ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 56 - คำสั่งสุดท้ายก่อนแยกทาง

    แสงเช้าของป่าชั้นนอกค่อย ๆ เลื่อนผ่านยอดไม้ลงมาทีละเส้น


    มันไม่ใช่แสงที่แรงนัก ท้องฟ้ายังถูกเมฆบางและหมอกป่ากรองไว้จนเหลือเพียงสีเทาอ่อน แต่สำหรับคนที่อยู่ใต้หุบเขามาเกือบหกเดือน แสงเพียงเท่านี้ก็ทำให้โลกดูไม่จริงอยู่พักใหญ่ เย่เทียนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ร่างกายยังหนักจากแรงกดตอนขึ้นเหว แต่เขาไม่ยอมหลับตานานเกินไป ทุกครั้งที่ลมหายใจของไป๋หลีอิงเบาลง เขาจะลืมตาขึ้นมองนางทันที


    ไป๋หลีอิงนั่งพิงรากไม้ สีหน้ายังซีดมาก รอยเลือดตรงมุมปากถูกเช็ดออกแล้ว แต่เลือดบนริมฝีปากยังไม่กลับมาเต็ม นางหลับตาอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม มือข้างหนึ่งวางบนซองเข็มจันทร์ข้างเอว อีกข้างวางนิ่งอยู่บนเข่า ราวกับแม้แต่ตอนพัก นางก็ยังพร้อมจะตื่นขึ้นมาหากเกิดเรื่องผิดปกติ


    เย่เทียนไม่กล้าขยับแรง เขาเพียงหมุนวงปราณย้อนทางอย่างเบาที่สุด ประคองรากซึ่งยังสั่นจากแรงกดปากรอยแยก เขาอยู่เปิดชีพจรปลายขั้นแล้ว แต่หลังจากผ่านทางจันทร์ขึ้นมา เขายิ่งชัดเจนว่าคำว่า “ปลายขั้น” ไม่ได้ทำให้โลกง่ายขึ้นเลย เพียงทำให้เขารู้ว่าโลกกว้างกว่าขอบที่เคยเห็นมากเพียงใด


    ลมพัดผ่านใบไม้ เสียงนกป่าร้องไกล ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ ทุกอย่างธรรมดาจนเกือบเจ็บ


    โลกด้านบนไม่ได้หยุดรอเขา


    แต่เขากลับมาแล้ว


    หลังจากพักไปนานพอ ไป๋หลีอิงจึงลืมตาขึ้น นางไม่ได้ลุกทันที เพียงหันมองรอบตัวอย่างเงียบ ๆ แล้วมองไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้


    “ถ้าจะกลับเมืองของเจ้า ทางนั้นปลอดภัยที่สุดในตอนนี้”


    เย่เทียนมองตามสายตานาง


    เขาจำทิศทางโดยคร่าวได้ หกเดือนก่อน เขาเคยมาถึงเขตภูเขาหินดำพร้อมขบวนสำรวจของตระกูล เส้นทางบางช่วงอาจเลือนรางจากความวุ่นวายในวันนั้น แต่ภูเขา ป่า และแนวร่องน้ำโดยรอบยังพอให้เขาจับทิศได้อยู่ สิ่งที่ทำให้ใจเขาหนักไม่ใช่ว่าไม่รู้ทางกลับ


    แต่เป็นเพราะไม่รู้ว่า หลังจากหายไปเกือบหกเดือน คนที่รออยู่ยังเหลือความหวังให้เขาอยู่หรือไม่


    “ข้าพอจำทางได้” เขากล่าวเสียงเบา เหมือนพูดกับตนเองมากกว่าตอบนาง “แต่ไม่รู้ว่าคนที่บ้าน…ยังรออยู่หรือไม่”


    ไป๋หลีอิงมองเขา “เช่นนั้นยิ่งควรกลับไปให้พวกเขาเห็นด้วยตาตนเอง”


    ประโยคนั้นเรียบง่าย แต่ตัดความลังเลบางส่วนในอกเขาออกไปอย่างแม่นยำ


    เย่เทียนพยักหน้าช้า ๆ “ข้าจะกลับไป”


    “และอย่าแวะหาเรื่องตายกลางทาง”


    เขาหันกลับมามองนาง “อาจารย์พูดเหมือนข้าชอบหาเรื่องเช่นนั้น”


    ไป๋หลีอิงมองเขาเงียบ ๆ


    เย่เทียนยอมแพ้ก่อน “ข้าจะไม่ทำให้คำพูดท่านกลายเป็นจริง”


    “พยายามไม่พอ”


    “เช่นนั้นข้าจะทำ”


    นางพยักหน้าเล็กน้อย คล้ายพอใจที่คำตอบสั้นลงกว่าเดิม


    ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบของใต้หุบเขา มันมีเสียงใบไม้ มีลม มีชีวิต และเพราะมีชีวิต จึงทำให้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นชัดขึ้นกว่าเดิม


    เย่เทียนรู้ดีว่าตนต้องกลับเมือง


    และรู้ดีว่าไป๋หลีอิงจะไม่ไปกับเขา


    ถึงจะรู้เช่นนั้น พอความคิดนั้นขยับขึ้นมาในใจจริง ๆ เขาก็ยังรู้สึกเหมือนทางจันทร์ใต้เท้าแตกอีกครั้ง


    “ท่านจะไปเมื่อใด” เขาถามในที่สุด


    ไป๋หลีอิงหลุบตามองมือของตนเอง “เมื่อข้าฟื้นพอจะไม่ล้มกลางทาง”


    “นั่นคือเมื่อใด”


    “ไม่นาน”


    คำตอบนี้ไม่พอเลย แต่เย่เทียนก็รู้ว่าอาจารย์ของเขามักให้คำตอบเท่าที่นางยอมให้โลกได้ยินเท่านั้น


    เขาก้มมองอกเสื้อของตน เข็มจันทร์เล่มสั้นที่ไป๋หลีอิงมอบให้ถูกเก็บไว้ใกล้หัวใจ มันยังนิ่ง ไม่เตือน ไม่สั่น และไม่อาจตอบคำถามใดแทนเจ้าของมันได้


    “อาจารย์” เขาเรียกเบา ๆ


    “ว่ามา”


    เย่เทียนเงียบไปครู่หนึ่ง เขามีคำถามมากมาย แต่บางคำถามถามไปแล้ว บางคำถามยังไม่มีสิทธิ์ถาม และบางคำถาม หากถามผิดจังหวะ อาจกลายเป็นการรั้งคนที่ไม่ควรถูกรั้ง


    เขาอยากรู้ว่านางเป็นใคร


    อยากรู้ว่านางอยู่ระดับใด


    อยากรู้ว่านางอยู่ที่ไหน


    คำถามเหล่านั้นยังค้างอยู่ในอก แต่ตอนนี้มันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญกว่าคือ เขาจะต้องเติบโตถึงเพียงใดจึงจะไม่เป็นเพียงคนที่ยืนถามจากตีนเขา


    “ถ้าวันหนึ่งข้าอยากตามหาท่านจริง ๆ” เขากล่าว “ข้าต้องไปให้ไกลแค่ไหนก่อน”


    ไป๋หลีอิงมองเขานานกว่าปกติ


    คำถามนี้ไม่ได้ขอชื่อนางตรง ๆ ไม่ได้ขอที่อยู่ ไม่ได้ขอระดับพลัง แต่มันซ่อนทุกอย่างไว้ข้างใน เย่เทียนยอมรับแล้วว่าวันนี้เขายังไม่รู้ได้ แต่เขาอยากรู้ว่าอนาคตนั้นไม่ใช่เพียงความว่างเปล่า


    “ไกลกว่าที่เจ้าควรเอามาวัดตนเองในวันนี้มาก” นางตอบ


    เย่เทียนกำมือช้า ๆ “มากถึงเพียงนั้น?”


    “อย่าเอาระดับของเมืองเล็กมาวัดทางของข้า เย่เทียน” ไป๋หลีอิงกล่าว “ก่อปราณคือการเริ่มเดิน ตั้งแก่นคือการเริ่มยืนให้มั่น แต่ทางที่เจ้าถามถึง…อยู่ไกลกว่านั้นมาก”


    คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งลง


    ก่อปราณ


    ตั้งแก่น


    ในเมืองชิงหลาน ระดับเหล่านี้มากพอให้ผู้คนมองต่างออกไป มากพอให้รุ่นเยาว์ถูกเรียกว่าโดดเด่น มากพอให้บางคนเชิดหน้าบนลานฝึก แต่เมื่อออกจากปากไป๋หลีอิง มันกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ยังห่างไกลจากโลกของนางอย่างน่าตกใจ


    นางกล่าวต่อ “ก่อปราณเป็นเพียงขั้นที่เจ้าจะเริ่มทำให้วงปราณย้อนทางก่อรูปโดยไม่ทำลายรากของตนเองง่าย ๆ มันให้สิทธิ์เจ้าถามเรื่องทางของเจ้าเองมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องของข้า”


    เย่เทียนเงยหน้าขึ้น


    “ตั้งแก่นเล่า”


    “ตั้งแก่นเป็นเพียงระดับที่ร่างเจ้าอาจมีแก่นพอรับแรงสะท้อนจากสิ่งลึกบางอย่างได้บ้าง หากวันหนึ่งมันขยับขึ้นมาเอง” นางกล่าว “ข้าเคยบอกแล้วว่าก่อนตั้งแก่น ห้ามคิดแตะประตูในร่างเจ้า แต่ถึงตั้งแก่น ก็ไม่ได้แปลว่าเจ้าควบคุมมันได้ และยิ่งไม่ได้แปลว่าเจ้ามีสิทธิ์เดินตามเงาของข้า”


    คำตอบนั้นหนักกว่าที่เขาคาด แต่กลับทำให้ทางข้างหน้าชัดขึ้นกว่าเดิม


    เขาไม่ได้ถูกหลอกให้หวังง่าย ๆ


    และไม่ได้ถูกปลอบด้วยคำว่า “สักวัน” อย่างเบาบาง


    ไป๋หลีอิงกำลังบอกเขาว่า ทางนั้นไกลจริง


    ไกลพอที่เขาไม่ควรใช้ระดับตอนนี้วัดตัวเอง


    “ถ้าวันหนึ่งเจ้าก้าวพ้นระดับที่เมืองชิงหลานเรียกว่าอาวุโสแล้ว” นางกล่าว “เจ้าอาจเริ่มเข้าใจว่าที่ข้าพูดว่าโลกกว้าง หมายถึงอะไร”


    เย่เทียนนึกถึงตระกูลเย่ นึกถึงอาวุโสทั่วไปที่อยู่เหนือรุ่นเยาว์มากแล้วในสายตาเมืองเล็ก นึกถึงผู้ฝึกตั้งแก่น หลอมกาย และคนที่เขาเคยคิดว่าไกลเกินเอื้อม


    แต่สำหรับนาง แม้คนเหล่านั้นก็ยังเป็นเพียงคนที่ยังไม่ทันเห็นยอดฟ้า


    เย่เทียนสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ “เช่นนั้น ถ้าข้าพูดว่าข้าจะตามหาท่านตอนนี้ คงเป็นคำพูดใหญ่เกินตัว”


    “ใช่”


    คำตอบสั้นมาก


    เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย


    ไป๋หลีอิงมองเขา “แต่ถ้าเจ้าพูดว่าจะมีชีวิตอยู่จนเติบโตพอจะถามคำถามนั้นอีกครั้ง ข้ายังพอฟังได้”


    เย่เทียนเงยหน้าขึ้น


    ความร้อนบางอย่างผุดขึ้นในอก ไม่ใช่ความมั่นใจลอย ๆ แต่เป็นแรงที่หนักกว่า เดินช้ากว่า และอยู่ได้นานกว่า


    “เช่นนั้น ข้าจะยังไม่ถามทางตอนนี้” เขากล่าว “แต่ข้าจะจำว่าทางนั้นมีอยู่”


    ไป๋หลีอิงไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ


    เท่านั้นพอแล้ว


    ทว่าคำว่า “ทาง” ทำให้นางเงียบไปชั่วครู่ ก่อนสายตาจะเหลือบไปยังทิศของรอยแยกที่พวกเขาเพิ่งขึ้นมา


    “มีกฎอีกข้อที่ข้ายังไม่ได้พูดใต้หุบเขา”


    เย่เทียนตั้งใจฟังทันที


    “ห้ามเจ้ากลับลงไปที่นั่นอีก”


    คำสั่งนั้นหนักอย่างประหลาด หนักกว่า “ห้ามใช้วิชาเต็มรูป” และหนักเกือบเท่า “ห้ามแตะประตู” เพราะหุบเขานั้นไม่ใช่เพียงสถานที่อันตรายสำหรับเย่เทียนอีกแล้ว มันคือที่ที่เขาได้พบอาจารย์ ได้เปิดชีพจร ได้มีรากใหม่ และได้กลายเป็นคนที่ไม่เหมือนเดิม


    “แม้ในอนาคต?” เขาถาม


    “โดยเฉพาะในอนาคต” ไป๋หลีอิงตอบ “ยิ่งเจ้าฝึกต่อ ร่างเจ้าจะยิ่งตอบสนองกับสิ่งใต้หุบเขาชัดขึ้น หมอกไม่กลืนเจ้า ไม่ได้แปลว่ามันปล่อยเจ้า”


    นางหันไปมองทิศของรอยแยก น้ำเสียงต่ำลงกว่าเดิม


    “ข้าไม่รู้ว่ามันเกิดจากสิ่งใด แต่ข้ารู้ว่ามันไม่ใช่หมอกธรรมดา และสิ่งที่อยู่ลึกกว่านั้น ไม่ควรจำเจ้าได้มากกว่านี้”


    เย่เทียนรู้สึกเย็นขึ้นตามแผ่นหลัง


    “ถ้าข้าต้องกลับไปเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับประตูในร่าง?”


    “คำตอบบางอย่างไม่ควรถูกขุดขึ้นมาด้วยชีวิตของคนที่ยังไม่มีสิทธิ์แตะมัน”


    “ถ้าข้าแข็งแกร่งพอเล่า”


    ไป๋หลีอิงมองเขานิ่ง ๆ คราวนี้สายตาของนางไม่ได้เย็น แต่ลึกจนคำว่าแข็งแกร่งในปากเย่เทียนดูเล็กลงทันที


    “วันที่เจ้าถามคำถามนี้แล้วรู้สึกได้เองว่ามันไม่ควรถูกถามง่าย ๆ วันนั้นค่อยคิดว่าคำว่าแข็งแกร่งพอหมายถึงอะไร” นางกล่าว “ก่อนหน้านั้น ห้ามกลับลงไป ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด”


    คำสั่งนี้ไม่มีระดับขั้นให้ยึด ไม่มีคำว่าเมื่อถึงตั้งแก่นหรือหลอมกายแล้วจึงค่อยกลับ ไม่มีขอบที่ทำให้เขาหลอกตัวเองได้ว่าอีกไม่นานจะมีสิทธิ์


    มันเป็นคำสั่งปลายเปิด


    และเพราะปลายเปิด มันจึงหนักกว่าเดิม


    เย่เทียนฟังจนจบ แล้วค่อย ๆ พยักหน้า


    “ข้าจะไม่กลับลงไป”


    “สัญญาแล้วก็ทำตามด้วย”


    ประโยคนั้นทำให้เขานิ่งไป เพราะมันจับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจเขาได้แม่นยำเกินไป เขาอาจไม่อยากกลับไปเพราะหมอกหรือประตู แต่ส่วนหนึ่งของเขาอาจคิดถึงใต้หุบเขาในฐานะสถานที่ที่มีนางอยู่ในความทรงจำ


    ไป๋หลีอิงรู้


    และเพราะรู้ นางจึงห้ามก่อนที่ความคิดถึงจะกลายเป็นข้ออ้างในอนาคต


    เย่เทียนก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ข้าจะจำ”


    แสงเช้าสว่างขึ้นอีกเล็กน้อย เสียงนกป่าเริ่มดังขึ้นหลายทิศ มันเตือนว่าพวกเขาไม่มีเวลาพูดคุยตลอดไป โลกด้านบนกำลังเดินต่อ และเขาควรเดินกลับไปก่อนที่ร่องรอยการหายไปของเขาจะปิดตายไปมากกว่านี้


    ไป๋หลีอิงพยายามลุกขึ้น


    เย่เทียนขยับเข้าไปช่วยทันที แต่นางยกมือห้าม เขาหยุดอยู่ครึ่งก้าว ไม่แตะ แต่มือยังยื่นออกไปเล็กน้อย เผื่อว่านางล้มจริง ๆ


    นางยืนได้เอง แม้จะใช้เวลานานกว่าปกติ


    “เจ้าต้องไปแล้ว” นางกล่าว


    หัวใจของเย่เทียนหล่นวูบ


    แม้จะรู้มาก่อน แต่พอคำนี้มาถึงจริง ๆ เขากลับรู้สึกเหมือนไม่เคยเตรียมใจเลย


    “ตอนนี้?”


    “ยิ่งช้า เจ้าจะยิ่งหาเหตุผลให้อยู่ต่อ”


    เขาอยากปฏิเสธ แต่คำตอบนั้นจริงเกินไป


    เย่เทียนมองไปทางเมืองชิงหลานอีกครั้ง แล้วหันกลับมาหานาง “ท่านจะไปทิศใด”


    “ทิศที่เจ้าไม่ควรตาม”


    “อาจารย์…”


    “อย่าทำให้คำสั่งแรกหลังออกจากหุบเขาของข้ากลายเป็นเรื่องไร้ผล”


    เย่เทียนเงียบลง


    เขามีคำถามอีกมาก หอที่นางจากมา คนที่ตามหานาง เหตุผลที่นางบาดเจ็บ เหตุใดนางถึงไม่เคยรับศิษย์ และเหตุใดตัวเขาจึงเป็นข้อยกเว้น คำถามเหล่านั้นอัดแน่นอยู่ในอกจนแทบเจ็บ แต่ไม่มีคำใดพอจะทำให้นางอยู่ต่อได้ และไม่มีคำใดที่เขามีสิทธิ์บังคับให้นางตอบในตอนนี้


    สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงคุกเข่าลงช้า ๆ บนพื้นดินชื้นของป่าชั้นนอก


    ไม่ใช่พิธีใต้จันทร์ไร้พยานอีกแล้ว


    ครั้งนี้มีแสงเช้า มีใบไม้ มีดินจริง และมีการจากลาที่กำลังจะเกิดขึ้น


    “ศิษย์เย่เทียน” เขากล่าวเสียงต่ำ “ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยชีวิต สอนทาง และรับข้าไว้ บุญคุณนี้ข้าจะจำใส่ใจและตอบแทนท่านในสักวันแน่”


    ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่นาน


    “ลุกขึ้น”


    เย่เทียนไม่ลุกทันที “ถ้าข้าลุก ท่านจะไปแล้ว”


    “ถ้าเจ้าไม่ลุก ข้าก็ยังต้องไป”


    คำตอบนั้นทำให้เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นตามคำสั่ง


    ไป๋หลีอิงยื่นมือออกมา ไม่ได้แตะหน้า ไม่ได้ลูบศีรษะ เพียงใช้ปลายนิ้วแตะเหนือจุดระหว่างคิ้วของเขา ตรงที่เข็มจันทร์เคยแตะในพิธีรับศิษย์ ความเย็นแผ่วซึมลงไปอีกครั้ง ไม่ใช่พลัง ไม่ใช่ผนึก แต่เป็นการย้ำเตือนของอาจารย์ต่อศิษย์


    “มีชีวิตอยู่” นางกล่าว


    คำสั้น ๆ นั้นทำให้เย่เทียนรู้สึกเหมือนคำสอนทั้งหมดหลายเดือนถูกย่อเหลือเพียงประโยคเดียว


    เขาพยักหน้า “ท่านก็เช่นกัน”


    ไป๋หลีอิงหันหลัง


    เพียงเท่านั้น ความรู้สึกบางอย่างในอกเย่เทียนก็ขาดผึง


    เขาไม่คิด เขาไม่ได้วางแผน และไม่ได้หาเหตุผลให้ตนเองด้วยซ้ำ เขาเพียงก้าวไปข้างหน้าเร็วเกินกว่าจะหยุด เหมือนเด็กหนุ่มที่เพิ่งรู้ว่าคำพูดทั้งหมดที่เตรียมไว้นั้นไม่พอจะรั้งคนคนหนึ่งไว้ได้


    “อาจารย์!”


    ไป๋หลีอิงหยุด


    ก่อนที่เย่เทียนจะถึงตัวนาง ปลายเท้าของนางแตะอกเขาไว้พอดี


    ไม่แรงพอให้เจ็บ แต่แม่นยำพอให้เขาก้าวต่อไม่ได้ ร่างของเขาหยุดค้างอยู่ในท่าที่น่าอับอายเล็กน้อย แขนซึ่งเกือบจะยื่นออกไปถูกหยุดไว้กลางอากาศ เย่เทียนนิ่งไปทั้งร่าง ใบหน้าร้อนขึ้นช้า ๆ แต่ความร้อนนั้นปะปนกับความเศร้าจนเขาไม่รู้ควรรู้สึกอะไรก่อน


    ไป๋หลีอิงไม่ได้หันกลับมาทั้งตัว เพียงเหลือบมองเขาด้วยหางตา


    “ศิษย์ที่ดีไม่ลอบกอดอาจารย์จากด้านหลัง”


    เย่เทียนอ้าปาก แล้วปิดลงอีกครั้ง


    สุดท้ายเขาหัวเราะเบา ๆ อย่างฝืนมาก “ข้าก็แค่…ยังไม่รู้ว่าต้องลาอย่างไร”


    ปลายเท้าของนางยังแตะอกเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลดลง


    ไป๋หลีอิงหันกลับมาในที่สุด


    นางมองเขานานกว่าทุกครั้ง ดวงตาของนางยังสงบ ยังลึก และยังเก็บความลับไว้มากมาย แต่ครั้งนี้เย่เทียนเห็นบางอย่างที่ไม่เคยเห็นชัดเท่านี้มาก่อน


    ความอ่อนโยนที่นางไม่ยอมให้กลายเป็นคำพูด


    นางยกมือขึ้น ชะงักเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนแตะปลายนิ้วลงบนหน้าผากเขาเบา ๆ แทนการกอดที่เขาไม่ได้รับ


    “เช่นนั้นก็จำไว้” นางกล่าว “ไม่ต้องลาข้าให้ดี เจ้าต้องมีชีวิตอยู่จนกว่าจะได้พบข้าอีกครั้ง”


    ลมหายใจของเย่เทียนสะดุด


    “ได้พบอีกครั้ง…” เขาทวนคำเบามาก


    นางถอยออกไปหนึ่งก้าว แสงสีเงินจาง ๆ ขึ้นล้อมปลายเท้า ร่างของนางยังอ่อนแรง แต่เมื่อยืนอยู่ในแสงนั้น นางกลับเหมือนคนจากอีกโลกหนึ่งมากกว่าครั้งใดที่ผ่านมา


    “ไปทางตะวันออกเฉียงใต้จนเจอร่องน้ำเล็ก ตามร่องน้ำนั้นไป เจ้าจะเข้าใกล้เส้นทางเก่าของภูเขาหินดำ จากนั้นเจ้าควรจำทางของตนเองได้”


    เย่เทียนจำทุกคำไว้


    “อย่าใช้ก้าวเงาเต็มรูป อย่าแตะประตู อย่ากลับลงหุบเขา อย่ารีบฝืนก่อปราณระหว่างทาง”


    “ข้าจำได้”


    “จำให้ครบ”


    เขาพยักหน้า “ข้าจะกลับไปให้ถึงชิงหลาน”


    “ไม่ใช่แค่กลับไปให้ถึง” นางกล่าว “กลับไปให้คนที่รอเจ้าเห็นว่าเจ้ามีชีวิตอยู่จริง”


    คำพูดนั้นแทงเข้ากลางอกเขาอย่างอ่อนโยนกว่าที่นางตั้งใจ เย่เทียนนึกถึงเย่จง นึกถึงเสี่ยวอวี่ นึกถึงคนที่อาจยังเฝ้ามองทางกลับของเขา เขาจึงหันไปทางทิศที่นางบอก ก่อนหันกลับมาอีกครั้ง


    “อาจารย์”


    ไป๋หลีอิงหยุดรอ


    “ข้าจะหาท่านให้พบ”


    นางไม่ได้ตอบว่าได้ ไม่ได้ตอบว่ารอ และไม่ได้ให้สัญญาที่เกินกว่าสถานะของพวกเขาในตอนนี้


    นางหันหลังอีกครั้ง


    คราวนี้เย่เทียนไม่ได้ก้าวไปหยุดนาง


    เขายืนอยู่ตรงนั้น มองแสงสีเงินบาง ๆ พาร่างของอาจารย์หายลึกเข้าไปในเงาป่าอีกทิศหนึ่ง ทุกก้าวของนางยังมั่นคงกว่าคนบาดเจ็บควรเป็น แต่เขารู้ว่าเบื้องหลังความมั่นคงนั้นมีบาดแผล มีศัตรู มีโลกที่เขายังไม่อาจแตะ และมีคำถามมากมายที่ถูกทิ้งไว้ให้เขาเติบโตพอจะถาม


    จนกระทั่งแสงสีเงินสุดท้ายจางหายไปหลังแนวไม้ เย่เทียนจึงค่อย ๆ ก้มศีรษะลงอีกครั้ง


    ไม่มีใครเห็น


    ไม่มีใครรับคำนับนี้


    แต่เขายังคำนับ


    เมื่อลุกขึ้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ลมหายใจของโลกด้านบนเต็มไปด้วยกลิ่นดิน ใบไม้ และทางกลับบ้าน เข็มจันทร์ในอกเย็นนิ่ง วงปราณย้อนทางหมุนต่ำอยู่ในร่าง เปิดชีพจรปลายขั้นยังหนัก แต่มั่นคงกว่าเมื่อคืน


    เย่เทียนหันไปทางตะวันออกเฉียงใต้


    ทางกลับเมืองชิงหลานอยู่ตรงนั้น


    ทางกลับบ้านอยู่ตรงนั้น


    และคำสัญญาที่ยังไม่ได้พูดเต็มเสียง ก็เริ่มต้นจากก้าวแรกตรงนั้นเช่นกัน


    เขาก้าวออกไป


    ไม่ใช่ด้วยย่างเงาลอดจันทร์เต็มรูป ไม่ใช่เพื่ออวดความเร็ว ไม่ใช่เพื่อหนีความเศร้า แต่เป็นก้าวธรรมดาบนพื้นดินจริง ก้าวของเด็กหนุ่มที่พึ่งออกจากหุบเขา พึ่งจากอาจารย์ และพึ่งเข้าใจว่าบางการจากลาไม่ได้ตัดทางให้ขาด


    มันเพียงทำให้ทางข้างหน้ายาวขึ้น


    และทำให้คนที่เดินอยู่บนทางนั้น ต้องมีชีวิตอยู่ให้ได้นานพอจะวนกลับไปพบกันอีกครั้ง