ตอนที่ 18
“เป็อย่างไรบ้างพะย่ะค่ะองค์ชายรอง”
“ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไร”
“อ้าว”
“พวกเ้าแปลกใจสิ่งใด เสด็จพ่อไม่ได้ตรัสสิ่งใดแก่ข้าทั้งนั้น”
องค์ชายรองกล่าวออกไปด้วยสีหน้านิ่งเรียบอย่างเคย ทำให้คนติดตามของพระองค์ทั้งสองคนต่างแปลกใจ หากไม่มีเื่ใดสำคัญหรือเป็เื่ที่องค์ชายรองออกหนีเที่ยวเมื่อครั้งงานเทศกาลประจำเมืองวันนั้นจะทรงเรียกไปด่วนขนาดนี้เห็นทีจะไม่ใช่
“พวกเ้าจะไปทำสิ่งใดก็ไปทำกันเข้า ข้าจะอ่านตำราต่อ”เมื่อเห็นว่าผู้ติดตามทั้งสองมองหน้ากันไปมาก็ไล่ให้ออกไปข้างนอก ตนจะได้ใช้เวลาคิดทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้นได้อย่างมีสติ
เฉียนฮ่องเต้เล่าให้องค์ชายรองฟังทุกเื่ที่เกี่ยวกับการแต่งงานครั้งนี้ของหานซวนและเลี่ยงหลิ่งแล้วอ้างว่านั่นเป็เพราะคำสัญญาบรรพบุรุษ เขาทั้งสองเป็คู่หมั้นกันมาั้แ่ยังไม่เกิด ซึ่งมันเป็ความนัยที่คนฉลาดพอจะแปลออกว่าองค์ชายรองไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้อำนาจในความเป็โอรสของเฉียนฮ่องเต้ยื้อแย่งเอาเลี่ยงหลิ่งมาเป็ของตนได้
เพราะสตรีผู้นั้นเป็ของหานซวนมาั้แ่แรกและมีแค่หานซวนผู้เดียวเท่านั้นที่จะสามารถเลี่ยงหลิ่งได้
ดังนั้นก็ได้แต่หัวเราะในลำคอ ถึงจะรู้สึกเจ็บเสียดใจขึ้นมาเล็กน้อยแต่องค์ชายรองก็เลือกที่จะมองข้ามความรู้สึกนั้นไป แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ยินยอมที่จะแต่งงานกับองค์หญิงจากแคว้นใดอยู่ดี
“หึ”
“ฮูหยินยังสงสัยเื่นั้นอยู่อีกหรือเ้าคะ”ฉิงอันวางจานขนมลงและนมวัวไว้ตรงหน้าของเลี่ยงหลิ่งที่กำลังเหม่อลอย แต่หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่
“ก็ใช่สิ ข้าสงสัยจริง ๆ นะ หรือว่าข้าต้องไปถามท่านพ่อและท่านแม่ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยพี่ฉิงอัน”เลี่ยงหลิ่งหันมาบอกทันที นี่ก็หลายวันแล้วนางคิดไม่ตกเสียที แทนที่จะเลิกสงสัยและหาอย่างอื่นทำความสงสัยก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก “คิดไปก็เสียเวลาเปล่าเ้าค่ะ ผู้ใหญ่ท่านไม่อยากให้รู้ก็อย่าซักไซ้หาให้มากความเสียดีกว่า ไปอาบน้ำแช่น้ำนมผิวจะได้เปล่งปลั่งขึ้นเอาใจท่านแม่ทัพดีกว่าเ้าค่ะ”
“ไม่ล่ะ ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขา คนผู้นั้นจะทำสิ่งใดกับข้าตอนไหนข้าก็ไม่อาจรู้ได้ ยังจะให้ข้าประทินโฉมตนเพื่อให้เขาสนใจขึ้นอีกใยกัน”นางส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน นึกถึงตอนที่พี่เขยและพี่สาวพูดเื่ตั้งครรภ์แล้วช่างน่าขนลุก นางยิ่งไม่อยากเข้าใกล้ตัวหานซวนเลยแม้แต่นิดเดียว ถึงแม้ว่าเขาจะทำตามสัญญาก็ตามแต่ในสัญญาก็ไม่มีอะไรแน่นอน
“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น แต่งงานกันแล้วย่อมเป็เื่ธรรมดาเ้าค่ะฮูหยิน หน้าที่ของสตรีต้..”
“ต้องปรนนิบัติเอาใจสามี มีทายาทสืบสกุล”
“เื่นั้นข้ารู้ พี่ฉิงอันไม่ต้องพูดซ้ำ ข้าเบื่อจะฟังเต็มทน ท่านแม่ให้พี่ฉิงอันมาเป่าหูข้าอย่างนั้นรึ เห็นพูดอยู่แต่เื่เดิม”นางนึกสงสัยขึ้นมา เพราะั้แ่วันแรกจนถึงวันนี้ ถึงมันจะไม่นานแต่มันบ่อยเกินไปจนนางจับสังเกตพี่เลี้ยงได้
“ไม่ใช่เ้าค่ะ ท่านแม่ของฮูหยินไม่ได้กำชับอะไร แต่มันเป็เื่ที่ควรจะทำจริง ๆ นะเ้าคะ”ฉิงอันพูดด้วยความเหนื่อยใจ โดนกำชับมามันก็ถูกครึ่งหนึ่งแต่อีกครึ่งนางดูแล้วท่านแม่ทัพเ้านายคนใหม่ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่นางคิดเหมือนครั้งก่อน เื่ที่คนนอกพูดนินทาก็เป็แค่เื่ที่เล่าลือกันเท่านั้น ไม่ได้มีความจริงเลยสักนิด
นางจึงวางใจว่าแม่ทัพใหญ่คงจะดูแลคุณหนูของนางได้เป็อย่างดีและเป็พ่อที่ดีได้อย่างแน่นอน
“เอาเป็ว่าข้ายืนยันคำเดิมว่าข้าจะไม่มีลูกกับเขาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นพี่ฉิงอัน ไม่ ต้อง หวัง นะ”เลี่ยงหลิ่งพูดย้ำ ๆ ให้ฟังชัด ๆ พร้อมกับยิ้มให้อย่างมั่นใจเหมือนเด็กตัวแสบอย่างที่เคยทำเมื่อครั้งยังไม่แต่งงาน
ฉิงอันทำได้เพียงแต่ภาวนาว่าคุณหนูของนางจะสมหวังตามคำที่คุณหนูคิด เพราะหากว่าเลี่ยงหลิ่งไม่มีลูกแล้วต้องโดนกดดันจากฝั่งตระกูลฟานอย่างแน่นอน ไม่วายคงโดนกดดันจากตระกูเหลียนด้วย
“ข้าออกไปเดินเล่นดีกว่า อยู่ในจวนน่าเบื่อจริงเชียว”เลี่ยงหลิ่งเปลี่ยนเื่พูด ในเมื่อนางคิดไม่ตกก็คงต้องถามใครสักคนจริง ๆ และคนผู้นั้นก็คงต้องเป็บิดาของนาง..เสนาบดีกรม
นางเดินออกมาพ้นหลังคาจวน อยู่ที่สนามหญ้าลานกว้างมีชุดโต๊ะเอาไว้นั่งพูดคุยกับแขก นางสูดอาการบริสุทธิ์เข้าปอดรู้สึกสบายใจและพอลืมเื่ที่เพิ่งคิดไปได้บ้าง เลี่ยงหลิ่งเงยหน้ามองท้องฟ้าวันนี้อากาศดีมากจนนางอยากจะนอนเล่นตรงพื้นหญ้านิ่ม ๆ นี้ถึงตอนเย็น
แต่อาคารปีกบนสุดดันสะดุดตาเห็นหน้าต่างระหว่างทางเดินขึ้นเปิดอยู่ นางเห็นว่าหานซวนกำลังเดินลงมากับบุรุษแปลกหน้าที่เขาไม่เคยแนะนำให้รู้จัก ทั้งสองคนกำลังคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและบุรุษแปลกหน้าก็ค่อนข้างที่จะเกรงใจหานซวนอยู่ไม่น้อยแต่นางมั่นใจว่าเขาไม่ใช่บ่าวหรือข้าราชบริพารจากในพระราชวัง
นางขมวดคิ้วอีกครั้ง ว่าจะไม่สงสัยแล้วแต่ความขี้สงสัยนี้นางแก้ไม่หายจริง ๆ นางทั้งขมวดคิ้วและเอียงคอมองจนอีกคนรู้สึกตัวหันหน้ามองลงมาก่อนปิดหน้าต่างเสียงดังตึง ! จนเลี่ยงหลิ่งสะดุ้งโหย่ง
“ทำไมเขาต้องปิดหน้าต่างแรงขนาดนั้นด้วย หรือว่า..มีอะไรซ่อนอยู่บนปีกบนนั้นจริง ๆ ”
“มีสิ่งใดหรือท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงรีบปิดหน้าต่างเสียงดัง”หมอประจำตระกูลเอ่ยถามอย่างแปลกใจที่เห็นว่าแม่ทัพใหญ่รีบปิดหน้าต่างทันควันและยืนนิ่งเช่นนั้น
“ข้าขอให้ท่านอย่าบอกเื่นี้กับฮูหยินของข้าเด็ดขาด ไม่ว่านางจะอ้างอะไรกับท่านก็ตามให้ท่านรู้ไว้เสมอว่าข้าไม่ได้อนุญาตให้นางรู้เื่ของน้องชายข้า”เขารีบหันมาบอกหมอประจำตระกูลทันที น้ำเสียงจริงจังและเคร่งเครียดทำให้ใครหลายคนรู้สึกว่าต้องฟังและทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามพูด ห้ามบอกเด็ดขาด
“ทราบขอรับ”ถึงแม้ว่าอยากจะรู้ตามประสาแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่หมอประจำตระกูลควรจะรู้ อารมณ์ของหานซวนไม่ได้ดีเหมือนหน้าตาของเขา ไม่รู้ว่าจะโมโหขึ้นมาเมื่อไรเสียด้วย
อย่าเอาลิ้นไปแลกกับดาบจะดีกว่า
“ท่านกลับลงไปแล้ว ไม่ต้องฟังที่นางเรียกไม่ต้องสนใจนาง ส่วนเื่อาการของซั่วหลิงในตอนนี้ท่านก็เข้ามาดูเป็ระยะแต่เปลี่ยนเป็่ยามห้ายแทน”เขาสั่งเสร็จสรรพ ผู้ช่วยของหมอประจำตระกูลที่ก้มอยู่ก็จดตามไปด้วยเผื่อว่าหมอประจำตระกูลจะลืมเวลา เพราะทุกครั้งจะเข้ามาตรวจในยามซื่อของทุกวันแต่พอเปลี่ยนเวลาปุบปับก็อาจจะผิดพลาดได้
พอเดินลงมาถึงชั้นล่างเลี่ยงหลิ่งที่ยืนแอบดูอยู่ในห้องนั่งเล่นก็คอยสังเกตหานซวนและหมอประจำตระกูลอยู่ โดยมีฉิงอันดึงชายผ้าห้ามไม่ให้ทำเช่นนี้เพราะมันมิงาม
พอหมอประจำตระกูลขอลากลับออกไปเลี่ยงหลิ่งก็เดินกอดอกออกมาจากห้องแลครานั้นพอนางออกจากห้องบ่าวไพร่ก็รีบเดินลงหลังจวนไปเพื่อให้เ้านายได้พูดคุยกัน
หานซวนก็พอจะรู้ตัวว่าโดนสงสัยเข้าแล้วก็ตีหน้ามึนตามเดิมอย่างที่เคยทำก่อนจะหันไปหาเลี่ยงหลิ่ง “บุรุษผู้นั้นคือหมอประจำตระกูล”
“ข้ายังไม่ได้ถาม”
“ข้ารู้ว่าเ้าต้องสงสัย สตรีขี้สงสัยเช่นเ้ามีหรือจะทนอยู่ได้โดยที่ไม่รู้คำตอบ”นางโดนดักทางเข้าอีกจนได้
“น่าสนุกเสียจริงที่มีคนรู้ทันเป็สามี”นางหันหน้าไปทางอื่นก่อนประชดประชัน จะรู้ทันกว่านี้อีกร้อยเื่นางก็ไม่ว่าเขาหรอกเพราะนางจะตีมึนอยู่เช่นนี้แลให้เขาปวดหัวเล่น ๆ “โปรดนักปราญช์ก็ต้องอยู่กับนักปราญช์ให้ได้”หานซวนบอกทั้งยังตีมึนใส่นางเช่นเดิม
“แล้วหมอประจำตระกูลท่าน เขามาทำสิ่งใด ท่านไม่สบายอย่างนั้นหรือ? หรือให้เขามาตรวจดวงตาให้”
“ข้าจะตรวจดวงตาของตนไปทำสิ่งใด ข้าบอกไปแล้วว่ามันบอด ไม่ได้เจ็บเหมือนแผลอื่น”
“ตาท่านน่ะ บอดแน่หรือ? แน่ใจนะเ้าคะว่าบอด?”นางขมวดคิ้วเดินเข้าไปใกล้ ั้แ่ตอนที่นางเห็นสีดวงตาข้างที่เขาว่าบอดนางก็มั่นใจเลยว่ามันไม่ใช่
“เ้าจะมารู้ดีกว่าข้าที่เป็เ้าของดวงตานี้ได้อย่างไร บอกว่าบอดก็คือบอด ข้ามองไม่เห็นสิ่งใด”เขาบอกและเอานิ้วจิ้มที่หน้าผากของนางไปทีหนึ่ง อยากจะหงุดหงิดนางนัก แต่มันก็ได้แค่คิดเมื่อนางเป็ภรรยาของเขา ไม่ใช่คนอื่น เขาต้องให้เกียรตินาง
“ท่านอย่ามาจิ้มหน้าผากข้านะ! หากสีตกไปข้าี้เีไปแต้มใหม่ มันวาดยาก!”นางถอยออกมาเมื่อเขาััที่หน้าผาก นางทำท่ากุมตรงจุดสัญลักษณ์การแต่งงานนั้นไว้เพราะเกร็งว่าเขาจะมาแตะต้องมันอีก “มันหลุดไปแล้วจะเป็สิ่งใด เ้าไม่ปรารถนาที่จะแต่งงานกับข้าอยู่แล้ว ดังนั้นก็ไม่จำเป็ต้องหวง”
“ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ ข้าต้องรักษาหน้าบิดามารดาถึงจะไม่อยากแต่งกับท่านก็ตาม”นางฉีกยิ้มให้ ช่างดูเป็รอยยิ้มที่ไม่น่ามองเท่าไรนักเพราะมัน ‘แปลก’
“ถ้าเช่นนั้นเ้าก็เลิกยุ่งกับตาข้า หากวันใดที่ข้าอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาเ้ากับข้า..”
“อาจจะได้ไปต่อปากต่อคำกับข้าบนเตียงแทน”
“หานซวน! ท่านนี่มัน!! อีกแล้วนะ!”
“แล้ว..วันนี้ท่านไม่ไปราชการหรือ?”นางไม่เห็นประโยชน์กับการที่ตนเองดิ้นไปมาเพราะโดนพูดใส่เช่นนี้ จึงเปลี่ยนเื่ถามใหม่
“ฮ่องเต้ไม่มีรับสั่งเรียกข้า ข้าก็ไม่จำเป็ต้องไป”เป็ความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เฉียนฮ่องเต้ไม่มีรับสั่งให้เข้าไปสนทนาเื่งานการรบแต่อีกส่วนเพราะสั่งมาแล้วให้มาดำเนินการ เรียกว่างานต่อเนื่อง ทำระยะยาว จึงไม่แปลกอะไรที่
เฉียนฮ่องเต้จะไม่เรียกไปแต่เขาจะไม่ให้นางมายุ่งกับเื่นี้เด็ดขาด
ถึงนางจะฉลาดสู่รู้แต่ก็ไม่ควรมายุ่งเื่การรบหรือยุทธศาสตร์จะเป็การดีกว่าถ้านางเล่นอยู่กับกระต่ายของนางไปวัน ๆ ไม่เข้ามากวนตอนเขากำลังทำงานอยู่ “เช่นนั้นท่านก็ว่างทำนั่นทำนี่น่ะสิ”
“ไม่”
“อ้าว”
“แล้วเ้าถามไปเพื่อสิ่งใด อยากให้ข้าช่วยอะไรก็บอกมาตามตรง”
“ไม่มีสิ่งใด ข้าแค่จะบอกท่านว่าอีกหกวันข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านพ่อและท่านแม่จะนอนค้างสักวันสองวัน หากท่านไม่ว่าอะไรข้า..”
“จะไปเดี๋ยวข้าพาไป อยู่ใกล้แค่นี้ไปวันนี้ก็ยังได้”
“ไม่ล่ะ เมื่อวานพี่ซูหนี่ว์บอกว่า่นี้ท่านพ่อประสานงานหนัก ข้าไม่อยากไปกวนมาก”หานซวนพยักหน้าเข้าใจ ครั้นจะให้ถามนางว่าเหตุใดจึงไม่ไปเยี่ยมมารดาก่อนก็ดูเขลาเกินไป ดูเหมือนมองไม่ออกว่านางกับมารดาของนางผิดใจกัน
“แต่ว่า..ท่านพูดว่าอะไรนะ? ถ้าจะพาข้าไป?”
“ใช่”
“ไม่ต้อง! ข้าไปกับบ่าวได้ ไม่ต้องถึงมือท่านหรอกนะ ท่านอยู่ทำงานของท่านไปเถอะ เผื่อว่าฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งเรียกตอนนั้นขึ้นมาพอดีมันจะยุ่งเอานะ”นางยิ้มแหยะ ถึงจะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่น่ากลัวอะไร แต่คนอื่นไม่ได้รู้กับนาง คนที่ตระกูลเหลียนคงจะพากันทำตัวไม่ถูกเป็แน่ที่ท่านแม่ทัพใหญ่ไปเยือนถึงที่
ถ้าหากให้นางอธิบายเป็ภาพก็ราวกับว่าเหมือนมีมัจจุราชไปเก็บิญญาคนตายในบ้านที่มีแต่คนเป็อยู่กันเพียบในงานศพนั่นแล
“เ้าจะบอกว่าการที่ข้าไปบ้านของเ้ามันเป็เื่ที่ไม่ควรเช่นนั้นรึ? ขอเหตุผลที่ข้าฟังแล้วมันเป็เหตุผลจริง ๆ หน่อย”
“ข้าหมายความว่า..ท่านไม่จำเป็ต้องไปก็ได้ ไว้เป็โอกาสสำคัญแล้วค่อยไปจะดีกว่า ท่านมียศเป็ถึงท่านแม่ทัพเป็ทหารเอกของฮ่องเต้ย่อมมียศตำแหน่งสูงกว่าพ่อข้า ถึงท่านจะเป็ลูกเขยแต่ตามธรรมเนียมก็ต้องทำอะไรใหญ่โตอยู่แล้ว เช่นนั้นท่านอยู่ที่นี่แหละ ไม่ต้องไปหรอก”เลี่ยงหลิ่งพูดอธิบายไปและพูดเร็วในตอนท้ายและเดินถอยหลังไป เพราะหานซวนเดินต้อนนางเข้ากำแพง นางจึงแอบลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ ตั้งสติให้อยู่กับตัวให้มากที่สุด
ก็เพื่อเถียงเขาอย่างไรเล่า!
“ถ้าเ้าไม่อยากให้ข้าไป เ้าก็บอกข้าตรง ๆ ก็ได้ ไม่จำเป็ต้องอ้างนั่น..อ้างนี่ มันดูไม่จริงใจ”เขาเอ่ยบอกหลังจากที่นิ่งเงียบไปทำให้เลี่ยงหลิ่งถึงกับใจตุบวูบที่ถูกตำหนิเช่นนั้น
มันยิ่งตอกย้ำว่า เขาคิดว่านางรังเกียจเขาเพราะเขาเป็แม่ทัพตาเดียว ไม่น่าให้เข้าไปในตระกูลเหลียน
“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นหานซวน คือว่าข้าแค่...”
“เ้าไม่ต้องพูดสิ่งใดแล้ว อยากไปเ้าก็ไป วันไปข้าจะให้ผู้ช่วยข้าไปคุ้มกันเ้า ระหว่างทางจะได้ไม่ต้องเกิดเื่เหมือนครั้งนั้นอีก”เขาพูดถึงครั้งที่เขาไปช่วยนางให้รอดจากการที่ม้าพยศเกือบตกหน้าผา
“หานซวน..ข้า..”
“ที่ข้าพูดเ้ายังไม่พอใจอีก?”เขาหันหน้ามาถาม ถึงนางจะรู้ว่าเขาเป็คนปากร้าย แต่ในสถานการณ์แบบนี้นางก็พูดไม่ออกเช่นกัน
เลี่ยงหลิ่งส่ายหัวให้เป็เชิงว่าไม่มีอะไร หานซวนมองแค่ปลายตาและเดินผ่านนางไปยังห้องทำงานเพื่อทำงานต่อ
“เขาไม่พอใจข้าหรือเปล่านะ น้ำเสียงไม่เหมือนตอนคุยกับข้าอย่างปกติเลยสักนิด”