สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 185 ปรมาจารย์สร้างอาวุธมาร

        ณ ชั้นสองของหอสมุดสำนักวรยุทธ์ชาง

 

        เหยียนชวี่มองอาจารย์หญิงที่เงียบสงบก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “ซ่งเฉาเซิงออกไปแล้ว ทำไมเจ้าไม่เข้ามารายงาน”

 

        อาจารย์หญิงท่านนั้นไม่ได้ลุกขึ้น นางเพียงวางตำราในมือลง“นับตั้งแต่เราอยู่ที่นี่ ก็ไม่เคยได้รับคำสั่งวิธีจัดการปัญหาจากเจ้าสำนักคนใหม่ฉะนั้นเราจึงทำตามแนวทางของเจ้าสำนักคนก่อน หากสืบได้ว่ามีเรื่องอะไรไม่ชอบมาพากลคำสั่งจากเจ้าสำนักซางในตอนนั้นก็คือ หากปัญหาไม่เกินกำลังก็ให้เราจัดการเรื่องนี้เองแต่หากเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกำลังต้องแจ้งแม่ทัพฟางจือจี่ทันที แต่ตอนนี้แม่ทัพฟางจือจี่ไม่อยู่ในเมืองหลวง”

 

        เหยียนชวี่ชะงักไปทันทีอยากจะระเบิดความโมโหแต่ก็ต้องเก็บมันเอาไว้ เขารู้ว่าตัวเองผิดที่ละเลยเรื่องนี้ไปคิดว่าคงไม่มีทางเกิดเรื่องใด แต่สุดท้ายก็กลับมีเรื่องจนได้

 

        “ช่างเถอะ หากต่อไปเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกรีบรายงานข้าทันที”

 

        เขาโบกมือ “บอกสิ่งที่เจ้ารู้มาทั้งหมด”

 

        ฉางฮวันพูดด้วยเสียงที่นุ่มนวล“ฮวาถางถาง เรื่องนี้เจ้าก็รู้ว่ามันสำคัญมากแค่ไหน หากไม่ระวังอาจทำให้สำนักวรยุทธ์ชางล่มสลายอย่างไม่มีทางกู้คืนเป้าหมายที่สร้างสำนักวรยุทธ์ชางขึ้นก็เพื่อสร้างผู้มากพรสวรรค์มาช่วยแผ่นดินเยี่ยนหลังจากเกิดเรื่องนั้น สำนักเราก็มีเรื่องต้องรับผิดชอบมากขึ้น เจ้าอยู่ที่นี่มานานหลายปีสิ่งที่รู้ก็มากกว่าข้า ฉะนั้นหวังว่าเจ้าจะบอกสิ่งที่ตัวเองรู้กับข้า อย่างไรก็ดีกว่าการให้เจ้าและซ่งเฉาเซิงลำบากเพียงสองคน”

 

        ฮวาถางถางหันไปมองด้านนอก“ข้าเฝ้าและไม่ออกจากที่นี่มานานหลายปี ตอนนี้เพิ่งมีคนมาพูดแบบนี้ไม่รู้สึกว่ามันสายไปหน่อยหรือ?”

 

        หึ...เหยียนชวี่เปล่งเสียงที่เย็นยะเยือก“เจ้าเฝ้าที่นี่มาหลายปี นั่นเป็นเพราะคำสั่งของเจ้าสำนักซาง ไม่เกี่ยวกับข้า”

 

        ฮวาถางถางยิ้ม “ในเมื่อเป็นแบบนี้งั้นข้าจะบอกกับเจ้าไปทำไม?”

 

        “ตอนนี้ข้าเป็นเจ้าสำนักวรยุทธ์ชางข้าต้องรับผิดชอบเรื่องที่เจ้าทำทั้งหมด”

 

        ฮวาถางถางส่ายหน้า “ที่ข้าทำทั้งหมดนี้เพียงแค่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ตอนนั้นที่เจ้าสำนักซางมาหาข้าเขาเคยบอกว่า คนรู้เรื่องนี้น้อยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีพยายามอย่าบอกคนอื่นเพิ่มแม้แต่คนเดียว ฉะนั้นหากข้ารับปากเรื่องนี้นั่นก็แสดงว่าข้าต้องอยู่กับความเดียวดายเป็นเวลานานข้าใช้เวลาในการตัดสินใจหนึ่งคืนก่อนที่จะรับปากเจ้าสำนักซาง ในตอนนั้นข้าบอกกับตัวเองว่าข้าต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ นานหลายปีก่อนจะถึงวันนี้ จู่ ๆก็มีคนมาบอกว่าข้าต้องรับผิดชอบต่อเขาไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าขันเกินไปหน่อยรึ?”

 

        เหยียนชวี่โมโห เขากำลังจะพูดอะไรออกไปแต่กลับถูกฉางฮวันห้ามไว้ก่อน “อาจารย์ เรื่องนี้มอบให้ข้าเป็นคนจัดการจะดีกว่า”

 

        หึ! เหยียนชวี่เปล่งเสียงที่เย็นยะเยือกแล้วจากไปด้วยความโมโห

 

        ฉางฮวันนั่งลงตรงข้ามกับฮวาถางถาง“พวกเจ้าทุกคนอาจเข้าใจอาจารย์ผิด เมื่อดูจากภายนอกเขาต่างจากเจ้าสำนักซางมากก็จริงอีกทั้งอาจารย์และเจ้าสำนักซางก็เหมือนจะไม่ถูกกันด้วย แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมตอนที่เจ้าสำนักซางมีชีวิตอยู่เขาถึงไม่ไล่อาจารย์ไปล่ะ?เจ้าก็น่าจะรู้ดี ก่อนที่อำนาจทั้งหมดจะตกไปอยู่ในมือไทเฮาเจ้าสำนักซางมีสิทธิ์ไล่อาจารย์ออกเมื่อไหร่ก็ได้ เจ้าสำนักซางที่มีเบื้องหลังแข็งแกร่งดุจหินผาอย่างหน่วยทหารตำแหน่งเจ้าสำนักของเขาไม่มีทางไม่มั่นคง”

 

        “แต่ที่ผ่านมาเจ้าสำนักซางไม่ได้ไล่อาจารย์ออกจากสำนัก นี่ยังไม่แสดงให้เจ้าเห็นคำตอบนั้นอีกหรือ?”

 

        ฮวาถางถางพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?”

 

        ฉางฮวันพยักหน้า “เกี่ยวกับเจ้าโดยตรงเหตุผลเดียวที่เจ้าสำนักซางไม่ไล่อาจารย์ไปนั่นเพราะเขารู้ว่าอาจารย์เป็นคนอย่างไรเจ้าน่าจะรู้ดีว่าเจ้าสำนักซางมองคนเฉียบขาดมากเพียงใด และเจ้าก็น่าจะเชื่อการตัดสินใจของเขา”

 

        หลังจากสูดหายใจเข้าลึก ๆ เขาก็พูดต่อ“ในบางครั้ง เรื่องทุกอย่างก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เห็นเสมอไป ข้าบอกเจ้าได้แค่ว่าปัญหาที่คนอื่นมองเห็นอาจไม่ใช่ปัญหาจริง ๆ ก็ได้ คนที่ทำให้คนอื่นคิดว่าไม่ควรคบมากที่สุดแต่ก็อาจไม่ได้เป็นแบบนั้น นิสัยอาจารย์ก็เป็นเช่นนี้ เวลาพูดก็ดูไม่เข้าหูคนอื่นจริงๆ ไม่อย่างนั้นละก็ เขาคงไม่อาจทำให้คนอื่นเชื่อได้ว่าตัวเองไม่ถูกกับเจ้าสำนักซาง”

 

        สีหน้าฮวาถางถางเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง“เจ้าหมายความว่า?”

 

        ฉางฮวันยิ้ม “ข้าพูดอะไรก็ไม่สำคัญเรื่องที่สำคัญคือความลับนั่นที่ถ่ายทอดจากเจ้าสำนักซางมายังอาจารย์”

 

       คำว่าถ่ายทอดทำให้ฮวาถางถางรู้สึกอ่อนไหวขึ้นมาทันที

 

        หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง นางก็พูดเรื่องที่อันเจิงเล่าให้ฉางฮวันฟังจากนั้นก็พูดต่อ “ข้าลองหาแล้ว ชั้นสองมีตำราเล่มหนึ่งหายไปจริง ๆ ตำราเล่มนั้นข้าเจอมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วมันเป็นเพียงตำราการฝึกวรยุทธ์ธรรมดา ๆ เท่านั้นในวันนั้นข้าก็เจอปัญหาที่หลายปีมานี้ไม่เคยเจอมาก่อน”

 

        ฉางฮวันถาม“ชั้นสองมีตำราอย่างน้อยเป็นพันเล่ม เจ้าอาจจะจำผิดหรือไม่?”

 

        ฮวาถางถางพูด “หากเจ้าต้องคอยจัดตำราที่นักเรียนค้นยุ่งทุกวันแล้วเก็บเข้าที่เดิมทุกครั้ง อย่างนั้นเจ้าก็คงแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้จำผิดไป”

 

        ทันใดนั้น ฉางฮวันก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันทีหญิงสาวที่อดทนเฝ้าที่นี่มานานหลายปี ยิ่งไปกว่านั้น สามารถพูดได้ว่านางใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิตตัวเองไปกับที่นี่แล้วบางคนอาจคุ้นเคยกับการคงอยู่ของนาง และยิ่งไปกว่านั้น บางคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติที่นางเฝ้าที่นี่ตลอดเวลาแต่จะมีใครเคยนึกบ้างว่า หลายพันคืน หลายพันวัน นางผ่านมันมาได้อย่างไร?นางต้องอดทนมากกว่าซ่งเฉาเซิงหลายปี ขนาดซ่งเฉาเซิงยังดูบ้า ๆ บอ ๆไปแล้วด้วยซ้ำ

 

        “และนั่นก็หมายความว่า...ของที่ผู้อาวุโสในสำนักวรยุทธ์ชางหามานานความจริงมันอยู่ในนี้ตลอดเวลา มันอยู่ตรงหน้าข้า เพียงแค่ข้าไม่รู้เท่านั้น”

 

        ฉางฮวันถอนหายใจ “มันเป็นคำสาป...ตอนนี้เราควรจะทำอย่างไรดี?”

 

        “เมื่อครู่เจ้าก็บอกแล้ว...ในเมื่อเจ้าสำนักเหยียนเป็นผู้ที่เจ้าสำนักซางถ่ายทอดให้ฉะนั้นควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร คิดว่าเจ้าสำนักเหยียนน่าจะรู้ดีข้าเป็นเพียงผู้เฝ้าดู อีกทั้งยังกระทำความผิด ของชิ้นนั้นหายออกไปต่อหน้าต่อตาแต่กลับไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิดข้าคงไม่มีสิทธิ์มาบอกว่าเรื่องนี้จะจัดการอย่างไรอีก”

 

        ฉางฮวันส่ายหน้า“ไม่มีใครบอกว่าเจ้าทำผิด ของชิ้นนั้นมีพลังยิ่งใหญ่ พวกเราต่างก็รู้ดี”

 

       ในที่สุดเสียงของฮวาถางถางก็ไม่ได้แข็งทื่ออีกต่อไป“ซ่งเฉาเซิงให้อันเจิงพาไปดูที่เกิดเหตุแล้วหวังว่าจะสามารถมองเห็นปัญหาจากที่ที่อันเจิงและติงเซิ้นซาต่อสู้กันได้ ข้าอยู่เฝ้าที่นี่มานานหลายปีข้าอยู่มานานเท่าไหร่ ของชิ้นนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวนานเท่านั้น แต่หลังจากติงเซิ้นซามาที่นี่มันก็เกิดการเคลื่อนไหว...ฉะนั้นสิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้น่าจะเป็นการหาตัวติงเซิ้นซาหรืออาจจะ...หาคำตอบว่าทำไมของชิ้นนั้นถึงเลือกให้ติงเซิ้นซาเป็นคนพาออกไป”

 

        ฉางฮวันขมวดคิ้วมากขึ้นเรื่อย ๆเขาเดินไปเดินมาอย่างช้า ๆ ผ่านไปสองชั่วโมงเขาถึงหันกลับมา“บางทีข้าอาจคิดออกแล้วว่า...ทำไมหลายปีมานี้ของชิ้นนั้นไม่มีการเคลื่อนไหว?นั่นเพราะถึงแม้สำนักวรยุทธ์ชางของเราจะไม่ขาดคนที่ชั่วร้ายแต่สำหรับมันก็ยังชั่วร้ายไม่พอ จิตใจของคนชั่วร้ายไม่มากพอ นิสัยคนก็แย่ไม่มากเรื่องชั่วที่ทำก็เลวไม่พอ ความคิดด้านมืดไม่มากพอเกรงว่าเขาคงไม่มีทางเลือกคนเหล่านั้น ติงเซิ้นซามีคุณสมบัติทั้งหมดพอดีฉะนั้นมันรอมานานหลายปีเพื่อเลือกคนที่เหมาะสมมากที่สุด”

 

        เขามองไปยังฮวาถางถาง “เจ้าว่า...หากมีคนที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าคนตรงหน้าของมันละก็มันจะปรากฏตัวหรือไม่?”

 

        ฮวาถางถางถอนหายใจแล้วพูด “มันจากไปแล้ว...ใต้หล้านี้สำหรับมันก็เหมือนทะเลอันแสนกว้างใหญ่ส่วนมันก็เหมือนปลาที่กลับคืนสู่น้ำ ฉะนั้นที่ข้าบอกว่าติงเซิ้นซาสำคัญ เพราะติงเซิ้นซาเป็นเส้นทางเดียวที่จะพาไปหามันแต่ติงเซิ้นซาจะยังจำเป็นอยู่จริงหรือ? ด้านนอกมีคนที่ชั่วช้ามากกว่าติงเซิ้นซามันสามารถทิ้งติงเซิ้นซาได้ตลอดเวลา เพราะมันมีทางเลือกที่มากขึ้นแล้ว”

 

        นางหันไปมองด้านนอกหน้าต่างอีกครั้ง“ข้าคิดว่าการฝึกพลังความเงียบนานนับสิบปี จะทำให้กลายเป็นคนที่สามารถรับรู้อะไรได้รวดเร็วตอนนี้เพิ่งรู้ว่ามันอยู่ตรงหน้าข้าตลอดแต่ข้ากลับไม่รับรู้ถึงการคงอยู่ของมันเลย”

 

        ในใจฉางฮวันชะงักไป“อย่านำเรื่องนี้มาทำให้ใจเจ้าเป็นกังวล การฝึกพลังความเงียบสิบปี จะไม่มีประโยชน์ได้อย่างไร!”

 

        ฮวาถางถางหันกลับมา “ขอบคุณ...ข้ารู้ว่าควรจะเรียกความมั่นใจนั้นกลับมาอย่างไรเพียงแค่หวังว่าสิ่งที่ทำจะมีประโยชน์”

 

        ฉางฮวันเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น“เจ้ากลับไปพักก่อนเถอะ ตอนนี้ให้ข้าเป็นคนจัดการเรื่องนี้เอง ข้าจะตามอันเจิงและซ่งเฉาเซิงไปหวังว่าจะช่วยพวกเขาได้บ้าง อีกอย่าง อันเจิงไม่รู้ความเป็นมาของเรื่องนี้สำหรับเขาก็ยากที่จะเข้าใจ ฉะนั้นไม่ว่าอนาคตเขาจะถามเจ้าอย่างไรเจ้าก็ห้ามพูดเด็ดขาด”

 

        ฮวาถางถางพยักหน้า “เรื่องนี้เขาไม่ใช่คนที่สามารถมารับมือได้พูดไปจะมีประโยชน์อะไร?”

 

        ฉางฮวันขอตัวจากมา หลังออกจากสำนักวรยุทธ์ชางเขาก็เร่งความเร็วขึ้นมือซ้ายยื่นออกมาจากกระเป๋า นิ้วมือมีกระดาษแผ่นเล็กสีเหลืองแปะอยู่ เขายกมือขวาขึ้นมาเขียนอักษรบางอย่างบนกระดาษสีเหลืองจากนั้นกระดาษแผ่นนั้นก็มีประกายไฟลุกวาบแล้วเปลี่ยนเป็นลำแสงพุ่งออกไป ฉางฮวันที่อยู่ด้านหลังของลำแสงนั้นก็พุ่งตามออกไปยังนอกเมืองฟางกู้ด้วยความรวดเร็ว

 

        ทิศใต้ของเมืองฟางกู้ท่ามกลางก้อนหินที่แตกกระจุยกระจาย

 

        ท่ามกลางสถานที่ที่น่ากลัวสีหน้าของซ่งเฉาเซิงดูแย่ขึ้นเรื่อย ๆ “ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของมาร นี่ติงเซิ้นซากลายเป็นมารมากขนาดนี้เลยรึ”

 

        เขาก้มหน้าก้มตาแล้วพูดเสียงเบาฉะนั้นอันเจิงจึงได้ยินไม่ชัดเจน “อาจารย์ว่าอะไรนะ?”

 

        ซ่งเฉาเซิงโบกมือ “ไม่มีอะไร...อันเจิงเจ้าปิดบังอะไรข้าอยู่หรือไม่? ถึงแม้กลิ่นอายที่นี่จะวุ่นวายมากแต่ข้าก็สัมผัสได้ ที่นี่ต้องเคยปรากฏอาวุธที่ต่างกันหนึ่งหรือสองชิ้น กลิ่นอายนี้น่ากลัวมากแสดงให้เห็นว่ามีชิ้นหนึ่งเกิดความเสียหาย”

 

        อันเจิงพยักหน้า “ติงเซิ้นซาใช้อาวุธที่มีกลิ่นอายแปลกมากจริงๆ มันเป็นหอกยาว ข้า...ข้ามีอาวุธที่อยู่ในระดับสูงชิ้นหนึ่ง ฉะนั้นหอกของติงเซิ้นซาจึงถูกอาวุธของข้าทำให้มันหักและเกิดความเสียหายกลิ่นอายที่คงอยู่ก็อาจเป็นเพราะเหตุนี้”

 

        ซ่งเฉาเซิงรีบถามอย่างร้อนใจ“อาวุธของติงเซิ้นซาล่ะ?”

 

        “มากกว่าครึ่งเขานำกลับไปด้วย ยังมีอีกเกือบครึ่งข้านำกลับไปที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้ว”

 

        ซ่งเฉาเซิงพูดอย่างรีบร้อน“ทำไมเจ้าไม่พูดตั้งแต่เมื่อครู่”

 

        อันเจิงยักไหล่“ข้าไม่รู้เรื่องนี้อย่างละเอียด และไม่รู้ว่าเพราะอะไรอาจารย์ถึงใส่ใจมากขนาดนี้ข้าเพียงแค่อยากนำอาวุธของติงเซิ้นซากลับไปดูว่าทำไมมันถึงชั่วร้ายขนาดนั้น...”

 

        สีหน้าของซ่งเฉาเซิงดูอ่อนโยนมากขึ้น“อันเจิง เรื่องนี้สำคัญมาก ถึงแม้ตอนนี้ข้าจะยังบอกเจ้าไม่ได้ว่ามันคือเรื่องอะไรแต่ขอให้เจ้าเชื่อใจข้า อาวุธครึ่งหนึ่งที่เจ้าเก็บไว้มันอาจเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะจัดการกับเรื่องนี้”

 

        “ข้าจะกลับไปเอามันมาให้ท่าน”

 

        ซ่งเฉาเซิงพยักหน้า “ส่วนข้าจะอยู่ที่นี่เพื่อดูว่ายังมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่เจ้ารีบกลับไปเอามาก็แล้วกัน”

 

        อันเจิงพยักหน้ารับเขารู้สึกว่าเรื่องนี้อาจเชื่อมโยงไปถึงความลับที่ใหญ่โตอะไรบางอย่างอาวุธมารครึ่งหนึ่งนั้นไม่ถือว่าสำคัญสำหรับเขา การจะมอบให้ซ่งเฉาเซิงก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้

 

        ตอนที่อันเจิงกลับมาถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์นั้นทุกคนหลับกันหมดแล้ว เขาเคาะห้องผู้เฒ่าฮั่วเบา ๆ เมื่อประตูถูกเปิดออก ผู้เฒ่าฮั่วที่ดวงตาแดงก่ำยืนมองอันเจิงพลางพูดขึ้น“ข้าอาจรู้ว่าของชิ้นนี้มีความเป็นมาอย่างไร”

 

        สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปทันทีจากนั้นก็เข้าไปในห้องแล้วปิดประตูอย่างมิดชิด

 

        ในมือผู้เฒ่าฮั่วถือตำราเก่าแก่เล่มหนึ่งอันเจิงเคยเห็นตำราที่เก่าแก่เล่มนี้หลายครั้งแล้ว มันเป็นของที่ผู้เฒ่าฮั่วให้ความสำคัญมากผู้เฒ่าฮั่วยื่นตำราให้อันเจิง “ดูหน้านี้สิ...ตอนนั้นที่ข้าดูของพวกนี้ข้ามักจะเห็นมันเป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้นตอนนี้ถึงรู้ว่าเรื่องทั้งหมดที่บันทึกไว้มีประโยชน์ เพราะมันมีอยู่จริง”

 

        อันเจิงยืมแสงสว่างจากในห้องนอนจากนั้นก็มองหน้ากระดาษที่ผู้เฒ่าฮั่วยื่นให้อย่างละเอียด

 

        กระดาษทางด้านซ้ายมีเพียงรูปเดียวเป็นรูปวาดของชายวัยกลางคน ถึงแม้จะเลือนรางมากแล้วแต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่าชายวัยกลางคนในรูปมีพลังมารอยู่ กระดาษทางด้านขวามีเพียงหนึ่งประโยค...ปรมาจารย์สร้างอาวุธมารมารลำดับที่สิบเก้า

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน