ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    ความกดดันของตระกูลโอวหยง

    เหล่าบรรพชนของราชวงศ์เหยียนต่างก็พูดคุยกันด้วยท่าทีจริงจัง

    เหยียนเฮาเต๋อเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ ห้ามยุ่งกับสองพี่น้องนั้นรวมไปถึงตระกูลของพวกเขาเป็นอันขาด!! ถ้าหากใครฝ่าฝืนขับไล่ออกจากราชวงศ์ไม่มีข้อยกเว้น แม้กระทั้งพวกเจ้าเองก็ต้องถูกขับไล่เช่นกัน มีเพียงแค่ความสัมพันธ์อันดีเท่านั้นที่สามารถติดต่อกับพวกเขาได้ ” 

    บรรพชนทั้งหมดมองไปที่เหยียนเฮาเต๋อด้วยความสงสัยและจริงจัง การที่เหยียนเฮาเต๋อกล่าวแบบนี้แสดงว่าเขาต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน 

    ต้องรู้ก่อนว่าทุกๆคนที่อยู่ในห้องนี้ต่างก็เป็นจักรพรรดิยุทธ์ทั้งหมด แต่เหยียนเฮาเต๋อก็ไม่ลังเลที่จะบอกว่าถ้าหากสร้างปัญหาให้กับสองพี่น้องรวมไปถึงตระกูลของพวกเขาจะถูกขับไล่ออกจากราชวงศ์เหยียนทันที 

    “ พวกเจ้าคงสงสัยใช่ไหมว่าทำไมข้าถึงบอกว่าห้ามยุ่งกับคนเหล่านั้น? ” เหยียนเฮาเต๋อกล่าวด้วยรอยยิ้ม

    บรรพชนคนอื่นๆก็พยักหน้ารับ พวกเขาอยากรู้ว่าทำไมจู่ๆเหยียนเฮาเต๋อถึงบอกว่าห้ามยุ่งกับคนเหล่านั้นเป็นอันขาด แถมยังบอกว่าพวกเราจะต้องสร้างความสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นอีกด้วย

    “ พวกเจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้าเคยอยู่ที่นิกายเทียนซูมาก่อน? ” เหยียนเฮาเต๋อถามขึ้น

    บรรพชนทั้งในห้องพยักหน้ารับ เพราะแบบนี้เหยียนเฮาเต๋อจึงกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในราชวงศ์เหยียน เพราะมีเขาอยู่ทำให้อาณาจักรต้าเฉียนจึงไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาให้กับพวกเขามากนัก มีเพียงแค่การปะทะกันเบาๆเท่านั้น

    “ สาเหตุก็เพราะพลังของยอดฝีมือท่านนั้นเหนือกว่าระดับเหนือยุทธ์น่ะสิ พวกเจ้าต้องไม่ลืมว่าข้าเคยเป็นผู้อาวุโสของนิกายเทียนซู ข้าย่อมต้องเคยพบเจอกับยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์มาบ้าง ซึ่งพลังของระดับเหนือยุทธ์เหล่านั้นเมื่อเทียบกับยอดฝีมือที่ปรากฏตัวขึ้นที่เมืองหลวงเรานั้นช่างแตกต่างกันมากจริงๆ เพราะคลื่นพลังของนางทำให้พลังของระดับเหนือยุทธ์ที่ข้าเคยพบเจอมาดูอ่อนแอไปเลย ซึ่งยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์ที่ข้าเคยเจอมาก็เป็นถึงระดับเหนือยุทธ์ขั้นปลายจากนิกายเทียนซูสาขาหลัก ” เหยียนเฮาเต๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและแฝงไปด้วยความหวาดกลัว

    เมื่อบรรพชนทั้งหมดได้ยินที่เหยียนเฮาเต๋อกล่าวมา ดวงตาของพวกเขาก็เบิกกว้างและท่าทีของพวกเขาเต็มไปด้วยความตกใจ พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่ายอดฝีมือที่ปรากฏตัวขึ้นที่เมืองหลวงแข็งแกร่งกว่าระดับเหนือยุทธ์ขั้นปลายเสียอีก 

    ตอนนี้บรรพชนทั้งหมดไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเหยียนเฮาเต๋อจึงบอกว่าห้ามสร้างปัญหา ทางที่ดีความผูกมิตรเอาไว้อีกด้วย

    ด้วยการที่มียอดฝีมือระดับนี้คุ้มครอง เกรงว่านางสามารถทำอะไรก็ได้ทั่วทั้งทวีปฮุยต้วน แม้กระทั้งนิกายเทียนซูสาขาทวีปฮุยต้วนก็ยังต้องไว้หน้านาง 

    “ แล้วท่านบรรพชนทั้งหลายมีความคิดเห็นเช่นไร? ” จักรพรรดิเหยียนซีเหอถามความเห็น แม้ว่าเขาจะเป็นจักรพรรดิแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าบรรพชนเหล่านี้ เขาก็เหมือนกับรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งเท่านั้น เพราะอายุของบรรพชนเหล่านี้ก็มากกว่าห้าร้อยปีขึ้นไปทั้งสิ้น

    จากนั้นบรรพชนของราชวงศ์เหยียนเองก็ปรึกษาแผนการณ์กันว่าจะผูกมิตรกับตระกูลหนานและสองพี่น้องอย่างไร

    ทางด้านของสี่ตระกูลใหญ่ พวกเขาเองก็เตรียมตัวในการผูกมิตรกับสองพี่น้องหนานหมิงและหนานหลิน รวมไปถึงตระกูลหนานที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขาด้วย แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าหม่าซีเยว่แข็งแกร่งแค่ไหน แต่อย่างน้อยๆนางก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับเหนือยทุธ์ เพราะฉะนั้นแล้วการผูกมิตรย่อมดีกว่าการสร้างศัตรู

    จะมีก็แต่ตระกูลโอวหยางที่ตกอยู่ในบรรยากาศเงียบงันและเศร้าโศก 

    ห้องโถงหลักของตระกูลโอวหยาง

    เวลานี้บรรพชนทั้งหมดรวมไปถึงผู้อาวุโสของตระกูลโอวหยางถูกเรียกมารวมตัวกันโดยเป็นคำสั่งของโอวหยางเฟิงหุย

    เมื่อเป็นคำสั่งของบรรพชนโอวหยางเฟิงหุย บรรพชน ผู้นำตระกูล ผู้อาวุโสทั้งหมดกว่าห้าสิบคนก็เดินเข้ามาในห้องโถงหลักด้วยบรรยากาศตรึงเครียด แน่นอนว่าพวกเขารู้ดีว่าทำไมบรรพชนถึงได้เรียกตัวพวกเขาเข้าประชุมกระทันหันแบบนี้ 

    สาเหตุก็คงหนีไม่พ้นโอวหยางซูหยวนบุตรชายคนที่สี่ของโอวหยางชิวหลง ผู้นำตระกูลโอวหยางคนปัจจุบัน ที่ได้สร้างปัญหาขึ้นมานั่นเอง

    สีหน้าของผู้นำตระกูลโอวหยางดูเคร่งเครียดอย่างมาก แววตาของเขาก็ยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า แม้ว่าโอวหยางซูหยวนจะเป็นบุตรชายที่ไม่ได้เรื่องแต่ก็ยังเป็นบุตรชายของเขา เมื่อตอนที่เขารู้ข่าวว่าโอวหยางซูหยวนตายเขาถึงกับคลั่งขึ้นมาทีเดียว

    แต่เมื่อเขารู้สาเหตุและคนที่ลงมือกับโอวหยางซูหยวน เขาถึงกับตกใจและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าตระกูลโอวหยางจะแข็งแกร่งแต่พวกเขาก็เป็นเพียงแค่กบก้นบ่อในอาณาจักรเล็กๆเท่านั้น เมื่อเจอยอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่าก็ไม่สามารถทำอะไรได้

    และยิ่งเมื่อรู้ว่าบรรพชนทั้งสองคนอย่างโอวหยางเฟิงหุยและโอวหยางฟางรุ่ยได้รับบาดเจ็บกลับมาก็ยิ่งเคร่งเครียดมากกว่าเดิม 

    “ ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะหนักมากจริงๆ ” โอวหยางชิวหลงพึมพำพร้อมกับถอนหายใจ

    ด้านหลังของโอวหยางชิวหลงมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินตามมา เขาคือโอวหยางจิงหานบุตรชายคนโตของโอวหยางชิวหลง และยังเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองหลวงต้าเหยียน

    “ ท่านพ่อ น้องเล็กไปดีแล้วท่านไม่ต้องกังวลอะไรหรอก ” โอวหยางจิงหานกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แม้ว่าเขาจะไม่ชอบน้องชายคนนี้แต่ก็ต้องยอมรับว่าสายเลือดนั้นข้นกว่าน้ำ เขาเองก็รู้สึกเศร้าเมื่อต้องสูญเสียน้องชายไป แต่โลกก็แบบนี้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ถ้าหากวันใดตระกูลโอวหยางของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ก็สามารถจัดการกับคนอื่นๆได้เหมือนกับที่ยอดฝีมือท่านนี้ทำ

    ‘ ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ให้ได้ สักวันหนึ่งข้าจะต้องล้างแค้นให้กับน้องชายไม่เอาไหนของข้า! ’ โอวหยางซูหยวนคิดอย่างจริงจัง 

    เช้าวันถัดมา

    หนานหมิงกำลังนั่งดื่มน้ำชาอยู่ที่หอหมื่นสมุทร จู่ๆยันต์สื่อสารของเขาก็ปรากฏขึ้น

    หลังจากที่อ่านข้อความเสร็จแล้วหนานหมิงก็ยิ้มเบาๆ เพราะภายในข้อความนั้นบอกว่าพี่สาวของเขามาถึงเมืองหลวงแล้ว ถ้าหากเขามาถึงเมืองหลวงก็ให้ติดต่อไปหานางจะได้นัดกันมากินข้าวพร้อมกัน

    หนานหมิงครุ่นคิดก่อนที่จะส่งยันต์สื่อสารกลับไปหาหนานหลินและบอกว่าช่วงเย็นนี้ให้มาเจอกันที่หอหมื่นสมุทร

    ไม่นานนักอวี้เซียงก็ปรากฏตัวขึ้น

    “ นายท่านดูเหมือนว่ากองกำลังทั้งหมดในเมืองหลวง รวมไปถึงกองกำลังจากแคว้นอื่นๆได้ส่งคนไปยังตระกูลหนานเพื่อผูกมิตรแล้วขอรับ แม้กระทั้งราชวงศ์เหยียนเองก็ได้ส่งองค์รัชทายาทและองค์หญิงใหญ่ไปยังตระกูลหนานเพื่อผูกมิตร ส่วนตระกูลโอวหยางหลังจากที่เมื่อคืนพวกเขารับรู้ถึงความแข็งแกร่งของหม่าซีเยว่ พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะล้างแค้นหรือทำอะไรเกินเลย พวกเขาตัดสินใจที่จะส่งโอวหยางจิงหานไปยังนิกายเทียนซูเพื่อฝึกฝน 

    จากที่พวกเราสืบมาได้ยินมาว่าแท้จริงแล้วราชวงศ์เหยียนยังมีบุคคลลึกลับอยู่อีกหนึ่งคน ชื่อของเขาคือเหยียนเฮาเต๋อพลังระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นปลาย เขาเคยเป็นผู้อาวุโสของนิกายเทียนซูมาก่อน ด้วยการที่เขาเคยเป็นผู้อาวุโสของนิกายเทียนซูมาก่อนเขาจึงสามารถส่งคนของราชวงศ์เหยียนหรือแนะนำอัจฉริยะเข้าร่วมกับนิกายเทียนซูได้ ในปีนี้เขาได้แนะนำโอวหยางจิงหาน รวมไปถึงองค์ชายและองค์หญิงอีกหลายคนเข้าร่วมกับนิกายเทียนซู สำหรับช่วงเวลาเดินทางก็น่าจะเป็นหลังจากที่จบงานประลองร้อยสถาบันขอรับ ” อวี้เซียงรายงานข้อมูลต่างๆที่ศาลาชุนหมิงเก็บรวบรวมมาในคืนเดียว

    แม้กระทั้งเรื่องราวที่บรรพชนตระกูลโอวหยางตัดสินใจส่งโอวหยางจิงหานไปยังนิกายเทียนซูก็มีเพียงแค่ผู้อาวุโสเท่านั้นที่รับรู้ เรื่องนี้ยังไม่ได้เผยแพร่ที่ไหนด้วยซ้ำ แต่ศาลาชุนหมิงก็เก็บรวบรวมข้อมูลมาได้ เห็นได้ชัดว่าหน่วยข่าวของศาลาชุนหมิงยอดเยี่ยมมากแค่ไหน

    “ นิกายเทียนซู? ” หนานหมิงครุ่นคิดและจำได้ว่านิกายเทียนซูที่อยู่ที่อาณาจักรต้าโจวเป็นเพียงแค่สาขาหนึ่งของนิกายเทียนซู

    นิกายเทียนซูตั้งอยู่ที่ทวีปเฮ่อหลุน พวกเขานับว่าเป็นหนึ่งในนิกายใหญ่ของทวีปเฮ่อหลุนเลยทีเดียว 

    นิกายใหญ่แล้วอย่างไรเมื่ออยู่ต่อหน้าศาลาชุนหมิง พวกมันก็เป็นเพียงแค่นิกายธรรมดาเท่านั้น แม้กระทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแห่งเมื่อเจอกับศาลาชุนหมิง พวกนั้นก็เป็นเพียงแค่กองกำลังทั่วไปเช่นกัน 

    ส่วนที่ว่าโอวหยางจิงหานจะไปนิกายเทียนซู หนานหมิงไม่ได้สนใจอยู่แล้ว เพราะสำหรับเขานิกายเทียนซูก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนัก แต่เขาสนใจอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ อายุของโอวหยางจิงหานเยอะแล้วทำไมถึงเพิ่งส่งไปนิกายเทียนซู

    “ ทำไมเหยียนเฮาเต๋อถึงเพิ่งจะส่งโอวหยางจิงหานไปล่ะ ไม่ใช่ว่าจะต้องส่งไปยังตอนที่อายุน้อยจึงจะได้ผลดีที่สุดไม่ใช่หรือ? ” หนานหมิงถามด้วยความสงสัย

    " เป็นเพราะนิกายเทียนซูเปิดรับศิษย์ทุกห้าปี และจะรับศิษย์อัจฉริยะเท่านั้น ซึ่งปีนี้ก็ครบห้าปีที่นิกายเทียนซูจะเปิดรับศิษย์ ส่วนที่ว่าทำไมโอวหยางจิงหานถึงเพิ่งจะถูกส่งไปนิกายเทียนซู น่าจะเป็เพราะเมื่อห้าปีก่อนโอวหยางจิงหานเพิ่งจะแสดงพรสวรรค์ในการบ่มเพาะออกมา ทำให้พวกเขาส่งโอวหยางจิงหานไปยังนิกายเทียนซูไม่ทัน

    เพราะการเดินทางจากที่นี้ไปยังนิกายเทียนซูแห่งอาณาจักรต้าโจวต้องใช้เวลานานเกือบครึ่งปี เพราะเมื่อไปถึงแล้วการรับศิษย์ก็จบพอดี แม้ว่าเหยียนเฮาเต๋อจะเป็นผู้อาวุโสของนิกายเทียนซู แต่เขาก็ไม่มีอำนาจมากพอที่จะส่งโอวหยางจิงหานเข้าร่วมในปีนั้นได้ ทำให้ต้องมาส่งเข้านิกายเทียนซูในปีนี้

    อีกอย่างหนึ่งนิกายเทียนซูเป็นนิกายใหญ่พวกเขารับศิษย์ตั้งแต่อายุสิบปีถึงยี่สิบห้าปี อายุเกินกว่านั้นไม่รับ อีกอย่างด้วยอายุของโอวหยางจิงหานที่เพิ่งจะยี่สิบสองปีแต่ไปถึงระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นปลาย เขาย่อมผ่านการคัดเลือก 

    เพราะนิกายเทียนซูแห่งนี้ศิษย์บางคนของพวกเขาก็อยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์หรือแม้กระทั้งราชันยุทธ์ก็มี จะมีก็แต่จักรพรรดิยุทธ์เท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็นผู้อาวุโสของนิกายหรือบางครั้งถ้าหากคนๆนั้นแสดงพรสวรรค์ยอดเยี่ยมจริงๆ พวกเขาก็อาจจะถูกส่งตัวไปยังนิกายเทียนซูสาขาหลักก็ได้

    ว่ากันว่านิกายเทียนซูสาขาหลักมีแม้กระทั้งยอดฝีมือระดับเซียนยุทธ์อยู่ แต่ไม่รู้ว่ามีอยู่เยอะไหม เพราะแบบนี้นิกายเทียนซูจึงมีอำนาจมาก แม้กระทั้งอาณาจักรต้าโจวก็ไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาให้กับนิกายเทียนซู " อวี้เซียงอธิบายให้กับหนานหมิงฟัง

    หนานหมิงที่ได้ยินคำอธิบายของอวี้เซียงเขาก็เข้าใจได้ในทันที

    “ เช่นนั้นพวกเจ้ารู้ใช่ไหมว่าต้องทำอย่างไร? แล้วก็บอกศาลาชุนหมิงให้เฝ้าระวังความปลอดภัยของตระกูลหนานทั้งหมด ถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นข้าจะไปถามพวกเขาด้วยตัวเอง ” หนานหมิงกล่าวขึ้น

    แม้ว่าเบื้องหลังของหนานหมิงและหนานหลินจะมียอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์และระดับเหนือยุทธ์อยู่ แต่เพื่อความปลอดภัย ศาลาชุนหมิงก็ต้องเฝ้าระวังความปลอดภัยในระดับสูง เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นในอนาคต ทางที่ดีควรป้องกันเอาไว้ก่อนดีกว่าเกิดปัญหาแล้วค่อยมาหาทางแก้ไข

    “ เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงนายท่าน พวกเราส่งเทพยุทธ์สองคนและจ้าวยุทธ์ห้าคนมุ่งหน้าไปยังนิกายเทียนซูเพื่อแฝงตัวและตรวจสอบนิกายเทียนซูอย่างละเอียด รวมไปถึงเก็บข้อมูลของนิกายเทียนซูสาขาหลักและทวีปเฮ่อหลวน รับคำสั่งนายท่าน ” อวี้เซียงตอบรับ 

    “ แล้วมีอะไรอีกไหม? ” หนานหมิงถาม

    “ ไม่มีขอรับนายท่าน ” อวี้เซียงตอบ

    “ งั้นเจ้าไปทำหน้าที่ของตัวเอง ถ้าหากมีอะไรก็ให้รีบแจ้งข้าโดยเร็ว  ” หนานหมิงกล่าว

    “ ขอรับนายท่าน ” อวี้เซียงตอบรับก่อนที่จะหายตัวไป

    เมื่ออวี้เซียงจากไปหนานหมิงก็ครุ่นคิดบางอย่าง

    ดูเหมือนว่าหลังจากนี้ตระกูลหนานของเขาจะต้องเปิดเผยความแข็งแกร่งระดับหนึ่งแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นผู้คนคงคิดว่าตระกูลหนานของเขาอ่อนแอและหลบอยู่ด้านหลังผู้แข็งแกร่งอย่างเดียว ถ้าหากผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นจากไป ตระกูลหนานคงถูกกดันอย่างแน่นอน

    สำหรับนิกายเทียนซู หนานหมิงให้ความสนใจเล็กน้อย เพราะนิกายเทียนซูมาจากทวีปเฮ่อหลวน ถ้าหากเขาได้ข้อมูลของทวีปต่างๆมาก็จะได้วางแผนในอนาคตได้ถูก 

    จากนั้นหนานหมิงก็ใช้ยันต์สื่อสารไปหาหนานเฟยหยุนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆและบอกให้เขาแสดงความแข็งแกร่งออกมาเล็กน้อยด้วย อย่างน้อยๆก็ระดับจักรพรรดิยุทธ์ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้กองกำลังทั้งหมดในอาณาจักรต้าเหยียนไม่กล้าสร้างปัญหาในอนาคต

    ณ จวนตระกูลหนานแห่งเมืองต้าฉิน

    เวลานี้หนานเฟยหยุนกำลังอ่านข้อความที่หนานหมิงส่งมาให้ด้วยท่าทีสบายๆ 

    “ โอ้…ดูเหมือนว่าตระกูลหนานของข้าจะพูกเพ่งเล็งแล้วสินะ ช่างเถอะๆที่ข้าและคนอื่นๆฝึกฝนกันมาหลายปีก็เพราะวันนี้แหละ ” หนานเฟยหยุนหัวเราะร่า

    จากนั้นหนานเฟยหยุนก็เรียกชิวหยูมาพบ

    “ ท่านผู้นำตระกูลมีรับสั่งอะไรหรือขอรับ ” ชิวหยูถามด้วยความเคารพ

    “ เรียกระดมผู้อาวุโสทั้งหมดในตระกูล แล้วข้าจะไปถึงที่หมู่บ้านตระกูลหนานในสองเค่อ ” หนานเฟยหยุนกล่าวขึ้น

    “ รับคำสั่งท่านผู้นำตระกูล ” ชิวหยูกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับและเดินออกจากห้องทำงานของหนานเฟยหยุน