EP.5/1
เสียงคำรามของซอมบี้ค่อยๆ เบาลง
กลายเป็เสียงติ๊งของระบบที่ดังต่อเนื่องแทน
แต่ละเสียงคือการแจ้งเตือนเหรียญที่เพิ่มขึ้นมาจากการขายซอมบี้เ่าั้ให้หายไปจากโลกใบนี้
แซนหอบหายใจเบาๆ ขณะยืนบนกำแพง มองลงไปยังกรงคอนกรีตเบื้องล่าง ฝูงซอมบี้ระดับสูงถูกขังแน่นอยู่ภายใน พวกมันพยายามปีนป่าย ซัดกำแพงเสียงเนื้อเน่ากระแทกคอนกรีตดังก้องอย่างไม่ย่อท้อ แต่สำหรับแซนภาพพวกนี้กลับเหมือนตัวเลขที่กำลังขยับขึ้น
เธอก้มดูหน้าจอระบบที่ลอยอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาทอประกายสดใสยอดเหรียญในระบบค่อยๆ เพิ่มขึ้น
45,850...
48,300...
50,950...
“อีกนิดเดียว…”
เธอกระซิบกับตัวเองริมฝีปากเผยรอยยิ้มจาง ๆ แม้หัวใจยังเต้นแรง
แต่แล้วเสียงไอเบาๆ จากด้านหลังกลับดึงเธอออกจากภวังค์ในทันที แซนหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว
ภาพที่เห็นทำให้เธอรีบย่อตัวลงข้างชายหนุ่มที่ทรุดนั่งอยู่กับกำแพงเหล็ก
ซีอาร์...
ชายหนุ่มผู้ใช้พลังพิเศษควบคุมซอมบี้นับร้อยตัวให้เข้าสู่กรงคอนกรีตตรงกลางค่ายตอนนี้กำลังนั่งฟุบอยู่บนยอดกำแพง ร่างเอนพิงผนังใบหน้าซีดเผือดและชื้นเหงื่ออย่างน่าใ มือที่เคยมั่นคงสั่นเล็กน้อยเขาดูเหนื่อยจนแทบจะหมดแรง แม้จะยังฝืนลืมตาอยู่ก็ตาม
แซนรีบทรุดตัวลงข้างๆ
“คุณไหวไหม?”
เธอถามเสียงเบาแต่หนักแน่นมือหนึ่งประคองไหล่เขาในขณะที่เธอไม่รู้จะทำยังไงก็เป็จังหวะที่ชาญชัยวิ่งมาทางนี้พอดี
“พ่อคะช่วยดูเขาหน่อยค่ะ เขาน่าจะใช้พลังมากเกินไป”
“ได้แต่ว่าลูกละไหวไหม? ให้พ่อช่วยอะไรหรือเปล่า”
หมดนี่คือเงินเลยนะถ้าเธอขายซอมบี้พวกนี้หมด เงินที่เธอได้รับเป็แสนเลยทีเดียว เธอจะไม่ไหวได้ยังไง
“ไม่ต้องหรอกค่ะแค่นี้เองสบายมาก”
ซีอาร์มองแววตาสดใสของแซนก็รู้สึกคล้ายเห็นภาพหลอนในวันสิ้นโลกแบบนี้เขายังสามารถเห็นคนที่ดวงตาทอประกายความหวังอยู่ได้อีกงั้นเหรอ?
ซีอาร์ฝืนยิ้มให้กับตัวเองก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหวและฟุบหลับไป ชาญชัยจึงแบกชายหนุ่มกลับไปที่กระโจมของพวกเขา
จากนั้นเธอลุกขึ้นยืนอีกครั้ง หันกลับไปมองซอมบี้ในกรงกำแพง มือยกขึ้น สายตาแน่วแน่
[ขาย]
[+300 เหรียญ]
[ขาย]
[+200 เหรียญ]
[ขาย]
[+200 เหรียญ]
เสียงระบบดังถี่ขึ้นเหรียญในระบบทะยานขึ้นเป็หลักแสน เธอเห็นภาพอนาคตไหลผ่านหัวถ้าเธอจัดการพวกมันได้ทั้งหมดเธอจะมีเงินมากพอสำหรับสร้างทั้งกำแพงล้อมรอบค่ายทั้งหมดรวมถึงจัดระเบียบคนในค่ายทั้งหมดอีกด้วย
สายลมกรรโชกวูบหนึ่งพัดกลิ่นเน่าเข้าจมูกเธอซอมบี้ในกรงเริ่มพุ่งใส่กำแพงอย่างบ้าคลั่งยิ่งขึ้นราวกับรู้ว่ามีบางอย่างที่อันตรายสำหรับพวกมันรออยู่
“แน่จริงก็ทำลายกำแพงออกมาเลยสิ”
เธอเอ่ยท้าทายอย่างใจกล้าเพราะรู้อยู่แล้วว่าพวกมันน่าจะทำไม่ได้ในตอนนี้
[ขาย]
[+300 เหรียญ]
[+300 เหรียญ]
[+400 เหรียญ]
เสียงเหรียญดังอย่างต่อเนื่องเหรียญในระบบเองก็พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ
120,800...
138,500...
152,200...
เบื้องล่างผู้คนในค่ายค่อย ๆ เดินออกมาจากที่หลบซ่อนทีละคนสายตาทุกคู่เงยขึ้นไปมองร่างหนึ่งที่ยืนเด่นอยู่บนนั้นเพียงลำพังเธอกำลังจัดการฝูงซอมบี้ที่พวกเขาไม่รู้ว่ามันมีอยู่กี่ร้อยตัวแต่หากได้ยินเสียงจากหลังกำแพงนั้นก็พอคาดเดาได้ว่ามันคงมากมายจนเกินจินตนาการของพวกเขาไปแล้ว
ไม่มีเสียงเชียร์ไม่มีเสียงโห่ร้อง มีเพียงความเงียบที่อัดแน่นด้วยความตื่นตะลึง และความหวัง
ใครบางคนกระซิบขึ้นมาเบาๆ
“เธอเป็ใคร?”
“เธอช่วยเราจริงๆใช่ไหม?”
“เธอคนเดียวจัดการซอมบี้พวกนั้นได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
จากมุมหนึ่งของค่ายจนถึงอีกมุมหนึ่ง ทุกสายตาต่างหันมาจ้องมองแซนด้วยแววตาสับสนเพราะพวกเขาเองก็เป็เพียงคนที่ไร้ที่พึ่งพิง
หลังจากผู้นำค่ายอพยพคนที่แข็งแรงจากไปความกลัวต่างๆ ก็เข้ามาเกาะกุมหัวใจของพวกเขาทุกวินาทีจนกระทั่งเห็นแผ่นหลังของหญิงสาวร่างผอมที่ยืนเพียงลำพังบนกำแพงสูงทำให้พวกเขาเหมือนได้เห็นความหวังที่ดับหายไปก่อตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เมื่อแซนจัดการกับฝูงซอมบี้จนหมดสิ้นเธอทรุดตัวลงนั่งบนกำแพงอย่างอ่อนแรง ลมหายใจของเธอเหนื่อยหอบดวงตายังจับจ้องไปที่พื้นกรงด้านล่างอย่างแน่วแน่ก่อนจะหันกลับมาและสบตากับคนทั้งค่าย
พวกเขายืนกันเงียบงันแต่สายตานับร้อยคู่กำลังมองเธอราวกับมองแสงไฟดวงสุดท้ายของโลกใบนี้หลายคนไม่รู้เลยว่าตัวเองเริ่มร้องไห้ั้แ่เมื่อไหร่ น้ำตาไหลเงียบ ๆบางคนถึงกับปิดปากกลั้นสะอื้น บ้างก็กำเสื้อแน่นด้วยมือสั่นระริกดวงตาแดงก่ำของพวกเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความกลัวอีกต่อไป
พวกเขารู้อย่างน้อยคืนนี้ พวกเขาจะยังรอด
แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจะรอดไปได้ถึงวันไหน?
“ขอบคุณ”
เสียงแ่เบาจากหญิงม่ายวัยกลางคนคนหนึ่งหลุดรอดออกมาแม้เบาจนแทบไม่ได้ยินแต่มันกลับกลายเป็เสียงที่จุดประกายความรู้สึกของผู้คนรอบข้าง
เสียง“ขอบคุณ” อื่น ๆ จึงเริ่มดังตามมาจากมุมหนึ่งของค่ายต่อเนื่องเป็ระลอกเสียงทั่วพื้นที่
แซนมองพวกเขายิ้มบาง ๆ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย เธอรู้ว่ามันยากที่พวกเขาจะเชื่อแต่เธอจะทำให้ดีที่สุด
ก่อนจะะโบอกกับชายฉกรรจ์สองสามคนที่ดูยังมีแรงอยู่
“ช่วยขึ้นมายืนเฝ้ากำแพงหน่อยได้ไหมค่ะถ้ามีซอมบี้มาก็ให้ไปเรียกฉันทันทีนะคะ”
พวกเขาไม่ถามไม่ลังเล ไม่แม้แต่จะชักสีหน้า เพียงก้าวออกมาจากกลุ่มเงียบๆและปีนขึ้นบันไดไปเฝ้าแนวกำแพงต่อจากเธออย่างเต็มใจ
เมื่อจัดการหน้าที่สุดท้ายเสร็จแซนก็เดินลงมาจากกำแพง แม้ขาเธอจะเริ่มไม่มีแรง แต่หัวใจกลับเต้นอย่างมั่นคงขึ้น
กลับไปที่กระโจมของตนเองเธอถูกโอบรับด้วยแขนของผู้เป็แม่ที่เฝ้ารออยู่ก่อนแล้ว
“แซนเป็ยังไงบ้างลูก?”
เสียงของอนงค์เต็มไปด้วยความห่วงใยสองมือรีบจับแขนลูกสาวอย่างประคอง
แซนยิ้มอ่อนแม้แววตาจะล้าเต็มที
“ยังไหวค่ะแม่ไม่ต้องห่วง”
แล้วเธอก็นึกถึงอีกคนหนึ่งใบหน้าซีดเผือดของซีอาร์ทำให้เธอรีบเอ่ยถามผู้เป็แม่ทันที
“แล้ว...ผู้ชายคนนั้นล่ะคะ?”
อนงค์พยักหน้าหันหน้าไปทางกระโจมข้าง ๆ
“อยู่ในนั้นจ้ะพ่อพาเขาไปพักแล้ว เหมือนจะมีไข้สูงเลยทีเดียว”
แซนมองไปยังกระโจมหลังนั้นเธอรู้ ชายคนนั้นอาจจะไม่พูดอะไรมาก แต่เขาได้ช่วยเปลี่ยนชะตาค่ายนี้ไปพร้อมกับเธอ
และแซนก็เชื่อว่าคนที่พร้อมยอมเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องผู้อื่นคือคนดีคนหนึ่งที่ยังไม่ถูกโลกที่สิ้นหวังนี้ครอบงำ