*ัท่องภพ บทที่ 2 : เส้นบางๆ*
ในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ แม้นผู้คนนับหมื่นนับแสนล้วนกำเนิดเกิดมาไม่ต่างกันเท่าใดนัก ทว่ากลับมีเส้นบางๆ เส้นหนึ่ง ขีดกั้นระหว่าง *ปุถุชน* กับ *ผู้บำเพ็ญเพียร*ปุถุชนทั่วไป เกิดมาพร้อม รากฐานิญญา ที่เหือดแห้ง จึงไม่อาจัั ปราณ ไม่อาจรับรู้ พลังฟ้าดิน ได้ตลอดชีวิต
ส่วนผู้บำเพ็ญเพียร แม้เปลือกนอกจะเฉกเช่นปุถุชน แต่ภายใน รากฐานิญญา กลับส่องสว่างด้วยประกาย แบ่งออกเป็ *สี่ธาตุหลัก* คือ *ดิน น้ำ ลม ไฟ* และยังมี *ธาตุพิเศษ* อันหาได้ยากยิ่ง ได้แก่ *สายฟ้า น้ำแข็ง ธาตุมืด ธาตุแสง ธาตุทอง*ธาตุพิเศษเหล่านี้ มักเกิดจากการ กลายพันธุ์ ของธาตุหลัก หรือสืบทอดมาจาก สายเืของบรรพบุรุษ ที่ไม่ธรรมดา
เท่าที่ *หลินเย่* จำความได้ เขามีเพียง *ท่านลุงไป๋ลู่ฉิน* กับ *มารดาไป๋หนิงเซียน* สองคนเท่านั้น เด็กชายเคยเอ่ยปากถามถึงบิดาอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งที่ถาม ท่านลุงจะอารมณ์เสีย ส่วนท่านแม่ก็ปิดปากเงียบเขารู้เพียงว่าตนเองแซ่
หลิน เท่านั้น หากรากฐานิญญาและปราณต้นกำเนิดสามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ เช่นนั้นแล้ว... ตนเองเล่า?
ความคิดนี้ยังวนเวียนอยู่ในหัวของเด็กชาย ขณะที่เงาแผ่นหลังของ *ไป๋ลู่ฉิน* ก็ชัดเจนอยู่ในดวงตา
พลันบรรยากาศรอบกายก็หนักอึ้ง สายลมหอบหนึ่งม้วนตลบ พัดฝุ่นผงฟุ้งกระจาย ร่างของไป๋ลู่ฉินทะยานออกไปดั่งสายฟ้าพริบตาเดียวก็ประชิดร่างอันยาวเหยียดที่ขดตัวอยู่รอบต้นไม้แม้นจะเป็ สัตว์ิญญาระดับสอง ที่มีสติปัญญาและสัญชาตญาณสูงกว่าสัตว์ทั่วไป
แต่เมื่อเผชิญกับความเร็วอันน่าทึ่งและไอสังหารของมนุษย์เบื้องหน้า งูั์ก็ถึงกับสะดุ้งตื่นั์ตาสีทองหรี่แคบลง ก่อนจะพุ่งฉกสวนออกไปโดยพลัน *เสียงมีดปะทะคมเขี้ยวดังสนั่น!*ทั้งสองร่างถอยร่นออกไปคนละสี่ห้าก้าวไป๋ลู่ฉินมองฝ่ามือที่ชาไป ไม่คาดคิดว่า สัตว์ิญญาระดับสอง เพียงตัวนี้จะต้านรับการโจมตีของเขาได้ส่วนงูเหลือมทองก็รับรู้ถึงภัยคุกคาม มันแผ่ไอปราณสีม่วงห่อหุ้มทั่วร่าง ั้แ่หัวจรดปลายหาง ลำตัวั์ค่อยๆ ขดโอบล้อมพื้นที่ไว้เกล็ดสีทองของมันแข็งดุจหิน
ยามนี้ต่อให้เอามีดหั่นหมูฟันลงไป ก็เหมือนฟันใส่แผ่นเหล็ก“ท่านลุงเป็อย่างไรบ้าง” หลินเย่ถามเสียงสั่น มือกำด้ามไม้เท้าแน่นโดยไม่รู้ตัวไป๋ลู่ฉินไม่หันกลับมา ดวงตายังคงจับจ้องงูเบื้องหน้า
“เ้าตัวนี้... มันฉลาด แต่ข้ายังไหว”หลินเย่เห็นชัดว่าแม้นท่านลุงจะเร็วกว่า แต่เกล็ดของงูระดับสองก็แข็งแกร่งเกินไป_’ทำอย่างไรดี’_ ในใจของไป๋ลู่ฉินคิดหนัก ท่วงท่าจึงเปลี่ยนจากรุกเป็รับ ทั้งต้องปัดป้องการฉก ทั้งต้องพะวงเด็กชายเื้ั
“ท่านลุง!” จู่ๆ เด็กชายก็ร้องโพล่งขึ้น “ท่านลองเปลี่ยนจากการโจมตีต่อเนื่อง มาเป็การสะสมพลังแล้วโจมตีครั้งเดียวดูสิ! ข้าสังเกตว่า... มันมักจะระวัง่ท้อง!”ได้ยินดังนั้น ไป๋ลู่ฉินพลันกระจ่าง แม้นหลินเย่จะยังเป็เด็ก แต่คำพูดนี้มีเหตุผล
เขาถอยพรวดออกจากวงล้อมของงูั์ในฉับพลัน มีดในมือขวาสั่นน้อยๆ สายลมรอบทิศถูกดูดกลืน รวมเป็กระแสลมวนรอบใบมีดเสี้ยววินาทีถัดมา ร่างของไป๋ลู่ฉินก็พุ่งทะยานออกงูเหลือมทองเห็นดังนั้น ก็ตวัดหางอวบใหญ่สวนรับ *เสียงปะทะดังทึบ!*คราวนี้เกล็ดหนาแตกร้าวชัดเจน *ลิ่มโลหิตหยาดหยด พร้อมเสียงร้องโหยหวนอย่างเ็ป*ไป๋ลู่ฉินยกยิ้มมุมปาก
“ในที่สุดก็เจอจุดอ่อนจนได้”ไม่รอให้งูเหลือมทองตั้งหลัก มีดในมือตวัดฟันฉับลงไปอีกครั้ง ตรงแผลเดิมคราวนี้ห่าโลหิตไหลั่งราวสายน้ำ ลำไส้ทะลักออกมากองกับพื้น และในลมหายใจสุดท้าย ร่างอวบใหญ่ของงูั์ก็ขาดสะบั้น กลายเป็สองท่อนความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงไอคาวเืที่คละคลุ้ง
“ตายแล้ว...” หลินเย่พึมพำเบาๆ จ้องมองไปยังหัวขนาดใหญ่ ดวงตาสีทองของมันยังเบิกโพลง แต่ไร้ประกายชีวิตแล้วไป๋ลู่ฉินบิดเอวดังกร๊อบ “ไม่ได้ออกแรงนาน ปวดเมื่อยชะมัด” แล้วจึงเดินเข้าไปหาซากงู พลางผิวปากอย่างอารมณ์ดี
“จากที่อ่านเจอ... สัตว์ิญญามักจะมี _แกนิญญา_ ในตัว พบได้ในสัตว์ิญญาระดับสองขึ้นไป ไม่ทราบว่า...”หลินเย่ยังพูดไม่จบ *ฉัวะ!* มีดเล่มหนึ่งในมือไป๋ลู่ฉินก็ปักลงกลางท้องงูเหลือมทองแล้ว“เห้อ” ไป๋ลู่ฉินส่ายหน้า “แม้สัตว์ิญญาตัวนี้จะมีโอกาสเจอแกนิญญา แต่ระดับมันต่ำเกินไป โอกาสพบได้น้อยนิด นับว่าเสียแรงเปล่า”เขาชักมีดออก เืสีม่วงไหลทะลัก
“อย่างไรก็ตาม เนื้อและหนังของมันก็ยังพอเอาไปขายได้ หนึ่งตำลึงเงิน เก็บไว้ให้เ้าเข้าเมืองก็แล้วกัน”“ท่านลุง ท่านาเ็หรือไม่” หลินเย่ถามอย่างเป็ห่วง“ไม่หรอก แต่เสียแรงไปเปล่า ผลที่ได้กลับไม่เป็ดั่งคิด” ไป๋ลู่ฉินถอนหายใจ
“ช่างเถอะ ถือว่าเราซวยแล้วกัน”แท้จริงแล้วเขาคิดเพียงจะมาเก็บ _หญ้าลิ้นั_ ที่หุบเขาหลงเมิ่ง คิดว่าจะเจอแค่สัตว์ป่าธรรมดา ที่ไหนได้กลับต้องมาสู้กับ _สัตว์ิญญาระดับสอง_ หากเขาละเลยการฝึกฝนไป คงเอาชีวิตไม่รอด ที่สำคัญ... หากหลินเย่เป็อะไรไป เขาคงต้องตรอมใจไปชั่วชีวิต“ท่านลุง เรายังจะเดินหน้าต่อไปอีกไหม” หลินเย่มองสภาพท่านลุงแล้วถามอย่างกังวล
“ฮ่าๆ ไฉนถึงได้พบสหายลู่ฉินที่นี่ล่ะ!”จู่ๆ เสียงหัวเราะกังวานก็ดังขึ้นจากเชิงเขา เ้าของเสียงคือชายร่างกำยำ แบกขวานเล่มโตไว้บนบ่า เดินอาดๆตรงมา ด้านหลังยังมีคนอีกกลุ่มเดินตามมา
ไป๋ลู่ฉินขมวดคิ้ว แค่นเสียงเย็น “สือถู...”