นักศึกษาแทบทุกคนเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าเครียด กดดัน และเต็มไปด้วยความกังวล บางคนถึงขั้นรีบเร่งราวกับอยากหนีให้พ้นจากอาคารเรียนโดยเร็วที่สุด
ในกลุ่มนั้น มีหญิงสาวคนหนึ่งที่ดูร้อนรนกว่าผู้อื่น เธอเบียดตัวฝ่าฝูงชนออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แต่ยังไม่ทันได้ถอนหายใจโล่ง เสียงคุ้นหูที่คล้ายวิญญาณตามติดก็ดังขึ้นข้างหู
“เจ้าจะรีบไปไหนหรือ ซีรีน? จะไม่กล่าวลาเพื่อนหน่อยเหรอ?”
“อ๊ะ!…”
เธอสะดุ้งสุดตัว ร้องเสียงหลงเหมือนเด็กที่กำลังหนีเรียนแต่ถูกครูจับได้ จนคนรอบข้างหันมามองกันเป็นแถว เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรอันตรายก็พากันหัวเราะเบา ๆ แล้วแยกย้ายไป
“เจ้าจะตกใจทำไม ข้าไม่ได้น่ากลัวเหมือนสัตว์อสูรสักหน่อย”
“เจ้าน่ากลัวกว่านั้นอีก นิค”
นิโคลัสยิ้มบาง ก่อนเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
“ดูจากที่เจ้าพยายามหนีข้า คงเดาได้แล้วว่าข้าคิดอะไรอยู่ ยังไงก็เถอะ ข้าต้องให้เจ้าช่วย เพราะเจ้ามีประสบการณ์เรื่องฮันเตอร์มากกว่าข้า”
ซีรีนทำหน้ามุ่ย สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดคือ “การฝึกซ้อม”
ครั้งก่อนที่ยอมฝึกกับคุณย่าก็เพียงเพราะไม่อยากแพ้ให้ชายหนุ่มตรงหน้า แต่พอสร้างวงแหวนแรกสำเร็จ ไฟในใจเธอก็ดับลงเหมือนเทียนตะเกียงขาดน้ำมัน
“คนอื่นไม่ได้เหรอ?”
“ข้าไว้ใจเจ้า มากกว่าคนอื่น”
“มันทั้งสัปดาห์เลยนะ”
“วันละสองชั่วโมงเอง”
“ตอนเย็นข้าหิว ไม่มีแรง”
“ข้าจะเตรียมของกินไว้ให้ก่อนซ้อม”
“เสาร์อาทิตย์ต้องตื่นเช้าอีก”
“ซ้อมเสร็จเจ้าก็กลับไปนอนต่อได้”
“ข้ารู้สึกปวดเมื่อยไปหมด อาจต้องกลับบ้านให้หมอตรวจดูหน่อย”
นิโคลัสพยักหน้าจริงจัง
“อ้าว ถ้าไม่สบายก็รีบกลับไปพักเถอะ งั้นข้าไปห้องซ้อมก่อนนะ”
พูดจบ เขาหยิบสเก็ตบอร์ดออกจากถุงเก็บของ ตั้งแต่เข้ามาเรียนในสถาบันยังไม่เคยใช้มันเลย ทั้งที่ถนนในนี้เรียบและเหมาะสำหรับการเล่นที่สุด
ซีรีนเบิกตากว้างเมื่อเห็นเขากระโดดขึ้นยืนบนแผ่นไม้ติดล้อ ไถพุ่งไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าอิสระ ร่างชายหนุ่มเคลื่อนไหวอย่างลื่นไหล พลิกหมุนกระดานกลางอากาศแล้วลงพื้นต่อเนื่องไม่มีสะดุด
‘นิค เจ้าจงใจแน่ ๆ!’
แม้จะรู้ทัน แต่ภาพนั้นก็เย้ายวนเกินห้ามใจ เธอตะโกนลั่นอย่างไม่คิดหน้า
“นิคคนเลว! เจ้าล่อลวงข้า... ก็ได้! ข้ายอมก็ได้!”
นิโคลัสที่กำลังโชว์อยู่ถึงกับสะดุดตกจากบอร์ด เสียงหัวเราะและเสียงฮือฮาดังรอบสนาม นักศึกษาหลายคนหันมามองเขาด้วยสายตาระแวดระวัง พร้อมจะปกป้องสาวน้อยทันทีถ้ามีอะไรไม่ดี
ชายหนุ่มรีบเก็บบอร์ดแล้ววิ่งกลับมาหาเธอ พูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน
“ข้าแค่อยากให้เจ้ามาร่วมฝึกกับเพื่อน เจ้ามีประสบการณ์ฮันเตอร์มาก คงช่วยแนะนำพวกเขาได้”
ซีรีนจ้องถุงเก็บของของเขาไม่วางตา รองเท้าคู่ที่เขาให้ก่อนหน้านี้ยังต้องใช้เวลาสวม แต่ของเล่นแผ่นไม้ติดล้อนี่ แค่เหยียบก็ไปได้เลย
“ก็ได้ ข้าช่วยก็ได้... แต่ข้าอยากลองของนั่นก่อน”
นิโคลัสยิ้มกว้าง
“ตกลง พรุ่งนี้บ่ายข้าสอนเจ้า รับรองไม่ช้าเหมือนคราวก่อน”
“ครั้งนี้แน่ใจนะ?”
“แน่ใจ คราวนี้ข้าไม่ได้ยุ่งมาก”
“ก็ได้...”
สุดท้าย ซีรีนก็ยอมตกลง แลกกับของเล่นใหม่ที่ทำให้ตาเธอเป็นประกาย
ก่อนแยกกัน นิโคลัสยื่นจดหมายฝากเธอไปส่งให้คนรถที่รออยู่หน้าอาคาร เพื่อให้เขานำไปส่งพี่อีรินที่โรงแรมสโตนบริดจ์ ในจดหมายเขาแจ้งว่าจะไม่กลับโรงแรมในสุดสัปดาห์เพราะต้องอยู่ฝึกซ้อมพิเศษกับเพื่อนร่วมห้อง พร้อมฝากซื้อแกนพลังวิหคกึ่งเวทและหินธาตุสายฟ้า สำหรับปลุกพลังให้เฟรย์ เหยี่ยวตัวใหม่ของเขา
ท้ายจดหมายยังแนบแบบร่าง “เตียงยกสูงและเครื่องเรือนสำหรับหอพักนักศึกษา” ที่ออกแบบให้มีโต๊ะและตู้เก็บของใต้เตียง ส่งต่อให้โอลิเวอร์พิจารณาเสนอแก่สถาบัน โดยไม่ใช้ชื่อตนเอง
หลังจากแยกกับซีรีน นิโคลัสตรงไปยังห้องสมุด ค้นตำราเกี่ยวกับ “การจัดรูปขบวนรบและการประสานงาน”
เขารู้ดีว่าการเข้าใจโครงสร้างการต่อสู้คือสิ่งจำเป็นก่อนฝึกจริง
เขาอดหัวเราะในใจไม่ได้ เมื่อคิดว่าตน ชายวัยสี่สิบปลายในร่างเด็กหนุ่ม ต้องกลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง ความคาดหวังเรื่องชีวิตวัยรุ่นที่สุขสงบคงปลิวหายตั้งแต่วันแรกที่เหยียบสถาบันนี้
จอมเวทรอยยังคงเข้มงวด ตำราจารึกวงเวทที่บังเอิญได้มาก็ยังไม่เข้าใจ สัตว์คู่หูที่ต้องปลุกพลังอีกตัว และกิจกรรมน้องใหม่ที่ดูท่าว่าจะไม่ธรรมดา
สัปดาห์แรกสิ้นสุดลงพร้อมภาระที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
รุ่งสางวันเสาร์แม้จะอ่านตำราและทดลองจารึกวงเวทจนดึก นิโคลัสก็ยังคงตื่นแต่เช้าออกวิ่งพร้อมเหล็กถ่วงน้ำหนักเหมือนทุกวัน
ดงไม้ในสถาบันเงียบสงบ มีเพียงเสียงฝีเท้าและลมหายใจของเขา
การฝึกไท่จี๋ฉวนยามเช้าช่วยให้มานาหมุนเวียนเร็วขึ้น ผนวกกับความเข้มข้นของมานาภายในสถาบัน เขาสามารถดูดซับได้มากกว่าคนทั่วไปถึงสองเท่า หากไม่เกิดเหตุอะไร ภายในครึ่งปีเขาอาจขัดเกลาแกนมานาสำเร็จได้อีกครั้ง
ระหว่างฝึก ซิลฟี่และเหล่าสัตว์ตัวน้อยก็บินวนอยู่โดยรอบอย่างร่าเริง ไม่มีใครรู้เลยว่าทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขา อยู่ภายใต้การจับตามองของอาจารย์ชราผู้ลึกลับที่แฝงตัวในเงามืด ผู้ที่คอยแอบปิดกั้นพื้นนี้ทุกเช้าเพื่อไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามาในบริเวณนี้ได้ จนกว่าพวกเขาจะจากไป
ยี่สิบนาทีก่อนถึงเวลาเก้าโมงเช้า ณ สนามฝึกซ้อม
ในอาคารฝึกซ้อม มีนักศึกษาเพียงไม่กี่คนที่ขยันแม้จะเป็นวันหยุด
นิโคลัสมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อยเพื่อจองสนามและทดสอบการตั้งค่าหุ่นจำลองสัตว์รบให้เหมาะสมกับการฝึกจริง
สนามของชั้นปีหนึ่งและสองติดตั้งหุ่นระดับ เทียร์สอง ซึ่งปรับความแรงได้ตั้งแต่เทียร์หนึ่งและสูงสุดได้ถึงเทียร์สองขั้นสมบูรณ์ มากเกินพอแล้วสำหรับนักศึกษาทุกคนที่อยู่ในชั้นปีสอง
รูปแบบการโจมตีมีทั้งเป้านิ่ง เป้าเคลื่อนไหว และเป้าจู่โจมโต้ตอบ ซึ่งเป็นระดับที่ยากที่สุดในการฝึก
นิโคลัสปล่อยให้ซิลฟี่ เฟรย์ และเหล่านกตัวอื่น ๆ ยกเว้นพวกกลางคืน ออกไปโฉบเล่นและหาอาหารตามอัธยาศัย
ในเขตสถาบันแห่งนี้มีมานาเข้มข้นกว่ามิติสัตว์เลี้ยงของเขาหลายเท่า แม้พยายามดูดซับและกักเก็บไว้ในนั้นเท่าใด ก็ยังเทียบไม่ได้กับการอยู่ที่นี่
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากรั้วสนามฝึกที่เขาอยู่
“หัวหน้าห้องมาเช้าจังเลยนะ”
นิโคลัสหันกลับไป พบชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าอบอุ่นมีรอยยิ้มประจำตัว เซดริก ธอร์นเวล อัศวินโล่ผู้มีฉายา โล่ใหญ่ใจดี
“อรุณสวัสดิ์ เซดริก เจ้าก็มาเร็วเหมือนกันนะ ขอบใจที่มาด้วย”
นิโคลัสยิ้ม กล่าวด้วยความจริงใจ เขารู้ดีว่าถ้ามีคนฝีมือดีมาร่วมตั้งแต่ต้น คนอื่นย่อมกล้าตามมา
เซดริกหัวเราะนุ่ม ๆ พลางเกาแก้มอย่างเขิน
“ไม่ต้องขอบคุณเลย ข้าเองก็อยากลองฝึกกับนักศึกษาคนอื่นบ้าง ปกติในตระกูลข้ามีแต่เหล่าองครักษ์มาฝึกด้วย พวกเขาเกรงใจจนข้าแทบไม่ได้ออกแรงจริง ๆ”
นิโคลัสหัวเราะเบา ๆ
“ต่างกับข้ามาก ข้าก็ซ้อมกับองครักษ์เหมือนกัน แต่พวกนั้นไม่มีคำว่า ‘เกรงใจ’ เลย บาดเจ็บก็แค่ร่ายเวทรักษา แล้วจับข้ามาซ้อมต่อ เหมือนจะทรมานกันมากกว่า”
“อ่า...”
เซดริกทำหน้าเหวอ
“ไม่แปลกใจเลยที่ท่านติดอันดับสิบ ทั้งที่ไม่ได้เป็นขุนนางหรือราชวงศ์”
“อยากลองไหมล่ะ ข้าจัดให้ได้”
“ไม่ต้องจริง ๆ!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นในสนาม นิโคลัสตบไหล่เขาเบา ๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“ข้าอยากทดสอบพลังป้องกันของเจ้าหน่อย จะได้รู้ขีดจำกัดของแท้งค์ในทีม เจ้าจะได้รู้ด้วยว่าตัวเองยืนระยะได้นานแค่ไหน”
แม้ลังเลเล็กน้อย แต่เซดริกก็พยักหน้า
“ได้เลย”
“งั้นเริ่มเลย เจ้าเตรียมโล่ของเจ้าให้พร้อม ใช้ทักษะป้องกันเต็มกำลังได้เลย”
นิโคลัสยกไม้เวทขึ้น เซดริกยกโล่เหล็กขึ้นเบื้องหน้า แสงทองแผ่จากกลางโล่ก่อตัวเป็นโล่พลังขนาดใหญ่ ปกป้องร่างไว้เต็มตัว
“เซวาริส คาเอล!”
สิ้นเสียงร่ายเวท เสียงลมแหวกอากาศดังแผ่ว ใบมีดสายลมขนาดเท่ากำมือพุ่งโค้งออกไปกระแทกโล่ เสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน ก่อนแตกกระจายเป็นละอองแสง
“ดีมาก ข้าจะเพิ่มพลังขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่ไหวเมื่อใด บอกได้เลย”
ใบมีดอีกสี่เล่มพุ่งออกไปติดต่อกัน ขนาดใหญ่ขึ้นทีละน้อย เสียงปะทะโลหะและประกายแสงพุ่งกระเซ็นเต็มสนาม
“ต่อไปพลังเทียร์สองขั้นต้น ระวังหน่อย”
“เดี๋ยว... ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เทียร์สองเหรอ!?”
“ใช่ ตามมาตรฐานของข้าน่ะ ระวัง!”
ใบมีดสายลมที่ใหญ่กว่าเดิมเกือบสองเท่าพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วเสียง เปรี้ยง! ดังสนั่น โล่พลังสั่นสะเทือน เศษมานาแตกกระจายกลางอากาศก่อนสลายไป
“ยังไหวไหม?”
“มาเลย!”
“สองอันติดกันนะ!”
ใบมีดคู่พุ่งตามกันเข้าใส่ โล่แสงแตกกระจายก่อนจะฟื้นตัวกลับมาในพริบตา เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ซึมออกจากหน้าผากเซดริก เขาขบกรามแน่น
“งั้นต่อไปสองอันพร้อมกัน”
“มาเถอะ!”
ใบมีดหนึ่งโค้ง หนึ่งพุ่งตรง แต่เข้าปะทะโล่แสงในเวลาเดียวกัน เสียงระเบิดมานาดังกึกก้อง โล่พลังแตกกระจาย แต่โล่เหล็กในมือยังมั่นคงไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียว
นิโคลัสยิ้มกว้าง
“ยอดเยี่ยมมาก!”
ไม่รู้ว่าเซดริกจะรู้สึกยังไง เพราะใบหน้าเขาซีดขาวและยังหอบหายใจแรง แต่ดวงตายังมุ่งมั่นไม่ลด
นิโคลัสเดินเข้าไปใกล้ ตบบ่าเขาเบา ๆ
“ทำได้ดีมาก ขีดจำกัดเจ้าแข็งแกร่งกว่าที่คิด ต่อไปแค่ฝึกให้รักษาระดับพลังนี้ได้นานขึ้นก็พอ”
เขายิ้มให้กำลังใจโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าตัดพ้อของอีกฝ่าย ก่อนหันกลับไปตั้งค่าหุ่นจำลองใหม่
เมื่อหันกลับมาอีกที เขาพบว่านักศึกษาหลายคนมายืนมุงอยู่รอบสนาม ดวงตาเบิกกว้างราวกับได้เห็นปีศาจกำลังร่ายเวท
“อ้าว พวกเจ้ามากันแล้วเหรอ มาช่วยกันเปิดรั้วกั้นหน่อยสิ รวมสองสนามให้เป็นสนามเดียวก่อน”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดเสียงสั่น
“หัวหน้า... ข้าเปลี่ยนใจกลับตอนนี้ยังทันไหม?”
นิโคลัสจำได้ทันที เควิน ซิลเวลล์ นักเวทไฟร่างเล็กที่อยู่อันดับกลุ่มท้ายของห้อง เขายิ้มอบอุ่นตอบ
“ไม่ต้องกังวลไป นักเวทไม่ต้องรับการโจมตีโดยตรงอยู่แล้ว เจ้าทำแค่ร่ายเวทโจมตีก็พอ”
เควินคลายกังวลทันที
“แบบนี้ค่อยดีหน่อย ข้าไม่ถนัดการตั้งรับเลยจริง ๆ”
นิโคลัสยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่ต้องห่วง ข้ามั่นใจว่าองค์หญิงจะต้องมาด้วยแน่ ถ้าเจ้าบาดเจ็บ ข้าจะขอให้นางรักษาให้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกหน่วยรักษา”
ทันทีที่พูดจบ อุณหภูมิในสนามคล้ายลดฮวบ ทุกคนรู้สึกถึงแรงกดดันแปลก ๆ โดยไม่รู้ว่ามาจากไหน…
เวลานี้เพื่อนร่วมห้องมาถึงราวสิบห้าคนแล้ว
ในบรรดาผู้นำห้อง นอกจากนิโคลัสและเซดริก ยังมีไทรัสกับคาเมเรียที่มาถึงแล้ว เหลือเพียงเซอรินาและซีรีนที่ยังไม่ปรากฏตัว รายหลังคงตื่นสายตามนิสัยของเธอแน่
“เอาล่ะ ทุกคน เรามาเริ่มกันเลย จะได้ไม่เสียเวลา”
หลังเปิดแผงกั้นระหว่างสนามรวมเป็นพื้นที่เดียว นิโคลัสรวบรวมพวกเขามานั่งปรึกษาสั้น ๆ ถึงแนวทางการฝึก ก่อนจะตกลงกันให้แบ่งเป็น ทีมละห้าคนแต่ละทีมต้องมีอย่างน้อย
แท้งค์หนึ่งคน, นักเวทหนึ่งคน, นักรบหรือนักล่าอีกหนึ่ง และนักเวทสนับสนุนหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะจัดเป็นตัวเสริมตามความเหมาะสม
“ตามที่เราคุยกัน ทีมห้าคนคือหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดที่เราจะใช้ฝึก วันนี้เราจะให้ทีมแรกสาธิต เพื่อดูหน้าที่และจังหวะประสานกันของแต่ละคน”
นิโคลัสตั้งใจเลือกนักศึกษาระดับกลางถึงท้าย เพื่อให้ทุกคนเห็นจุดอ่อนและความผิดพลาดได้ชัดที่สุด
โรแวน มอร์ริสตัน – นักรบผู้ใช้โล่ หนึ่งในแท้งค์ระดับกลาง
ไคเรน เวสเทรล – นักล่าผู้ถนัดธนู
อัลดัส เฮเวอร์มอนด์ – นักดาบ หนึ่งในสี่หนุ่มที่เขาเคยคุยที่หอพัก
เควิน ซิลเวลล์ – นักเวทไฟผู้อ่อนประสบการณ์
อลิเซีย ธอร์นสตัน – นักเวทสนับสนุน อันดับหกสิบของห้อง
ทั้งห้าคนมีเพียงอัลดัสเท่านั้นที่เคยออกล่าจริง ส่วนที่เหลือไม่เคยแม้แต่เข้าป่า
นิโคลัสเดินอธิบายอย่างใจเย็น
“เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่ม อลิเซีย เจ้าต้องรีบร่ายเวทป้องกันให้โรแวนทันที จากนั้นเสริมพลังเวทให้เควิน และเสริมพลังโจมตีให้สองคนที่เหลือ เข้าใจไหม?”
สาวน้อยผมทองผู้มีท่าทีเรียบร้อยพยักหน้าแรงเกินจำเป็น มือกำไม้เท้าแน่นจนสั่น
“ต่อไป โรแวน เจ้าจะเป็นแนวหน้า ใช้ทักษะยั่วยุทันทีที่มันเริ่มพุ่งเข้า และใช้โล่รับการโจมตีไว้ ส่วนคนอื่นหาจังหวะสวนกลับ อย่าลืมสวมเกราะให้เรียบร้อยก่อนเริ่ม เข้าใจหรือไม่?”
“รับทราบ!”
เสียงตอบรับดังพร้อมกัน แม้จะมีความสั่นเครือปนอยู่ชัดเจน
แต่ละคนขยับตัวเตรียมพร้อม อาวุธในมือสั่นไหวเบา ๆ จากความประหม่า
นิโคลัสเดินไปตั้งหุ่นหมาป่าจำลองขนาดใหญ่ ห่างออกไปราวสิบห้าเมตร ก่อนปรับค่าพลังของมันไว้ที่ระดับ เทียร์หนึ่งขั้นสมบูรณ์
“พวกเจ้าพร้อมกันแล้วนะ...”
เขามองพวกเขาทีละคน
“ระวัง... เริ่ม!”
เสียงเวทสั่งทำงานดังขึ้น หุ่นหมาป่าพุ่งออกจากจุดตั้งด้วยความเร็วสูง ฝุ่นควันและเสียงเท้ากระแทกพื้นดังรัว
ในพริบตา คลื่นพลังไร้รูปแผ่ซ่านตามหลังหุ่นที่พุ่งเข้ามา รังสีสังหารจากเจตนาฆ่าหนาหนักกระแทกเข้าใส่คนทั้งห้า ความเย็นเยียบแห่งความตายแผ่คลุมทั่วสนาม
หัวใจแต่ละคนเต้นถี่ มือที่กำไม้เท้าและอาวุธเริ่มสั่น พร้อมเหงื่อซึมตามร่องนิ้ว
โรแวนยืนนิ่ง โล่ในมือแทบจะหลุดจากแขนที่สั่นเทา
อลิเซียเงยหน้ามองแต่ไม่อาจร่ายเวทได้แม้แต่คำเดียว
นักล่ากับนักดาบยืนนิ่งราวถูกตรึงไว้กับพื้น
แม้แต่อัลดัสผู้มีประสบการณ์ก็ลังเลจนขยับไม่ออก
เสียงฝีเท้าหุ่นดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนถึงระยะห้าเมตร สองเมตร หนึ่งเมตร...
แต่แล้วมันกลับหยุดลงตรงหน้าโดยไม่โจมตี เพราะนิโคลัสตั้งค่าไว้ให้พุ่งเข้าหาเท่านั้น
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วสนาม ทุกคนยังคงยืนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดไม่ต่างจากคนเพิ่งรอดตาย
นิโคลัสเดินช้า ๆ เข้ามาหาพวกเขา เสียงรองเท้ากระทบพื้นในความเงียบชัดเจนจนได้ยินทุกย่างก้าว
นักศึกษาที่เหลือซึ่งยืนดูอยู่ด้านนอก ต่างมองเหตุการณ์ด้วยความงุนงงแต่ก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ไม่ต่างกัน
เมื่อมาหยุดข้างหุ่นฝึก ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“หากนี่เป็นการต่อสู้จริง... พวกเจ้าตายกันหมดแล้ว”
คำพูดนั้นยังดังก้องอยู่ในใจของทุกคน ความเงียบเข้าปกคลุมสนาม
เหมือนพวกเขาเพิ่งตระหนักได้ว่า... สิ่งที่กำลังรออยู่เบื้องหน้า ไม่ใช่แค่การฝึกซ้อมธรรมดาอีกต่อไป