บทที่ 11 สถานการณ์พลิกผัน
"อะไรนะ?"
จางเว่ยเจี๋ยใจนตัวสั่น เกือบทำไหดินในมือหล่นแตก
จ้าวอ้ายกั๋วรีบใช้มือที่ว่องไวรับไว้ได้ทัน เขามองโสมสองรากในไหดินตาค้าง
"โสมสองรากนี้มีลำต้นเรียวยาว มีครบทั้งสี่ส่วน มีรูปร่างเหมือนคนครบถ้วน นับเป็โสมชั้นเลิศเลยทีเดียว!" ในดวงตาของจ้าวอ้ายกั๋วมีน้ำตาเอ่อคลอด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย
โสมเป็สมุนไพรที่มีจิติญญา เด็กสาวคนนี้สามารถขุดโสมดี ๆ แบบนี้ได้ในเวลาแค่หนึ่งวัน บางทีอาจเป็ผู้ที่ได้รับการคุ้มครองจากเทพเ้า
แม้ว่าตอนนี้จะไม่นิยมความเชื่องมงาย แต่เื่พวกนี้ก็ยังคงเป็เื่ลึกลับอยู่
เชื่อไว้ก่อนดีกว่าไม่เชื่อเลย
เขารีบถามอย่างกระตือรือร้น "ไม่ทราบว่าสหายน้อยคนนี้ขุดหาโสมเจอได้ยังไงหรือ?"
"เื่นี้น่ะ" เสิ่นเสี่ยวเยว่มองไปรอบ ๆ ดูเหมือนจะรู้สึกลำบากใจที่ถูกผู้คนมากมายมองอยู่ เธอจึงพูดเรียบ ๆ ว่า "มันเป็ความลับของตระกูลฉันค่ะ ไม่สามารถบอกให้คนอื่นรู้ได้"
จ้าวอ้ายกั๋วเข้าใจทันทีว่าเสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่้าเปิดเผย ซึ่งก็ไม่น่าแปลก สิ่งที่บรรพบุรุษถ่ายทอดมาต้องเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด จะให้คนอื่นล่วงรู้ง่าย ๆ ได้อย่างไร
แม้ว่าเสิ่นเสี่ยวเยว่จะมีท่าทีเ็า แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางเขาที่ยังคงยิ้มแย้มพยายามสร้างความสนิทสนมกับเธอ
ผู้คนรอบข้างต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้
นั่นหมายความว่าเสิ่นเสี่ยวเยว่ขุดโสมได้จริง ๆ หรือ?
แถมยังเป็โสมร้อยปีคุณภาพดีด้วย?!
มันจะขายได้ราคาเท่าไหร่กันนะ!
สายตาของทุกคนที่มองมาที่เสิ่นเสี่ยวเยว่เปลี่ยนไป ทั้งความอิจฉา ริษยา และความเกลียดชัง มีครบทุกอย่าง
ที่แรกคิดว่าเธอเป็แค่เด็กสาวที่ทำตัวน่าอับอาย แต่ตอนนี้ดูเหมือนเธอจะกลายเป็แม่ไก่ที่ออกไข่ทองคำไปแล้ว สกุลสวี่แต่งงานคราวนี้ได้กำไรก้อนใหญ่แล้ว
เย่ซู่ซู่โกรธจนตาแดงก่ำ ร้องะโเสียงดัง "เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด! ลุงจ้าว บางทีโสมของเธออาจจะเป็ของปลอม เพื่อเอามาหลอกพวกเราแน่ คุณช่วยดูให้ละเอียดอีกครั้งสิ!"
จางเว่ยเจี๋ยก็ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ เซถอยหลังไปหลายก้าว
เมื่อได้ยินคำถามของเย่ซู่ซู่ จ้าวอ้ายกั๋วก็ทำหน้าบึ้งทันที พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า "คุณหนู ฉันเคยเห็นโสมมามากกว่าเธอเยอะนะ ที่เธอไม่เคยเห็นของดี ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าฉันไม่เคยเห็น"
"ยิ่งไปกว่านั้น เธอคิดว่าการปลอมแปลงโสมมันง่ายนักหรือ เธอคิดว่ามันเป็แครอทหรือไง?"
แล้วหันไปถามจางเว่ยเจี๋ยว่า "เสี่ยวเจี๋ย แกก็ไม่เชื่อลุงแล้วหรือ?"
จางเว่ยเจี๋ยรีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่ใช่ ไม่ใช่ครับ คำพูดของลุงถูกต้องแน่นอน"
ในตระกูลของพวกเขา คนที่รวยที่สุดก็คือจ้าวอ้ายกั๋ว ครอบครัวของเขายังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากลุงคนนี้อยู่บ่อย ๆ เขาไม่กล้าทำให้ลุงไม่พอใจเด็ดขาด
เย่ซู่ซู่ที่ทำตัวเป็ 'กบในกะลา'*[1] หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ยากที่จะยอมรับผลลัพธ์นี้
ด้วยการสนับสนุนของจ้าวอ้ายกั๋ว ทำให้ครอบครัวสกุลสวี่รู้สึกโล่งอกในที่สุด
ใครจะรู้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขากังวลมากแค่ไหน
สวี่หนิงจิ้งตอบสนองเป็คนแรก แกล้งทำเป็ไม่เข้าใจแล้วถามเสียงดัง "พี่สะใภ้ นี่หมายความว่าพี่ชนะพนันใช่ไหมคะ? แล้วถ้าชนะ ควรได้รางวัลอะไรล่ะ?"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็เข้าใจสิ่งที่น้องสามีจะสื่อดี จึงตอบให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน "พวกเขาสัญญาไว้แล้วว่า ถ้าแพ้จะให้เนื้อหมูฉันสองจิน และต้องขอโทษฉันต่อหน้าทุกคนด้วย พอดีเลยตอนนี้มีคนอยู่เยอะ พวกคุณเริ่มได้เลยนะ"
เย่ซู่ซู่กับจางเว่ยเจี๋ยมองหน้ากัน แล้วก็พากันเงียบไปทั้งคู่
พวกเขาจะคิดได้ยังไงว่าจะเกิดสถานการณ์แบบนี้?
เสิ่นเสี่ยวเย่ยิ้มเยาะ พูดเสียงเ็า "ยังไงเสียการพนันครั้งนี้พวกคุณกำหนดเองนะ ตอนนี้ไม่อยากยอมรับแล้วเหรอ? ดูเหมือนคนที่ไม่ยอมจ่ายหนี้จะไม่ใช่ฉัน แต่เป็พวกคุณต่างหาก"
"เย่ซู่ซู่ เธอจะบิดพลิ้วข้อตกลงที่เธอเป็คนกำหนดเองหรือ? เมื่อกี้ยังพูดว่าโสมของภรรยาหนิงอันเป็ของปลอมอยู่เลย ฉันว่านะ เธอแค่อิจฉาคนเขาชัด ๆ ! "
"ใช่ ๆ บางทีอาจจะอิจฉาที่เขาทั้งสวยทั้งฉลาด เลยคิดจะทำร้ายเขา สุดท้ายก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง"
"เธอก็แค่หลงรักสามีของคนอื่นนั่นแหละ ช่างไร้ยางอายจริง ๆ ! "
ตอนนี้กระแสความคิดเห็นของชาวบ้านพลิกกลับทันที เมื่อครู่ยังด่าเสิ่นเสี่ยวเยว่กันอยู่เลย อยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยนมาด่าเย่ซู่ซู่แทน
เย่ซู่ซู่ได้ยินคำตำหนิและวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนรอบข้าง ก็กัดริมฝีปากแน่น ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ
เธออยากจะโต้แย้ง แต่พอเปิดปากก็กลับไม่มีเสียงใด ๆ ออกมา ราวกับถูกทำให้ใจนพูดไม่ออก
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเรื่อย ๆ
จางเว่ยเจี๋ยที่อยู่ข้าง ๆ ก็แทบจะทนสายตาแปลก ๆ ของชาวบ้านไม่ไหวแล้ว จึงก้มลงกระซิบข้างหูเธอว่า "ซู่ซู่ พวกเราขอโทษกันดีไหม"
เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกหงุดหงิดที่ต้องรอนาน จึงเร่งพวกเขาว่า "พวกคุณจะรีบหน่อยได้ไหม? ทำอะไรชักช้าอยู่นั่นแหละ คนอื่นเขาไม่ต้องกลับไปกินข้าวกันหรือไง?"
"เย่ซู่ซู่ จางเว่ยเจี๋ย ขอโทษเสิ่นเสี่ยวเยว่เดี๋ยวนี้!"
สวี่หนิงอันที่ไม่ชอบมีปัญหากับคนอื่นมาตลอด แต่ครั้งนี้เขาทนไม่ได้ เขาจะปล่อยให้เสิ่นเสี่ยวเยว่ถูกรังแกโดยที่ตัวเองยืนดูเฉย ๆ ได้อย่างไร?
"ถ้าพวกเธอยังดื้อดึงไม่ยอมขอโทษ สกุลสวี่จะไม่ยอมจบกับพวกเธอแค่นี้แน่!"
ทั้งสองคนใมาก แม้ปกติสวี่หนิงอันจะเป็คนพูดน้อย แต่เขาก็มีบุคลิกของผู้นำอยู่ในตัว
ยิ่งตอนนี้ แววตาของเขาทอประกายเ็าที่สุด
ดูดุดันราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังโกรธ และพร้อมจะกระโจนมาฉีกคอของพวกเขาได้ทุกเมื่อ
จางเว่ยเจี๋ยรีบร้อนพูดทันทีที่เห็นท่าทางของสวี่หนิงอัน "พี่อัน ผมจะพูดเดี๋ยวนี้!"
เมื่อหันไปเห็นสีหน้าเ็าของเสิ่นเสี่ยวเยว่ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้กำลังดูถูกเขาอยู่ตลอดเวลา
เขาอยากทำลายท่าทางที่เธอทำราวกับควบคุมทุกอย่างไว้บนฝ่ามือได้จริง ๆ !
จางเว่ยเจี๋ยกัดฟันกรามแน่น พูดกับเสิ่นเสี่ยวเยว่อย่างไม่เต็มใจ "ขอโทษครับพี่สะใภ้ ผมมันโง่เอง อย่าถือสาผมเลย"
ส่วนเย่ซู่ซู่ก็พ่ายแพ้ภายใต้การข่มขู่ของคนที่เธอรัก
เธอก้มหน้าลงด้วยความอับอาย พูดเสียงแ่เบาแทบไม่ได้ยิน "ขอโทษค่ะ"
"หา? อะไรนะ? ฉันไม่ได้ยิน"
เสินเสี่ยวเยว่พูดความจริง เสียงของเย่ซู่ซู่นั้นเบาเหมือนเสียงยุง
ดูไม่มีความจริงใจเลยสักนิด
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบข้างและสายตาเ็าของสกุลสวี่ ทำให้เย่ซู่ซู่แทบจะทนไม่ไหว เธอะโสุดเสียงว่า "ฉันขอโทษ! พอใจหรือยัง!"
แล้วเธอก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นวิ่งหนีไป
"เสิ่นเสี่ยวเยว่ จะทำอะไรก็ควรเหลือทางให้กันไว้บ้าง เผื่อวันหน้าจะได้เจอกันดี ๆ คุณจำเป็ต้องบีบคั้นซู่ซู่ขนาดนี้เลยหรือ?"
จางเว่ยเจี๋ยจ้องเสิ่นเสี่ยวเยว่อย่างดุดัน ก่อนจะหมุนตัววิ่งตามเย่ซู่ซู่ไป
เหลือทางไว้งั้นหรือ?
เสิ่นเสี่ยวเยว่ยิ้มเยาะ สองคนนั้นยังไม่เคยคิดจะเหลือทางไว้ให้เธอเลยสักนิด
คนอื่น ๆ เห็นเหตุการณ์แล้วต่างก็แยกย้ายกลับบ้านอย่างกระดากอาย แต่ก็ได้เื่ไปนินทากันอีกหลายวัน
มีเพียงจ้าวอ้ายกั๋วที่ยังยืนอยู่ที่เดิม เมื่อเห็นเสิ่นเสี่ยวเยว่มองมา เขาก็ยิ้มตาหยีพูดว่า
"พอดีพรุ่งนี้ฉันก็จะเข้าเมืองไปขายโสม ถ้าเธอไม่รังเกียจ เราสองคนไปด้วยกันก็ได้นะ"
เสี่ยวเยว่ตอบตกลงทันที
เมื่อกลับถึงบ้าน ซุนหลานก็ตบอกตัวเองด้วยความหวาดกลัว "วันนี้ฉันเกือบใตายแล้ว เสี่ยวเยว่ คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ"
"ใช่แล้วเสี่ยวเยว่ วันนี้เธอเสี่ยงเกินไป ถ้าเกิดเธอขุดไม่เจอล่ะ พ่อไม่ได้สงสัยในความสามารถของเธอหรอกนะ แค่เป็ห่วงเธอ" คุณพ่อสวี่ก็ใไม่น้อย
สวี่หนิงจิ้งยิ่งกว่านั้น เธอกอดเอวเสี่ยวเยว่พลางออดอ้อน "พี่สะใภ้ ๆ พี่ไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ขาหนูอ่อนแรงขนาดไหน"
เสี่ยวเยว่ยิ้มอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย แล้วรับปาก "จะไม่มีครั้งหน้าแล้ว"
เธอเคยชินกับการทำอะไรคนเดียวมาตลอด แต่ตอนนี้มีครอบครัวที่คอยห่วงใยเธอเพิ่มขึ้นมา บางทีคงต้องเปลี่ยนนิสัยนี้แล้ว
"ดึกแล้ว จะไปทำอาหารให้ก่อนนะคะ"
เสี่ยวเยว่หยิบผักกูดป่าออกจากตะกร้าสะพายหลัง แล้วเดินไปที่ครัว "วันนี้เก็บผักป่ามาด้วย พอดีจะได้เปลี่ยนรสชาติกันบ้าง"
คนอื่น ๆ ต่างก็แยกย้ายกันไปทำในสิ่งที่ตัวเองควรทำ แต่เกือบทุกคนมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า
สะใภ้ของบ้านตัวเองเก่งขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็บ้านไหนก็ต้องดีใจกันทั้งนั้น
ยกเว้นก็แต่
สวี่หนิงอัน
[1] สำนวนจีน คือ 孤陋寡闻 มีความหมายเหมือนกับ กบในกะลา ซึ่งเป็สำนวนไทย สื่อถึง คนที่ไม่มีความรู้หรือรู้น้อย แต่สำคัญตัวว่ารู้มาก