ภายในสุสานลับ คนของตระกูลฮ่าวที่เหลืออยู่พากันตกตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะที่พวกเขายังคงมึนงงอยู่นั้นเองไฟที่ไม่มีต้นกำเนิดก็พลันลุกโชนขึ้นจากในร่างของพวกเขาเอง
“อ๊าาาาาาาา!! ร้อน! มัน... มันคือไฟอะไรกัน!!”
“อ๊าาาาาาาา!!”
“อ๊าาาาาาาา!! ฮ่าวซ่ง ไอ้คนทรยศ”
เสียงกรีดร้องปะปนกันดังระงมไปทั่วท้องฟ้าและพื้นดิน ร่างของพวกเขาถูกไฟเผาผลาญทีละคนจนสลายหายไปในเพลิงแห่งการชำระ และในความเงียบที่ตามมา เหลือเพียงเปลวเพลิงที่ยังลุกโชน... กับรอยยิ้มอันเย็นชาของฮ่าวซ่ง
ฮ่าวซ่งมองไปที่ใบหน้าของลูกชายคนที่สามอย่างสงบ ดวงตาของเขาเปื้อนไปด้วยเงาแห่งความโศกเศร้า แต่ก็ไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อย ก่อนที่เขาจะพูดขึ้น
“ข้าขอโทษ... ตัวข้าไม่ได้ขอให้เจ้าให้อภัยในสิ่งที่ข้าทำลงไป… แต่ข้าอยากให้เจ้าจำไว้ว่าข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ”
ฮ่าวหยางมองไปที่ชายตรงหน้า ชายที่เขาเคยเรียกว่าพ่อมาตลอดครึ่งชีวิต ผู้ที่ควรจะเป็นที่พึ่งพิง เป็นโล่กำบังจากโลกที่โหดร้าย แต่ชายผู้ที่พึ่งประโยคอันอบอุ่นนี้กลับเป็นคนเดียวกับที่ฆ่าลูกชายและลูกสาวของตัวเองโดยไร้ความลังเล
ฮ่าวหยางรู้เรื่องบางส่วนมาจากหานหมิงแล้ว ฮ่าวซ่งเป็นเพียงหัวหน้าตระกูลฮ่าวสาขาหนึ่งในโลกเบื้องล่างเท่านั้น ในเครือของตระกูลฮ่าว ยังมีตระกูลย่อยอีกมากมายในหลากหลายโลกใบเล็ก โดยตระกูลสาขาแต่ละตระกูลจะเกิดจากการลงโทษ ผู้กระทำผิดในสายเลือดหลัก จะถูกขับออกมาให้ไปสร้างตระกูลสาขา หากสามารถสร้างประโยชน์ให้ตระกูลหลักได้ ก็มีสิทธิ์กลับเข้าไปใช้ชีวิตในตระกูลหลักได้อีกครั้ง
สิ่งที่ฮ่าวซ่งทำก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการ ใช้ลูกของตัวเองเป็นบันไดกลับขึ้นสู่สวรรค์ เขามอบร่างของลูกทั้งสองให้กับบรรพบุรุษทั้ง 2 ยึดครองทันทีโดยไม่มีแม้แต่ความลังเลใดๆ ในตอนนั้น
ฮ่าวหยางอาจไม่ได้เกิดมาพร้อมกับร่างกายที่พิเศษเทียบเท่าสองคนแรก ไม่ได้มีสายเลือดที่โดดเด่น หรือพลังที่ดึงดูดบรรพบุรุษให้เลือกเขาเป็นภาชนะ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเหตุผลที่ฮ่าวหยางจะรอดจากการสังเวยได้
เพราะถึงแม้ว่าร่างของฮ่าวหยางไม่ได้เป็นที่ต้องการของใคร แต่ร่างกายของฮ่าวหยางมันสามารถพัฒนาได้และมันคือร่างกายที่บรรพบุรุษรุ่นแรกของตระกูลฮ่าวครอบครองอยู่ ซึ่งฮ่าวซ่งก็ดึงต้นกำเนิดร่างกายแห่งดวงอาทิตย์ของฮ่าวหยางด้วยตัวเอง พร้อมนำมันไปมอบให้หลานชายของผู้อาวุโสคนหนึ่งในตระกูลหลัก หลังจากนั้นฮ่าวซ่งก็ขายฮ่าวหยางให้กับหอการค้าหมื่นมหาสมุทรในฐานะตัวทดลองยา จากนั้นก็ถูกส่งต่อไปยังหอการค้าทรายทองแดงอีกทอดหนึ่ง เหมือนสินค้าไร้ค่า
สิ่งที่ฮ่าวหยางต้องพบเจอในหอการค้าหมื่นมหาสมุทรนั่น... มันคือฝันร้ายที่แม้ว่าเขาจะมีชีวิตเป็นล้านปี ก็ไม่มีวันลืมลง และนี้คือสถานที่ในรายชื่อที่ต้องฆ่าสำหรับฮ่าวหยาง
ฮ่าวหยางยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่เย็นชา
“ขอโทษข้าแล้ว อย่าลืมขอโทษพี่ชายกับพี่สาวของข้าด้วย”
ฮ่าวซ่งก้มหน้าลง สีหน้าของเขาหนักอึ้ง ริมฝีปากสั่นไหวก่อนจะพูดเสียงแผ่ว
“ข้าขอโทษ... ตอนนั้น ข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ”
“ทั้งสองคนนั้นเกิดมาพิเศษเกินไป จนตระกูลหลักต้องการร่างของพวกเขา ข้าพยายามขอร้องแล้ว ข้าขอร้องคนมากมาย แต่ก็ไม่มีใครฟังข้าหรือให้ความช่วยเหลือข้าแม้แต่คนเดียว”
“จนในที่สุดข้าก็ไม่มีทางเลือกนอกจากการตอบตกลง แต่ข้าก็ขอให้พวกเขาปล่อยวิญญาณของทั้ง 2 คนไปแต่ทางตระกูลหลักไม่เห็นด้วย พวกเขากลัวว่าสิ่งที่พวกเขาทำกับลูกหลานของตระกูลจะหลุดออกสู่สายตาโลกภายนอก”
ฮ่าวซ่งกัดฟันแน่น สีหน้าของเขาแสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างแท้จริง ก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้าทำได้เพียงยอมเสียสละพวกเขา แล้วช่วยเหลือเจ้าให้รอดได้แค่คนเดียวเท่านั้น และข้าก็มอบเจ้าไว้กับคนของหอการค้าหมื่นมหาสมุทร คนที่ข้าเชื่อใจได้มากที่สุด… ข้าทำได้แค่นั้น”
บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ ทุกอย่างถูกบีบอัดด้วยแรงกดดันบางอย่าง ราวกับพลังของสวรรค์กำลังจ้องมองการตัดสินใจของคนทั้งสองอยู่
ฮ่าวหยางยืนอยู่กลางท้องฟ้า พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเล็กน้อย และน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลออกมา
"ท่านพ่อ..." ฮ่าวหยางเอ่ยเสียงเรียบ
…..
…..
…..
…..
เวลาผ่านไปช้าๆ ฮ่าวซ่งก้มหน้ามองต่ำโดยไม่กล้าสบตากับลูกชายของตัวเอง
…..
…..
…..
…..
…..
…..
…..
…..
"...ตายซะ"
ทันใดนั้น ลูกบอลเพลิงขนาดมหึมาเก้าลูกผุดขึ้นจากท้องฟ้าอย่างเงียบงัน มันค่อยๆ หมุนวนกลางอากาศ แผ่ความร้อนรุนแรงออกมาจนบิดเบี้ยวทุกสิ่งรอบข้าง ความร้อนเหล่านั้นได้สลายคาบน้ำตาของฮ่าวหยางจนสูญสิ้น สายตาของฮ่าวหยางมองต่ำลงไปยังพ่อที่เขาเคยเคารพมาตลอดด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่หลงเหลือความอ่อนโยนใดๆ ในแววตาของเขาอีกต่อไป
แรงกดดันจากเพลิงนั้นหนักหน่วงถึงขนาดที่ทุกสายตาของคนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมองไปในทิศทางของลูกบอลเพลิงนั้น ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัว
แต่คนที่มีสติพอ ก็รีบถอยหนีออกห่างโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว
ฮ่าวซ่งเงยหน้ามองภาพตรงหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจ เขาไม่คิดว่าลูกชายของเขาจะเลือกแบบนี้… และไม่คิดว่าเขาจะลงมือแบบไร้ความปรานีถึงเพียงนี้ ทันใดนั้นเขาก็นึกออกว่าฮ่าวหยางในตอนนี้ช่างเหมือนกับตัวเขาในตอนนั้นจริงๆ
เสียงของฮ่าวจิงดังแทรกเข้ามาในหัวของฮ่าวซ่งในวินาทีสุดท้าย
"แผนโง่ๆ ของเจ้าจะทำให้พวกเราต้องเสียอายุขัยไปหลายปี!"
แต่เสียงนั้น… ก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยิน
ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว อาณาจักรลับสั่นสะเทือนราวกับจะถล่มลงมา ลูกบอลเพลิงหลอมรวมกันกลายเป็นระเบิดเพลิงมรณะ กลืนกินทุกสรรพสิ่งที่ขวางหน้า
แรงระเบิดแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างทะลุออกจากเขตทะเลทรายราวคลื่นพิโรธของเทพเจ้า ละลายทุกสิ่งรอบด้านไปในพริบตา ทั้งพื้นหญ้า ต้นไม้ ซากศพ และแม้แต่กระแสลมก็ยังถูกเผาจนสิ้น
ผู้คนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น ถูกเผากลายเป็นเถ้าธุลีทันที ไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องไห้ได้ยิน
ส่วนคนที่อยู่ไกลออกมาเล็กน้อย แม้จะไม่ถูกคลื่นเปลวไฟกลืนกินโดยตรง แต่ผิวหนังของพวกเขาก็เริ่มไหม้ดำ ร่างกายแสบร้อนจนแทบทนไม่ไหว หลายคนล้มลงร้องโอดครวญ ราวกับขุมนรกได้ขึ้นมายังแดนมนุษย์
และเหนือกว่าสิ่งใด คือความเงียบหลังการระเบิดจางลง... ความเงียบที่ตามมา มันน่ากลัวกว่าเพลิงใดๆ
……..
……..
……..
ห่างออกไปยังดินแดนทุ่งน้ำแข็งที่แผ่กว้างสุดสายตา ที่นี่เต็มไปด้วยพืชสมุนไพรพิเศษธาตุน้ำแข็งมากมาย แต่มันผืนน้ำแข็งมันกว้างเกินไปจนน่าแปลกใจ และในพื้นที่แห่งนี้ทุกอย่างถูกกลืนกินด้วยพลังแห่งความเยือกเย็น ซากสัตว์ร้ายระดับจักรพรรดินักบุญหลายสิบตัวถูกแช่แข็งทั้งเป็นจนสิ้นชีพอย่างน่าสยดสยอง
ผู้ฝึกตนอีกจำนวนไม่น้อยถูกแช่แข็งในท่าทางหลากหลาย บ้างมีสีหน้าแตกตื่น บ้างเหมือนกำลังร้องขอชีวิต แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรจากการที่พวกเขากลายเป็นเพียงประติมากรรมน้ำแข็ง
ใจกลางทุ่งน้ำแข็ง ซูไป๋หนิงนั่งอยู่บนบัลลังก์น้ำแข็งซึ่งสลักลวดลายซับซ้อนที่งดงามและทรงอำนาจ ผมยาวของนางมีสีฟ้าแซมขาวกันอย่างลงตัวและเปล่งประกายสว่างไสว ราวกับประกายแสงเหนือท่ามกลางความมืด ใบหน้านิ่งสงบไร้ความรู้สึก คล้ายเทพธิดาที่ตัดขาดจากโลกมนุษย์ และนางกำลังนั่งรอใครบางคน...อยู่อย่างเบื่อหน่าย
แสงสว่างเจิดจ้าแวบขึ้นด้านหน้าของนาง ทะลวงผ่านม่านหิมะลงมาก่อนจะปรากฏร่างของผู้มาเยือนทั้งหก
มีชายสี่คนและหญิงสาวสองคน หนึ่งในนั้นคือหญิงสาวผมขาวแซมฟ้า ใบหน้าคล้ายคลึงกับซูไป๋หนิงราวกับเป็นเงาสะท้อนจากกระจก แต่นางดูมีชีวิตชีวา ร่าเริง สดใสและเข้าถึงง่ายกว่าซูไป๋หนิงมาก
ซูไป๋หนิงที่หลับตาอยู่ก็ลืมตาขึ้นทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังของพวกเขา นางจำได้ดี... ทั้งห้าคือคนรู้จักเก่าของนาง เป็นคนที่ใกล้ชิดกันพอควร หญิงสาวคนหนึ่งคือคนรับใช้ของนางและอีก 4 คนล้วนเป็นหนุ่มรูปงามที่ตามจีบนาง ยกเว้นเพียงหญิงสาวอีกคนที่นางไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย
ร่างนี้ที่ซูไป๋หนิงใช้อยู่ในตอนนี้... เดิมทีเป็นของหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งตอนที่นางได้สลับมาอยู่ในร่างนี้ ร่างนี้ก็อยู่ในสภาพปางตายไปแล้ว แม้แต่ชื่อเดิมของเจ้าของร่างนี้นางก็ไม่เคยรู้ ซึ่งนางมารู้ที่หลังจากหานหมิงว่าคนที่เอาร่างนางไปมีชื่อว่า อี้ซิน
เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งในกลุ่มหกคนดังขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง
“คุณหนูซู ดูสิ ซากสัตว์วิญญาณพวกนี้มันดูน่าอร่อยมากเลย!”
ชายในชุดเกราะพูดตามขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“น้องสาวซู ท่านอยากได้สมุนไพรชนิดใดหรือไม่ ข้าจะหาให้เจ้าเอง!”
ชายอีกคนที่ถือพัดก็พูดด้วยรอยยิ้ม
“หรือพี่สาวซูอยากให้ข้าหาสมุนไพรบำรุงผิวให้ดีกว่าละ?”
แต่ก่อนที่ถ้อยคำใดจะได้เอ่ยออกต่อ ร่างของพวกเขาทั้งหกก็หยุดนิ่งกลางอากาศ ราวกับเวลาถูกแช่แข็ง แล้วในชั่วพริบตา... ทุกคนก็กลายเป็นน้ำแข็งโดยสมบูรณ์ แม้แต่จิตสัมผัสของพวกเขาก็ไม่ทันรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้
ทันใดนั้นออร่าอันทรงพลังปะทุขึ้นจากร่างของอี้ซิน มันแยกตัวออกเป็นเงาของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ผมยาวดำแซมแดง ใบหน้าหล่อเหลาคมและร่างของชายหนุ่มอีก 4 คนก็มีวิญญาณบินออกมาเช่นกัน
ซูไป๋หนิงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะสะบัดปลายนิ้ว
เสียงแตกดัง กร๊อบ น้ำแข็งที่ตรึงร่างทั้งหกแตกร้าวส่งผลให้ร่างของทั้ง 6 คนแตกสลายไปทันที
วิญญาณเหล่านั้นตกอยู่ในความตกใจแต่ทันใดนั้นหุ่นเชิดตัวหนึ่งก็ออกมาจากด้านหลังของซูไป๋หนิงและปลดปล่อยพลังของผู้เป็นอมตะออกมาและทำลายวิญญาณเหล่านั้นจนดับสลายหายไปทันที โดยที่พวกเขายังไม่ได้รับรู้อะไรได้ด้วยซ้ำ
“ไม่เจอกันนานเลย… อดีตคู่หมั้นของข้า… ถึงช่วงเวลาเหล่านั้นจะไม่น่ารำลึกถึงเลยก็ตาม” นางพึมพำกับตัวเอง
แม้ตอนนี้นางกับเขาจะไม่ใช่คู่หมั้นกันแล้วก็ตาม แต่ซูไป๋หนิงยังจำเขาได้ดี เพราะเขาคือคนที่นางเกลียดที่สุด ในตอนนั้นหรือตอนนี้ใบหน้าของนางก็ยังคงเต็มไปด้วยความรังเกียจเหมือนเดิม
“ในอดีตข้าต้องโง่ขนาดไหนกันที่ยอมช่วยเหลือขยะเช่นนั้นได้กัน?”
น้ำเสียงของนางเย็นยะเยือกยิ่งกว่าลมหนาว เมื่อมองไปที่เศษซากน้ำแข็งที่แตกสลายเหล่านั้น
“นี่มันก็แค่จุดเริ่มต้น... แล้วเจอกันที่โลกเบื้องบน”
แววตาของซูไป๋หนิงเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงพร้อมกับโชคอันมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ตัวของนางอย่างลับๆ ก่อนที่นางจะเริ่มรวบรวมซากศพของสัตว์วิญญาณและสมุนไพรมากมายโดยได้ใช้หุ่นเชิดจักรพรรดิที่หานหมิงมอบให้มาหลายพันตัวในการรวบรวมสมุนไพร
ในขณะเดียวกัน
บนบัลลังก์ทองคำที่สูงล้ำในโลกเบื้องบน ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ล้อมรอบไปด้วยแสงทองศักดิ์สิทธิ์ลืมตาขึ้น
เขากระซิบเสียงเบา... แต่ก้องกังวานราวสายลมในพายุ
“…ทำไมเศษจิตวิญญาณที่ข้าฝังไว้ในร่างของซูไป๋หนิงถึงถูกทำลายได้กัน?”