“ไปกันเถอะยูรัน”
ไป๋หลิงถอนหายใจยาวพลางเดินนำทางออกไปทางท้ายยอดเขา
“ข้าจะพาเ้าไปดูที่ซุกหัวนอนใหม่”
หนานอวี้เดินกระฟัดกระเฟียดอยู่ข้าง ๆ ยูรันด้วยความไม่พอใจในชะตากรรมของศิษย์น้องคนใหม่ ส่วนหลานชิงอวี้เดินตามหลังมาเงียบ ๆ พลางมองแผ่นหลังของยูรันด้วยสายตาซับซ้อน
[เขาไม่บ่นเลยสักคำ ทั้งที่ถูกส่งไปอยู่ที่พักร้างแบบนั้น... หรือเขาง่วงจนยังไม่เข้าใจสถานการณ์กันแน่]
ก้าวเดินลัดเลาะผ่านป่าไผ่อันหนาทึบมาได้ราวหนึ่งลี้ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึง 'หอพักริมสระมรกต' ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง
เบื้องหน้าของยูรัน คือเรือนไม้ไผ่ขนาดเล็กหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมสระน้ำขนาดย่อม
สภาพของมันช่างน่าอัศจรรย์ใจเสียจนคำว่า 'ซอมซ่อ' ยังดูหรูหราเกินไป หลังคาหญ้าคาผุพังเป็รูโหว่ขนาดั์สามสี่รูจนมองเห็นก้อนเมฆและแสงแดดส่องทะลุลงมาตรง ๆ ฝาบ้านไม้ไผ่แตกหักจนลมหนาวพัดผ่านเข้าออกได้อย่างสะดวกสบาย ประตูเรือนไม้เก่าแขวนอยู่บนบานพับขึ้นสนิมเพียงข้างเดียว พัดสั่นกึก ๆ ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดน่าสยดสยองยามสายลมพัดผ่าน
ส่วน 'สระมรกต' ที่อยู่ข้าง ๆ บัดนี้แปรสภาพเป็สระน้ำนิ่งสนิทสีเขียวเข้มขุ่นมัว เต็มไปด้วยจอกแหน ตะไคร่น้ำหนาทึบ และฝูงกบฝูงเขียดนับร้อยตัวที่พากันเกาะกลุ่มส่งเสียงร้อง อ๊บ ๆ ประสานเสียงต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างพร้อมเพรียง
หลานชิงอวี้มองภาพตรงหน้าอยู่พักใหญ่
[ข้าถอนตัวตอนนี้ยังทันไหม]
นางคิดได้เพียงเท่านั้น ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งถูกเ้าของยอดเขารับเข้าอย่างเป็ทางการต่อหน้าคนทั้งลานสอบ
[ไม่ทันแล้วสินะ]
ยูรันยืนนิ่งสนิท จ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาปลาตายอันว่างเปล่า ชายหนุ่มชุดเทากุมขมับลึก ๆ ในใจ
[อืม... ข้ารู้อยู่แล้วว่ายอดเขานี้ยากจนข้นแค้นและขาดแคลนเงินทอง สภาพโทรมขนาดนี้ ต่อให้เป็ขอทานท้ายเมืองยังต้องเดินส่ายหน้าหนีภัยธรรมชาติเลยมั้ง แต่เอาเถอะ เดี๋ยวค่อยสร้างใหม่]
หลานชิงอวี้หันไปมองเขาช้า ๆ
“เ้า... ดูไม่ใเลย”
ยูรันตอบเนือย ๆ
“ใอยู่”
“ตรงไหน”
“ในใจ”
นางมองใบหน้าปลาตายของเขา แล้วรู้สึกอย่างจริงจังว่าผู้ชายคนนี้โกหกได้หน้าตายยิ่งกว่ากระจกส่องชะตาที่แกล้งดับเมื่อครู่เสียอีก
“เอ่อ... ยูรัน”
หนานอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอึกอัก ใบหน้าแสนซนเต็มไปด้วยความเกรงอกเกรงใจอย่างถึงที่สุด
“ที่นี่อาจจะ... มีลมโชยเย็นสบายไปหน่อย และหลังคาก็อาจจะรับแสงแดดธรรมชาติได้ดี... แต่ถ้าเ้าอยู่ไม่ได้ ข้าแอบให้เ้าย้ายไปนอนที่เรือนตะวันตกของข้าได้นะ!”
[กรี๊ด! ข้าพูดอะไรออกไปเนี่ย! ชวนผู้ชายเข้าเรือนนอนงั้นเหรอ?! น่าอายชะมัด! แต่ข้าทนเห็นเขามานอนตากฝนในเรือนผุ ๆ นี่ไม่ได้จริง ๆ นะ!]
หลานชิงอวี้ชะงักเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
นางไม่รู้ว่าทำไม พอได้ยินหนานอวี้พูดเช่นนั้น ในอกถึงได้เหมือนมีอะไรสะกิดเบา ๆ
[ข้าเป็อะไรไปอีกล่ะ นางก็แค่เป็ห่วงศิษย์น้องใหม่ไม่ใช่หรือ]
ยูรันหันไปมองหนานอวี้ แล้วพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
“ศิษย์พี่สามช่างมีน้ำใจยิ่งนัก”
หนานอวี้หน้าแดงขึ้นทันที
“หนานอวี้... อย่าทำตัวเหลวไหล”
ไป๋หลิงเอ่ยขัดเสียงเข้ม พลางหันมามองยูรันด้วยสายตาเรียบเฉยตามหน้าที่
“ยูรัน ในเมื่ออาจารย์จัดสรรที่นี่ให้เ้า เ้าก็ต้องอยู่ที่นี่ งานของเ้าไม่มีอะไรมาก แค่กวาดใบไม้แห้งรอบ ๆ ตำหนักใหญ่และลานหน้ายอดเขาทุกวันตอนเช้า ส่วนเื่อาหารการกิน...”
ยังไม่ทันที่ไป๋หลิงจะพูดจบหรือยื่นถุงผ้าป่านส่งให้ ยูรันก็ยกมือขึ้นโบกเบา ๆ กลางอากาศด้วยท่าทีเกียจคร้าน ก่อนจะเอ่ยขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย
“ศิษย์พี่รอง... ไม่เป็ไรหรอก ของพวกนั้นข้าไม่เอา”
“ฮะ?”
ไป๋หลิงชะงักงัน มือที่กำลังจะเอื้อมหยิบถุงป้ายศิษย์ชั้นนอกและตำราค้างอยู่กลางอากาศ
หนานอวี้เบิกตากว้างอ้าปากหวอ
หลานชิงอวี้เองก็หันขวับมามองเขาทันที
“เ้าบอกว่า... ไม่เอา?”
ไป๋หลิงขมวดคิ้ว
“ตำราฝึกตน ป้ายศิษย์ และเสบียง... เ้าจะไม่เอาสักอย่างเลยรึ?”
หลานชิงอวี้อดพูดไม่ได้
“ป้ายศิษย์เป็สิ่งยืนยันตัวตนนะ ถ้าไม่มี เ้าจะเดินเข้าออกเขตสำนักยังไง”
ยูรันหันมามองนาง
“ไม่เดินออกก็ได้”
“...”
หลานชิงอวี้รู้สึกเหมือนเส้นเืตรงขมับกระตุกเบา ๆ
[นี่ไม่ใช่ประเด็นสักหน่อย!]
[เ้าคนบ้าเอ๋ย... ป้ายศิษย์ชั้นนอกคือสิ่งยืนยันตัวตนนะ! แล้วตำราฝึกนั่นต่อให้เป็ของระดับต่ำแต่มันก็คือวิถีเซียนที่ทุกคนต่างไขว่คว้าหามาไม่ใช่หรือไง?! แถมปฏิเสธเสบียงอาหารอีก... เ้ากะจะนอนแห้งตายริมสระน้ำเน่าค้างปีนี่จริง ๆ รึ?! ช่างเป็คนธรรมดาที่แปลกประหลาดและี้เีจนข้ากุมขมับจริง ๆ!]
ยูรันยิ้มบาง ๆ พลางเอามือซุกกระเป๋าเสื้ออย่างเอื่อยเฉื่อย
“ป้ายศิษย์ข้าไม่จำเป็ต้องใช้หรอก เดี๋ยวคนก็รู้จักข้าเองแหละ ส่วนตำราข้าไม่ฝึกหรอก ข้าี้เี เสบียงข้าก็ทำอาหารกินเองได้ ส่วนเรือนพักเดี๋ยวข้าซ่อมเอา ไม่เป็ไรหรอก คืนนี้พวกท่านกลับไปพักผ่อนเถอะ เ้าด้วยชิงอวี้”
“ก็ได้ ในเมื่อเ้าไม่มีปัญหาอันใด... เช่นนั้นพวกข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน หากมีเื่เดือดร้อนอันใด ค่อยไปหาข้าที่เรือนบัญชีฝั่งตะวันออก”
ไป๋หลิงกล่าวตัดบท พลางหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เพราะทนดูสภาพแวดล้อมอันย่ำแย่ตรงนี้ไม่ไหว
“ข้าไปก่อนนะยูรัน! พรุ่งนี้เช้าข้าจะมาหาเ้านะ!”
หนานอวี้โบกมือลาด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนจะรีบวิ่งตามหลังศิษย์พี่รองไปติด ๆ
หลานชิงอวี้มองแผ่นหลังของหนานอวี้ แล้วนิ่งไปเล็กน้อย
[ศิษย์พี่สามก็แค่เป็ห่วงเขา... ใช่ ก็แค่นั้น]
แต่นางกลับเหลือบมองยูรันโดยไม่รู้ตัว ก่อนเดินตามหลังศิษย์พี่กลับเรือนพัก
---
หลังจากทั้งสามคนออกไป เสียงฝีเท้าก็ค่อย ๆ ห่างหายไปในแนวป่าไผ่
ริมสระมรกตกลับมาเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านเรือนไม้ไผ่ผุพัง เสียงประตูเก่าสั่นกึก ๆ และเสียงฝูงกบในสระที่ร้องรับกันเป็จังหวะอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
ยูรันยืนมองเรือนพักตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“เฮ้อ วุ่นวายจริง ๆ เอาล่ะ ของมีเยอะแยะ ซ่อมให้พอใช้ได้ก่อน แล้วค่อยวางแผนใหม่ก็แล้วกัน”
เขากวาดตามองเรือนไม้ไผ่ั้แ่หลังคาที่เป็รู ฝาผนังที่เอียงจนเหมือนพร้อมยอมแพ้ต่อชีวิต ไปจนถึงประตูที่แขวนอยู่ด้วยบานพับเพียงข้างเดียว
“บ้านเล็ก ง่าย ๆ... ราวสามตารางจั้ง”
ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“นี่มันประมาณคอนโดห้องหนึ่งรึเปล่าวะ น่าจะใช่นะ จำไม่ค่อยได้ เอาเถอะ”
เขายกมือขึ้นช้า ๆ ปลายนิ้ววาดเส้นแสงบาง ๆ ลงกลางอากาศ เส้นสีเทาหม่นค่อย ๆ ประกอบกันเป็รูปอักขระแปลกตา ก่อนจะแตกแขนงออกเป็วงซ้อนวงเหมือนลายกลไกที่ไร้เสียง
“ย่อยเรือนพักทิ้งด้วยรูนแห่งการเสื่อมสลาย”
สิ้นเสียงนั้น อักขระสีเทาก็ซึมลงไปตามเสาไม้ ฝาผนัง หลังคา และพื้นที่ผุพัง
เรือนไม้ไผ่ทั้งหลังไม่ได้ะเิ ไม่ได้พังครืนเสียงดัง เพียงแต่ค่อย ๆ แตกตัวเป็ผงละเอียด ราวกับเวลาหลายสิบปีถูกเร่งให้ผ่านไปในชั่วไม่กี่ลมหายใจ
ไม้ผุ หญ้าคาเก่า ตะปูขึ้นสนิม และฝุ่นหนาทึบ ล้วนสลายกลายเป็ธุลีจาง ๆ แล้วถูกสายลมพัดกวาดออกไปจากพื้นดิน
ไม่นาน พื้นที่ริมสระก็โล่งสะอาดขึ้นอย่างประหลาด
ยูรันมองพื้นว่างตรงหน้า แล้วพยักหน้าเบา ๆ
“ต่อไปก็ใช้พลังจิตสร้างบ้าน อืม... ส่วนเื่ความสวยงาม...”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจง่าย ๆ
“ช่างเถอะ เริ่มเลยแล้วกัน”
ชายหนุ่มสะบัดมืออีกครั้ง สิ่งของจำนวนมากพลันปรากฏออกมาจากช่องเก็บของอย่างเงียบงัน ทั้งแผ่นผนังสีขาว เสาโครงเบา กระจกใส แผ่นพื้นสำเร็จรูป ประตู หน้าต่าง และเครื่องเรือนพื้นฐานที่ถูกจัดวางซ้อนกันอย่างเป็ระเบียบ
จากนั้นทุกอย่างก็เริ่มขยับเอง
โครงบ้านยกตัวขึ้นก่อนเป็อันดับแรก เสาสี่มุมปักลงบนพื้นที่ถูกปรับเรียบอย่างแม่นยำ แผ่นผนังสีขาวลอยเข้าประกบทีละด้าน หน้าต่างกระจกใสเลื่อนเข้ากรอบ ประตูบานใหม่หมุนเข้าที่ หลังคาเรียบง่ายสีเข้มค่อย ๆ ปิดทับ้าอย่างเงียบเชียบ
ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วและเป็ระเบียบจนดูไม่เหมือนการก่อสร้าง แต่เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังประกอบของเล่นชิ้นหนึ่ง
ไม่นาน บ้านกึ่งน็อคดาวน์ขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นริมสระมรกต
ตัวบ้านเป็สีขาวเรียบ รูปทรงแปลกตาสำหรับคนในโลกนี้ แต่สำหรับยูรันมันก็แค่บ้านสมัยใหม่ธรรมดา ๆ หลังหนึ่ง มีพื้นที่ใช้สอยเกือบสามตารางจั้ง แบ่งเป็ห้องนอนเล็ก ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ และมุมเก็บของพอใช้งาน
เฟอร์นิเจอร์พื้นฐานถูกวางเข้าที่อย่างลวก ๆ เตียงหนึ่งหลัง โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้สองตัว ชั้นวางของ เตาเล็ก ๆ และเครื่องใช้จำเป็อีกไม่กี่อย่าง
ไม่หรูหรา ไม่ประณีต และไม่ได้ตั้งใจทำให้งดงามเป็พิเศษ เพราะสำหรับยูรัน นี่เป็เพียงที่พักชั่วคราวเท่านั้น
เขายืนมองบ้านหลังใหม่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างพอใช้ได้
“พอใช้ได้ แต่ก็ทุเรศอยู่ดี”
ยูรันหาวออกมาอีกครั้ง ก่อนเดินเข้าไปในบ้านหลังใหม่อย่างเกียจคร้าน
ด้านในไม่มีอะไรหรูหรา เตียงก็ธรรมดา โต๊ะก็ธรรมดา เก้าอี้ก็ธรรมดา ทุกอย่างดูเหมือนถูกวางไว้พอให้ใช้ชีวิตรอดไปวัน ๆ มากกว่าจะเรียกว่าที่พักของผู้ฝึกตน
แต่สำหรับยูรัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
เขาทิ้งตัวลงบนเตียง กลิ้งไปทางซ้ายหนึ่งรอบ กลิ้งกลับมาทางขวาอีกหนึ่งรอบ ก่อนนอนแผ่อย่างไร้เรี่ยวแรง
ชายหนุ่มจ้องเพดานสีขาวเรียบอยู่ครู่หนึ่ง
“เฮ้อออ มาดูกันหน่อยว่าตอนนี้มีใครผูกพันธะแล้วบ้าง”
แล้วค่อย ๆ ยกมือขึ้นปิดตาข้างหนึ่งอย่างเกียจคร้าน เนตรพยากรณ์ค่อย ๆ เปิดออก