“ไล่ตามสองคนประจำอยู่ที่เดิมหนึ่งคนงั้นเหรอ? คิดจะจับตาดูความเคลื่อนไหวของฉันต่องั้นเหรอ?” สวีหยางอี้แสยะยิ้มเขาระบุตำแหน่งของอีกคนจากกลิ่นเครื่องจับสัญญาณ ตอนนี้สถานการณ์การสะกดรอยเป้าหมายไม่ได้เป็นเหมือนที่อีกฝ่ายคิดไว้อีกต่อไปแล้ว
“ฉลาดใช้ได้” สวีหยางอี้ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยคนแบบนี้ถือว่ามีความสามารถเลยทีเดียว ที่สำคัญพวกเขาวิ่งเร็วมาก!
พวกเขาเหมือนพวกนายพรานที่อยู่ตามป่าดิบชื้นไม่มีผิดหากคุณโดนพวกมันเป่าลูกดอกอาบยาพิษใส่ พอหันกลับไปมองก็คงระบุตำแหน่งไม่ได้เพราะว่าอีกฝ่ายได้เปลี่ยนที่หลบไปแล้ว
เขานิ่งลงพักหนึ่งก่อนเดินไปทางห้างสรรพสินค้าที่อีกฝ่ายหลบซ่อนอยู่อย่างไม่ลังเล
ผู้ชายทั้งสองคนที่เกาะอยู่บนพนังตึกราวกับมีปุ่มดูดอยู่ที่มือหยุดชะงักลงทันที
ทั้งสองสบตากันบนม่านตาต่างสะท้อนความตกใจของกันและกันออกมา
เดินมาทางนี้งั้นเหรอ?
เดินเข้ามา...ทีละก้าวทีละก้าวอย่างสบายอารมณ์แบบนี้เลยเหรอ?
เขารู้ตัวแล้วเหรอ?หรือว่าอีกฝ่ายแค่เดินเล่น? หรือว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ?
“อาจจะรู้ตัวแล้วก็เป็นได้”ชายร่างผอมพูดขึ้นเสียงต่ำ “โสตทิพย์!”
ทันใดนั้นหูของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว และชี้ตั้งขึ้นเป็นทรงสามเหลี่ยมคล้ายกับหูค้างคาว
“เสียงเต้นของหัวใจเป็นปกติชีพจรก็ปกติ อุณหภูมิร่างกายก็ปกติ ไม่มีเหงื่อสักหยด เลือดลมสูบฉีดปกติ...ให้ตายเถอะ...” ชายร่างผอมสบถขึ้นกับตัวเอง คิ้วย่นติดกันเป็นครั้งแรก
บนดาดฟ้าของตึกผู้หญิงที่นั่งนิ่งเหมือนรูปปั้นเหลือกตากว้างอย่างฉับพลันเธอมองไปยังด้านล่างอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“เดินมาทางนี้งั้นเหรอ?”
“รู้ตัวแล้วงั้นเหรอ?”
“ไม่นะเป็นไปไม่ได้ ยุคนี้ไม่ใช่ยุคโบราณนะ ไม่ว่าผู้ฝึกตนคนไหนฝึกวิชาอะไรไม่มีทางปกปิดรัฐบาลหวาซย่าได้แน่นอน ทำไมฉันไม่เคยเห็นคนๆ นี้มาก่อนเขารู้ตัวได้ไง!”
สวีหยางอี้จุดบุหรี่ขึ้นอีกมวนควันบุหรี่ลอยตัวสูงขึ้นยามค่ำคืน เขาเดินเอ้อระเหยอย่างไม่รู้หนาวรู้ร้อน
เขารู้ดีว่าตอนนี้อีกฝ่ายคงกำลังตกใจอยู่ดังนั้นเขาจึงให้เวลาอีกฝ่ายได้ไตร่ตรองว่าจะทำอย่างไรต่อ
เพราะเมื่อเขาเข้าโหมดจู่โจมเมื่อไหร่คนพวกนี้ไม่มีทางหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!
พลังจิตที่กล้าแกร่งกว่าขั้นเลี่ยนชี่ทั่วไปหลายเท่าเพียงยื่นมือออกไป เขาก็รับรู้ถึงตำแหน่งของอีกฝ่ายได้ทุกกระเบียดนิ้ว
ยามราตรีอันมืดมิดไร้สายลม ไร้สุรเสียง ไร้ดวงแสงมีเพียงความกระหายในการต่อสู่ที่ปะทุขึ้นอย่างเงียบๆ
การหยั่งเชิงกันด้วยมันสมองและความกล้าสงครามเย็นที่วัดสติปัญญาและไหวพริบได้เปิดฉากเริ่มต้นขึ้นในคืนนี้แล้ว
นี่เป็นการวัดความสามารถกันระหว่างนักล่ากับเหยื่อ
“แปดร้อยเมตร...”ชายร่างผอมสายตาฉับไหวดุจสายฟ้า “เขาไปร้านค้าเล็กๆ เพื่อซื้อเครื่องดื่มแล้วทิ้งบุหรี่ลงข้างๆ ถังขยะ... ให้ตายเถอะ...”
สวีหยางอี้เดินอ้อยอิ่งเข้ามาในระยะสองร้อยเมตรเขายังคงคาดเดาแผนการของอีกฝ่ายไม่ออกอยู่ดี
พุ่งเป้ามาที่ตัวเขาโดยเฉพาะ?หรือเป็นแค่เรื่องบังเอิญ?
“ราชาพยัคฆ์หมายเลข03 เธอแจ้งไปยังผู้อำนวยการรึยัง?”
“กำลังติดต่ออยู่”เสียงผู้หญิงดังมาจากเครื่องส่งสัญญาณ “แต่แปลกมาก... ติดต่อไม่ได้เลย!”
“ฉันคิดว่าคงมีคนปล่อยคลื่นสัญญาณรบกวนที่นี่แน่ๆ”
เจ็ดร้อยเมตร!
“ถอยก่อน!”ชายร่างผอมพูดให้สัญญาณอย่างไม่ลังเล
แปลก!
น่าแปลกยิ่งนัก!
คนๆ นี้...มีบางอย่างผิดปกติ!
ประสาทสัมผัสที่ถูกขัดเกลามาจากประสบการณ์เป็นตายอันยาวนานของเขาส่งสัญญาณเตือนให้รู้ถึงอันตรายระลอกใหญ่อยู่ตลอดขืนอยู่ตรงนี้ต่อไป ตายสถานเดียว!
ไม่มีใครตอบกลับแต่เพียงชั่วพริบตา ทั้งสามคนก็กระโดดหายตัวไปจากคนละมุมทันที
พวกเขาเป็นคนฉลาดพริบไหวดีทั้งๆ ที่กำลังจะหนีไป แต่พวกเขาก็ไม่วายจะสังเกตการณ์
หากเป็นแค่เรื่องบังเอิญการที่พวกผู้ฝึกตนหนีไป คงไม่มีใครไล่ตามอย่างแน่นอน
แต่ถ้าอีกฝ่ายรู้ตัวแล้วจริงๆหลังจากนั้นก็คงเป็นคราวที่จะถูกเอาคืน!
ถึงตอนนั้นเขาคงหนีไปไม่ได้สักคน
สายตาของสวีหยางอี้มองเห็นในระยะสองสามร้อยเมตรได้อย่างชัดเจนมีเงาร่างสามร่างหนีไปคนละทิศละทาง
ไม่มีทีท่ารีรอวินาทีต่อมา เขากระโดดขึ้นไปบนตึกสูงสิบเมตรกว่าที่อยู่ข้างๆ ทันที
จากนั้น...ก็ระเบิดพลังปราณขึ้นทั่วทั้งร่าง ตั้งท่าเตรียมวิ่ง รวมพลังไว้ที่ปลายเท้าเขากะใช้ความเร็วสูงสุดเข้าประชิดเป้าหมายที่ช้าที่สุด!
ไล่ล่าอย่างสุดกำลัง!
ภายใต้แสงจันทร์ยามราตรีนี้ใครจะเป็นนักล่า ใครจะเป็นเหยื่อกันแน่
“ตุบ ตุบ ตุบ!”เสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างหนักหน่วงมาจากบนยอดตึกทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไปทำให้เกิดรอยร้าวเป็นแขนง
ทุกๆฝีเท้าที่ก้าวไปข้างหน้าเต็มไปด้วยเสียงเรียกร้องของความกระหายการต่อสู้ตลอดสามปีจากก้นบึ้งหัวใจ
สภาพของสวีหยางอี้ในตอนนี้เหมือนเป็นช้างสารที่วิ่งฝ่าดงตึกสูงใหญ่เขาพุ่งไล่ตามทั้งสามคนด้วยจิตสังหารอันเปี่ยมล้น!
“เขารู้ตัวแล้ว!”นาทีนี้ ภายในใจพวกเขาทั้งสามคนเข้าใจทุกอย่างขึ้นมาทันที
อันที่จริงเป้าหมายของพวกเขารู้ตัวตั้งนานแล้ว และด้วยความที่เป็นนักสะกดรอยฝีมือดีเพียงแวบแรกในห้วงสมองของพวกเขาก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าทำไมก่อนหน้าอีกฝ่ายไม่ยอมเคลื่อนไหว!
เป้าหมายของพวกเขากำลังสังเกตการณ์ตรวจสอบการถูกสะกดรอย และตัดกำลังพวกเขาอยู่นี่เอง!
“ให้ตายเถอะเขามันทหารฝีมือฉกาจตัวจริง!” ราชาพยัคฆ์หมายเลข 03 กัดฟันพูดขึ้นอย่างเจ็บใจ เธอรู้ตัวทันทีว่าอีกฝ่ายพุ่งมาทางตัวเธอ!
“ไม่เพียงเท่านี้พลังที่แท้จริงของอีกฝ่าย... มีมากกว่าที่ตาเห็น!” ชายร่างผอมตกใจขวัญผวา พร้อมสะพรึงกับความเร็วเต็มพิกัดของอีกฝ่าย
ชายหน้าลายพรางได้แต่กัดฟันอย่างเจ็บใจและพยายามหนีอย่างสุดกำลัง!
“สังเวยชีพ... ดาวตก...เพลิงดารา...” ดวงตาสวีหยางอี้คุวาว เขาปลดปล่อยสามกระบวนท่าขึ้นมาพร้อมกัน แต่ว่าเพลิงดาราปลดปล่อยออกมาไม่ได้
แต่ถึงเป็นเช่นนั้นความเร็วของเขาก็รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ!
เขากระโดดทะยานขึ้นกลางอากาศจากตึกหนึ่งไปยังอีกตึกหนึ่งเห็นเป็นเพียงเงาสีดำ!
“บ้าเอ๊ย!”ราชาพยัคฆ์หลายเลข 03 ส่งเสียงสบถขึ้นอย่างทนไม่ไหวอีกฝ่ายเข้ามาประชิดเธอในระยะ... สี่ร้อยเมตรแล้ว!
นี่มันระยะอันตรายชัดๆ!
โดยเฉพาะมวลพลังและแรงกดดันวิญญาณของอีกฝ่ายที่พุ่งเข้ามาทำเอาเธอตัวสั่นไปทั้งตัว!
เธอควักยันต์ออกมาหนึ่งใบอย่างไม่ลังเลจากนั้นก็แปะไปที่ต้นขาของตัวเอง เพียงชั่วพริบพริบตาความเร็วเร่งขึ้นอย่างฉับพลัน!
แต่วินาทีต่อมาเธอถึงกับตกใจเมื่อพบว่า...
ยังเร็วไม่เท่าอีกฝ่าย!
ความเร็วของทั้งสองฝ่ายสูสีกันยิ่งนักแต่ก็ยังทิ้งระยะห่างกันพอประมาณ!
อีกไม่เกินห้านาทีคงถูกตามทัน!
“หนีไปให้ได้!”เธอตะโกนขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจหมายให้อีกสองคนที่เหลือได้ยิน
ไม่มีเสียงผู้ใดตอบกลับเพราะอีกสองคนต่างเข้าใจสถานการณ์ดี ต่างคนต่างพยายามหนีไปตามทางของตนอย่างสุดตัว
เหนือดาดฟ้าตึกขึ้นไปเงาร่างสองร่างกระโดดไล่ตามกันจากตึกหนึ่งไปยังอีกตึกหนึ่งระยะทางก็ยิ่งเข้าประชิดขึ้นเรื่อยๆ !
เสียงกระดูกเคลื่อนในร่างกายดังขึ้นเป็นระยะพอไม่มีพลังเสริมจากกล่องจิ๋วปริศนานั่นแล้ว สวีหยางอี้ก็ไม่สามารถปลดปล่อยกระบวนท่าเพลิงดาราได้เขารู้สึกแปลกใจกับเสียงกระดูกของตัวเองมาก
ราชาพยัคฆ์หมายเลข03 ไม่กล้าหันหลังกลับไปมองแม้แต่น้อย เธอล้วงมือเข้าไปในเสื้อจากนั้นก็มีนกไม้ไผ่สานตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งบินออกมา
“พึบ!”วินาทีที่นกตัวเล็กบินออกมาก็เกิดแสงสว่างสีแดงจ้าขึ้นฉับพลัน จากนั้นไม้ไผ่ที่สานกันนั้นก็กลายเป็นกระบี่ไม้ไผ่สีเขียวเลื่อมที่เต็มไปได้ด้วยอักขระและพุ่งเข้าใส่สวีหยางอี้อย่างรวดเร็ว!
“กระดองแห่งบาป”สวีหยางอี้ไม่หลบแถมยังพร้อมเผชิญการโจมตี นี่เป็นแค่อาวุธคุณภาพต่ำเท่านั้น แต่ถ้าถูกอีกฝ่ายสกัดความเร็วแบบนี้เขาจะไม่มีทางได้รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงสะกดรอยจับตาดูเขา!
หลังจากที่รอดออกมาจากสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าได้เขาก็ไม่ได้พบกับสถานการณ์คนมีอำนาจชี้ต้นตายชี้ปลายเป็น แต่ฉันเองเป็นเนื้อบนเขียง
“นี่มัน...”นาทีนี้ ราชาพยัคฆ์หมายเลข 03 ได้หันกลับไปมองเป็นครั้งแรก อาวุธนี้เป็นอาวุธปกป้องชีวิตเธอ แม้จะเสียดายแต่ถึงกระนั้นก็ทำให้เธอได้เห็นบางอย่าง!
“เขาเป็นคนของเทียนเต้า!”เสียงตะโกนดังขึ้นกลางอากาศ อีกสองคนที่เหลือได้ยินเสียงนั้นทันทีแต่ก็หนีต่อไปไม่ยอมหยุด
แววเกลียดชังผุดขึ้นมาดวงตาสวีหยางอี้ชั่ววูบเขาเลียริมฝีปากตัวเอง “ฉันล่ะเกลียดพวกคนฉลาดที่สุด”
“แม้จะอยู่ในสถานการณ์คับขันก็ยังอุตส่าห์ส่งข่าวถึงพวกพ้องตัวเอง”
“ถ้างั้นเธอไม่มีวันหนีฉันพ้นแล้วแหละ!”
“ซวบ!”เสียงกระบี่ไม้ไผ่แทงทะลุเข้าเนื้อ สวีหยางอี้ตกใจเล้กน้อยแต่วินาทีถัดมาก็เกร็งกล้ามเนื้อบีบหยุดกระบี่นั้นไม่ให้ทะลุไป!
มือข้างหนึ่งกำกระบี่ไม้ไผ่ที่เสียบอยู่ที่ไหล่ของตัวเองส่วนเท้ายังคงวิ่งต่อไปไม่ยอมหยุด
“โถ่เอ๊ย!”ราชาพยัคฆ์หมายเลข 03 เริ่มลนลาน เพราะกระบี่ไม้ไผ่เล่มนี้ไม่ได้มีไว้แค่โจมตีอย่างเดียวเพราะมันสามารถโจมตีคู่ต่อสู้ได้อย่างต่อเนื่อง ทิ่มแทงอีกฝ่ายจนพรุนขอแค่เธอควบคุมพลังปราณของเธอให้ได้ต่อเนื่อง!
นาทีนี้กระบี่เล่มนี้เหมือนหมดฤทธิ์อยู่ในกำมือของทวยเทพ ไม่ว่าเธอจะพยายามควบคุมอย่างไรมันก็ไม่ขยับอีกต่อไป!
พลังปราณและพลังจิตของอีกฝ่ายเหนือกว่าตัวเธอหลายเท่า!
“นี่มันสัตว์ประหลาดจากไหนกันวะ!”สีหน้าของเธอเริ่มซีดเผือด ตอนนี้อีกฝ่ายเข้าประชิดตัวเธอในระยะสามสิบเมตรแล้ว
“ฟุบ!”หลังจากนั้นหนึ่งนาที ราชาพยัคฆ์หมายเลข 03ก็ยืนหน้าซีดอยู่ด้านหน้าผู้ชายคนหนึ่งเสียแล้ว ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ เธอได้แต่ตั้งท่าเตรียมรับการโจมตี
กระบี่เล่มนั้นอยู่ในกำมือของอีกฝ่ายทั้งๆ ที่อยู่ในระยะใกล้ขนาดนี้ เธอก็ควบคุมมันไม่ได้!
“พวกเราคือ...”
ไม่มีทางเลือกเธอต้องเอ่ยปากอธิบายเล่าถึงสาเหตุ ไม่งั้นผลที่ตามมาก็ไม่ดีแน่!
เธอพูดไม่จบ เพราะทันใดนั้นเท้าที่ใส่รองเท้าแตะของสวีหยางอี้ก็ตวัดขึ้นกลางอากาศประหนึ่งเสียงแส้ฟาดเตะเธอกระเด็นแหวกอากาศไปไกล!
ภาพของท่อนขาสะท้อนขึ้นบนจอม่านตาของราชาพยัคฆ์หมายเลข03 มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ “ตุบ!” วินาทีต่อมา ความคิดทุกอย่างของเธอพลันหยุดนิ่งร่างกายพุ่งกระเด็นร่วงสู่พื้นประหนึ่งดาวตก! แถมกระดอนอีกสองครา!
“เอือก!”เลือดสดกระอักออกจากปากอย่างกลั้นไม่อยู่! สีหน้าของเธอพลันหวาดผวาขึ้นมาทันที!
แค่ลูกเตะเดียว!
เพียงแค่ลูกเตะเดียวเท่านั้น!
แบบนี้มันไม่ใช่พลังของผู้ฝึกตนธรรมดาๆแล้ว!ต่อให้เป็นเหล่าอัจฉริยะจากเทียนเต้าก็ไม่มีทางเตะเธอลอยกระเด็นเพียงลูกเตะแค่ครั้งเดียวหรอก!
ความเป็นไปได้เดียวที่ผุดขึ้นกลางใจเธอตอนนี้ก็คือ...
นี่มัน...พลังของผู้ชนะในการประลอง!
มีเพียงผู้ชนะจากการประลองเท่านั้นที่สามารถเตะเธอจนน่วมได้!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ความรู้สึกเสียใจภายหลังก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างไร้ที่สิ้นสุดก่อนหน้านี้ตัวเธออยากจะลองเชิงกับเขาดูสักตั้งแต่ใครจะไปรู้ว่าเธอไม่มีโอกาสนั้นเลยแม้แต่น้อย!
“ตุบ ตุบ ตุบ!”เสียงฝีเท้าวิ่งตามตัวเธอที่กระเด็นออกไปอีกสิบกว่าเมตร!
“เธอไม่มีสิทธิ์อธิบาย”สวีหยางอี้หักนิ้วตัวเองดังกรอบแกรบ คลี่ยิ้มพลางเดินเข้าหา “ตอนที่แอบสังเกตการณ์ฉันอยู่ก็ควรเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ตามมาสิ”
“ตุบ!”หมัดตรงพุ่งเข้าใส่ใบหน้าหวาดกลัวของราชาพยัคฆ์หมายเลข 03เสียงร้องอย่างน่าเวทนาดังขึ้น สองมือยกขึ้นป้องกันใบหน้าที่เหงื่อแตกพลั่ก!
“อั่ก!”ความเจ็บปวดแผ่ซ่านมาจากช่องท้อง น้ำลายกระอักออกมาจากปาก เรี่ยวแรงต่อสู้สูญสิ้น
สวีหยางอี้ชักหมัดกลับมาอย่างเสียดายนี่เป็นพลังไม่ถึงครึ่งของเขาด้วยซ้ำตอนที่เขาเตะหลัวซานเฟิงตอนนั้นยังใช้พลังไปเกินครึ่งเลย
ราชาพยัคฆ์หลายเลข03 ตัวสั่นเทิ้ม หาใช่จากความกลัว แต่จากความเจ็บปวดต่างหาก
เตะหนึ่งครั้งต่อยหนึ่งที หนักหน่วงราวกับพลังช้างสาร ผ่านไปพักใหญ่เธอก็ยิ้มอย่างสังเวชตัวเองในสภาพเลือดกรอกปาก “บัดซบ... นี่มัน... จะต้องเป็น...พลัง...ของ... ผู้ชนะ...แน่ๆ ... ให้ตาย... เถอะ...”
--------------------------------------------------------------------------------
[1]คนมีอำนาจชี้ต้นตายชี้ปลายเป็น แต่ฉันเองเป็นเนื้อบนเขียง คือคำพังเพยภาษาจีนมีความหมายว่าความเป็นความตายมักอยู่ในมือของคนที่มีอำนาจ ตัวเองเป็นได้แค่เหยื่อที่รอถูกเชือด