“ให้คนคนหนึ่งขี่หลังไปด้วยขณะเดินกลับบ้านอย่างเนี้ย กว่าจะถึงบ้านนาย นายคงหายง่วงพอดี”
“ถึงนายจะตัวสูงกว่าฉัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านายจะตัวหนักจนทำให้ฉันเหนื่อยได้สักหน่อย”
“....”
“นี่อิน… ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”
ฟินน์ที่อยู่ดีๆ ก็เหมือนจะถามบางอย่าง ขึ้นมาก็ได้เอ่ยขออนุญาตอินที่กำลังแบกเขาอยู่ออกไป แต่กลับไม่มีคำตอบอะไรจากปากเขาเลย
ฟินน์ที่รอคำตอบรับของอินอยู่นานแต่ก็ไม่มีนั้นก็ได้ตบมือของตัวเองขึ้นมาบริเวณหน้าของอิน เพื่อให้เขาสนใจก่อนที่อินที่เงียบอยู่นานนั้นจะพยักหน้าออกมาเล็กน้อย
“ตั้งแต่ตอนที่เราเจอกันครั้งแรก นายก็เป็นคนเดียวที่อธิบายเรื่องที่ชั้นอยากรู้ให้ฟังตอนที่ฉันเห็นว่าลีออนล้มซินซินได้ฉันในตอนนั้นก็เลยรู้สึกว่าอยากเก่งเหมือนเขาขึ้นมา ก็เลยไปขอให้ลีออนช่วยฝึกให้กับฉัน นายก็เป็นคนช่วยบอกให้เขา ตกลง
ถึงแม้นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้น ของความสัมพันธ์ของพวกเราสามคน แต่ฉันก็เป็นคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
ไม่ว่าชั้นจะเจอปัญหาอะไรหรือต้องการความช่วยเหลืออะไร นายก็คอยช่วยฉันตลอดโดยที่ฉันแทบจะไม่เคยช่วยอะไรพวกนายเลย ด้วยความที่ตอนนั้นฉันเป็นเด็กด้วย ทุกครั้งที่ได้รับความช่วยเหลือจากพวกนาย ฉันไม่ได้คิดเลยว่าพวกนายจะรู้สึกลำบากหรือรำคาญฉันรึเปล่า”
“...”
“ฟังอยู่หรือเปล่าเนี่ย”
ฟินน์ที่เห็นว่าอินเดินแบกเขาอยู่เงียบๆ โดยที่ไม่พูดอะไรเลยนั้นก็เลยสะกิดถามเขาออกไป
“ฟังอยู่”
“ตอนที่ฉันบอกว่าฉันจะเป็นหน่วยบริการประชาชนฉันรู้สึกแปลกใจมากนะที่อยู่ดีๆ พวกนายก็ตามฉันด้วย ตลอดหนึ่งเดือนที่ได้ทำงานนี้มา ฉันก็สังเกตเห็น
ถึงแม้ลีออนอาจจะไม่รู้ตัวก็ตามว่าเขาก็มีความสุขที่ได้ทำงานช่วยเหลือคนแบบนี้ แต่กับนายนี่สิ ฉันมองไม่ออกเลยว่านายรู้สึกยังไงกันแน่ ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ นายมาทำงานหน่วยบริการประชาชนกับฉันทั้งทั้งที่ฉันไม่รู้เลยว่านายชอบมันรึเปล่า
ฉันก็เลยสงสัยน่ะ ว่าทำไมนายถึงต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ด้วย ตลอดมาเวลาฉันถามคำถามแบบนี้กับนาย นายก็ชอบบอกว่าฉันมีประโยชน์ให้นายหาอยู่
ซึ่งถ้าฉันทำประโยชน์ให้นายได้จริงฉันก็พร้อมที่จะให้นายหาประโยชน์จากฉัน
แต่ฉันก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นนะ ฉันรู้ดีว่าจริงๆ แล้วฉันไม่มีประโยชน์อะไรให้นายหา หรอกนายแค่พูดมันออกมา เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องถามก็เท่านั้น”
ฟินน์ที่พูดความรู้สึกของตัวเองออกมา ก็ค่อยๆ ยื่นหน้า เข้าไปใกล้ๆ ที่หูของอิน จนเขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจของฟินน์ ก่อนที่ฟินน์จะพูดบางอย่างออกมา
“หรือว่า… นายชอบฉันอย่างนั้นเหรอ”
ทันทีที่อินได้ยินคำพูดของฟินน์ ที่ข้างหูของเขานั้น อินก็เผยรอยยิ้มออกมา และหันไปมองฟินน์ที่ยื่นหน้ามาส่งรอยยิ้มให้กับเขา ก่อนที่อินจะขยับหัวไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อโขกหัวของฟินน์
“โอ๊ย…เขินรึไงเนี่ย”
ฟินน์ที่โดนหัวของอินโขกนั้น ต้องดึงหัวของตัวเองกลับไปก่อนที่จะแซวอินออกมา
“ติดนิสัยลีออนมาหรือยังไงกันถึงพูดเล่นแบบนี้นะ ลีออนน่ะมันไม่มีอะไรซับซ้อนหรอกนะ ที่เขาคอยช่วยเหลือนายหรือทำงานเป็นบริการประชาชนกับนาย เพราะเวลาอยู่ด้วยกันหมอนั่นแค่รู้สึกสนุกเฉยๆ มันไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนหรอก”
“แล้วนายละ…อิน”
“ฉันขอถามอะไรก่อนได้ไหมฟินน์…ทำไมนายถึงมาเป็นหน่วยบริการประชาชน”
“ก็ฉันเกิดมากับการถูกช่วยเหลือไงล่ะ ถ้าฉันไม่ได้สถานรับเลี้ยงเด็กที่คอยดูแลฉันมาจนโต ฉันก็คงไม่อยู่มาจนถึงทุกวันนี้เพราะฉันนึกไปอย่างนั้น เวลามีคนต้องการความช่วยเหลือฉันก็เลยอยากช่วยเขา
เวลาช่วยคนอื่นที่เขาต้องการความช่วยเหลือ เขาที่ถูกช่วยก็จะมีความสุข
และก็ยังมีเหตุผลอีกมากมาย ต้องถามว่าทำไมจะไม่ช่วยเหลือเขาเวลาเห็นคนลำบากมากกว่า ถ้าช่วยไม่ได้ก็ว่าไปอย่าง...ได้ทำประโยชน์ให้คนอื่นแถมยังมีเงินเดือนใช้ด้วย นายคิดว่าจะมีอะไรดีไปกว่างานนี้หรอ”
“ทำงานการเมืองไง ถ้านายแก้ปัญหาที่โครงสร้างความเดือดร้อนของพวกเขาได้ นายจะช่วยเหลือคนได้มากกว่าทำงานเป็นหน่วยบริการประชาชนอีกนะแถมยังได้เงินมากกว่าด้วย”
“ก็เคยบอกไปแล้วไง ว่าฉันไม่ได้มีความสามารถด้านบริหารพวกนั้น
ถึงไปทำก็เจ๊งกันพอดีสิ มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเขา”
ฟินน์พูดขึ้นพร้อมกับเขย่าไหลของอินไปมาเพื่อแกล้งเขา การกระทำที่เหมือนเด็กของฟินน์คงไม่มีใครได้พบเห็น ปกติคนจะเห็นว่าเขาเป็นชายที่ดูสุขุมและจริงจัง จะมีก็เพียงความอยากรู้อยากเห็นของเขาที่ดูขัดกับภาพลักษณ์ แต่เมื่อฟินน์อยู่กับอิน เขากับแสดงออกเหมือนเด็กและมีท่าทีขี้เล่นขึ้นมา
“ฉันชอบนายนะฟินน์ ชอบมากจริงๆ … นายรู้ไหมว่าเวลาคนที่ทำสิ่งที่เรียกว่าความดีนะ มันมีอยู่หลายแบบ บางคนทำความดีกลับคนอื่น เพื่อหวังประโยชน์ที่เขาจะตอบแทนในภายหลัง
บางคนทำความดีเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเองและก็อาศัยภาพลักษณ์นั้นหาประโยชน์…หรือแม้กระทั่งบางคน ที่ทำให้คนอื่นคิดว่าเขาทำความดี เพื่อหลอกให้พวกเขาคิดว่าตัวเองมีบุญคุณ และใช้ประโยชน์จากพวกคนที่หลงเชื่อ
แต่กับนายมันไม่ใช่เลย… เวลาที่นายช่วยเหลือคนอื่นนายคิดว่าเขาจะได้รับประโยชน์อะไรก็เท่านั้น
แต่กับฉัน เวลาที่จะช่วยเหลือใคร ฉันมักจะคิดเสมอว่าเขาสมควรได้รับการช่วยเหลือนั้นหรือเปล่า อะไรที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ในจุดที่ต้องขอความช่วยเหลือแบบนั้น ความช่วยเหลือที่ช่วยไปนั้นอาจจะไม่จำเป็นสำหรับเขาเลยก็ได้เขาแค่อาจจะขี้เกียจช่วยเหลือตัวเอง หรือไม่เขาอาจจะเป็น มิจฉาชีพที่หลอกเอาประโยชน์จากพวกชอบเห็นใจคนอื่นก็เป็นได้
นายไม่รู้หรอกว่าความสามารถพิเศษของฉัน ทำให้วันๆ ฉันต้องได้ยินอะไรบ้าง
…แต่ฉันก็ชอบมันนะ ฉันชอบที่จะได้ฟังเรื่องราวที่มันผ่านเข้ามาในหู
ฉันชอบที่จะเฝ้ามองการกระทำของพวกเขา ชอบที่จะอ่านความเห็นต่างๆ ที่พวกเขาแสดงออกในโลกอินเทอร์เน็ต
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เป็นอะไรที่มีความหลากหลายมากและมันก็ทำให้รู้ว่ามีคน ที่มีความคิดและการกระทำที่น่ารังเกียจอยู่มากขนาดไหน
การที่ต้องช่วยเหลือใครสักคนโดยที่ไม่ต้องสนว่าเขาจะเป็นหนึ่งในพวกน่ารังเกียจเหล่านั้นหรือเปล่า…ฉันทำมันไม่ได้หรอก”
อินที่แบกฟินน์ที่เงียบไปเดินมาจนถึงหน้าบ้านของตัวเอง ก็ได้เปิดประตูรั้วออก
ก่อนที่จะพาฟินน์ไปนั่งยังที่นั่งหน้าบ้านของเขา และเดินไปปลดล็อคประตูบ้านโดยฟินน์ยังไม่เอ่ยอะไรออกมาต่อ จนกระทั่งอินเปิดประตูบ้าน ค้างไว้ และเดินกลับมาหาเขา ก่อนที่จะนั่งย่อเขาลงและพูดกับฟินน์ขึ้นต่อ
“นายน่ะคืออุดมคติของฉันนะฟินน์ นายเป็นคนเยียวยาฉันจากความคิดแง่ร้ายพวกนั้น นายไม่จำเป็นต้องทำประโยชน์อะไรให้กับฉันเลยและไม่จำเป็นต้องคิดมากเรื่องพวกนั้นด้วย
แค่การมีอยู่ของนาย การที่ได้พบเจอกัน มันก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่นายให้กับฉันแล้ว”
อินค่อยๆ พยุงฟินน์ที่แรงเริ่มกลับมาเล็กน้อยแล้ว ให้ลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนที่จะพยุงเขาให้ไปนั่ง ที่โซฟาด้านในตัวบ้าน
“ก่อนที่ฉันจะช่วย นายดูดซับเศษของผลวิเศษเอาน้ำอะไรก่อนซักแก้วไหมจะได้ผ่อนคลายลง”
“น้ำผลไม้ อะไรก็ได้”
อินที่ได้ยินคำตอบของฟินน์ก็เดินไปหยิบกล่องน้ำผลไม้กล่องใหญ่ที่อยู่ในตู้เย็นมาให้แก่เขา
“แล้วแก้วล่ะนายจะให้ฉันกระดกกินจากขวดอย่างงั้นหรอ”
“กินจากขวดนั่นแหละฉันไม่อยากล้างแก้วน้ำ พ่อแม่ไม่อยู่ด้วย”
“ขี้เกียจจริงๆ เลย ถ้านายช่วยฉันดูดซับแล้ว จะใช้ฉันทำงานบ้านให้ไหมเนี่ย”
ฟินน์พูดขึ้นมาพร้อมกับ หยิบกล่องน้ำผลไม้นั้นขึ้นมาดื่ม
“ถ้านายกินเสร็จก็ถอดเสื้อซะนะ”
“พู้ดดด”
ฟินน์ที่กำลังดื่มน้ำผลไม้อยู่ เมื่อได้ยินคำพูดของอิน ก็สำลักน้ำผลไม้นั้นออกมาพร้อมกลับพ่นมันไปทางที่อินนั่งอยู่ จนน้ำผลไม้เปรอะไปทั่วโซฟาและพื้นบริเวณนั้น
“พะ…พูดอะไรออกมาน่ะ”
อินที่กำลังนั่งจ้องฟินน์ด้วยสายตาไม่พอใจพร้อมกับน้ำผลไม้ที่เปรอะเปื้อนไปตามตัวเขานั้น ก็หยิบมือถือออกมา ก่อนที่จะพิมพ์บางอย่างลงไป
และยื่นมือถือนั้นให้ฟินน์ดูซึ่งเป็นคลิปวิดีโอของชายคนหนึ่ง ที่กำลังรีวิวการกินเศษผลวิเศษเข้าไป
ไม่นานหลังจากชายในคลิปกินผลวิเศษเขาไป วิเศษมากมายก็พวยพุ่งออกมาจาก ร่างกายของเขาตามผิวหนังส่วนต่างๆ
“นี่เป็นคลิปของคนที่รีวิวการกินเศษของผลพิเศษนายเห็นไหมว่ามีละอองวิเศษออกมาจาก ร่างกายของเขาหลังจากที่กินไป พวกนั้นแหละคือส่วนเกิน ที่ร่างกายไม่สามารถดูดซับไว้ได้ตอนที่นายกินมันเขาไปมันก็จะปล่อยส่วนเกินพวกนี้ออกมาเหมือนกัน ฉันจะคอยรวบรวมวิเศษที่ออกมา แล้วให้นายดูดซับมันไปอีกครั้งหนึ่ง…เดี๋ยวฉันจะไปล้างตัวของฉันก่อน หวังว่ากลับมานายจะ เช็ดทำความสะอาด น้ำผลไม้ พวกนี้ให้เรียบร้อยนะ”
ทันทีที่เห็นพูดเสร็จอินก็ลุกเดินออกไป พร้อมกับโยน ผ้าทำความสะอาดกลับมาให้ฟินน์
เมื่ออินอาบน้ำเสร็จแล้วเขาก็เดินมาหาฟินน์ก็เห็นภาพของฟินน์ที่ถอดเสื้อของเขาและนั่งรออยู่ พร้อมกับน้ำผลไม้ที่ถูกทำความสะอาดไปเรียบร้อยแล้ว
“ฉันก็เห็นนายกินอาหารเหมือนคนทั่วไป ทำไมนายถึงได้ผอมขนาดนี้นะ
หรือว่าพวกหูยาวจะผอมอย่างนี้กันหมดอย่างงั้นหรอ”
“ฉันจะไปรู้ไหมล่ะ เลิกมองได้แล้ว มันรู้สึกแปลกๆ นะ”
“ไม่ต้องมาเขินเลย ระหว่างที่ฉันช่วยนายดูดซับเศษของพลวิเศษ ฉันต้องมองร่างกายของนายอีกเยอะ…รีบยืนขึ้นเถอะ”
เมื่อฟินน์ได้ยินอย่างนั้นเขาก็ลุกยืนขึ้นพร้อมกับหยิบเศษของผลวิเศษที่แคร์ให้มาไว้กับมือ เมื่อเขาเห็นว่าอินพยักหน้าให้กับเขา เขาก็ได้กลืนเศษผลวิเศษนั้นเข้าไป พร้อมกับอินที่จ้องมาที่ร่างกายของเขาอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อฟินน์กินผลวิเศษนั้นไป เขาก็รู้สึกว่าวิเศษที่เขาใช้หมดไปก่อนหน้านี้
ได้ถูกเติมเต็ม กลับมาได้ทันทีทั้งๆ ที่ปกติแล้วต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง
แต่ความรู้สึกมันไม่ได้จบอยู่แค่นั้น ฟินน์ในตอนนี้รู้สึกว่าวิเศษกำลังพยายามที่จะออกมาจากร่างกายของเขา มันได้พยายามวิ่งพล่านไปทั่ว
พร้อมกับขยายหลอดเลือดต่างๆ รวมถึงทางเดินหายใจของฟินน์ด้วย
ทำให้ตอนนี้นั้นเขารู้สึกว่าหายใจ ได้คล่องกว่าที่เคยเป็นมาอย่างมาก วิเศษเริ่มกระจายออกมาจากตัวของเขาโดยที่ฟินน์ไม่ได้ปล่อยมันออกมาเลย อินที่เห็นอย่างนั้น ก็เริ่มกวาดมือไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายของฟินน์ที่วิเศษมันลอยออกมา พร้อมกับให้วิเศษเหล่านั้น รอยตามมาที่มือของอินเรื่อยๆ เมื่ออินเก็บเกี่ยววิเศษเหล่านั้นมาจนหมด เขาค่อยขยับมือนำวิเศษเหล่านั้นให้กลับเข้าไปที่ปากของฟินน์อีกครั้ง
เมื่อวิเศษส่วนเกินที่เพิ่งถูกขับออกไปนั้นกลับเข้ามา ทีร่างกายของเขา อยู่ดีๆ ก็มีดาบ มากมายที่สร้างขึ้นมาจากพลังพิเศษของฟินน์ลอยอยู่รอบตัวของเขาเต็มไปหมด ฟินน์ที่รู้สึกว่าดาบพวกนั้นกำลังจะถูกปลดปล่อยออกไปก็ พยายามที่จะควบคุมพวกมัน แต่ก็ไม่เป็นผลดาบเหล่านั้นพุ่งออกไปปักตามตัวบ้านของอินเต็มไปหมด รวมถึงดาบบางเล่มที่พุ่งมาที่อินจนสร้างแรงกระแทกให้กับเขากระเด็นไป แต่ดาบมันไม่ได้ปักที่ตัวของอิน อินสามารถเปลี่ยนรูปทรงของดาบจากวิเศษของฟินน์ได้ทันทำให้ลบคมของมันออกจนเหลือแต่แรงกระแทก
แต่การดูดซับวิเศษของฟินน์นั้นไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ดาบที่สร้างจะวิเศษของฟินน์โผล่มาอีกรอบหนึ่งที่รอบตัวของเขา ฟินน์พยายามที่จะเบี่ยงดาบเหล่านั้นออกไปไม่ให้พุ่งไปที่อิน ไม่นานดาบพวกนั้นก็พุ่งออกไปอีกครั้งด้วยความแรงที่แรงกว่าครั้งที่แล้ว รอบนี้ มันได้ทะลุผนังออกไปบางส่วนจนเข้าไปปักอยู่กับส่วนอื่นของตัวบ้าน จนกระทั่งฟินน์สามารดูดซับวิเศษ จากเศษผลวิเศษนั้นได้จนหมด แต่ฟินน์ก็ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลยเขาทำได้แต่เพียงส่งสายตา น่าสงสาร ไปทางอินที่ยืนมองเขาอยู่
“ดูเหมือนว่าวิเศษของนายจะพัฒนาขึ้นมากนะแค่เศษเสี้ยวของผลวิเศษก็ได้ผลถึงขนาดนี้แล้ว”
“นายจะไม่พูดเรื่องบ้านของนายเลยเหรอ”
ฟินน์ที่พยายามส่งสายตาน่าสงสารให้อินนั้น เมื่อเห็นว่าอินไม่ยอมพูดถึง สภาพบ้านที่เขาทำลงไป ก็เลยพยายามลองเอ่ยถามออกไป แต่อินก็ยังยืนเงียบโดยไม่ยอมพูดอะไรออกมาต่อ ทำให้ฟินน์ได้แต่มองสำรวจความเสียหายของบ้านที่ไม่นาจะอาศัยอยู่ต่อได้แล้ว
“ฉันขอโทษจริงๆ นะอิน ฉันไม่ได้ตั้งใจไม่รู้เหมือนกันทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้”
“ฉันช่วยนายดูดซับเศษผลวิเศษเสร็จแล้วนายก็ แต่งตัวแล้วกลับบ้านไปได้แล้ว ถ้านายยังทำผลงานของหน่วยบริการประชาชนได้ดีขนาดนี้ ผลวิเศษที่รัฐจะให้ในปีนี้ก็คงไม่พ้นนายหรอก ถึงเวลานั้นฉันค่อยไปช่วยนายดูดซับผลวิเศษที่บ้านของลีออนอีกทีก็ได้”