“เปิดป่า!ต้อนรับการมาเยือนของคณะทูตจากแดนเหนือ”
เสียงของราชาแห่งเหล่าภูติดังกึกก้องไปทั่วทั้งป่าขนาดใหญ่เหล่าภูติน้อยใหญ่ต่างเปิดเส้นทางมุ่งตรงสู่พระราชวังไม้บรรพกาลซึ่งเป็นพระราชวังของราชาแห่งเหล่าภูติมอร์ก็อต
พวกภูติผู้เฝ้าทางเข้าออกทอแววตาเครียดแค้นต่อเควินแสดงความเป็นศัตรูต่อเขาอย่างชัดเจน พวกเขาที่ภูมิใจในความเป็นเผ่าพันธุ์ภูติกลับต้องมาต้อนรับมนุษย์ที่แสนน่ารังเกียจเข้ามาในแดนตนเองทำให้พวกเขาไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมากป่าหน้าทางเข้าออกก็โดนทำลายไปหลายส่วนยิ่งกระตุ้นโทสะของพวกภูติผู้เฝ้าทางเข้าออกอย่างรุนแรงแต่จะให้ทำยังไงได้ก็เป็นพวกเขาเองที่ไปต่อปากต่อคำกับเควินและไม่ยินยอมคืนจดหมายนั่นอีก
เควินที่รับรู้ถึงอารมณ์ของพวกเขาอย่างชัดเจนไม่ได้มีท่าทีแยแสแม้แต่น้อยเพราะเขาก็เตือนพวกภูติเหล่านั้นไปแล้วว่าให้คืนจดหมายฉบับนั้นมาให้เขาแต่พวกภูติไม่ทำตามที่เขาบอกเองทำให้เขาต้องลงมือทำลายป่าทางเข้าออกไปแบบนั้นพวกโง่เง่าไร้สมองแบบนี้ทำไมเขาถึงต้องเจอกับพวกมันบ่อยขนาดนี้ เควินส่ายหน้าไปมาโดยไม่อาจทำความเข้าใจได้
เควินและคนอื่นๆก็เดินเข้าไปในดินแดนแห่งภูติ แสงสีเขียวอ่อนเรืองรองทอประกายไปตามทางทุกการก้าวเดินของกลุ่มพวกเควินนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้ที่มีสีสันแตกต่างกันไปทำให้เหล่าหญิงสาวไม่ว่าจะเป็น ลาเวเรีย เทียร่าเรทีน่าล้วนให้ความสนใจกับมันเพราะขนาดเขาเองก็ยังชื่นชมว่ามันงดงามมาก
สองข้างทางที่เดินไปก็เต็มไปด้วยพวกภูติหลายสายพันธ์ที่อาศัยอยู่ที่นี่พวกมันมองพวกเขาที่เข้ามาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ดินแดนแห่งภูติแห่งนี้ไม่ได้มีผู้คนต่างเผ่าเข้ามาราวห้าสิบปีมาแล้วทำให้พวกภูติต่างตื่นเต้นดีใจการที่พวกมันไม่ได้หวาดระแวงสงสัยหรือทำท่าทางไม่เป็นมิตรก็เพราะว่าราชาแห่งเหล่าภูติเป็นคนออกปากเชิญพวกเขาเข้าไปนั่นก็กลายเป็นหลักประกันว่ากลุ่มของเควินนั้นไม่ได้มีภัยต่อดินแดนแห่งภูติ
กลุ่มของเควินก็เดินทางมาจนถึงพระราชวังไม้บรรพกาล หน้าทางเข้าพระราชวังมีหญิงสาวจากเผ่าภูติหมาป่าและภูติดอกไม้ออกมาให้การต้อนรับพวกเธอมีรูปลักษณ์ที่คล้ายกับมนุษย์จนแทบจะแยกกันไม่ออก รูปโฉมงดงามไม่แพ้สาวงามระดับงามล่มเมืองในเผ่ามนุษย์การที่เควินสามารถระบุได้ว่าพวกนางเป็นเผ่าอะไรก็คงเป็นการรับรู้ทางกลิ่นอายที่แผ่ออกมาเขาเองยังตกใจกับความสามารถในการแยกแยะของเผ่าแวมไพร์ของตนเองที่มีความเฉียบคมมาก
“ขอต้อนรับผู้มาเยือนจากแดนเหนือเชิญท่านเข้ามาข้างในก่อนเถอะพวกเราจะได้ปรึกษาหารือเกี่ยวกับการมาเยือนของทางแดนเหนือของพวกท่าน” หญิงสาวทั้งสองกล่าวพร้อมโค้งคำนับ
เควินสังเกตเห็นเหรียญตราบางอย่างอยู่บนเสื้อของพวกเธอ เขาจำได้ทันทีเลยว่าเคยเห็นในตำราที่เขาอ่านมาก่อนมันคือเหรียญตราที่บ่งบอกถึงสถานะไม่ต้องสงสัยเลยทั้งลวดลายสัญลักษณ์บ่งบอกว่าพวกเธอคือเอกอัครราชทูตราชาแห่งเหล่าภูติถึงกับส่งเอกอัครราชทูตสองคนมาต้อนรับแบบนี้คงเพื่อให้เกียรติกับกลุ่มของเควินเพราะเหตุก่อนหน้านี้ทำให้เควินเสียหน้าไม่ใช่แค่นั้นต้องกล่าวว่าแดนเหนือทั้งแดนจะดีกว่า
พวกเธอก้าวเดินนำทางกลุ่มของเควินเข้าไปภายในพระราชวังไม้บรรพกาลภายในพระราชวังไม่ว่าจะเป็นบนล่างซ้ายขวาล้วนเป็นกิ่งไม้ขนาดใหญ่เลื้อยเกี่ยวพันกันไปมาจนกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่สุดยอดของการตกแต่งของธรรมชาติขึ้นมาเดินเข้าไปอีกก็จะเป็นรูปปั้นแกะสลักไม้ที่มีความประณีตมันคือรูปปั้นของห้าภูติผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตได้แก่ เผ่าภูติหมาป่า เผ่าภูติดอกไม้ เผ่าภูติแห่งแสง เผ่าภูติแห่งสรรพธาตุ และสุดท้ายคือเผ่าภูติแห่งวิญญาณที่กลายเป็นตำนานไปจนไม่หลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว
“ข้าต้องขอแนะนำตัวก่อน ข้ามีชื่อว่า ดาร์เลเน่มาจากเผ่าภูติหมาป่าดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตประจำทิศใต้ ส่วนอีกคนมีชื่อว่า มิลาด้ามาจากเผ่าภูติดอกไม้ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตประจำทิศตะวันตก”
“ข้าเควิน คาร์เวีย โดยตำแหน่งที่มาในครั้งนี้ถูกมอบหมายจากองค์จักรพรรดิให้เป็นผู้คุ้มครองขององค์หญิงลำดับสอง”
“พวกข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมาบ้างเช่นกันชายผู้มีพรสวรรค์สูงสุดและเป็นถึงคู่หมั้นขององค์หญิงลำดับสอง วีรกรรมที่เลื่องชื่อคงเป็นการที่ท่านได้เข้าร่วมปกป้องกำแพงจากปีศาจและมารอสูร”
“เป็นเกียรติมากที่ชื่อของข้าถูกยกย่องขนาดนี้”
“คิก คิกท่านไม่ต้องถ่อมตัวแบบนั้นที่ดินแดนแห่งภูติไม่มีใครไม่รู้จักท่าน” ดาร์เลเน่กล่าว
“ถึงแล้ว นี่คือห้องโถงบัลลังก์ของราชาแห่งเหล่าภูติ” มิลาด้ากล่าว
แอ๊ด!!
ประตูห้องโถงเปิดออกกลุ่มเควินก็ก้าวเดินเข้าไปภายในพวกเขาเดินเข้ามามองดูสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของธรรมชาติมากมายของพระราชวังแห่งนี้แต่เมื่อได้เข้ามาข้างในห้องโถงบัลลังก์ก็พบว่าพวกมันงดงามยิ่งกว่ากิ่งไม้ตามทางเดินเสียอีกธรรมชาติออกมาแบบมาให้ไม้พวกนี้ก่อตัวการเป็นโครงสร้างที่สวยงามตัวกิ่งไม้ทั้งหมดในห้องโถงล้วนเปล่งแสงสีเขียวอ่อนให้ความรู้สึกสบายตาเมื่อมองเข้าไป
เควินสลัดภาพอันงดงามออกไปมองไปยังบัลลังก์พร้อมกวาดสายตามองไปโดยรอบสองข้างซ้ายขวามีภูติยืนอยู่สิบตนพวกเขาล้วนแล้วแต่มีรัศมีพลังที่อ่อนโยนไม่ให้ความรู้สึกไม่เป็นมิตรโดยเฉพาะตัวราชาแห่งเหล่าภูติเองสิบตนที่ว่านั้นก็คือเหล่าผู้นำเผ่าภูติของแต่ละเผ่า
ส่วนบนบัลลังก์ก็เป็นชายวัยกลางคนที่มีรูปลักษณ์ไม่ได้ต่างไปจากมนุษย์สีผมสีเงิน ดวงตาสีอำพัน ท่าทางที่องอาจดั่งนักรบทุกอย่างล้วนบ่งบอกไปถึงความสามารถที่มากล้นของราชาผู้นี้
“ขอต้อนรับคณะทูตจากแดนเหนือ”ราชาแห่งเหล่าภูติกล่าว
“องค์ราชาพวกข้ามีเรื่องอยากจะไถ่ถามสักเล็กน้อย ทำไมท่านถึงอนุญาตให้พวกมนุษย์เข้ามายังแดนของพวกเรา”
คนที่ไถ่ถามอยู่นั้นคือชายวัยกลางคนที่ลักษณะรูปลักษณ์ไม่ได้ต่างไปจากมนุษย์เขาคือคนของเผ่าภูติแห่งแสง และเป็นคนที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่งในที่แห่งนี้หากเควินคาดเดาไม่ผิดคงมีพลังฝีมือรองแค่ราชาแห่งเหล่าภูติเท่านั้น
“พวกเขามีจดหมายคำอธิบายเท่านี้คงพึงพอใจกับคำตอบที่เจ้าต้องการแล้วสินะ”
ชายวัยกลางคนเผ่าภูติแห่งแสงขมวดคิ้วขึ้นมองไปทางกลุ่มเควิน“จดหมาย?ไม่จริงเจ้าพวกนี้นะเหรอเป็นผู้ครอบครองจดหมาย”
“องค์ราชาข้าเองก็มีความเห็นว่าไม่ควรให้พวกมนุษย์เข้ามายังที่นี่ต่อให้เขามีจดหมายก็ตามเพราะพวกเขา.....” หญิงสาวจากเผ่าภูติแห่งสรรพธาตุกล่าวเสริม
“ข้าก็มีความเห็น...”
“ข้าด้วย….”
…..
“พอได้แล้ว ข้าจะเชิญพวกเขาเข้ามาแล้วมันจะทำไมถึงพวกเราจะรักสงบแต่ก็ประมาทศัตรูจากภายนอกไม่ได้จำเป็นต้องรักษาสายสัมพันธ์ของพวกเรากับแดนเหนือเอาไว้ให้ได้ไม่อาจกล่าวอะไรที่เอาแต่ใจได้หากไม่มีพวกแดนเหนือแดนของพวกเราจะยังมีวันนี้อย่างนั้นรึพวกเจ้าที่เอาแต่ขับไล่พวกมนุษย์ข้าไม่ได้อยากจะไปสนใจด้วยหรอก แต่หากเป็นคนของจักรพรรดิแห่งแดนเหนือและองค์หญิงลำดับสองแล้ว การให้การต้อนรับเป็นเรื่องที่สมควรทำ”
“ราชาแห่งเหล่าภูติที่พวกข้ามาที่นี่เหตุผลหลักก็เพื่อที่จะให้องค์หญิงลำดับสองของพวกเรามาสัมพันธ์ทางการทูตแต่ตอนนี้เธอไม่สะดวกจะพบเจอกับท่านและเหตุผลรองลงมาคือการที่ให้ท่านพี่ของข้าได้เข้าไปในวิหารวิหคเพลิงสวรรค์เพื่อเข้าบททดสอบ” เควินกล่าว
เหตุผลแรกที่ของเควินที่มาที่นี่เพื่อสัมพันธ์ทางการทูตของระหว่างแดนเหนือกับดินแดนแห่งภูติมันทำให้เหล่าผู้นำภูติแต่ละคนเข้าใจถึงการที่เควินอยากเข้ามาที่นี่แต่เหตุผลที่สองนั่นมันคือสถานที่ต้องห้ามสำหรับคนต่างเผ่าสิ่งที่พวกเขาไม่อาจให้คนนอกเข้าไปที่นั่นได้เพราะมันคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนแห่งภูติและเป็นสถานที่ของวิหคเพลิงสวรรค์สัตว์เทวะในตำนานหลับใหลอยู่
ภูติทั้งสิบตนกำลังจะเอ่ยปากกล่าวออกมาก็ถูกราชาแห่งเหล่าภูติกล่าวขึ้นมาก่อน “ท่านพี่ของเจ้าคนไหนกันละก้าวออกมาให้ข้าเจอหน้าก่อนได้หรือไม่ ข้าขอพิจารณาตามความเหมาะสมก่อนดีกว่า”
“อืม ท่านพี่ออกไปให้พวกเขาเจอท่านหน่อย”
ลาเวเรียก้าวเดินออกไปยืนอยู่หน้าเควิน“เป็นข้าเอง”
ภูติทุกตนล้วนจับจ้องมองมาที่ร่างของลาเวเรียพวกเขาเก้าในสิบไม่อาจมองเห็นอะไรได้จากในตัวของลาเวเรียแต่ก็มีภูติตนหนึ่งที่มองเห็นอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาคงเพราะรอให้ราชาเป็นคนตัดสินใจราชาแห่งเหล่าภูติหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะเกิดอาการตกตะลึงในเวลาต่อมา
(พวกเขาจ้องมองลาเวเรียก็จริงแต่ว่าไม่ได้เห็นใบหน้าของลาเวเรียนะครับเพราะเธอปิดใบหน้าเอาไว้อยู่จึงไม่ได้เห็นรูปโฉมจริงๆปกติแล้วผู้หญิงทุกคนที่อยู่ในกลุ่มกับเควินจะปิดใบหน้าไว้อยู่เสมอเพราะพวกเธอสวยเกินไปยังไงละ:) )
“เจ้ามีรากฐานธาตุไฟที่แปลกประหลาดมากข้าไม่เคยพบเห็นอะไรที่มันแปลกประหลาดขนาดนี้มาก่อน”
“ข้าหวังว่าท่านจะให้คำตอบที่ดีเพราะว่าหากไม่เป็นไปตามที่ข้าได้วางเอาไว้พวกข้าจะไปทันทีไม่รอให้อาริเชียตื่นก่อนแน่นอน”
“เจ้ามนุษย์บังอาจมากที่พวกข้าไม่กล่าวหาว่าเจ้าเผาทำลายป่าของพวกเราบ้านของพวกเราก็ดีเท่าไหร่แล้ว ยังจะเรียกร้องขอเข้าทดสอบอีก”ชายวัยกลางคนจากเผ่าภูติแห่งแสงกล่าว
“เหอะ ก็ใครบอกให้พวกมันมากล่าวเรื่องไร้สาระแบบนั้นเองไหนจะเรื่องยึดจดหมายของข้าไปแล้วไม่คืนข้าเตือนพวกมันไปแล้ว ราชาแห่งเหล่าภูติก็เป็นพยานให้กับข้าได้ แต่เจ้ากลับยกเรื่องไร้สาระแบบนี้ขึ้นมาอีกชั่งสมกับเป็นตัวโง่งมจริงๆ”
ชายวัยกลางคนจากเผ่าภูติแห่งแสงมีโทสะจนแทบจะปะทุออกมา “เจ้า!มีชีวิตอยู่มันน่าเบื่อนักอยากจะไปร่องเรือโลกแห่งความตายสินะ”
“ใช่ข้าเบื่อจริงๆนั่นแหละที่ต้องเจอตัวโง่งมแบบพวกเจ้าไม่เว้นวัน”
คนในกลุ่มของเควินได้แต่ส่ายหน้าไปมาพวกเขาก็คิดเหมือนกับเควินมีแต่พวกไม่คิดกันทั้งนั้นการจะอยู่อาศัยบนโลกใบนี้ได้จะต้องกลายเป็นผู้แข้งแกร่งเพราะผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่เป็นผู้สร้างกฎ พวกที่อ่อนแอจำเป็นต้องทำตามกฎของผู้แข็งแกร่งเท่านั้นเป็นเหตุให้การที่มีสติปัญญาล้ำเลิศเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเท่าไหร่เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้แข็งแกร่งสติปัญญาล้วนแล้วแต่ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง
“พอเถอะทั้งสองฝ่ายข้าตัดสินใจแล้วให้เธอเข้าบททดสอบได้”
“แต่ว่าองค์ราชา…..”
“ไม่ได้นะครับองค์ราชา...”
“ไม่ต้องกล่าวอะไรอีกข้าจะให้พวกเขาเข้าไปแล้วมันจะทำไมเธอคนนี้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับที่ท่านวิหคเพลิงสวรรค์ได้จารึกไว้บนศิลาของบททดสอบของท่านเองถ้าไม่มีอะไรแล้วแยกย้ายเถอะ ส่วนกลุ่มของเจ้าไปที่พักที่ข้าได้จัดเตรียมเอาไว้”
หลังจากราชาแห่งเหล่าภูติกล่าวเสร็จพวกผู้นำของเผ่าภูติทั้งเก้าตนจากสิบนั้นก็จากไปโดยที่มีสายตาที่มองกลุ่มเควินเป็นปฏิปักษ์มีอยู่ผู้นำภูติอยู่ตนหนึ่งที่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาเควินเองก็คาดเดาจุดประสงค์ของเธอไม่ได้เพราะตั้งแต่เข้ามาเธอไม่ออกความคิดเห็นอะไรแม้แต่อย่างเดียวในตอนที่ลาเวเรียก้าวเดินออกมาก็พบว่าตัวภูติตนนั้นก็เกิดอาการไม่ต่างไปจากราชาแห่งเหล่าภูติแต่ก็เป็นอาการเพียงครู่เดียวเท่านั้น
เหล่าภูติที่เป็นคนรับใช้นำพากลุ่มของเควินเข้าที่พักกันทุกคนแต่ก่อนออกไปราชาแห่งเหล่าภูติก็กล่าวกับเควินเล็กน้อย “นำพาองค์หญิงลำดับสองมาพูดคุยกับข้าสักเล็กน้อยหลังจากที่เธอตื่นขึ้นมาแล้ว” เควินก็พยักหน้าตอบรับไปตามนั้น..........