ฟางชิงสือครุ่นคิดทบทวนตัวเองอยู่ในใจอย่างจริงจัง หรือว่าก่อนหน้านี้เขาจะดูผิดไป ลูกชายของเขาไม่ได้เป็นเจ้าทึ่มที่ไม่เข้าใจความรัก แต่กลับเป็นคนที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก?
เขาได้แต่ส่ายหัวเบาๆ ตัดสินใจว่าจะประเมินลูกชายของตัวเองใหม่อีกครั้ง
ตอนที่ลงจากรถเขาเห็นกระเป๋าใบเล็กๆ ของผู้หญิงอยู่ที่เบาะหลัง ไม่ใช่แบบที่ขายตามร้านค้า แต่เป็นแบบกระเป๋าที่ตัดเย็บเองด้วยผ้าฝ้ายสีน้ำเงิน เนื้อผ้าดูเรียบง่าย น่าจะเป็นของจิ่งเยี่ยนกุยที่เผลอทำตกไว้ในรถตอนลงจากรถไปดึงหลิวชุนฮวาเมื่อกี้
ฟางชิงสือหยิบกระเป๋าออกมา ตัดสินใจรอให้ฟางเสียนจือกลับมาแล้วค่อยให้เขาเอาไปคืนให้จิ่งเยี่ยนกุย ตอนนั้นเองเจียงอี่โหลวก็เดินออกมาจากบ้านแล้วพูดว่า “นี่มันอะไรกัน? เสียนจือขับรถกลับมาแล้ว ตัวเองกลับวิ่งไปไหนอีกล่ะ?”
ฟางชิงสือเล่าเรื่องที่เจอหลิวชุนฮวาเมื่อก่อนหน้านี้ให้ฟังอย่างคร่าวๆ เจียงอี่โหลวก็พูดด้วยสีหน้าดูถูกว่า “หน้าด้านจริงๆ!”
ฟางชิงสือเห็นด้วยกับการประเมินหลิวชุนฮวาของภรรยา และยังพูดด้วยความรู้สึกเห็นใจว่า “ดีแล้วที่เยี่ยนกุยไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของหลิวชุนฮวา ไม่งั้นคงแต่งลูกสะใภ้คนนี้เข้ามาไม่ได้แน่ๆ”
เจียงอี่โหลวก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้ด้วยเช่นกัน แต่ยังถามว่า “ทำไมวันนี้กลับมาดึกจังคะ?”
ฟางชิงสือจึงเล่าเรื่องที่จิ่งเยี่ยนกุยและจิ่งเสี่ยวเยวี่ยไปสอบเข้าโรงเรียนให้ฟังอีกครั้ง ทั้งยังพูดด้วยความชื่นชมว่า “สายตาของเสียนจือไม่เลวเลย เยี่ยนกุยเป็นคนฉลาด ถ้าเธอตั้งใจเรียนอย่างนี้ ต่อให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ไม่ได้ แต่ก็ไม่ยากที่จะสอบเข้ามหาลัยชั้นรอง”
เจียงอี่โหลวได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสมัยนี้นั้นยากแค่ไหน
โรงเรียนในอำเภอยิ่งไม่ต้องพูดถึงมหาวิทยาลัยอันดับต้นเลย เอาแค่ระดับรองและระดับสามรวมกัน ทั้งปีก็ยังสอบติดแทบไม่ถึงสิบคน โรงเรียนของฟางชิงสือดีกว่าหน่อย แต่ก็ยังยากที่จะมีคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรีได้ถึงห้าสิบคน
เธอถามฟางชิงสือว่า “เยี่ยนกุยจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จริงๆ เหรอคะ?”
“ได้สิ” ฟางชิงสือตอบ “ถึงตอนนี้การพูดแบบนั้นอาจจะเร็วไปหน่อย แต่ผมคิดว่าถ้าเธอตั้งใจเรียนไปตลอดทั้งปี ก็ไม่น่าจะมีปัญหา”
เจียงอี่โหลวนึกถึงคำร่ำลือที่เธอเคยได้ยินจากคนในหมู่บ้านว่า จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้เป็นคนมีหัวด้านการเรียนและเป็นพวกสมองทึบ ก่อนหน้านี้เธอจึงไม่คิดว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
ถ้าจิ่งเยี่ยนกุยสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ข้อตกลงการหมั้นหมายกับฟางเสียนจือก็จะถูกยกเลิก ก่อนหน้านี้เขาไม่มีเคยคิดเลยว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะมาเป็นลูกสะใภ้ตัวเอง
พอฟางชิงสือพูดแบบนี้ เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่า ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยเสนอข้อตกลงนั้น ความจริงแล้วเธอมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
แต่เธอในตอนนั้นกลับมัวเป็นกังวลกับจิ่งเยี่ยนกุยและไม่ชอบใจครอบครัวจิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ดังนั้นที่ยอมให้จิ่งเยี่ยนกุยทำสัญญาจึงออกจะดูโง่เขลาไปหน่อย
แต่เจียงอี่โหลวกลับถามย้ำอีกครั้งว่า “ในหมู่บ้านเรา ปีปีหนึ่งแทบจะไม่มีใครสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สักคน แล้วเธอจะสอบติดได้จริงเหรอคะ?”
ฟางชิงสือมองเธอแล้วพูดว่า “ถึงคุณไม่เชื่อผม ก็ควรจะเชื่อสายตาของลูกชายคุณนะ”
เจียงอี่โหลว “…”
ก็เพราะรู้ว่าเขาไม่รู้เรื่องข้อตกลงระหว่างเธอกับจิ่งเยี่ยนกุย ไม่อย่างนั้นเธอคงคิดว่าเขาจงใจยียวนเธอแน่ๆ
ตอนทานอาหารเย็น เดิมทีเธอเตรียมน่องไก่ไว้ให้เขา แต่เพราะคำพูดนั้น ทำให้น่องไก่ที่คีบขึ้นมาและเตรียมจะวางใส่ในชามของเขา ส่วนเขาก็เตรียมจะยื่นชามมารับแล้ว แต่เธอกลับเอามาวางอยู่ในจานของตัวเอง ก่อนที่เธอจะกัดมันลงไปแรงๆ หนึ่งคำ
ฟางชิงสือ “…”
เขารู้สึกว่าภรรยาของเขาที่อายุสี่สิบกว่าแล้ว แต่ยังทำตัวเหมือนเด็กไม่เลิก ขณะเดียวกันยังคิดว่าลูกชายของเขาก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน เพราะกลัวว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะถูกหลิวชุนฮวารังแก การจะไปดูนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ผิดอะไร แต่ไม่เห็นต้องไปกินข้าวเย็นที่บ้านคนอื่นเขาเลย
เมื่อเทียบกับบรรยากาศที่บ้านตระกูลฟางซึ่งมีเรื่องให้เง้างอนกันเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ยังอบอุ่น ส่วนบ้านตระกูลจิ่งตอนนี้กลับกำลังวุ่นวาย
วันนี้หลิวชุนฮวายืนรอจิ่งเสี่ยวเยวี่ยกลับมาอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อเห็นพ่อลูกตระกูลฟางขับรถกลับมา ก็รีบกระโดดเข้าไปขวางรถเพื่อจะแกล้งจิ่งเยี่ยนกุย จุดประสงค์ก็คือต้องการขัดขวางการแต่งงานของจิ่งเยี่ยนกุยกับฟางเสียนจือ แต่เมื่อรู้ว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยสอบไม่ผ่าน เธอก็แทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาจริงๆ เสียแล้ว
หลังจากที่เธอพยายามจะฉีกหน้าจิ่งเยี่ยนกุยแต่ไม่สำเร็จ มิหนำซ้ำกลับโดนจิ่งเยี่ยนกุยฉีกหน้าให้อับอายอย่างหนักหน่วง เมื่อรู้ว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยอาจจะถูกพวกเด็กเหลือขอตามรังควาน เธอก็ร้อนใจจนทนไม่ไหว ไม่สนใจที่จะจัดการกับจิ่งเยี่ยนกุย และรีบไปขอยืมจักรยานจากเพื่อนบ้านเพื่อที่จะไปตามลูกในเมือง
ในบ้านตระกูลจิ่งก็มีลูกๆ อีกสองคนที่ต้องดูแล จิ่งชิวหงขาหักเพราะถูกจิ่งเยี่ยนกุยเหยียบและยังไม่หายดี ก่อนหน้านี้จิ่งชิวหงยังไปให้เชอฉางเกินรักษาเท้าได้ แต่หลังจากเรื่องของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยครั้งนั้น ทำให้บ้านตระกูลจิ่งและบ้านตระกูลเชอถึงกับผิดใจกัน เชอฉางเกินจึงปฏิเสธที่จะรักษาให้คนในตระกูลจิ่งอีกเลย
เพราะเหตุนี้เอง ทุกครั้งที่จิ่งชิวหงจะไปรักษาเท้าก็ต้องไปที่โรงพยาบาลในอำเภอ เธอมีแผลที่ขาเดินไม่สะดวก หลิวชุนฮวาจึงทั้งรู้สึกว่ายุ่งยากแล้วก็เสียดายเงิน เลยไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะพาเธอไปรักษาเท้าเท่าไหร่ เท้าของเธอจึงหายช้ามาก
ส่วนจิ่งหลิวหยางนั้นสุขสบายดี แต่เขาเป็นแก้วตาดวงใจของหลิวชุนฮวา ไม่เคยยอมให้เขาได้รับความลำบากแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นครั้งนี้ถึงแม้ฟ้าจะมืดแล้ว แต่ยังต้องเข้าไปในเมืองเพื่อไปตามหาจิ่งเสี่ยวเยวี่ย เธอก็ไม่ยอมพาเขาไปด้วย
มาถึงตอนนี้ ความไม่พอใจที่หลิวชุนฮวามีต่อจิ่งเจี้ยนกั๋วได้แน่นเต็มอก เพราะมัวแต่หาเงินเล็กๆ น้อยๆ แค่นั้น ตลอดทั้งปีก็แทบไม่ได้เจอกัน ไม่มีผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่อยู่ในบ้านสักคน ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่สะดวกไปเสียทุกเรื่อง
เมื่อรวมกับช่วงที่ผ่านมาที่เธอมีเรื่องกับจิ่งเยี่ยนกุยอยู่หลายครั้ง คนในหมู่บ้านก็มองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป พวกที่ไม่ถูกกับเธอก็มักจะคอยเสียดสีอยู่เสมอ เธอที่ถือดีมาตลอดจึงรู้สึกว่าตัวเองถูกพวกแม่บ้านพวกนั้นรังแก
และเรื่องทั้งหมดนี้ แน่นอนว่าเธอไม่มีทางโทษตัวเอง แต่กลับโทษจิ่งเจี้ยนกั๋วทั้งหมด เพราะผู้ชายมันไม่ได้เรื่อง ถึงได้ปกป้องเมียตัวเองไม่ได้!
หลิวชุนฮวาเองก็ไม่กล้าเสี่ยงเข้าเมืองคนเดียว จึงแวะไปเรียกพี่ชายของเธอที่หมู่บ้านหลิวให้เข้าไปในเมืองด้วยกัน
ปกติหลิวชุนฮวาก็สนิทสนมกับพี่น้องของตัวเองไม่เลวทีเดียว เมื่อได้ยินว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยอาจเกิดเรื่องขึ้น พวกเขาก็รีบตามเข้าไปในเมืองด้วยกัน
พวกเขารีบไปแจ้งความ แต่ก็อธิบายที่มาที่ไปได้ไม่ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นยังบอกสถานที่เกิดเหตุไม่ได้ด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยออกจากโรงเรียนแล้วก็ไม่ได้กลับบ้าน น่าจะเกิดเรื่องแถวๆ นั้น เจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรจึงรีบออกไปช่วยกันตามหา
ตามหากันทั้งคืน แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของจิ่งเสี่ยวเยวี่ย
เมื่อหลิวชุนฮวาเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ก็กลัวแทบตาย ร้องไห้โฮเสียงดัง พร้อมกับตะโกนด่าทอหมดทั้งตระกูลของฟางชิงสือ บอกว่าเป็นคนเลวร้ายกันทั้งบ้าน จะกลับหมู่บ้านกันอยู่แล้วแท้ๆ แต่กลับไม่รู้จักรับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยมาด้วย
นอกจากนั้นยังด่าจิ่งเยี่ยนกุยว่าเนรคุณ ถึงจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่เธอก็เป็นคนที่เลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่ เข้ามาแทรกกลางเพื่อแย่งคู่หมั้นของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยไปยังไม่เท่าไหร่ แต่นึกไม่ถึงว่าพอเห็นจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเกิดเรื่องกลับไม่ช่วยเหลือ เป็นพวกเศษสวะในคราบมนุษย์จริงๆ
คำด่าของเธอเต็มไปด้วยความขัดแย้งกันเอง อีกทั้งก็หยาบคายมาก คนที่ช่วยกันตามหาฟังแล้วปวดหู แต่ก็รู้ว่าครอบครัวของเธอเกิดเรื่องก็ได้แต่ทำใจอดทน แล้วแกล้งทำเป็นหูทวนลม
กลุ่มคนวนเวียนอยู่ในเมืองทั้งคืนกลับไม่พบใครเลย เมื่อเห็นว่าฟ้าใกล้สาง ทุกคนต่างก็อิดโรยกันจนแทบหมดแรง