จักรพรรดินวดาราเพลิง

    ตอนที่ 60 ทะลวงสู่ขั้นสามัญระดับปลาย

    ท่านเจ้าเมืองเห็นท่าทีประหลาดใจของหานเฟิง ก็ไม่คิดมากกล่าวอธิบายต่อไป "โซ่อัคนีล้ำลึกข้าได้มาจากโจรในตอนที่ข้าอยู่ข้างนอกเมื่อสองสามปีก่อน"


    "ยามนั้นข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์สิบดาราแล้ว เขาเป็นเพียงขั้นมนุษย์เก้าดารา ยามที่เขาใช้โซ่อัคนีล้ำลึก มันไม่ด้อยไปกว่าวิทยายุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับสูงแม้แต่น้อย หากเบื้องหลังข้าไม่มีกลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่ง กอปรกับวรยุทธ์ของข้าก็ไม่เลว ข้าคงจัดการโจรนั่นไม่ได้จริงๆ "


    "โซ่อัคนีล้ำลึกพิเศษยิ่ง ทั้งโจมตีได้ทั้งป้องกันได้ กระทั่งว่าหากไฟสามัญภายในร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ก้าวไปสู่อีกระดับ อาณุภาพของโซ่อัคนีล้ำลึกก็จะสูงขึ้นเช่นกัน เหนือกว่าระดับของโซ่อัคนีล้ำลึกเอง"


    "คุณสมบัติเช่นนี้เดิมทีควรเทียบได้กับวิทยายุทธ์ระดับสูง เพียงแต่มันไม่จำเป็นต้องใช้ปราณมากมาย ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์หนึ่งดาราสองดาราก็สามารถฝึกฝนมันได้"


    "ระดับของวิทยายุทธ์ยิ่งสูงเพียงใด ปราณที่ใช้ก็ต้องมากเพียงนั้น หากปราณไม่เพียงพอ ไม่ว่าอย่างไรก็ยากที่จะสำแดงอานุภาพของวิทยายุทธ์ระดับสูงออกมา"


    "อย่างไรก็ตามแม้ไม่จำเป็นต้องใช้พลังปราณมาก กลับฝึกฝนได้ยากยิ่ง กล่าวอีกอย่างคือต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่สามารถควบคุมพลังปราณได้อย่างยอดเยี่ยม"


    "แม้พลังปราณไม่กล้าแกร่งก็รวบรวมปราณออกมาเป็นโซ่ได้ แต่หากความสามารถในการควบคุมพลังปราณไม่สูงพอ พลังของโซ่ที่สร้างขึ้นมาย่อมไม่มาก"


    "เมื่อรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน ข้าจึงจัดมันอยู่ในวิทยายุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับล่างชั้นยอด"


    "หากตอนนี้ข้าไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์สิบสองดาราอีกเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ขั้นล้ำลึก ไม่แน่ว่าข้าอาจจะฝึกโซ่อัคนีล้ำลึกนี้เช่นกัน"


    "เจ้าช่างรู้จักเลือกจริงๆ "


    หานเฟิงเลิกคิ้ว ดูท่าเขาจะประเมินโซ่อัคนีล้ำลึกต่ำไปจริงๆ


    ครานี้ท่านเจ้าเมืองซุนถอนหายใจออกมาอีกครั้ง "หลังจากข้าได้รับโซ่อัคนีล้ำลึกมาข้าฝึกมันอยู่พักหนึ่ง จากที่ข้าพินิจดูโซ่อัคนีล้ำลึกในมือเจ้าควรจะเป็นส่วนหนึ่งของโซ่อัคนีล้ำลึกฉบับสมบูรณ์"


    "โซ่อัคนีล้ำลึกฉบับสมบูรณ์ ลำพังระดับของมันควรจัดอยู่ในบรรดาวิทยายุทธ์ขั้นล้ำลึก"


    "ภายหน้าหากเป็นไปได้ เจ้าควรจะไปรวบรวมโซ่อัคนีล้ำลึกส่วนที่เหลือ ควรจะอยู่ในเขาเสวียนอู ข้าพบกับเขาที่นั่น"


    "เขาเสวียนอูหรือ? " หานเฟิงครุ่นคิดอยู่ในใจ เขาเสวียนอูนี้อยู่ไม่ใกล้เมืองเหรินจงนัก ห่างออกไปราวสามสี่เมือง


    ว่ากันว่ามีกลุ่มมหาโจรหลายกลุ่มกบดานอยู่บนเขาเสวียนอู ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์มีไม่มากแต่ก็ไม่น้อย ทั้งยังมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์เก้าดาราอยู่ที่นั่นเช่นกัน


    มิน่าเล่า ท่านเจ้าเมืองแม้รู้ว่าโซ่อัคนีล้ำลึกไม่เรียบง่ายกลับไม่ไปสำรวจที่นั่น หากเขาไม่ระวังแม้เพียงน้อยนิด เขาอาจทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นแล้ว


    หานเฟิงอยากไปสำรวจที่นั่นสักครั้ง แต่เขารู้ดีว่ายังไม่ใช่ในตอนนี้


    หลังจากพูดคุยกับท่านเจ้าเมืองอยู่ครึ่งวัน สุดท้ายหานเฟิงจึงกล่าวอำลาแล้วจากไป


    หลังจากหานเฟิงจากไปแล้ว ท่านเจ้าเมืองหันไปมองในทิศทางหนึ่งก่อนจะเย้ยหยัน "ตระกูลฉาง อย่าได้คิดว่ามีสำนักเสวียนหมิงแล้วจะกดหัวข้าได้ หากล่วงเกินหานเฟิงเข้าจริงๆ พวกเจ้าจบสิ้นเป็นแน่"


    ผู้อื่นไม่รู้แต่เขารู้ดี มารดาหานเฟิงไม่ได้ไม่เหลียวแลหานเฟิง เพียงแต่เพราะหานเฟิงไม่ได้แสดงความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ออกมา หากเขาไปยังตระกูลนั้นก็รังแต่จะถูกเหยียดหยาม


    ตอนนี้อะไรๆ ไม่เหมือนเดิมแล้ว


    เมื่อถึงจุดหนึ่งมารดาหานเฟิงอาจจะมาพบเขา


    สำนักเสวียนหมิงแข็งแกร่ง ทว่านั่นก็แค่เพียงเมื่อเทียบกับเมืองเหรินจงเท่านั้น ต่อตระกูลนั้น สำนักเสวียนหมิงไม่มีค่าแม้กระทั่งให้ปรายตามอง


    ตระกูลหาน วันแล้ววันเล่าผ่านไป ไม่มีเรื่องใหญ่โตอันใดเกิดขึ้น


    วันคืนเช่นนี้วิ่งฉิวผ่านไปอย่างรวดเร็ว


    ระหว่างสิบวันนี้ หานเฟิงฝึกกำลังภายในเส้นลมปราณที่แปดเสถียรแล้ว กระทั่งเริ่มกลั่นเป็นปราณธาตุ เข้าสู่ขั้นสามัญระดับปลาย


    ความเร็วนี้ทำให้หานหลิน หานโหรว และคนอื่นๆ ล้วนต้องอิจฉา


    เขาอยู่ในขั้นสามัญระดับปลายแล้ว หากเขาก้าวหน้าไปอีกขั้นก็จะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์


    ทั่วทั้งเมืองเหรินจงมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์ไม่ถึงพันคน


    เวลาผ่านไปอีกหลายวัน ข้างในหอคอยเพลิงสวรรค์เก้าเปลวไฟ พลังปราณของหานเฟิงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หลังจากผ่านไปเนิ่นนานจึงค่อยๆ สงบลง


    ทันทีที่เขาลืมตาขึ้นก็ราวกับว่ามีแสงสว่างเรืองรองปรากฏออกมา


    หานเฟิงยิ้มน้อยๆ "กลั่นปราณธาตุได้เกือบครึ่งแล้ว ด้วยปราณธาตุไฟเกือบครึ่งของข้าในตอนนี้ พลังของไฟสามัญย่อมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ไม่ด้อยไปกว่าไฟสามัญชั้นกลางทั่วไป"


    "อีกทั้งข้ายังมีรากฐานที่มั่นคง ไม่เหมือนกับฉางเหวินหวา"


    "ฉางเหวินหวาพึ่งโอสถวิเศษจำนวนมากในการรวมรวมพลังปราณให้ถึงขั้นสามัญระดับปลาย ดูไปแล้วเหมือนเขาก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่ง ทว่าร่างกายเขากลับแฝงเร้นอันตรายไว้มากมาย หากเขาต้องการทะลวงผ่านขั้นสามัญไปสู่ขั้นมนุษย์ อาศัยเพียงโอสถวิเศษระดับสี่ย่อมไม่เพียงพอ เขาจำเป็นต้องใช้โอสถวิเศษที่เหนือกว่าระดับสี่ขึ้นไป"


    "โอสถวิเศษระดับสี่ขึ้นไปเป็นที่ต้องการของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์เป็นอย่างมาก หากใช้กับขั้นสามัญระดับปลายย่อมสิ้นเปลืองเกินไป คาดว่าคงซึมซับสรรพคุณของโอสถวิเศษได้ไม่ถึงสองสามส่วน"


    เมื่อคิดดังนี้แล้ว หานเฟิงก็เข้าสู่เรือนกาลเวลาบนชั้นสามเริ่มฝึกโซ่อัคนีล้ำลึก


    หลายวันมานี้ ในทุกๆ วันหานเฟิงจะฝึกอยู่ที่นี่เป็นระยะเวลาหนึ่ง


    "โซ่อัคนีล้ำลึก โจมตี!" หานเฟิงตะโกนเสียงดังก้อง ภายในเรือนกาลเวลา ในมือของหานเฟิงพลันปรากฏโซ่สีแดงความยาวหลายเมตรหลายเส้นพุ่งออกมา


    โซ่เหล่านี้ดูคลุมเครือเล็กน้อย เพียงแค่รับรู้ได้รางๆ ว่ามันเป็นโซ่ แต่ไม่อาจเห็นเป็นลายโซ่อย่างชัดเจน


    ผ่านไปไม่นานโซ่นั้นก็หายวับไป


    หานเฟิงถอนหายใจออกมาเบาๆ "ปราณธาตุไฟยังคงน้อยเกินไป อีกทั้งยังมีกำลังภายในปะปนอยู่ในนั้น เพราะเหตุนี้โซ่ที่ควบแน่นเป็นรูปขึ้นมาจึงเลือนราง พลังแข็งแกร่งกว่าวิทยายุทธ์พื้นฐานขั้นสูงเล็กน้อยเท่านั้น ยังคงห่างไกลจากพลังของวิทยายุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับล่างอีกมาก"


    "ทั้งยังยาวเพียงไม่กี่เมตร ห่างไกลจากหลายสิบเมตรที่เขียนไว้ในตำราโซ่อัคนีล้ำลึกทีเดียว"


    "แม้กระทั่งเสี้ยววินาทีที่โจมตีออกไป ปราณธาตุไฟในตัวข้าก็เกือบถูกสูบจนหมดเกลี้ยง"


    "ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามัญไม่อาจเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์ดังคาด"


    แต่ไม่นานหานเฟิงก็หัวเราะเยาะหยันออกมา "ข้าโลภเกินไปแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามัญทั่วไปไม่ได้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นมนุษย์อย่างข้า มิหนำซ้ำยังโจมตีระยะไกลไม่ได้ ถึงแม้ข้าจะใช้โซ่อัคนีล้ำลึกได้เพียงครั้งเดียว ข้าเชื่อว่าเพียงวินาทีเดียวจะฆ่าฉางเหวินหวาก็เหลือเฟือแล้ว"


    "แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์หนึ่งดาราขั้นต้น พลาดพลั้งเพียงนิดก็ถูกข้าโจมตีบาดเจ็บสาหัสได้!"


    ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะเคล็ดวิชาไฟวิเศษเก้าเปลวไฟ ทำให้เขากลั่นปราณธาตุไฟได้หนาแน่นกว่าของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป มิเช่นนั้นหานเฟิงที่ยังไม่ถึงขั้นสามัญระดับปลายคงไม่อาจฝึกวิทยายุทธ์ขั้นมนุษย์


    หลังจากฝึกพลัง หานเฟิงปาดเหงื่อออกจากหน้าผากตนก่อนจะเงยหน้าขึ้น จากนั้นเขาก็ต้องเงยหน้าขึ้นซ้ำๆ อีกสองสามครั้ง ใบหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน วินาทีถัดมาก็มาถึงชั้นสี่แล้ว!


    ไม่ผิด เป็นชั้นสี่!


    ชั้นสี่ของหอคอยเพลิงสวรรค์เก้าเปลวไฟเป็นพื้นที่เพาะปลูก


    ที่นี่สามารถปลูกผลไม้วิเศษแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ และใช้น้ำยาต้นกำเนิดจากเตาหลอมแผดเผาสรรพสิ่งเร่งให้มันสุกงอมได้


    พื้นที่เพาะปลูกตอนนี้อยู่ที่ระดับหนึ่งเช่นกัน มีเพียงที่ดินเพาะปลูกพืชวิญญาณสองผืนที่สามารถปลูกผลไม้วิญญาณและสมุนไพรวิญญาณได้ ขณะนี้ที่ดินเพาะปลูกพืชวิญญาณมีผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์สองผลกำลังจะสุก


    สิบกว่าวันที่ผ่านมา น้ำยาต้นกำเนิดที่หานเฟิงใช้ฝึกพลังปราณกลั่นมาจากกลีบบุปผาเบิกราก ส่วนน้ำยาต้นกำเนิดที่กลั่นจากศิลาวิญญาณล้วนใช้เร่งการสุกงอมของผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์


    ในดินแดนนี้ถึงแม้ศิลาวิญญาณจะสามารถเพิ่มระดับพลังของผู้ฝึกยุทธ์ได้ แต่เมื่อเทียบกับผลไม้แห่งสวรรค์และโลกมนุษย์แล้วกลับไม่ควรค่าให้กล่าวถึง


    ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ต้องสิ้นเปลืองศิลาวิญญาณเพื่อกลั่นน้ำยาต้นกำเนิดไปไม่น้อยก็นับว่าคุ้มค่า


    อย่างไรเสียภายในระยะเวลาสั้นๆ เขาก็ไม่ได้ใช้น้ำยาต้นกำเนิดมากเพียงนั้น วางทิ้งไว้ก็เปล่าประโยชน์ ไม่สู้ใช้เร่งผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์ให้สุกงอม แล้วใช้ผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์บ่มเพาะพลัง

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดินวดาราเพลิง ที่คุณอ่าน