เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 71 ซานอีได้รับบาดเจ็บ

            ลุงอวิ๋นอุทานออกมาด้วยความดีใจเขารีบวิ่งออกไปด้านนอกทันที ใบหน้าของเฟิงจิ่วและหลินลิ่วเองก็แสดงความดีใจขึ้นมาทันที

            ก่อนที่ติงเหว่ยจะถามอะไรนายน้อยฟางก็ยิ้มออกมาเสียก่อนแล้ว ดวงตาเรียวยาวอันน่าหลงใหลของเขาหรี่ลงเป็นเส้นตรง“นี่คงเป็นเหยี่ยวสองตัวที่ฮั่วอีเลี้ยงเอาไว้สินะ? ไม่ได้เจอกันสองปีตัวใหญ่ขนาดนี้แล้วหรือวันนั้นข้ายังพูดกับเขาอยู่เลยว่าคนอารมณ์ร้อนอย่างเขาไม่ทันสองวันก็คงจะจับเหยี่ยวย่างกินไปแล้ว”

            กงจื้อหมิงเองก็ยิ้มออกมาเขาเลิกคิ้วขึ้นสูงและนานๆ ทีก็เอ่ยปากชมออกมาอย่างหาได้ยาก “เขาใจร้อนก็จริงทว่าความซื่อสัตย์ของเขาไม่จำเป็นต้องสงสัยเลยแม้แต่น้อยที่ข้าสามารถมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ล้วนเป็นเพราะการทำงานอย่างหนักของยอดฝีมือเฟิงฮั่วชานหลินทั้งสี่กลุ่ม”

            เมื่อเฟิงจิ่วและหลินลิ่วได้ยินสิ่งที่นายท่านของพวกเขาพูดทั้งคู่ต่างก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากจึงคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นพร้อมๆ กัน

            กงจื้อหมิงโบกมือแล้วพูดอย่างจริงจังว่า“ลุกขึ้นมาเถอะ พวกเจ้าสมควรได้รับมัน”

            เฟิงจิ่วและหลินลิ่วคำนับอีกครั้งจากนั้นถึงได้ลุกขึ้นยืน

            นายน้อยฟางเห็นแล้วก็อิจฉาในใจเขาอดที่จะบ่นท่านพ่อของเขาไม่ได้ว่าเอาแต่เลี้ยงดูพวกปัญญาชนในตระกูลร่ำรวย เหตุใดถึงไม่เอาอย่างกงจื้อหมิงที่เลี้ยงดูผู้ติดตามเช่นนี้แต่น่าเสียดายที่บุ๋นกับบู๊ห่างกันเกินไปยิ่งคิดถึงวรยุทธ์ที่รู้เพียงผิวเผินของเขา ต่อให้เลี้ยงดูผู้ติดตามก็คงยากที่จะซื่อสัตย์ต่อเขา

            ในไม่ช้าลุงอวิ๋นก็นำเฟิงอี ซานอี ฮั่วอี และหลินอีสี่ผู้นำยอดฝีมือของเฟิงฮั่วชานหลินเข้ามา

            ซานอีก็คงไม่ต้องพูดถึงพวกเขารู้จักกันมาปีกว่าติงเหว่ยเองก็คุ้นเคยดี แต่อีกสามคนที่เหลือครั้งที่แล้วที่เจอเนื่องจากฟ้ามืดสนิทติงเหว่ยจึงไม่เคยเห็นหน้าชัดๆตอนนี้ในที่สุดก็มีโอกาสแล้ว นางยืนอยู่ที่เดียวกับเฟิงจิ่วและแอบมองอย่างประเมินสองสามครั้ง

            ทั้งสี่คนนี้อายุต่างกันไม่มากดูแล้วอายุน้อยกว่าสามสิบปี บางทีอาจเกี่ยวกับการที่พวกเขาใช้ชีวิตระหกระเหินอยู่ข้างนอกทำให้หน้าตาอาจดูแก่กว่าวัยสักเล็กน้อย

            เฟิงอีมีรูปร่างผอมบางที่สุดใบหน้าดูมีความสุขและยิ้มแย้มต้อนรับผู้คนอยู่เสมอ

            ฮั่วอีมีใบหน้าสีแดงเข้มรูปร่างกำยำ มีผมและเคราหนาเต็มไปหมด แค่เห็นก็รู้สึกว่าเป็นคนที่หยาบกระด้างและเปิดเผยตรงไปตรงมา

            หลินอีเป็นชายหนุ่มท่าทางนิ่งๆหากเขาไม่ได้ใส่ชุดสีดำพลางตัวแต่เปลี่ยนเป็นเป็นเสื้อคลุมยาวและโพกศีรษะด้วยผ้าแทนเกรงว่าถ้าไปเดินบนท้องถนนผู้คนก็คงเข้าใจผิดไปว่าเขาเป็นหมอดูลักษณะนรลักษณ์ของสำนักไหนไปแล้ว

            บางทีพวกเขาอาจสังเกตเห็นการจ้องมองที่ผิดปกติพวกเขาทั้งสามคำนับ และทุกคนก็มองไปที่ติงเหว่ย

            การเดินทางครั้งนี้นอกจากจะหาหญ้านิรันดร์เจอพวกเขาทั้งสามคนต่างก็รู้สึกว่าการพาซานอีจอมพูดมากไปด้วยนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด

            ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการเดินทางหรือพักผ่อนรวมถึงทุกการกระทำของนายน้อยตลอดสองปีที่ผ่านมานี้ถึงขั้นที่ว่าทุกคืนนายน้อยจะปัสสาวะหรืออุจจาระกี่ครั้งก็สามารถถามออกจากปากของเขาได้และแน่นอนว่ามีบางเรื่องที่ต่อให้เขาจะถูกบังคับหรือชักจูงมากแค่ไหนหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ยอมพูดออกมา

            และสิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับแม่ครัวโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งสามคนเองก็ไม่ใช่คนโง่เขลา พวกเขาต่างเห็นพ้องต้องกันว่าในอนาคตคงต้องปฏิบัติต่อหญิงสาวคนนี้อย่างเกรงใจสักหน่อย

            ดังนั้นตอนนี้ทั้งสามคนต่างก็ก้มหัวลงให้ติงเหว่ยถือว่าเป็นการทักทาย

            ติงเหว่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยและรีบคำนับกลับอย่างรวดเร็ว

            เมื่อกงจื้อหมิงกำลังจะเอ่ยปากถามผู้อาวุโสเหว่ยก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอกและก็ขยับจมูกของเขาไปมาวนเวียนรอบตัวซานอีราวกับหมาน้อย จากนั้นก็ยกมือขึ้นและดึงตัวซานอีออกมา

            “เจ้าหนู เจ้าได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่?”

            ทันทีที่ซานอีถูกคว้าที่หน้าอกเขาก็เจ็บจนใบหน้าซีดขาวและรีบพูดออกมาว่า “ท่านหมอเทวดา ข้าเจ็บรีบปล่อยข้าลงเร็วเข้า”

            ดวงตาของผู้อาวุโสเหว่ยเป็นประกายขึ้นมาทันทีเขาปล่อยซานอีลงจากนั้นก็เริ่มดึงผ้าคาดเอวทำเอาติงเหว่ยและอวิ๋นอิ่งตกใจจนต้องรีบหันหน้าหนีไป

            ซานอีเหลือบมองไปที่แผ่นหลังของอวิ๋นอิ่งและใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดง “ท่านหมอเทวดา พวกเราเข้าไปดูในห้องกันเถอะ!”

            ลุงเหว่ยกลับไม่สนใจเขาถอดเสื้อของซานอีออกทันทีเผยให้เห็นบาดแผลบนหน้าท้องของเขา

            บางทีเขาอาจกำลังรีบเดินทางและไม่ได้ดูแลมันให้ดีบาดแผลก็เลยกลัดหนองนิดหน่อย และผ้าฝ้ายที่พันไว้ด้านนอกก็ชุ่มไปด้วยสีแดงๆเหลืองๆ ดูแล้วน่ากลัวเป็นอย่างมาก

            ทุกคนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วซานอีเกรงว่าจู่ๆ อวิ๋นอิ่งจะหันหน้ามาเห็นและรู้สึกกังวลได้เขาจึงยื่นมือออกไปเพื่อปกปิดมันและพูดอย่างคลุมเครือว่า “ก็แค่รอยขีดข่วนจากกิ่งไม้เท่านั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ข้าทายาสักหน่อยก็หายแล้ว”

            ผู้อาวุโสเหว่ยจะพลาดโอกาสดีๆเช่นนี้ไปได้อย่างไร ในขณะที่เขายกมือขึ้นและโบกแขนเสื้อ ผงแป้งจางๆก็โปรยลงไปบนจมูกของซานอี ในชั่วพริบตาเดียวเขาก็กลอกตาขึ้นและหลับไป

            เฟิงอีฮั่วอีและหลินอีเบิกตาขึ้นมาทันทีหากไม่ใช่เพราะว่านายท่านของเขายังคงนั่งอย่างนิ่งสงบพวกเขาเกือบจะจัดการแย่งน้องชายกลับมาแล้ว

            ผู้อาวุโสเหว่ยถลึงตาใส่กลับ“สุนัขกัดหลี่ว์ตงปิน [1] ข้าทำเพราะหวังดีกับเจ้าหนุ่มคนนี้บาดแผลนี้หากยังไม่จัดการ ชีวิตของเขาจะต้องตกอยู่ในอันตราย”

            หลังจากนั้นเขาก็ไม่สนใจใครอีกและตะโกนเสียงดังว่า“แม่นางติง มานี่เร็วเข้า มาช่วยข้าหน่อย”

            ติงเหว่ยไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อนอันที่จริงแล้วในชาติก่อนนางก็เคยเห็นผู้ชายที่แทบจะโป๊เปลือยเกือบทั้งหมดวิ่งอยู่เต็มชายหาดในฤดูร้อนแต่ประการแรกในยุคสมัยนี้เป็นยุคที่เคร่งครัดต่อจารีตประเพณี ศีลธรรมและขนบธรรมเนียมเป็นอย่างมากประการที่สองผู้อาวุโสเหว่ยเมื่อครู่เองก็ลงมือเร็วเกินไปนางจึงทำได้แค่รีบหันหลังให้เพื่อหลบเลี่ยงการทำให้ถูกสงสัย

            เมื่อติงเหว่ยได้ยินผู้อาวุโสเหว่ยเรียกนางก็หันไปมองทางกงจื้อหมิงโดยไม่รู้ตัวดวงตาของกงจื้อหมิงมีรอยยิ้มแล้วเขาก็พยักหน้าลงเล็กน้อยไม่รู้ว่าเหตุใดติงเหว่ยถึงได้หน้าแดงขึ้นมา ราวกับว่าสิ่งที่นางทำเมื่อสักครู่มีบางอย่างผิดปกติ

            แต่นางก็ไม่มีเวลามาคิดอะไรมากและรีบเดินไปข้างๆผู้อาวุโสเหว่ย

            ผู้อาวุโสเหว่ยวางซานอีลงที่ม้านั่งไม้ใต้ชายคาจากนั้นก็หยิบกาที่ใส่เหล้าขึ้นมาและเทลงไปยังผ้าที่คาดเอวของซานอีอยู่ ถึงแม้เขาจะหมดสติแต่ซานอีก็ยังคงขมวดคิ้วแน่นและแขนของเขาก็สั่นไปหมด

            ทุกคนต่างก็อยากรู้และยืนล้อมวงสังเกตการณ์กันอยู่ไกลๆ เมื่อเห็นสิ่งนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเม้มริมฝีปาก

            ติงเหว่ยที่เห็นผ้าคาดเอวเปียกชุ่มไปด้วยเลือดก็ตกใจเล็กน้อยแต่เวลาไม่เคยรอใครนางพยายามสงบสติอารมณ์อย่างถึงที่สุดและยกกรรไกรขึ้นมาตัดผ้าคาดเอวออกจากนั้นก็ค่อยๆ แกะออกอย่างระมัดระวัง

            หลังจากที่ไม่มีอะไรปกปิดแล้วบาดแผลที่ยาวกว่าห้าชุ่นก็ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนท่ามกลางแสงแดด แม้ว่าจะผ่านการจัดการอย่างง่ายๆและทายามาแล้ว ทว่าตอนนี้ผิวหนังกำลังฉีกขาด บาดแผลก็เริ่มติดเชื้อ มีทั้งเลือดและหนองไหลออกมาทำให้ทุกคนที่เห็นต่างก็ขมวดคิ้ว

            ทว่าผู้อาวุโสเหว่ยกลับถูมือทั้งสองข้างของเขาอย่างตื่นเต้นและตะโกนซ้ำๆ ออกมาว่า “ดี ดี ดี เป็นเช่นนี้ดีที่สุดแล้ว”

            ทุกคนกลอกตาลุงอวิ๋นถึงกับพูดด้วยความโกรธออกมาว่า “เจ้าเฒ่าที่มีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น!”

            หากเป็นเมื่อก่อนผู้อาวุโสเหว่ยคงจะลุกขึ้นมาทะเลาะกับเขาแล้วแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เขาพับแขนเสื้อขึ้นจากนั้นก็ล้างมือด้วยเหล้าที่แรงที่สุดตามที่ติงเหว่ยบอก จากนั้นก็หยิบมีดคมกริบเล่มเล็กออกมาและกรีดเนื้อที่เน่าออกไปจนหมดอย่างรวดเร็ว

            ซานอีอาจเจ็บปวดสาหัสมากจริงๆเขาตัวสั่นจนอยากจะโบกมือทั้งสองขึ้นมา ติงเหว่ยกำลังจะเข้าไปช่วยจับเอาไว้คิดไม่ถึงว่าอวิ๋นอิ่งกลับยื่นมือทั้งสองข้างออกมาเร็วกว่านางด้วยซ้ำ

            ติงเหว่ยหันไปมองใบหน้าที่เคยเป็นสีแดงก่ำบัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยใบหน้าขาวซีดของอวิ๋นอิ่ง ในใจของนางก็รู้สึกขบขันเล็กน้อยแม้ว่าครั้งนี้่ซานอีจะลำบากไม่น้อย แต่หากเขารู้ว่าอวิ๋นอิ่งใกล้ชิดเขาด้วยเหตุนี้เกรงว่าเขาคงจะมีความสุขมากจนแทบจะรอให้บาดเจ็บครั้งต่อไปไม่ไหว

            ผู้อาวุโสเหว่ยมีฝีมือที่เก่งกาจเขาจัดการบาดแผลได้อย่างรวดเร็วจากนั้นก็หยิบผ้าฝ้ายที่สะอาดขึ้นมาแล้วชุบในแอลกอฮอล์เพื่อเช็ดบาดแผล

            ติงเหว่ยกระซิบเบาๆว่า “การเช็ดบาดแผลให้ใช้สำลีเช็ดจะดีที่สุด แต่สำลีก็ต้องเอาไปต้มในน้ำและตากแดดและผ้าที่ใช้พันแผลก็ต้องเตรียมการในลักษณะเดียวกัน”

            ผู้อาวุโสเหว่ยพยักหน้าถี่แต่มือของเขาก็ทำต่อโดยไม่หยุด ยังคงเช็ดบาดแผลและหยิบเอาเข็มกับด้ายที่แช่อยู่ในถ้วยเหล้าออกมาเริ่มเย็บบาดแผลสุดท้ายเขาก็ทายาจินชวง [2] ลงไปบนบาดแผลที่มีลักษณะคล้ายตะขาบอย่างไรอย่างนั้น

            เมื่อทุกคนเห็นว่าหน้าท้องของซานอีถูกพันอย่างแน่นหนาและสะอาดอีกครั้งพวกเข้าถึงได้ถอนหายใจออกมายาวๆ อย่างโล่งอก

            ไม่รู้ว่าซานอีเจ็บจนชาไปแล้วหรือว่าเป็นเพราะยาออกฤทธิ์กันแน่มือและเท้าของเขาก็หยุดสั่นและนอนหลับอย่างสงบมากขึ้น

            ผู้อาวุโสเหว่ยปาดเหงื่อออกจากศีรษะโดยไม่มีความตื่นเต้นในแววตาของเขาเลยแม้แต่น้อยเขาโบกมือส่งสัญญาณให้เฟิงจิ่วกับหลินลิ่วยกซานอีเข้าไปพักผ่อนในห้องจากนั้นก็ดึงติงเหว่ยไปพูดไม่หยุด “แม่นางติง แค่นี้ก็เสร็จแล้วอย่างนั้นหรือ?”

            ติงเหว่ยรีบไปที่ห้องครัวเพื่อเอาน้ำร้อนมาล้างมือให้ผู้อาวุโสจากนั้นนางก็ยิ้มแล้วพูดว่า “รอจนหมอซานอีฟื้นขึ้นมาและยังต้องดื่มยาอีกส่วนบาดแผลภายนอกก็จัดการเช่นนี้แหละ ต่อไปต้องเปลี่ยนยาทุกวันใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาด และคอยตรวจสอบการฟื้นตัวของบาดแผล จากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว”

            ผู้อาวุโสเหว่ยพยักหน้าอย่างมีความสุข“วางใจได้ ต่อไปข้าจะเปลี่ยนยาให้เจ้าหนุ่มคนนี้ทุกวันนับจากนี้ไป”

            อวิ๋นอิ่งที่แกล้งทำเป็นยุ่งอยู่ข้างๆเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็วางใจ ในขณะที่นางเงยหน้าขึ้นมาเห็นติงเหว่ยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ก็หน้าแดงขึ้นมาอีกครั้งนางจึงรีบหาข้ออ้างว่าจะพาอันเกอเอ๋อร์กลับห้องไปนอนแล้ว

            อีกด้านหนึ่งกงจื้อหมิงก็ถามผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาเกี่ยวกับผลการเดินทางของพวกเขา“พบหญ้านิรันดร์แล้วอย่างนั้นหรือ?”

            เฟิงอีฮั่วอี และหลินอีต่างก็ตกตะลึง จากนั้นทั้งหมดก็คุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียงด้วยแววตาแห่งความปีติยินดีและตอบว่า“รายงานนายท่าน ข้าน้อยไม่เคยคิดจะล้มเลิกภารกิจ และในที่สุดก็นำเอาหญ้านิรันดร์กลับมาได้โดยสำเร็จลุล่วง”

            หลังจากพูดจบหลินอีก็ค่อยๆ หยิบห่อของยาวๆ ออกมาจากด้านหลังของเขาอย่างระมัดระวัง เขาเปิดออกมาทันทีเผยให้เห็นกล่องที่ทำจากหยกขาวภายในกล่องมีหญ้าหนึ่งกำที่แห้งไปกว่าครึ่งวางอยู่ตรงกลางที่ปลายของยอดหญ้าก้านหนึ่งยังมีผลเล็กๆ สีแดงอยู่ ดูแล้วน่ารักเป็นพิเศษ

            ทุกคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจอดไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า “หญ้านิรันดร์นี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากหญ้าป่าทั่วไปเท่าไรนักหรือ?”

            ผู้อาวุโสเหว่ยไม่รู้ว่าวิ่งเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรสองมือของเขาประคองกล่องหยกขึ้นอย่างระมัดระวัง เขาตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด ทว่าปากของเขาก็ยังไม่ลืมที่จะจิกกัดสักสองประโยค“คนอย่างพวกเจ้าจะไปเข้าใจอะไร ก็เหมือนกับนักพรตที่ซ่อนตัวอยู่ในตลาดยิ่งเป็นสมุนไพรที่ล้ำค่ารูปร่างก็ยิ่งดูธรรมดาทั่วไป หากว่าสมุนไพรนี้เป็นสีเหลืองทองทั้งหมดเกรงว่ายังไม่ทันที่พวกเจ้าจะได้เก็บพวกสัตว์ป่าก็คงกินไปหมดแล้ว”

            แม้ว่าคำพูดเหล่านี้จะดูไม่น่าฟังแต่กลับสมเหตุสมผลที่สุด และทุกคนก็พยักหน้าตอบรับตามที่ได้รับคำสั่งสอน

            ฮั่วอีใจร้อนอดไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า“ท่านหมอเทวดาจะแก้พิษให้นายท่านของพวกเราเมื่อไรหรือ?”

            ผู้อาวุโสตวัดสายตาไปมองเขาแล้วพูดด้วยความโกรธว่า“เจ้าจะรีบร้อนอะไร เจ้าคิดว่านี่คือการคลอดลูกที่รอไม่ได้แม้แต่เค่อเดียวอย่างนั้นหรือข้ายังต้องเตรียมสมุนไพรที่เหลืออีกสักหน่อยน่าจะใช้เวลาประมาณสามถึงห้าวันในการเตรียมตัว”

            ใบหน้าของฮั่วอีแดงขึ้นจากการสำลักเขาอยากจะระบายความโกรธออกมาทว่าเกรงว่าผู้อาวุโสคนนี้จะทำให้นายน้อยลำบาก ดังนั้นจึงทำได้เพียงอดทนอดกลั้นอยู่ข้างๆเท่านั้น

            ผู้อาวุโสเหว่ยเป็นเหมือนเด็กที่ได้รับชัยชนะในการละเล่นต่อสู้บนหลังม้าเขาเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ จากนั้นจู่ๆ ก็เหมือนกับว่าเขาจะนึกอะไรได้ขึ้นมา ก็เลยกระแอมออกมาอย่างกระอักกระอ่วนสองครั้ง

            หลินลิ่วเป็นคนฉลาดเฉลียวที่สุดจากการสังเกตสีหน้าเขาเดาออกว่าผู้อาวุโสมีอะไรจะพูด ดังนั้นเขาจึงรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว

            “ท่านหมออาวุโส หรือว่ายังขาดเหลือสมุนไพรหรือสิ่งของใดๆหากว่าเป็นเช่นนั้นก็เชิญท่านเอ่ยปากออกมาได้เลย”

            ผู้อาวุโสเหว่ยเหลือบมองติงเหว่ยที่กำลังยุ่งอยู่กับการรินชาให้ทุกคนเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่แล้วก็กระซิบออกมาว่า “จะว่าไปการแก้พิษนี้จะพูดว่าง่ายก็คงง่ายจะพูดว่ายากก็คงยาก ข้าคนเดียวอาจมีพลังไม่มากพอยังต้องการอีกคนหนึ่งมาคอยช่วยอยู่ข้างๆ”

            “ต้องการคนช่วยหนึ่งคนอย่างนั้นหรือ?” ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็รู้สึกสับสนอันที่จริงแล้วในจวนนี้มีคนตั้งมากมาย หากเพื่อที่จะแก้พิษให้นายน้อยแล้วใครก็สามารถช่วยได้ทั้งนั้นผู้อาวุโสเหว่ยพูดขึ้นมาด้วยท่าทีจริงจังเช่นนี้หรือว่าต้องการให้ใครช่วยเป็นพิเศษกันแน่?

            ในทางกลับกันกงจื้อหมิงและนายน้อยฟางสบตากันแล้วเข้าใจถึงสามส่วนถึงแม้เขาจะไม่ได้ออกไปท่องยุทธภพบ่อยนัก แต่เรื่องในอดีตของผู้อาวุโสเหว่ยเองเขาก็พอจะรู้อยู่หลายส่วนเกรงว่าตอนนี้ผู้อาวุโสจะเห็นว่าติงเหว่ยกตัญญูและมีไหวพริบทั้งยังมีความรู้ด้านการแพทย์อยู่หลายส่วน ผู้อาวุโสคงมีความคิดที่อยากจะรับนางเป็นลูกศิษย์

            -----------------------------------------

            [1] สุนัขกัดหลี่ว์ตงปิน 狗咬吕洞宾หมายถึงคนคนหนึ่งที่ปฏิบัติต่อความเมตตาของผู้อื่นโดยไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วสำนวนนี้มาจากนิทานพื้นบ้านของจีน เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า หลี่ว์ตงปินซึ่งเป็นหนึ่งในแปดเซียนได้รับคำสั่งให้กำราบสุนัขที่สร้างปัญหาตัวนั้น ทว่าในระหว่างที่กำลังจะจัดการนั้นหลี่ว์ตงปินกลับใจดีขึ้นมาและตัดสินใจปล่อยสุนัขตัวนั้นไปปรากฏว่าสุนัขตัวนั้นกลับกัดเขาจนได้รับบาดเจ็บสำนวนนี้จึงมักใช้เพื่อหมายถึงผู้ที่เมินความช่วยเหลือหรือความเมตตาของผู้อื่นหรือแม้กระทั่งตอบแทนความเมตตาของผู้อื่นด้วยความเกลียดชัง

            [2]ยาจินชวง 金疮药หมายถึงผงยาที่ใช้รักษาบาดแผล มีสรรพคุณในการห้ามเลือด แก้อักเสบและสมานแผล

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774