ข้ามเวลามาใช้ชีวิตเรียบง่ายในยุค 80 (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 35 เหม็นกลิ่นน้ำส้มสายชู

            วันนี้เป็นวันแรกของการเรียน สองพี่น้องหลี่หยุนและหลี่เฉินปั่นจักรยานมาหาน้องสาวและน้องเขยที่ร้านก่อนที่จะไปสถานศึกษา เพราะร้านของน้องสาวและน้องเขยของเขาเป็นทางผ่านไปยังสถานศึกษาพอดี

            “พวกเธอรอนานแล้วหรือ?” หลี่หยุนถามขึ้น

            “พี่สาวผมตื่นเต้นจริงๆ เลยครับ” หลี่เฉินทำท่าทางตื่นเต้น 

            “รอไม่นานหรอกค่ะ พวกเราไปกันเถอะค่ะ” หลี่เยว่ซินยิ้มตอบ และนั่งซ้อนท้ายจักรยานของสามี

           

            เมื่อถึงสถานศึกษาก็ใกล้เวลาเข้าเรียนแล้ว หลี่หยุนและหลี่เยว่ซินเดินไปยังห้องเรียนของตัวเอง ส่วนจางเฉินอวี้และหลี่เฉินก็เดินไปยังห้องเรียนของตนเองเช่นกัน 

            การเรียนวันแรกผ่านไปได้ด้วยดี หลี่หยุนได้น้องสาวคอยช่วยอธิบายอยู่ตลอด ทางด้านจางเฉินอวี้ถือเป็นโชคดีของเขาที่ได้หลี่เฉินมาเป็นคู่หู น้องภรรยาของเขาคนนี้ช่วยกันสาวๆ ผู้ไม่หวังดีออกไปได้มากทีเดียว ถึงแม้เขาจะได้ยินเสียงในความคิดของพวกเธอ แต่เขาก็ไม่สามารถทำตัวเสียมารยาทได้มากนัก แต่หลี่เฉินเป็นคนที่ช่างสังเกตและมีความหวงแหนแทนพี่สาวของเขาเป็นอย่างมาก หลี่เฉินจึงเรียนจางเฉินอวี้ว่าพี่เขยซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น เขาอยากให้พวกเธอได้ยินและจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับพี่เขยของเขาอีก

            ชีวิตในแต่ละวันของพวกเขาก็เป็นไปอย่างนั้น คือช่วงกลางวันแต่ละบ้านก็จะทำการค้าของตัวเอง พอช่วงเย็นก็ไปเรียนด้วยกัน จนผ่านไปได้หนึ่งภาคการศึกษา

            “เฉินอวี้คะ มื้อเย็นเราจะกินอะไรดีคะ” หลี่เยว่ซินถามเขาขณะนั่งซ้อนท้ายเขากลับบ้าน

            “อะไรก็ได้ครับ” จางเฉินอวี้ตอบ

            หลี่เยว่ซินสังเกตเห็นความผิดปกติตั้งแต่อยู่ที่สถานศึกษาแล้ว เพียงแต่เวลานี้เธอยังไม่อยากจะถามอะไรเขามากนัก เพราะพี่ชายและน้องชายของเธอยังไม่แยกไป เธอคิดไว้ในใจว่ารอให้ถึงบ้านและพวกเขาอยู่กันตามลำพังเสียก่อนเธอจะต้องถามเขาให้ได้ความ

            “เฉินอวี้ วันนี้คุณเป็นอะไรไปคะ” หลี่เยว่ซินถามอย่างอดทน 

            “ไม่มีอะไรครับ มื้อเย็นนี้ผมจะทำเอง คุณรอเดี๋ยวนะครับ” จางเฉินอวี้พูดเสร็จก็เดินเข้าไปในครัว


            หลี่เยว่ซินเดินตามเขาไปแล้วดึงแขนเขาไว้แล้วเข้าไปในมิติ หลังจากนั้นเธอพาเขาเข้าไปนั่งที่โซฟานุ่ม แล้วเธอก็ย้ายมานั่งตรงหน้าเขาพรางกอดอกและถามเขา

            “คุณมีอะไรจะพูดไหมคะ ฉันต้องการให้เราพูดกันตรงๆ” หลี่เยว่ซินถามเขาอย่างอดทนอีกครั้ง

            “ผมเห็นคนเดินมาส่งคุณ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย

            หลี่เยว่ซินได้ฟังก็หัวเราะเสียงเบาแล้วเดินไปนั่งข้างๆ เขาแล้วพูดขึ้นว่า “เวลานั้นคุณเห็นฉันเดินกับเขาแค่สองคนหรือคะ”

            เขานิ่งยังไม่ยอมตอบคำถามเธอ เขาอธิบายไม่ถูกว่าเขารู้สึกอย่างไร เมื่อหลี่เยว่ซินเห็นอย่างนั้นก็โอบเอวเขาไว้แล้วถามเขาต่อว่า “คุณเห็นฉันเดินกับเขาแค่สองคน แล้วเห็นพี่ใหญ่หรือคนอื่นรอบข้างหรือไม่คะ”

            เวลานั้นเขารู้สึกไม่พอใจ จึงไม่ได้สังเกตว่ารอบข้างเธอมีคนอื่นอยู่ด้วยหรือไม่ ตอนนี้เขาเกือบจะใจอ่อนตั้งแต่เธอโอบเอวเขาไว้แล้ว

            “ฉันเดินลงบันไดมาพร้อมเขาจริงค่ะ แต่เวลานั้นพี่ใหญ่ก็เดินอยู่ข้างหลังฉัน แล้วยังมีผู้หญิงอีกหนึ่งคนเดินมากับพี่ใหญ่ด้วย คุณมองไม่เห็นหรือคะ คุณไม่อยากรู้หรือคะว่าผู้ชายคนนั้นเขาเป็นใคร และเขาพูดอะไรกับฉัน”

            “ผมมองไม่เห็นพี่ใหญ่” เขายังไม่ยอมตอบคำถามเธอตรงๆ

            “เขาเรียนอยู่ห้องเดียวกับฉันค่ะ แล้วผู้หญิงที่เดินมากับพี่ใหญ่ก็คือคู่หมั้นของเขา ทีแรกเขากับพี่ใหญ่คุยกันถึงเรื่องการซื้อขายผลไม้และผลไม้ตากแห้งน่ะค่ะ ครอบครัวเขามีสวนผลไม้” เธอมองหน้าเขาแล้วพูดต่อ “จนได้เวลาเลิกเรียน ฉันกับพี่ใหญ่กำลังจะกลับ คู่หมั้นของเขาก็พูดถึงเรื่องเค้กหน้าตาสวยงาม และเค้กผลไม้ของร้านเราขึ้นมา พอเขารู้ว่าฉันเป็นเจ้าของร้าน เขาก็สนใจที่จะสั่งซื้อเค้กของฉันน่ะค่ะ”

            “พวกคุณดูสนิทสนมกันมาก” 

            เธอไม่อยากอธิบายกับเขาต่อแล้ว และคิดว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เธออธิบายแล้ว เพียงแต่เขายังไม่รู้ตัวจะทำอย่างไรต่อ เธอจึงแสร้งทำท่าโกรธและคลายวงแขนออกจากเอวของเขาและยืนขึ้น “มื้อเย็นนี้ฉันไม่กินอะไรแล้วนะคะ ฉันจะเข้านอนเลย แล้วคุณก็ไปอาบน้ำได้แล้วนะคะฉันเหม็นกลิ่นน้ำส้มสายชูมากเลยค่ะ”

            เธอเดินไปได้หลายก้าวแล้ว กว่าที่เขาจะนึกออกว่าเธอพูดว่าอะไร เขายิ้มแล้วรีบเดินตามเธอเข้าห้องไปปรับความเข้าใจกันด้วยความหวานชื่น 

            จางเฉินอวี้นั่งมองภรรยากินอาหารด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ หลี่เยว่ซินแกล้งทำท่าตั้งใจกินอาหารโดยไม่สนใจเขา

            “เยว่ซิน คุณกินอีกสักหน่อยสิครับ ผมว่าคุณกินน้อยไปนะ” จางเฉินอวี้ทำท่าเอาอกเอาใจ

            “ฉันกินอิ่มแล้วค่ะ คุณกินต่อไปเถอะ” เธอตอบเขาแล้วลุกไปนั่งรอที่โซฟา

            จางเฉินอวี้เดินตามเข้ามานั่งข้างเธอหลังจากที่เขาเก็บจานไปทำความสะอาดเสร็จแล้ว 

            “ผมขอโทษนะครับ”

            “คุณขอโทษเรื่องอะไรคะ” เธอแสร้งถามอย่างไม่เข้าใจ

            “ผมขอโทษที่ทำท่าทางอย่างนั้นใส่คุณไปน่ะครับ” เขาพูดอย่างเอาใจ

            “เฉินอวี้คะ ฉันอยากบอกคุณนะคะ เราอยู่ด้วยกันเพียงสองคน หากมีเรื่องอะไรที่ค้างคาใจ เราควรจะเปิดอกคุยกันได้ในทุกๆ เรื่อง เหตุการณ์วันนี้ฉันไม่ได้โทษคุณหรอกนะคะ เพราะฉันสามารถอธิบายเหตุผลให้คุณฟังได้ แต่ฉันไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต”

            เธอมองหน้าเขาแล้วพูดต่อ “ฉันรู้นะคะว่าคุณรักฉัน คุณหวงฉัน และเป็นห่วงฉัน โชคดีที่ฉันไม่ใช่คนคิดมากและไม่ชอบให้มีเรื่องค้างคาใจ หากในทางกลับกัน ฉันเป็นคนที่ชอบคิดเล็กคิดน้อย และคิดไปเองว่าที่คุณแสดงท่าทางอย่างนี้เพราะคุณไม่ไว้ใจฉัน คุณคิดว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นแบบไหนคะ”

            จางเฉินอวี้ทำหน้าตกใจและรีบพูด “เยว่ซินครับ ผมสัญญานะครับว่าต่อไปหากมีเรื่องไม่เข้าใจ ผมจะถามจากคุณโดยตรง และหากในอนาคตคุณมีเรื่องอะไรติดใจสงสัย คุณก็สามารถถามผมได้ตามตรงเหมือนกันนะครับ ครั้งนี้…ผมเสียใจจริงๆ ครับ”

            ทั้งสองนั่งปรับความเข้าใจกันสักพักก็รีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้พวกเขายังต้องตื่นมาเปิดร้านแต่เช้า และเรื่องความไม่เข้าใจในครั้งนี้ก็ถือเป็นบทเรียนให้กับคนทั้งคู่ได้ศึกษาและทำความเข้าใจกันไปอีกบทหนึ่ง

     

    คล้ายกับเรื่องข้ามเวลามาใช้ชีวิตเรียบง่ายในยุค 80 (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน