เสียงประทัดดังขึ้นที่ลานด้านนอก ซูอันหนิงสะดุ้งรีบปล่อยมือจากเขาคล้ายเพิ่งรู้สึกตัว จูเกาเซวียนคลายวงแขนเล็กน้อย ประคองนางให้นั่งดีๆ ขณะที่นางขยับก้นจะถอยห่างเขากลับกอดรัดนางแน่นขึ้น
เสียงลมหายใจของนางขาดห้วง เอ่ยพูดกระท่อนกระแท่น “ท่าน...ท่านกลับมาได้อย่างไร”
เขาควรจะอยู่ในงานเลี้ยงเฝ้าปีในวังไม่ใช่หรือ จะกลับมาเร็วเพียงนี้ได้อย่างไร... นางคงฝันอยู่กระมัง
ชายหนุ่มแนบแก้มกับกระหม่อมของนาง พึมพำตอบเสียงเบา “ข้ากลับมาเฝ้าปีกับเจ้า”
ใช่จริงๆ ข้ากำลังฝันอยู่ บุรุษผู้นั้นจะอ่อนหวานกับข้า อ่อนโยนกับข้าอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้หรือ
คิดเช่นนั้นแล้วซูอันหนิงก็หยิกลงบนอกกว้างราวกับจะทดสอบ ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง อุทานออกมาเบาๆ พลางยกมือขึ้นมาตะปบมือนางแล้วกุมไว้แน่น
“หยิกข้าด้วยเหตุใด ข้าทำอันใดผิดหรือ...” ฮั่นอ๋องชะงักไปครู่หนึ่งราวกับนึกบางเรื่องขึ้นมาได้ เขารีบอธิบายตนเองทันที
“หากเป็นเรื่องข่าวลือเจ้าต้องเชื่อข้านะ ข้าไม่ได้นัดสตรีนางใดไว้ทั้งนั้น ข้าไปค่ายเหนือฝึกทหาร ส่วนหญิงแซ่หวังไปส่งอาหารให้บิดานาง”
หญิงแซ่หวัง?...เขาเรียกอีกฝ่ายว่าหญิงแซ่หวังแทนที่จะเรียกคุณหนูหวังหรือ
“วันนั้นนางทำรถม้าพังกลางทาง ข้าไม่อยากยุ่งกับนางแม้แต่น้อย แต่หากปล่อยนางทิ้งไว้...มันจะดูไร้มโนธรรมเกินไป ข้าก็แค่ให้องครักษ์พานางไปส่งเท่านั้น”
ได้ยินเขาตั้งใจพูดอย่างร้อนรนเพียงนี้ ม่านหมอกที่ปกคลุมในใจนางคล้ายจะสลายหายไปอย่างช้าๆ ความหนักอึ้งขุ่นมัวราวกับจะเบาลง นางเผลอเอนอิงพิงอกเขาอย่างลืมตัว
นางไม่อาจหลบเลี่ยงและหลอกลวงตนเองได้อีกแล้วว่านางและเจ้าของร่างเป็นคนละคนกัน หากนี่ไม่ใช่ความฝัน เช่นนั้นฝันที่ผ่านมาคืออะไร
ซูอันหนิงครุ่นคิด นางไม่ได้เพิ่งฝันแบบนี้ครั้งแรก เพียงแต่นี่เป็นครั้งแรกที่หลังตื่นจากฝันแล้วยังจดจำทุกรายละเอียดเอาไว้ได้อย่างชัดเจน ราวกับมันคือเรื่องจริงซึ่งนางได้ประสบพบเจอมาด้วยตนเอง
เมื่อทบทวนความฝัน หวังให้ตัวเองเข้าใจเรื่องราว ทุกฉากทุกอารมณ์กลับยังสะท้อนออกมาให้เจ็บปวดทุกคราวที่นึกถึงมัน
ความคิดบ้าบิ่นลอยฟุ้งขึ้นมาและไม่อาจสลัดมันให้พ้นไปได้ กระนั้นนางก็ยังเชื่อว่าเป็นไปได้ วิญญาณจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดยังย้อนกลับมาในอดีตได้ การฝันเห็นอดีตชาติจะแปลกอันใด
“หรือว่า...ข้าย้อนกลับมาเพื่อจะแก้ไขมัน”
โอกาสครั้งที่สองอย่างนั้นหรือ?
นางเผลอจิกปลายเล็บลงบนมือที่กอดนางไว้จากด้านหลัง เสียงซูดปากดังขึ้นเบาๆ แขนที่รัดเอวนางแน่นคลายออกเล็กน้อย ซูอันหนิงฉวยจังหวะนี้เลื่อนตัวลงมานั่งบนตั่ง หันไปมองบุรุษตรงหน้า มองเครื่องหน้าของเขาราวกับต้องดูให้ชัดว่าเขาใช่คนในฝันผู้นั้นหรือไม่
ไม่ว่าดวงตาดอกท้อ...ริมฝีปากบาง...จมูกโด่งตรง ล้วนเป็นเขาทั้งสิ้น
วูบหนึ่งที่นางรู้สึกน้อยใจ ที่ชายในฝันผู้นั้นไม่ได้มั่นคงกับนางเพียงคนเดียว
“ท่านพูดจริงหรือ...ไม่สิ สุดท้ายท่านก็ต้องแต่งชายารองอยู่ดี” นางเผลอต่อว่าเขาราวกับแง่งอน หากเป็นนางคนเดิมก่อนหน้านี้ ซูอันหนิงจะไม่มีทางพูดเขาเช่นนี้อย่างแน่นอน
“หากข้าบอกว่าข้าไม่ต้องการคนอื่นเล่า เจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่”
ซูอันหนิงชะงัก ในฝันเขาไม่ได้ต้องการหญิงอื่นเพราะความรัก แต่ต้องการอำนาจเบื้องหลังนางต่างหาก
“ท่านไม่ได้คิดจะรับคุณหนูหวังเป็นชายารองจริงหรือ”
“ไม่เคย หน้านางข้ายังไม่อยากมองให้ชัดด้วยซ้ำ” เขาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
ซูอันหนิงมองเขาอย่างเคลือบแคลงใจ ชายารองในฝันนางนั้นคือผู้ใดกันแน่ นางมีสิ่งที่ฮั่นอ๋องต้องการคือเงินและอำนาจทหารสำหรับหล่อเลี้ยงกองทัพของเขา
คงต้องเดินหนึ่งก้าว ดูหนึ่งก้าว[1]แล้ว
“อันหนิงหวงข้า ทำให้ข้าดีใจยิ่งนัก”
ความร้อนพลันแล่นจากปลายนิ้วขึ้นมาจนถึงโคนผมของซูอันหนิง แววตาของฮั่นอ๋องที่มองมาร้อนแรงและหลงลำพอง มันต่างกันสุดขั้วกับสีหน้าอ้างว้างเดียวดายก่อนสิ้นใจในความฝันอย่างสิ้นเชิง
ใช่แล้ว! นางได้โอกาสกลับมาแก้ไข ขอเพียงเขาไม่หลงเดินบนเส้นทางเดิม เขาก็จะไม่ต้องจากไปก่อนวัยอันควร...ต้องจากไปพร้อมกับชื่อเสียงเหม็นเน่านับพันปี
ซูอันหนิงดึงมือเขาไว้แล้วพูดกับเขาอย่างกระตือรือร้น
“ท่านคงหิวแล้ว ข้าทำบะหมี่อายุยืนไว้ มากินมื้อดึกกันเถอะ”
มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้น เขาแตะหางตาที่ชี้ขึ้นกว่าปกติเพราะความตื่นตระหนกของนางแผ่วเบา พยักหน้าอมยิ้มตอบ “อืม...หิวแล้วจริงๆ”
ซูอันหนิงลุกขึ้นพลางดึงแขนเขาให้ลุกตาม จูเกาเซวียนยิ้มกว้าง ก่อนจะตะโกนออกไปด้านนอก “หม่าหมัวมัว ยกบะหมี่อายุยืนเข้ามา”
“ทราบแล้วเพคะ” เสียงหมัวมัวดังรับ
มีเสียงหัวเราะคิกคักของสาวใช้ดังแว่วมาเบาๆ
จูเกาเซวียนอมยิ้มเดินตามแรงจูงของภรรยามาที่โต๊ะกลางห้อง เขาไม่ได้นั่งฝั่งตรงข้ามดังเคย แต่เลือกนั่งข้างนาง
ประตูเปิดออกอีกครั้ง สาวใช้เดินเรียงแถวยกถาดใส่อาหารร้อนเข้ามา บะหมี่อายุยืนสองชาม เกี๊ยวทั้งแบบน้ำแบบทอด นอกจากนี้ซูอันหนิงยังทำบัวลอยในน้ำขิงไว้ด้วย
จูเกาเซวียนมองอาหารบนโต๊ะ แล้วเหลือบมองสตรีข้างกาย
เขาหันไปทางหม่าหมัวมัว “ไม่ต้องอยู่เฝ้าหรอก พวกเจ้าก็ไปกินเถิด”
“ขอบพระทัยหวางเย่เพคะ”
บ่าวในห้องเอ่ยอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะยอบกายแล้วถอยออกไปจากห้อง
ซูอันหนิงดันชามบะหมี่ไปตรงหน้าเขา “ท่านกินสิ อย่าให้เส้นขาดนะเจ้าคะ”
พูดจบนางก็นั่งเท้าคางมองเขากินด้วยแววตาคาดหวัง ราวกับต้องการจะให้แน่ใจว่า เส้นจะไม่ขาด ชะตาหนนี้จะไม่ทำผิดพลาดเหมือนที่ผ่านมา
จวนองค์รัชทายาท
ตอนที่จูเกาซีกลับถึงจวน โคมแดงยังคงสว่างไสว บ่าวไพร่ยังคงเฝ้าปีกันอยู่นอกลานเรือน เขาเดินไปตามระเบียงเชื่อมอาคาร ในมือลูบเทียบที่ฮั่นอ๋องแอบมอบให้
ทันใดนั้นเสียงใสของสตรีก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“หลินเอ๋อร์ถวายพระพรไท่จื่อ ขอให้หมื่นเรื่องสมหวังดังพระทัยในปีนี้เพคะ”
เขาชะงักฝีเท้า หันกลับแล้วเดินเข้าไปหานางพยุงให้ลุกขึ้น “เช่อเฟยเหนื่อยแล้ว”
เขาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมข้างขมับให้นางอย่างเอาใจใส่ ใบหน้างดงามของนางเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มเอียงอาย
“เหตุใดจึงออกมาเดินค่ำมืด กลับไปพักเถิด เปิ่นกงยังมีกิจธุระที่ต้องสะสาง”
รอยยิ้มอ่อนหวานเจื่อนลง นางก้มศีรษะรับ เมื่อองค์รัชทายาทเดินจากไปพร้อมองครักษ์ข้างกายแล้วจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง ความอ่อนโยนบนใบหน้าเลือนหายไปสิ้น เหลือไว้เพียงแววตาแข็งกระด้าง
เมื่อเห็นร่างสูงเลี้ยวไปทางเรือนบรรทมหลัก มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อของนางก็กำแน่น
“ไท่จื่อเฟย!”
นางพึมพำเสียงต่ำพร่า แทบจะฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงพูดหรือเสียงคำราม
องค์รัชทายาทเลี้ยวเข้าห้องหนังสือเล็กที่อยู่ข้างห้องนอนหลัก
ตลอดเวลาที่เฝ้าปีในวัง จูเกาซีครุ่นคิดคาดเดาไปต่างๆ นานา เทียบแผ่นนี้จะเป็นอาวุธแบบใด เขามีจุดอ่อนใดบ้างที่ฮั่นอ๋องจะสามารถนำมาใช้โจมตีได้
ชายหนุ่มระมัดระวังตัวมาตลอด ไม่กระทำการบุ่มบ่าม รอคอยอยู่เงียบๆ เพราะเชื่อว่าความชอบธรรม จะทำให้เขาชนะหมากทุกกระดาน
ทว่าความมั่นใจในแววตาของจูเกาเซวียนครั้งนี้ทำให้เขาตระหนกในใจไม่น้อย
น้องรองอาศัยความโปรดปรานจากเสด็จพ่อ สร้างผลงานการรบเป็นข้อได้เปรียบเสมอมา ไม่เคยประกาศสงครามกับเขาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้มาก่อน
หรือเทียบนี้ จะมีความลับใดที่เขาไม่รู้
จูเกาซีดึงเทียบแผ่นนั้นออกมา หัวใจของเขาเต้นแรง ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยขณะคลี่เทียบออกอ่าน
“พบกันคราแรกที่ วัดฝูซานไหล
ยามเว่ย ณ ป่าไป๋เหมย จะรอท่านปรากฏ
ไม่พบหน้า มิหวนคืน”
ชายหนุ่มนิ่งอึ้ง อ่านข้อความบนเทียบซ้ำอีกครั้ง ราวกับยังไม่เชื่อว่าภายใต้ท่าทีจริงจัง จูเกาเซวียนจะเพียงแค่ส่งเทียบนัดพบให้เขา
ไม่ถูกต้อง!
เขานิ่งไปอีก กวาดสายตามองอักษรแต่ละตัว...นี่คือลายมือของสตรี!
นึกถึงคำพูดประโยคนั้นแล้วก็ราวกับคนใบ้กินหวงเหลียน[2]
“เสด็จพี่รัชทายาท ข้าไม่ได้อยากทำเช่นนี้เลย แต่เพราะท่านควบคุมเรือนหลังของตัวเองได้ไม่ดีพอ...หม่อมฉันก็แค่หวังดีต่อเสด็จพี่ เนื้อหาในเทียบนี้ เป็นสตรีนางหนึ่งเขียนถึงข้า ท่านทอดพระเนตรแล้วก็ตัดสินใจเองเถิด”
ไม่ต้องคาดเดาก็สามารถรู้ได้ สตรีนางนั้นก็คือ “จางลั่วหลิน!”
ดวงตาที่เคยอบอุ่นอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นแหลมคม เทียบในมือถูกกำแน่นจนบิดงอ แต่แล้วอึดใจเดียวเขาก็คลายมือออก สูดหายใจลึก ใบหน้ากลับมาราบเรียบดังเดิม
“กลยุทธ์ดีเหลือเกินนะน้องรอง ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้ามีอดีตกับนาง หากข้ารักนางสักนิด อุบายนี้ของเจ้าคงจะได้ผลไม่น้อย”
น่าเสียดายที่ข้าไม่เชื่อเจ้า!
[1] เดินหนึ่งก้าว ดูหนึ่งก้าว สำนวนที่ใช้ในสถานการณ์ที่มองไม่เห็นอนาคตแน่ชัด จึงเลือกทำไปทีละขั้น
[2] คนใบ้กินหวงเหลียน แปลว่า มีความทุกข์แต่ยากที่จะพูดออกมาได้ เปรียบกับสำนวนไทยที่ว่า น้ำท่วมปาก