เมื่อออกมาถึงภายนอกนั้นเขาได้หยุดเดิน สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อากาศภายนอกสดสะอาดยิ่งนักและเขาก็ให้สงสัยขึ้นมาว่า การที่ตัวเองยอมรับกุญแจดอกนั้นมา เป็เพราะเขา้าจะอยู่กับทรูดี้จริงๆ หรือเพราะ้าจะเลื่อนการเดินทางไปนิวยอร์กกันแน่..?
เขาผ่อนลมหายใจช้าๆ ออกมาจากทรวงอก เพราะตัดสินได้แล้วว่า มันก็มีเหตุผลทั้ง 2 ประการที่ประสมปนเปกันอยู่นั่นเอง..
หลังจากที่การเสพสมผ่านไปเป็ครู่ บริกก็เคาะเถ้าบุหรี่ลงในที่เขี่ยที่วางอยู่บนโต๊ะข้างพนักหัวเตียง ปอยผมสีบลอนด์ของทรูดี้คลอเคลียอยู่ตรงปลายคาง เขาลูบไล้มันเล่นอยู่เบาๆ ฝ่ามือของบริกโลมเลื่อนลงไปตลอด่เอวที่เปล่าเปลือยของทรูดี้ และทรูดี้เองก็ไล้โลมมือไปตามหน้าท้องที่แบนราบ ไล่นิ้วขึ้นมาตามแนวขนที่ดกดำผ่าน่เอวขึ้นมาจนถึงแผ่นอก ใช้ปลายนิ้วเขี่ยเบาๆ อยู่ตรงแผลเป็ที่เป็รอยด่างสีขาวอยู่ตรงหัวไหล่
“ทำไมคุณถึงยังไม่แต่งงานล่ะ บริก?”
ทรูดี้ถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ขณะไล้ปลายนิ้วไปตามเนื้อตัวเขาเรื่อยๆ
ผู้หญิง..บริกคิดอย่างรำคาญ ทำไมหลังจากที่ผ่านการร่วมรักกันแล้ว ถึงได้ชอบพูดเื่ไม่เป็เื่กันนักนะ เขาอยากจะสูบบุหรี่เงียบๆ มากกว่าจะมาฟังเสียงถามน่ารำคาญเช่นนี้ แต่แล้วก็อดที่จะสนองตอบความใคร่รู้ของหล่อนไม่ได้
“ผมคงชอบทำงานมากกว่าละมัง..เดาเอานะ ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน”
เขาอัดบุหรี่ลึกๆ ปล่อยให้ควันสีเทาลอยขดขึ้นเป็วงกลม
“ก็แล้วคุณไม่เคยมีความรักกับใครเขาบ้างเลยหรือคะ?”
“ผมว่าไม่นะ”
และคงจะไม่อย่างแน่นอนด้วย เพราะเขาได้ค้นพบแล้วว่า เขามักจะรักผู้หญิงตอนก่อนที่จะนอนด้วยกันมากกว่าที่จะมาพล่ามบอกหลังจากที่เสร็จสมกันไปแล้ว
“ดูเหมือนคุณจะเคยเล่าให้ฉันฟังครั้งหนึ่งไม่ใช่หรือ ว่าคุณเคยเป็ทหารรับจ้างมาก่อน แล้วมันเป็เื่จริงหรือเปล่าคะ?”
ทรูดี้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
หน้าผากบริกเป็รอยขมวดย่นขึ้นมาทันที..นี่เขาเคยเล่าเื่นั้นให้หล่อนฟังอย่างนั้นหรือ ่ระยะเวลาเป็ปีนั้น มันเป็เื่ที่มีความสำคัญสำหรับเขาเกินกว่าที่จะเอาไปเที่ยวพูดพล่อยๆ ให้ใครฟัง เขาอยากจะปฏิเสธ แต่มันก็ไม่ใช่เื่เสียหายอะไร ไม่เื่ต้องอับอายขายหน้าใครด้วย
“ใช่..เป็ความจริง”
บริกตอบรับทันที
“ทำไมล่ะคะ?”
“ทำไมที่มันเป็ความจริงน่ะหรือ..?”
เขาขยับตัวหนุนหมอนให้สูงขึ้น อดยิ้มอย่างเห็นขันไม่ได้ เมื่อนึกถึงว่า มันเป็คำถามที่ฟังแปลกหูพิลึก
“บ้าน่ะสิ..”
ทรูดี้หัวเราะเบาๆ เงยขึ้นมองหน้าเขา เครื่องสำอางบนใบหน้าหล่อนเลือนหายไปมากแล้ว เพราะเขาได้จูบลบออกเสียเป็ส่วนใหญ่ ที่ยังคงพอเหลืออยู่บ้างก็หมดไปกับการเกลือกกลิ้งเช็ดไปกับผ้าปูที่นอนจนเกือบหมดสิ้นและเมื่อไร้เครื่องสำอาง ใบหน้าของทรูดี้ก็ดูแก่เกินอายุ เกือบจะพอกันกับเขาเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ทำให้ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบหนึ่ง
“ฉันถามว่า ทำไมคุณถึงต้องไปเป็ทหารรับจ้างด้วยต่างหาก”
“ไม่รู้สิ..เดาเอาเองว่าน่าจะเป็เพราะผมอยากจะทำอะไรให้สะใจตัวเอง แล้วก็แสวงโชคจากการเป็ทหารประเภทนั้นด้วยละมัง”
อันที่จริงมันก็เป็ระยะเวลาที่ยาวนานเกินกว่าที่จะจดจำไว้ได้ว่าในตอนนั้น ตัวเองได้ทำอะไรลงไปบ้าง เพราะมันไม่มีอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับชีวิตที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันนี้เลย
“แต่แน่นอนที่สุด ครอบครัวของคุณ..”
ทรูดี้เริ่มต้นขึ้น
“พ่อแม่ผมตายหมดแล้ว”
แต่บริกไม่ได้เล่าต่อให้หล่อนฟังโดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งกระนั้น และหรือการที่เขารอดชีวิตมาได้จากเครื่องบินตก ที่คร่าชีวิตพ่อกับแม่ไปทั้งสองคน
“ปู่เป็คนเลี้ยงผมมา คือหมายถึงพยายามเลี้ยงมากกว่า เพราะเราเข้ากันไม่ค่อยได้ ผมมันบ้า..ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจใคร ส่วนท่านก็เข้มงวดกวดขันมาก..ตอนนั้นผมอายุแค่ 15 หนีออกจากบ้านตั้ง 7 ครั้ง พออายุได้ 17ปี ผมก็ครบเกณฑ์เข้าเป็ทหาร ได้เดินทางไปตะวันออกเฉียงใต้, เอเชีย, นัม, เขมร ,ลาว พอกลับมามันก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอยู่นั่นเอง..”
เขาหยุดเว้นระยะครู่สั้นๆ ก่อนเล่าต่อ..
“ปู่ของผมก็ยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็ยังคงอุทิศตนเองให้กับพระเ้าเพียง 2 องค์เท่านั้น คือเงินกับธุรกิจ..อยู่ในยุคที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือกันตามอัตราของตัวเลขในธนาคารและอิทธิพลของผู้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน หรือใครคือบุคคลที่เขากำลังคบหาสมาคมอยู่”
บริกขยี้บุหรี่ลงในที่เขี่ย พ่นควันครั้งสุดท้ายเป็ทางยาว
“แต่..ก็แล้วทำไมคุณถึงต้องไปเป็ทหารรับจ้างด้วยล่ะคะ?”
ทรูดี้ใช้ข้อศอกยันร่างขึ้น เพื่อจะมองหน้าเขาให้เห็นชัดเจนขึ้น แต่สีหน้าของบริกไม่ได้บอกอะไรมากนัก
ปลายนิ้วแข็งๆ ของเขาไล้อยู่ตรงปลายคางหล่อนระเรื่อยลงมาจนถึงซอกคอ
“เพราะผมรู้จักวิธีการฆ่าอย่างเงียบกริบและรวดเร็วยังไงล่ะผมชำนาญการใช้อาวุธทุกชนิดที่ประดิษฐ์ขึ้นในสมัยนี้ แล้วก็ยังสามารถสอนคนอื่นให้ใช้เป็ด้วย”
บริกหยุดเว้นระยะอีกครั้ง เมื่อมองเห็นประกายหวาดหวั่นปรากฏขึ้นในดวงตาของทรูดี้ ในแววตาคู่นั้นบอกความสงสัยใคร่รู้ ขณะเดียวกันก็คล้ายไม่อยากให้เขาเล่าต่อ
“ผมก็ได้ความรู้เฉพาะเื่นี้หลังจากออกจากราชการแล้วและมันก็เป็ความรู้ที่ผมทำได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อมีใครมาเสนอค่าจ้างแพงๆ ให้ผมก็รับ..มันก็เท่านั้น”
“นั่นน่ะหรือคะ คือเหตุผลที่ทำให้คุณกลายเป็ทหารรับจ้าง เพียงเพื่อเงินเท่านั้นหรือคะ?”
“ผมคิดว่าตอนนั้นก็คิดเพียงแค่นั้นแหละ”
เขาตอบอย่างยอมรับ
“แต่ก่อนหน้านั้น ผมก็พยายามกลับไปหาปู่อีกครั้ง แต่ท่านโกรธผมมากตอนที่ผมเข้าไปบอกว่าจะทำอะไร เท่าที่ท่านทราบนั้น พวกทหารรับจ้างคือสิ่งโสโครกที่สุดในโลก ..มันไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยถ้าจะบอกว่า ไอ้พวกคนที่ทำงานให้ท่านนั้น มันก็ไม่ได้เลวน้อยไปกว่าทหารรับจ้างเลย คนพวกนั้นบินข้ามประเทศไป เพื่อจะถมเงินลงไปในธุรกิจชนิดใดก็ได้ สร้างเครือข่ายโยงใย แล้วก็ขับไล่เ้าของกิจการตัวจริงให้พ้นไปจากวงการเสีย..”
“ตัวท่านเองก็จ้างพวกทหารรับจ้างเหล่านี้แหละ คัดเอาเฉพาะพวกที่มีฝีมือไว้ใช้ แต่กลับทนไม่ได้เมื่อรู้ว่าหลานชายของตัวเองจะเป็ทหารรับจ้างแบบเดียวกันนั้นบ้าง ทั้งๆ ที่อันที่จริงแล้ว ท่านก็ก่อกรรมทำเข็ญกับคนดีๆ มามากต่อมากเหมือนกัน”
น้ำเสียงในตอนท้ายนั้น เจือปนด้วยความรู้สึกขมขื่นอยู่ไม่น้อย ในขณะที่ผู้คนในวงการอาจจะยกย่องปู่ของเขาว่าเป็นักธุรกิจชั้นนำ และบางคนก็ริษยาในความมั่งมีศรีสุขของท่าน แต่บริกกลับมีแต่ความจงชังในบุรุษผู้ตั้งให้เขามีชื่อเดียวกันกับท่าน..บริกแฮม แซงเงอร์ ประธานก่อตั้งของบริษัทแซงเงอร์ ดิสเค้าท์ สโตร์
“บริกคะ”
เสียงเรียกของทรูดี้คล้ายจะลังเล หล่อนกำลังเกิดความหวาดหวั่นขึ้นในใจเมื่อมองเห็นแววตาขาเย็นของบริก ทำให้เขาดูน่ากลัวว่าเคย เสียงเรียกนั้นทำให้แววตาของ บริกอ่อนแสงลง รอยยิ้มบางๆ ฉาบขึ้นเหนือริมฝีปากที่ซ่อนอยู่ใต้ไรหนวด
“ปู่ของผมท่านคิดอยู่เสมอว่า ผมพยายามที่จะทำอะไรที่ขัดใจท่าน ผมถูกมองว่าเป็เด็กอยู่เสมอและอยากจะทำอะไรให้มันแปลกๆ เล่น”
“คุณ..คุณถูกส่งไปอยู่ที่ไหนบ้างคะ?”
ทรูดี้บังเกิดความรู้สึกประทับใจในอดีตเขาขึ้นมา แม้จะดูน่ากลัวแต่ก็ยังอยากฟังอยู่ดี
“ก็ไปอยู่ในอเมริกากลาง, แอฟริกา, อเมริกาใต้..โยกย้ายไปเรื่อยๆ คุณต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่า ผมไม่ใช่คนที่เก่งกาจอะไรนัก อีกอย่างหนึ่งกว่าาจะเลิกก็นานพอดู พวกเขาใช้เงินจำนวนมากมายมหาศาลนั่นจนหมด ซึ่งหมายถึงว่าผมเองก็ไม่ได้รับเงินค่าจ้าง แล้วก็ยังไม่มีเงินสดมากพอที่จะซื้อทั้งปืนและะุ หรือแม้แต่อาหารที่จะกินเข้าไปด้วย”