ภายในห้องมืดที่มีกำแพงล้อมรอบสี่ด้าน แสงไฟจากตะเกียงส่องให้เห็นถึงใบหน้าชายสามคนที่อยู่ภายใน และที่ใจกลางห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมตั้งอยู่
ฝั่งหนึ่งมีเก้าอี้หนึ่งตัวที่มีชายหนุ่มผมดำเค้าหน้าตามฉบับคนเอเชีย รอยแผลกรงเล็บ 3 รอยที่พาดผ่านดวงตาเพิ่มความดุดันขึ้นหลายส่วน ดวงตาสีดำเย็นชามองตรงไปฝั่งตรงข้าม ถึงจะแสร้งทำนิ่งแค่ไหนแต่ใบหน้าของเขากลับเต็มไปเหงื่อจำนวนมากที่ผุดออกมาเรื่อยๆ
อีกฝั่งของโต๊ะสี่เหลี่ยมมีชายสองคนยืนอยู่ สายตาคุกคามมองตรงไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่วางตา หนึ่งคือชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าเคร่งขรึม คิ้วหนาขมวดกันจนเป็นปม อีกหนึ่งคือชายวัยหนุ่มที่กำลังมีสีหน้าแบบเดียวกัน
“นายรู้จักกับไป๋ฟางมานานแค่ไหน”ชายวัยกลางคนถามเสียงเข้ม
“ก็นานพอดูเหมือนกันครับ”ชายเจ้าของดวงตาเย็นชาตอบเสียงเรียบ แต่หางเสียงกลับสั่นเล็กๆ
ตึง!
“นานที่ว่านะนานแค่ไหน!”ชายวัยรุ่นอีกคนตบโต๊ะเปล่งเสียงดัง
“หะ..ห้าปีครับ”ชายหนุ่มผมดำตอบเสียงสั่น มั่วๆคำตอบไป
“พวกเธอไปถึงขั้นไหนกันแล้ว”ชายวัยกลางคนถามอีกครั้ง
“พวกเราเป็นเพื่อนกันครับ”
ตึง!
“กอดกันขนาดนั้นแกยังกล้าตอบว่าเป็นแค่เพื่อนอีกหรอ หา!”ชายหนุ่มคนเดิมตวาดเสียงดังลั่น
ชายวัยกลางคนตั้งสติพยายามระงับความโกรธ เค้นเสียงถามออกมาว่า
“พวกเธอเคยกอดกันกี่ครั้ง?”
“เอ่อ...”ชายหนุ่มผมดำไม่รู้ว่าจะตอบอะไรดี ใครมันจะไปบ้ามานับว่าเคยกอดสาวกี่ครั้ง!
“พะ...พวกเธอเคยจูบกันหรือยัง”ขมับของชายวัยกลางคนปูดบวมไปด้วยเส้นเลือดหนา ในใจเต้นระทึกกับคำตอบเช่นเดียวกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ
“เอ่อ..”ชายหนุ่มผมดำหน้าซีดเผือด ครั้นเห็นท่าทางของชายหนุ่มผมดำเช่นนี้ ชายวัยกลางคนก็ตบะแตกทันที
“อ๊ากกก! ฉันจะฆ่าแก!!!!”
“พ่อค่ะหยุดก่อน!”ประตูห้องถูกเปิดพรวดเข้ามา หญิงสาวสองคนที่ยืนคุมเชิงรออยู่ด้านนอกบุกเข้ามาฉุดยื้อชายวัยกลางคนไว้ ส่วนชายหนุ่มผมดำผุดลุกจากเก้าอี้ถอยหลังติดผนัง
“ปล่อยพ่อ! พ่อจะฆ่ามัน!”
“แม่ค่ะพ่อคลั่งไปแล้ว!”ไป๋หยูเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังยืนชมเรื่องสนุกอยู่หน้าห้อง ในมือถือถุงขนม หันหน้าตะโกนไปทางหนึ่ง จากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเดินตึงตังออกมา
สตรีวัยกลางคนในชุดกันเปื้อนในมือถือตะหลิวมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูแล้วพูดเสียงเข้มว่า
“คุณค่ะ! ไหนว่าจะแค่พูดคุยเฉยๆไง”
“แต่ไอ้หนุ่มนี้มัน! มัน...!”
“พอได้แล้วค่ะ อาหารทำเสร็จแล้ว รีบมากินกันได้แล้ว วาสจ๊ะ มาช่วยป้าจัดโต๊ะหน่อยเร็ว”วาสยิ้มแห้งๆเดินหลังติดผนังหลบสายตาเกรี้ยวกราดของไป๋เทียนและไป๋หยางออกไปด้านนอก
บนโต๊ะอาหารเต็มไปบรรยากาศกดดันและความรื่นเริง อาหารจำนวนมากวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ เหล่าสตรีตระกูลไป๋ต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ชายอีก 3 คนกลับนั่งเงียบ
สองคนจ้องไปที่อีกฝ่ายตาไม่กระพริบ ส่วนอีกคนก็ก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียวไม่สบตากับคนอื่น
ไป๋ฟางแอบขำกับท่าทางของวาส ชายหนุ่มที่เคยเย็นชาดุร้ายราวกับเสือกลับกลายเป็นลูกแมวเชื่องๆในสายตาของพ่อเธอ
วาสเริ่มจะทนกับบรรยากาศกดดันไม่ไหว หลังกินได้พักหนึ่งเขาก็กล่าวว่า
“เอ่อ..ผมกินเสร็จแล้วขอตัวก่อนนะครับ”ครอบครัวตระกูลไป๋หยุดรับประทานอาหาร ก่อนหลินหานจะถามขึ้นว่า
“แล้วเธอจะไปไหนละวาส?”
“ผมว่าจะไปหาโรงแรมแถวนี้นอนก่อนนะครับ”
“นี่มันก็ดึกแล้ว ทำไมไม่นอนที่นี่เสียละ”หลินหานเอ่ยถาม ไป๋เทียนและไป๋หยางหันขวับไปมอง จากนั้นจึงส่งสัญญาณบางอย่างกับวาสทางสายตา
“ไม่ดีมั้งครับ”ร้านค้าแห่งนี้มีห้องนอนอยู่แค่ 3 ซึ่งคือห้องที่เป็นห้องนอนของไป๋หยาง ไป๋ฟางและไป๋หยู
ห้องหนึ่งคงโดนจับจองด้วยสองสามีภรรยา อีกห้องหนึ่งก็คงกลายเป็นห้องของหญิงสาวตระกูลไป๋ทั้ง 3 คน ห้องงสุดท้ายก็คงจะเป็นห้องของไป๋หยางตามเดิม
หากวาสเลือกนอนที่นี้ก็คงไม่พ้นต้องไปนอนกับไป๋หยาง ทันทีที่สบเข้ากับแววตาดุดันของไป๋หยาง วาสก็ยิ้มแหยออกมา
“พี่วาสไม่อยากนอนกับพี่หยาง งั้นมานอนกับพี่ฟางไหมคะ?”ไป๋หยูเด็กสาวตัวน้อยเอ่ยขึ้นอย่างนึกสนุก
ไป๋เทียนและไป๋หยางหันไปจ้องเด็กสาวตาเขียว ไป๋หยูแลบลิ้นออกมาแกล้งหันกลับไปทานอาหารต่อ
“ผมว่าตอนนี้มันแออัดมากพอแล้วครับ ผมขอไปหานอนที่อื่นดีกว่า”เห็นวาสปฏิเสธ หลินหานก็ไม่คาดคั้นแต่ไป๋เทียนกลับเอ่ยเสียงเย็นขึ้นมาว่า
“พรุ่งนี้กลับมาที่นี้ด้วยละ อย่าลืมว่าการฝึกของเรามันยังไม่จบ!”วาสเสียวสันหลังวูบ ต่อจากนี้ไปมันคงไม่เป็นการฝึกแล้วมันคงกลายเป็นการทรมานเขามากกว่า ชายหนุ่มรีบคิดหาทางออกอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“อันที่จริงพรุ่งนี้ผมว่าจะออกเดินทางแล้วละครับ”
“นายจะไปไหนนะ!”ไป๋ฟางรีบพูด เจอไม่ทันไรเขาและเธอต้องแยกกันอีกแล้วหรือ…
“ฉันไม่อยากมีปัญหานะ ต่อจากนี้ฉันตั้งใจจะออกไปผจญภัยโลกภายนอกสักหน่อย”นี้คือความตั้งใจของวาส วีรกรรมของชายหนุ่มถูกกล่าวขานไปไกล แม้จะไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ประกาศค่าหัวจากกิลด์อัศวินแห่งแสงที่เคยติดประกาศไปทั่วก็ทำให้ทุกคนรู้จักใบหน้าของเขา วาสอยากจะหลีกหนีจากความวุ่นวายทั้งปวง จึงต้องการออกไปผจญภัยโลกภายนอกที่ยังไม่ได้สำรวจและยากจะพบเจอมนุษย์คนอื่น
ไป๋ฟางน้ำตาคลอเบ้า แววตาของเธอสับสนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่า
“งั้นฉันไปด้วย!!!”
“ไป๋ฟาง!”ทั้งครอบครัวตระกูลไป๋อุทานขึ้น
“ลูกจะบ้าหรือไง ลูกแทบจะไม่เคยต่อสู้เลยสักครั้งแล้วจะเอาอะไรไปป้องกันตัว”ไป๋เทียนกล่าวเสียงเครียด
“ใช่ลูก แม่ว่าคิดดีๆก่อนเถอะ”หลินหานกล่าวขึ้นอีกแรง
“แต่หนูเชื่อว่าเขาปกป้องหนูได้ค่ะ”ไป๋ฟางชี้นิ้วไปที่วาส โยนปัญหาไปให้เขา แต่ไป๋เทียนกลับกล่าวว่า
“ลูกคิดว่าวาสจะสามารถปกป้องลูกได้ทุกสถานการณ์หรือไง การเอาชีวิตรอดในโลกที่เราไม่รู้จักมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ”วาสพยักหน้าเห็นด้วย สำหรับการเอาตัวรอดเขารู้ซึ้งดีถึงแก่น มันต้องมีบางสถานการณ์ที่เขาไม่สามารถคอยดูแลปกป้องไป๋ฟางได้
“ฉันว่าเธอฟังพ่อเธอดีกว่..”วาสพยายามเอ่ยแต่ไป๋ฟางไม่ฟัง พูดขัดขึ้นมาว่า
“แต่หนูอยากแกร่งขึ้นนะค่ะพ่อ หนูไม่อยากให้ใครมารังแกหนูอีกแล้ว!”ตอนที่จะโดนก็อบลินขืนใจ หากไม่ได้วาสโผล่มาช่วยเธอก็ไม่รู้หลังจากนั้นเธอจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ไม่แน่เธออาจจะเลือกปลิดชีวิตตนเองเพื่อหลบหนีจากความจริงอันโหดร้าย
“แต่พี่ว่าเราไม่ควรไปนะ ฝีมือเอาตัวรอดเราแย่ขนาดนี้ ถ้าไปก็เป็นภาระวาสเขาเปล่าๆ”ไป๋หยางพูดด้วยความสุขุมใช้เหตุผลเข้าสู้
ไป๋ฟางที่เห็นว่าทุกคนต่างคัดค้าน ก็ใช้ไม้แข็งแกล้งบีบน้ำตาและพูดเสียงสะอื้นว่า
“ถ้าในเมื่อหนูไร้ค่าขนาดนั้น ต่อจากนี้หนูจะออกไปเผชิญโลกภายนอกคนเดียวก็ได้!! ไว้แข็งแกร่งขึ้นเมื่อไหร่หนูค่อยจะกลับมาให้ทุกคนเห็นว่าหนูไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น!”ไป๋เทียน ไป๋หยางและวาสเริ่มทำตัวไม่ถูกที่เห็นไป๋ฟางร้องไห้ พวกเขาไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาปลอบเธอดี
หลินหานถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในฐานะที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันเธอย่อมรู้ว่าไป๋ฟางต้องการอะไร เธอมองไปที่วาสด้วยสายตาพิจารณาอยู่พักใหญ่สุดท้ายก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“งั้นลูกก็ไปเถอะจ๊ะ ออกไปผจญภัยกับวาสเขา”
“ที่รัก/แม่!”หลินหานไม่สนใจเสียงรอบข้าง เธอกวาดตามองทุกคนด้วยดวงตาเรียบเฉยทำเอาทุกคนหนาวกายวูบ ครอบครัวตระกูลไป๋ต่างรู้ดีว่าเมื่อไรที่หญิงสาวใจดีอย่างหลินหานทำสายตาเช่นนี้แสดงว่าเธอตัดสินใจแล้ว ต่อให้เป็นไป๋เทียนผู้เป็นสามีก็ไม่กล้าขัด
ไป๋เทียนกัดฟันเพ่งสายตามองวาสด้วยความดุดัน แล้วพูดเสียงดังว่า
“ลุงจะให้วาสพาลูกสาวลุงไปด้วยก็ได้ แต่วาสจะต้องผ่านการฝึกฝนจากลุงก่อน!”
“โอเค งั้นตกลงตามนี้นะจ๊ะวาส”หลินหานกล่าวตอบทันที วาสได้แต่กระพริบตาปริบๆ
‘ไม่เห็นมีใครถามความเห็นฉันสักคำ’