึกถึงความปรารถนาที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจของนางคำตรัสของพระองค์มิเพียงแต่เอ่ยถึงความสะอาดทางกายหากแต่ยังย้ำเตือนถึงความสุขสมที่พวกเขาร่วมกันและทิ้งท้ายด้วยคำถามที่กระตุ้นให้เกิดความหวั่นไหวอย่างยิ่ง
ฮวาเสี่ยวซีได้ยินคำกระซิบแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยความร้อนแรงนั้นก็อยากจะสาดน้ำไปยังร่างสูงสง่าเสียจริง!ยังจะมีหน้ามาเอ่ยกระซิบถ้อยคำสองแง่สองง่ามกับนางอีก!นางถลึงตาใส่จิ้นอ๋องอย่างขุ่นเคืองก่อนจะสะบัดหน้าเชิดแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
"ท่านเก็บน้ำรักของท่านไว้กับตัวเถิด!"
ว่าแล้วนางก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็วองค์รักษ์เว่ยรีบเดินตามหลังฮวาเสี่ยวซีไปติดๆ เพื่อพานางไปยังห้องชำระกายจัดหาน้ำอุ่นและเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้นางสวมใส่ เป็นชุดบุรุษที่สะอาดสะอ้านเนื้อผ้าไม่หรูหราแต่ตัดเย็บได้พอดีตัว เหมาะกับสรีระของหญิงสาวอย่างยิ่ง
ทางด้านท่านอ๋องเจ็ดอี้หมิงเจ๋อ เมื่อเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับคนอื่นๆ สิ่งที่ได้เห็นและรับรู้ว่าหญิงสาวก็คือเด็กสาวที่เคยช่วยเหลือเขาไว้ระหว่างเดินทางเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้
นางเป็นบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ฮวาจวนกั๋วกงนั้นเองเขาก็รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าหญิงสาวที่เขาให้ความสนใจตั้งแต่แรกเห็น จะเป็นบุตรหลานของตระกูลฮวาอันสูงศักดิ์และมีอิทธิพล
ขณะเดียวกันที่ชายแดนฝั่งเป่ยหม่าน หยวนอ๋องหลังจากที่ออกมาจากกระโจมของท่านอ๋องซูก็ได้เรียกองค์รักษ์คนสนิททั้งสามออกมาสนทนายังริมตลิ่งข้างลำน้ำกว้างใหญ่
หนึ่งในองค์รักษ์ของหลี่อ๋องก้มหน้าลงรายงานด้วยน้ำเสียงวิตก"ทูลท่านอ๋อง...เรื่องข่าวลือที่กระหม่อมสั่งการให้คนของเราในเมืองหลวงแคว้นต้าเหลียงปล่อยออกไปนั้นพวกเขาเพิ่งจะดำเนินการได้เพียงวันเดียว ข่าวลือยังมิทันที่จะแพร่กระจายไปทั่วอ๋องแต้แห่งแคว้นต้าเหลียงก็ทรงส่งทั้งเสบียงอาหารและกองทัพมาเสริมกำลังที่เมืองเฉิงหยางเสียแล้วขอรับ"
หยวนอ๋องหันขวับมาด้วยความตกใจพลางตรัสถามด้วยน้ำเสียงรวดเร็ว "สรุปความก็คือพวกเจ้ายังมิได้ลงมือทำสิ่งใดเกี่ยวกับข่าวลือแต่ทางแคว้นต้าเหลียงกลับแก้ไขสถานการณ์ได้แล้วเช่นนั้นหรือ?"
องค์รักษ์คนเดิมรีบตอบด้วยความนอบน้อม"มิใช่พ่ะย่ะค่ะ...ดูเหมือนจะเป็นพวกเขารับมือกับเรื่องนี้ก่อนที่เราจะทันได้ปล่อยข่าวลือเสียอีกราวกับว่าพวกเขาล่วงรู้แผนการของเราล่วงหน้าเสียด้วยซ้ำไปพ่ะย่ะค่ะ"
หยวนทรงขมวดพระขนงมุ่นก่อนจะตรัสถามต่อ "แล้วข่าวลือที่เมืองเฉิงหยางเล่า?"
องค์รักษ์คนเดิมตอบกลับด้วยความตะกุกตะกัก"มิใช่... เอ่อ... เป็นฝีมือของพวกเราพ่ะย่ะค่ะแต่ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายต้าเหลียงเองที่ปล่อยข่าวลือออกมาเสียมากกว่าพ่ะย่ะค่ะ"
หยวนอ๋องทรงกริ้วหนักพระสุรเสียงเกรี้ยวกราด "หมายความว่าข้าเข้าใจผิดมาโดยตลอด!ที่แท้พวกเจ้ามิได้เป็นผู้ปล่อยข่าวลือเรื่องโรคระบาดแต่เป็นพวกมันที่สร้างข่าวลวงขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งการโจมตีของกองทัพเป่ยหม่านใช่หรือไม่!"
องค์รักษ์คนเดิมก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะตอบรับ: "พ่ะย่ะค่ะ... พวกมันต้องการชะลอการโจมตีจึงได้ปล่อยข่าวลือเรื่องโรคระบาดออกมาแต่ทว่าภายในเมืองเฉิงหยางกลับมิได้รับผลกระทบจากข่าวลือใดๆดูเหมือนข่าวลือจะแพร่
กระจายอยู่เฉพาะในฝั่งของพวกเราชาวเป่ยหม่านเองพ่ะย่ะค่ะ"
หยวนอ๋องทรงหัวเราะเสียงดังด้วยความกริ้วโกรธพระสุรเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความขมขื่นและสิ้นหวัง "สรุปก็คือสวรรค์ช่างเข้าข้างแคว้นต้าเหลียงยิ่งนัก! ไม่ว่าข้าจะกระทำการสิ่งใดพวกมันก็สามารถรับมือและมิได้รับผลกระทบใดๆ เลยใช่หรือไม่!"
องค์รักษ์ทั้งสามยังคงก้มหน้าต่ำลงนึกปลงในพระทัยกับความพ่ายแพ้ของหยวนอ๋อง ‘ใช่แล้วกระหม่อม... ดูเหมือนว่าพวกต้าเหลียงจะล่วงรู้และจับทางแผนการของพวกเราได้ตลอดเวลา’
หยวนอ๋องกำพระหัตถ์แน่นความกริ้วที่ทรงกระทำสิ่งใดต่อต้าเหลียงมิได้เลยนั้น ยิ่งทวีความเคียดแค้นในพระทัยพระองค์หันพระพักตร์กลับมาตรัสกับองค์รักษ์ทั้งสามด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและแฝงความมุ่งมั่นอันตราย
"แผนการสุดท้าย...พวกเจ้าทั้งสามจงจัดการขั้นเด็ดขาดอย่าให้เกิดความผิดพลาดแม้แต่เพียงน้อยนิด!"
องค์รักษ์ทั้งสามเงยหน้าขึ้นพร้อมเพรียงขานรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว: "น้อมรับพระบัญชา!"
องค์รักษ์ทั้งสามเดินจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้หยวนอ๋องประทับยืนอยู่เพียงลำพังพระองค์หันพระพักตร์ไปยังผืนน้ำ
ที่ไหลเอื่อยอยู่เบื้องหน้าแสงแดดยามบ่ายส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับราวกับเยาะเย้ยความพ่ายแพ้
ของพระองค์ แววพระเนตรคมกริบเหลือบมองไปยังป้อมผาเหล็กที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆราวกับพยายามตรึงเป้า
หมายสุดท้ายของพระองค์ไว้ในสายพระเนตรความมุ่งมั่นอันแรงกล้ายังคงแผดเผาอยู่ในพระทัยแม้ว่าแผนการก่อนหน้าจะล้มเหลวไม่เป็นท่าก็ตาม