สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 บทที่ 179 ภูเขาทะเลสาบ

        สายลมในยามเช้าพัดเย็นสบายพร้อมกับแสงแดดที่เป็นประกายสีแดงสดราวกับเลือด

        ภายในป้อมปราการเมืองแบล็กสโตนกำลังวุ่นวายอยู่กับการเก็บของ

        หลังจากการสู้รบเมื่อวานนี้เหล่าทหารเมืองแบล็กสโตนเกือบสี่พันนายถูกสังหารลงที่นี่ นอกจากรอยเลือดและศพจำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว ยังมีอาวุธและชุดเกราะอีกมากมายกระจัดกระจายอยู่บนพื้นเต็มไปหมดเหล่าทาสเมืองแซมบอร์ดไม่ลังเลที่จะถอดชุดเกราะจากตัวศพมาสวมทับบนร่างของตัวเอง และฉกฉวยอาวุธของพวกข้าศึกมาถือไว้ในมือตอนนี้พวกเขาไม่ต่างอะไรกับทหารที่มีอาวุธครบมือ ก่อนออกเดินทางพวกเขาได้ทำการค้นหาสมบัติภายในป้อมอีกรอบหนึ่งแล้วขนไปไว้บนรถม้าเพื่อนำกลับไปที่เมืองแซมบอร์ดด้วย

        ถึงแม้ว่าสภาพร่างกายของพวกเขาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยดีเท่าไรนักเนื่องจากถูกทรมานมานานหลายปีแต่ก็ใช่ว่าจะเคลื่อนไหวไม่ได้ พวกเขาโชคดีที่มีราชาแซมบอร์ดผู้ยิ่งใหญ่ที่เหมือนกับสวรรค์ประทานลงมาให้ดังนั้นจิตใจของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความฮึกเหิม

        ด้วยการสั่งการของแลมพาร์ดพวกเขาทุกคนต่างกุลีกุจอเตรียมตัวสำหรับเดินทางกลับบ้านเกิดที่จากมาหลายปี ในยุคที่เต็มไปด้วยสงครามบนแผ่นดินอาเซรอทนั้น ผู้ชายส่วนใหญ่จะขี่ม้าเป็นอยู้แล้ว ตอนนี้พวกเขาต่างขี่ม้าศึกของเหล่าทหารแบล็กสโตนที่ยึดมาเป็นสินสงคราม ก่อนจะแบ่งกำลังไปปกป้องรถม้าที่มีผู้หญิงนั่งอยู่ไม่กี่คนพวกเขากำหอกดาบในมือแน่น เต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าเกรงขาม

        กองทัพที่แบ่งออกเป็นสองกองพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว แลมพาร์ดทำความเคารพซุนเฟย จากนั้นก็เริ่มจัดขบวนกลุ่มของตัวเองเพื่อนำเหล่าทาสย้อนกลับไปที่เมืองแซมบอร์ด

        ตอนนั้น ทั้งลานจัตุรัสก็เต็มไปด้วยเสียงร่ำลาและเสียงอวยพร

        ในขณะเดียวกันก็มีร่างผอมแห้งของลูก้าที่ประคองร่างของผู้เฒ่าโซล่าเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าของซุนเฟย

        หลังจากทำความเคารพตามแบบฉบับขุนนางที่เข้าเฝ้าราชาแล้วผู้เฒ่าโซล่าก็คุกเข่าลงกับพื้นพลางกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ฝ่าบาท ได้โปรดให้ข้าน้อยติดตามกองทัพไปด้วยเถอะขอรับ เทือกเขาอาทิตย์แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ห่างไกลและรกร้าง ภูมิประเทศไม่ต่างอะไรกับเขาวงกตตลอดทางเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย อีกทั้งยังเป็นป่าทึบและมีผาสูงชัน หากกองทัพไม่มีผู้นำทางที่ชำนาญเกรงว่าจะหลงทางได้ง่ายๆข้าน้อยเป็นทาสอยู่ที่นี่มายี่สิบหกปีแล้ว กระหม่อมคุ้นเคยกับทุกเส้นทางของที่นี่ รู้ตำแหน่งของหลุมแร่ทุกหลุมเคยเห็นสัตว์อสูรในเทือกเขาแห่งนี้มาแล้วทุกตัว กระหม่อมรับประกันว่าสามารถช่วยฝ่าบาทออกจากเทือกเขาอาทิตย์แห่งนี้ได้เร็วที่สุด...”

        “แต่ร่างกายของท่าน...”ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการหลงทางคนหนึ่ง ซุนเฟยย่อมเข้าใจถึงความขมขื่นในการหลงทางแล้วหาทางออกไม่ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นตอนแรกที่ได้ยินข้อเสนอนี้ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันทีอีกทั้งสิ่งที่ท่านผู้เฒ่ากล่าวมาก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล ต้องมาเดินทัพอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่ไม่คุ้นเคยคงต้องเสียเวลาไม่น้อยถึงจะคลำหาทางออกได้แน่นอนว่าถ้ามีคนนำทางที่คุ้นเคยกับเส้นทางของเทือกเขาแห่งนี้มานำทางให้ย่อมเป็นเรื่องดีแต่สภาพร่างกายของท่านผู้เฒ่าก็ยังคงอ่อนแออยู่มาก ถ้าเดินทางไกลคงทำให้ร่างกายไม่สู้ดีแน่ๆ

        “ฝ่าบาททรงวางพระทัยได้ ข้าน้อยเป็นตาเฒ่ากระดูกแข็ง...” ท่านผู้เฒ่ากล่าวอย่างห้าวหาญก่อนจะผลักร่างของลูก้าที่ช่วยประคองตัวเองออกไปแล้วใช้สองมือยกก้อนหินที่หนักหนึ่งร้อยจินขึ้น (ห้าสิบกิโลกรัม) แล้วหันมาพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า “ฝ่าบาททรงทอดพระเนตร ข้าน้อยยังสามารถยกก้อนหินที่หนักกว่านี้ได้อีกได้โปรดอนุญาตให้ข้าน้อยร่วมเดินทางไปด้วย ให้ข้าน้อยได้มีส่วนร่วมในการช่วยอาณาจักรแซมบอร์ดด้วยเถิด...” พูดถึงตรงนี้เขาก็มีท่าทีสลดเล็กน้อย “ยี่สิบกว่าปีแล้วที่ข้าน้อยเฝ้ารอวันนี้!”

        ซุนเฟยถูกสายตาที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและฮึกเหิมของผู้เฒ่าตรงหน้าทำให้ใจอ่อน

        “ก็ได้ เอาแบบนั้นก็แล้วกันโอเลเกร์ เจ้านำเฟลมมิ่ง บีตส์ออกมาให้ผู้นำทางของพวกเรา...” พูดถึงตรงนี้ สายตาของซุนเฟยก็หันมามองลูก้าด้วยรอยยิ้มพลางพูดว่า“เด็กน้อย เจ้าก็มาด้วยแล้วกัน ขึ้นขี่ม้าตัวเดียวกับท่านลุงโซล่าและคอยดูแลท่านลุงให้ดีๆ เล่า!”

        “เอ๋?จริงหรือขอรับ? ขอบพระทัยขอรับฝ่าบาท...ฝ่าบาททรงพระเจริญ!”

        ลูก้าน้อยพลันกระโดดขึ้นม้าอย่างตื่นเต้นในตอนแรกเขาก็คิดจะขอฝ่าบาทติดตามไปด้วย คาดไม่ถึงเลยว่าฝ่าบาทจะเป็นผู้เอ่ยปากก่อนตั้งแต่ตอนที่ฟื้นขึ้นมาในตอนนั้น และได้เห็นหน้าซุนเฟยเป็นคนแรกใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสภายใต้ดวงอาทิตย์และมือที่แสนอบอุ่นคู่นั้นได้ประทับอยู่ในจิตวิญญาณของเด็กหนุ่มคนนี้การได้ติดตามราชาสำหรับเด็กหนุ่มแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดตั้งแต่เกิดมา

        ไม่ช้า พัศดีโอเลเกร์ก็นำเฟลมมิ่งบีตส์เข้ามา

        ด้วยความพยายามมานานหลายปีของราชาเมืองชื่อสุ่ยในการเพาะพันธุ์สัตว์อสูรระดับสี่เฟลมมิ่งบีตส์และการฝึกให้มันเชื่อง ทำให้รุ่นลูกรุ่นหลานของเฟลมมิ่ง บีตส์ลดนิสัยก้าวร้าวของสัตว์อสูรระดับสี่ลงไปมาก และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้มันต้องพ่ายแพ้ต่ออัศวินเกราะหนักในการปะทะกันก่อนหน้านี้ แต่หลังจากที่มันได้ดื่มเครื่องดื่มที่ผสม 'น้ำยาฮัลค์' เข้าไปแล้ว ดูเหมือนว่ามันจะกลับไปมีนิสัยตามบรรพบุรุษของมันการพัฒนาของเฟลมมิ่ง บีตส์เหมือนกับเจ้าอ้วนโอเลเกร์ที่มีการพัฒนาร่างกายถึงสองครั้ง มันสามารถบรรทุกของหนักได้มากขึ้นและความสามารถในการพุ่งชนก็รุนแรงขึ้นแม้กระทั่งกีบเท้าทั้งสี่ของมันยังปรากฏเปลวเพลิงเวทมนตร์สีแดงจางๆ ออกมาเขี้ยวของมันดูยาวขึ้นและแหลมคมยิ่งกว่าเดิม รวมทั้งสัญชาตญาณของสัตว์อสูรก็ฟื้นคืนมาเต็มร้อย ทำให้มันดุร้ายและก้าวร้าวมาก มันจะแสดงท่าทีเชื่องๆ ต่อเจ้านายของตัวเองเท่านั้น

        ลูก้าน้อยวิ่งเข้าไปดึงบังเหียนมันอย่างดีใจ

        ใครๆ ก็รู้ดีว่า หากเฟลมมิ่งบีตส์เห็นคนแปลกหน้าวิ่งเข้ามาหา มันจะเกิดอาการดุร้ายขึ้น เฟลมมิ่ง บีตส์ยกเท้าหน้าขึ้นพลางร้องออกมาอย่างโมโห ก่อนจะย่ำกับพื้นอย่างรุนแรงแต่โชคดีที่เจ้าลมกรดทมิฬจับตาดูอยู่ตลอดเวลา มันจึงรีบเห่าออกมาเสียงดังด้วยความโมโห‘โฮ่งๆๆ’ ทำให้เกิดฉากตลกขึ้นมา เมื่อเฟลมมิ่งบีตส์ที่ทำท่าจะเหยียบลูก้าพลันหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางสลดแบบนี้ราวกับว่ากำลังถูกพี่ใหญ่อบรมตัวเองอยู่แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ยอมให้ลูก้าน้อยและผู้เฒ่าโซล่าเข้าใกล้มันเด็ดขาด

        ในตอนนั้นเอง ร่างของซุนเฟยก็พลันแข็งทื่อไปชั่วครู่นึกว่าตัวเองจะได้เห็นลูก้าโดยเหยียบเสียแล้ว

        การที่สัตว์เลี้ยงตัวนี้ไม่ไว้หน้าตัวเองทำให้ซุนเฟยรู้สึกโมโหนิดๆ ขณะที่กำลังจะเปลี่ยนเป็น 'โหมดดรูอิด' เพื่อคุยกับสัตว์เลี้ยงแสนดื้อตัวนี้ก็มีร่างบอบบางเดินออกมาจากด้านหลัง มือขาวผ่องค่อยๆ ลูบลงบนหัวของเจ้าเฟลมมิ่ง บีตส์อย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปส่งยิ้มน้อยๆ ให้แก่ลูก้าและท่านผู้เฒ่าโซล่าพลางกวักมือเรียกให้เดินเข้ามา ฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำเอาทุกคนพากันอ้าปากค้าง เฟลมมิ่งบีตส์ยอมคุกเข่าลงข้างกายของทั้งสองคนอย่างเชื่องๆ ยินยอมให้พวกเขาขึ้นขี่ ท่าทีโมโหร้ายเมื่อครู่พลันหายไป

        “แองเจล่าเจ้าทำอย่างไรให้สัตว์เลี้ยงเชื่องได้ขนาดนี้เนี่ย?”

        ขณะที่กองทัพเดินทางออกจากป้อมปราการเมืองแบล็กสโตนซุนเฟยที่นั่งอยู่บนหลังของสุนัขยักษ์สีดำก็เอ่ยปากถามขึ้นมาในขณะที่กำลังโอบกอดร่างคู่หมั้นสาวของตัวเองไว้สายลมในยามเช้าพัดเอากลิ่นหอมละมุนของคู่หมั้นสาวลอยเข้ามาในจมูกซุนเฟย มันทำให้เขารู้สึกสงบและอบอุ่นใจ

        ถึงแม้ว่าสายลมในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงจะหนาวสั่นแต่แองเจล่าก็ไม่ยอมกลับขึ้นไปบนรถม้าอีก กระโปรงสั้นสีขาวที่กระพือไปตามลมเผยให้เห็นช่วงเรียวขาขาวนวลถึงสองในสาม ด้านล่างของนางสวมถุงน่องสีดำไว้สีขาวตัดกับสีดำสร้างเสน่ห์ลึกลับเย้ายวนให้แก่นางโดยไม่รู้ตัว นางหน้าแดงไม่หายเพราะตัวเองเป็นคนขอขึ้นไปนั่งบนหลังสุนัขยักษ์สีดำกับซุนเฟยเองสาวน้อยพยายามไม่สนใจสายตาล้อเลียนจากบรรดาคนรอบข้าง นางแค่รู้สึกว่า ยามที่วงแขนแข็งแกร่งของอีกฝ่ายโอบเอวนางไว้มันทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด

        “ข้าก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ” เมื่อได้ยินซุนเฟยถามแองเจล่าก็ขมวดคิ้วสวยเล็กน้อยก่อนตอบอีกว่า “พวกมันเหมือนจะเข้าใจความคิดของข้า ทั้งยังเชื่องและเป็นมิตรมาก พวกเขาเหมือนเด็กตัวน้อยๆ...”

        เป็นคำตอบเดียวกันกับก่อนหน้านี้

        ใบหน้าของซุนเฟยเปื้อนรอยยิ้มก่อนหน้านี้ซุนเฟยคาดเดาไว้ว่าแองเจล่าอาจจะมีพลังลึกลับบางอย่างที่ทำให้พวกสัตว์รู้สึกสนิทสนมกับนางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการฝึกของพวกม้าศึกและเฟลมมิ่ง บีตส์ พรสวรรค์ด้านนี้ของนางก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นนางไม่ต้องพยายามอะไรมาก เพียงฉีกรอยยิ้มพิสุทธิ์ไปให้ เหล่าสัตว์อสูรก็ยอมศิโรราบเชื่อฟังนางอย่างไม่มีข้อยกเว้น

        แต่เห็นได้ชัดว่าแองเจล่าเองก็ยังหาสาเหตุไม่พบเช่นกัน

        ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นกองทัพได้เคลื่อนกำลังพลออกทางประตูด้านหลังของป้อมปราการเมืองแบล็กสโตนแล้ว

        “ข้าไม่อาจทิ้งกำแพงเมืองที่แข็งแกร่งเช่นนี้ไว้ให้อาณาจักรแบล็กสโตนและราชาแบล็กสโตนที่ชั่วช้าผู้นั้นได้!”

        หลังจากที่ทุกคนเดินทางออกมาจากป้อมซุนเฟยก็ใช้พลังของคนเถื่อนทำลายสิ่งก่อสร้างภายในและกำแพงป้อมปราการเมืองแบล็กสโตนทั้งหมดจนพังพินาศป้อมปราการทางการทหารของเมืองแบล็กสโตนที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคนได้พังพินาศลงกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังและกลายเป็นเพียงอดีตที่รุ่งเรืองของเมืองแบล็กสโตน หากพวกเขาอยากจะฟื้นฟูที่นี่ด้วยศักยภาพของอาณาจักรแบล็กสโตน อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาถึงสามปีจึงจะสามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้

           ……

        วันต่อมา กองทัพเมืองแซมบอร์ดก็ยังคงเดินทางได้อย่างราบรื่น

        ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นอันตรายของภูมิประเทศเทือกเขาแห่งนี้เด่นชัดขึ้น ทุกที่เต็มไปด้วยโขดหินและผาสูงชันต้นไม้อายุหนึ่งร้อยปีโตขึ้นมาตามรอยแยกของก้อนหิน ด้วยร่มไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่ว ทำให้แสงอาทิตย์ยากที่จะเล็ดลอดลงมายังพื้นดินได้หลังพ้นเที่ยงวันไปทัศนวิสัยก็เริ่มมืดขึ้น พอตกเย็นไปก็มีหมอกสีขาวปรากฏขึ้นมา ยิ่งทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงไปอีก ตลอดเส้นทางล้อมรอบไปด้วยก้อนหินขรุขระและต้นไม้เก่าแก่หากไม่ชำนาญทางจริงๆ ก็ง่ายที่จะหลงอยู่ในเทือกเขาแห่งนี้

        โชคดีจริงๆ ที่กองทัพเรามีGPS เดินได้อย่างท่านผู้เฒ่าโซล่า

        ดูเหมือนว่าจะเป็นจริงอย่างที่ท่านผู้เฒ่ากล่าวไว้เขารู้ทุกเส้นทางบนเทือกเขาแห่งนี้ดี เกรงว่าจะรู้จักแม้แต่หญ้าทุกเส้น หินทุกก้อนประหนึ่งเป็นรอยเหี่ยวย่นบนหน้าของเขาก็ว่าได้ทุกครั้งที่มองไม่เห็นเส้นทางไป ก็ได้ท่านผู้เฒ่าโซลาช่วยชี้ทางให้ เรียกได้ว่าลดความยุ่งยากให้แก่กองทัพเมืองแซมบอร์ดและซุนเฟยจอมหลงทางเป็นอย่างมาก

        ตลอดการเดินทาง พวกเขาเดินทางผ่านหลุมแร่และถ้ำแร่นับไม่ถ้วนของอาณาจักรแบล็กสโตนแน่นอนว่าซุนเฟยไม่ลืมที่จะสั่งให้โอเลเกร์นำกองกำลังทหารบุกเข้าไปอาละวาดและสังหารทหารแบล็กสโตนพร้อมกับทำลายเหมืองแร่ของพวกมันจนราบเป็นหน้ากลองทั้งยังช่วยปลดปล่อยทาสที่ถูกบังคับให้ทำงานในเหมืองแร่อีกเป็นจำนวนมาก

        เนื่องจากก่อนหน้านี้ทาสเมืองแซมบอร์ดทุกคนถูกนำตัวไปรวมกันที่ป้อมปราการแบล็กสโตนเพื่อเตรียมที่จะสังหารหมู่ทำให้ครั้งนี้ไม่มีทาสที่มาจากเมืองแซมบอร์ดเลยสักคน ดังนั้นทางกองทัพจึงไม่ต้องเข้าไปดูแลอะไรมากในบรรดาเหล่าทาสพวกนี้จะมี ‘ม้าแก่รู้ทาง’1 เหมือนผู้เฒ่าโซลาอยู่ด้วย พวกเขาทั้งหมดพากันคุกเข่าขอบคุณซุนเฟย จากนั้นก็โห่ร้องออกมาด้วยความดีใจก่อนที่จะพากันหายตัวเข้าไปในหมอก แยกย้ายกลับอาณาจักรของตัวเอง

        เดินทางไปได้อีกสามชั่วโมงกว่าแม้ว่าพระอาทิตย์จะยังไม่ตกดิน แต่ในเทือกเขาอาทิตย์กลับมืดมิดจนยากที่จะเดินทางต่อไปได้

        “ฝ่าบาท ข้าน้อยจำได้ว่าด้านหน้ามีทะเลสาบอยู่แห่งหนึ่ง และริ่มฝั่งทะเลสาบนั้นจะมีพื้นที่ป่าหินขนาดใหญ่เหมาะสำหรับการตั้งค่ายเราน่าจะพักที่นั่นในคืนนี้ดีกว่าขอรับ!” ผู้เฒ่าโซล่าที่ขี่เฟลมมิ่ง บีตส์นำหน้าหันมาเสนอความคิดเห็นของตัวเอง

        “ตกลง!” ซุนเฟยก้มมองแองเจล่าที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาท่าทีง่วงงุนของนางทำให้ซุนเฟยพยักหน้า

        เดินทางไปอีกครึ่งชั่วโมงพวกเขาก็พบทะเลสาบเล็กๆ ที่งดงามปรากฏอยู่เบื้องหน้า ผิวทะเลสาบเป็นประกาย ครึ่งหนึ่งของทะเลสาบทอประกายแสงสีเหลืองทองเหมือนพรมผืนงามที่ถูกปูอยู่ในทะเลสาบห่างออกไปเล็กน้อยมีป่าหินที่งดงามตั้งอยู่ไม่ไกล พื้นหินโล่งกว้างและเรียบมาก อีกทั้งมีความชื้นอยู่เล็กน้อยเหมาะสำหรับตั้งค่ายจริงๆ

        ภูเขาทะเลสาบในฤดูใบไม้ร่วงเหมือนภาพวาดที่เต็มไปด้วยอารมณ์สุนทรีย์ ชวนให้หลงใหล

        แต่ซุนเฟยกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย

        เพราะริมฝั่งทะเลสาบนั้นมีควันไฟกำลังพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมทั้งมีเสียงสนุกสนานรื่นเริงดังขึ้นมาไม่ขาดสาย ดูท่าว่าจะมีคนมาถึงที่นี่ก่อนพวกเขาและคงจะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยด้วย

        ------------------------------------------

        1 ม้าแก้รู้ทาง หมายถึง คนที่มีประสบการณ์จะสามารถแก้ปัญหากับเรื่องต่างๆ ได้ดีกว่า

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน